แค่นิยาย ตอนที่ 20 Intro to the war Copyมาฝาก

แค่นิยาย ตอนที่ 20 Intro to the war Copyมาฝาก

  • 1 ตอบ
  • 12114 อ่าน
*

ออฟไลน์ nongoo144

  • Senior Member
  • ****
  • 659
  • 718
    • ดูรายละเอียด
แค่นิยาย ตอนที่ 20 Intro to the war Copyมาฝาก
« เมื่อ: กันยายน 23, 2011, 03:48:48 pm »
4 วันต่อมา

“อึกกกกก” นายอาร์ตครางออกมาหนึ่งคำก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ แต่ภาพที่เขาเห็นกลับมีแต่แสงสว่างจ้าไปหมด อีกทั้งภายในหัวของเขาก็มีเรื่องราววุ่นวายสับสนอลม่านจนเขาจับต้นชมปลายไม่ถูก ดูท่านี่คงจะเป็นผลข้างเคียงจากการที่เขาสลบไปหลายวันเป็นแน่ ดังนั้นสิ่งที่เขาควรจะทำก่อนอันดับแรก ก็คือเขาต้องหลับตาลงไปก่อน เพื่อตั้งสมาธิ แล้วคิดทบทวนเรื่องราวความทรงจำในหัวใหม่อีกครั้ง

สิ่งสุดท้ายที่เขาพอจะจำได้ก็คือ .... ในตอนนั้น ตอนที่เขามีพวกพรีสกลุ่มนั้นตามมาสมทบ และด้วยความประมาทหรือความไว้ใจก็ไม่รู้ ทำให้เขาไม่ได้ระวังภัยอันตรายเลย และเจ้าพรีสพวกนั้นก็ฉวยจังหวะดังกล่าว แทงดาบเล่มยักษ์เสียบเข้าท้องเขาอย่างจัง ก่อนที่มันจะชักออกอย่างแรง จนบาดแผลเปิดกว้าง โลหิตในร่างของเขาจำนวนมากจึงไหลทะลักออกมาจากบาดแผลราวกับเขื่อนแตก แม้เขาจะพยามใช้สองมือกดปิดบาดแผล แต่มันก็ไม่อาจขว้างกันโลหิตเหล่านั้นได้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้เขาคงจะตายแน่ๆ แต่ก่อนที่เขาจะกำลังหมดสติลง สายตาของเขาก็มองไปเห็น ......... เธอ

“ตื่นแล้วเหรอ นี่เจ้าสลบไป 4 วันเต็มๆเลยรู้หรือเปล่า” เสียงหวานๆที่คุ้นหูก็ดังขึ้น ที่จริงจะไม่ให้เขาคุ้นได้ยังไง เพราะเจ้าของเสียงนี่เขาก็ได้เจอมาหลายครั้ง และที่สำคัญเจ้าของเสียงเสียงนี้ ก็คือคนเดียวกับหญิงสาวที่เขาเห็นในความจำสุดท้าย ใช่แล้ว เธอก็คือ แวมไพร์สาว เวโรนิก้า

“รอก่อนน่ะ เดี้ยวข้าจะไปหาอะไรมาให้กิน” เวโรนิก้าพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไป ตรงนี้ ทำเขารู้สึกแปลกใจเล็กๆ แวมไพร์นี่นะเหรอจะหาอะไรให้เขากิน หวังว่าคงจะไม่ใช่เลือดสดๆนะ

เวลาผ่านไปไม่นานนัก แวมไพร์สาวก็กลับมา พร้อมกับข้าวต้มร้อนๆหม้อใหญ่ในมือ ก่อนที่เธอจะวางมันลงบนโต๊ะ แล้วจัดแจงตักแบ่งใส่ชามเล็กๆและพูดคุยกับชายหนุ่มไปพร้อมกัน

“เจ้าโชคดีน่ะ ที่แอสการ์ดนี้มีข้าอยู่ มันก็เลยยังมีคนพอทำอาหารมนุษย์ให้เจ้าทานได้ แต่ข้าก็ไม่รู้น่ะว่ามันจะทานได้ไหม เพราะตั้งแต่ข้าเป็นแวมไพร์มา 50 กว่าปี ข้าก็ไม่ได้ทำอาหารแบบนี้อีกเลย”

“ฉันไม่กิน !!” นายอาร์ตร้องเสียงแข็งกร้าว

“หืมมมมมมมม” แวมไพร์สาวลากเสียงสูง ก่อนจะวางถ้วยชามลง แล้วเดินไปหาชายหนุ่มที่นอนนิ่งบนเตียง “พอตื่นขึ้นมาก็ออกฤทธิ์เลยน่ะ ทำไมเหรอ เจ้าต้องการอะไร”

“ฉันน่าจะเป็นฝ่ายถามมากกว่า ว่าเธอต้องการอะไร” นายอาร์ตหันมาจ้องตอบ “ถ้าแค่ไม่อยากให้ฉันต้องตายไปก่อน ก็ไม่ต้องมาสร้างภาพทำเป็นดูแลฉันหรอก เพราะยังไงเธอก็แค่ต้องการจะเอาตัวฉันไปทำพิธีที่ค้างไว้ต่อให้จบ ถึงตอนนั้นฉันก็ต้องตายอยู่ดี”

“มันจะทำให้เจ้าตายได้ยังไง” แวมไพร์สาวเอ่ยถามกลับ พร้อมกับนั่งลงที่ข้างเตียงเขา ซึ่งชายหนุ่มก็ตอบโต้ด้วยการขยับตัวหนีเพื่อบ่งบอกว่าเขาไม่ต้องการอยู่ใกล้เธอ แต่แวมไพร์สาวก็ยังไวพอที่จะคว้าแขนชายหนุ่มไว้ได้ทัน เพื่อให้เธอได้มีโอกาสพูดประโยคต่อไป “พิธีปลุกวิญญาณมันไม่มีอันตรายกับเจ้าหรอก พิธีนี้มันก็แค่ทำให้เจ้ากลับมาเป็นท่านอาลูคาร์ดโดยสมบูรณ์แค่นั้น”

“พอสักทีเถอะ !!” นายอาร์ตตวาดลั่นพร้อมกับกระชากแขนออกอย่างแรง “จะให้ฉันเชื่อเหรอ ฉันจะเชื่อใจใครได้อีก เธอลองดูสิ แผลที่ท้องฉัน ฉันก็ได้มาเพราะไอ้คำว่าเชื่อใจนี่แหละ”

“ก็เชื่อใจข้าไง” แวมไพร์สาวเอื่อมมือไปสัมผัสแก้มเขาเบาๆ พร้อมกับค่อยๆหันใบหน้าของเขามาสบตากับเธอ “ข้าจะไม่ยืนยันกับเจ้าด้วยคำพูดหรอกน่ะ แต่ข้าอยากให้เจ้ามองตาข้าแล้วลองนึกย้อนดีๆสิ ใครกันที่ช่วยชีวิตเจ้าอยู่เสมอ แล้วแบบนี้เจ้าจะเชื่อใจข้าได้หรือยัง”

คำพูดของแวมไพร์สาวทำให้ชายหนุ่มที่มีท่าทีขัดขืนเมื่อครู่ ค่อยๆสงบลง จริงอย่างที่เธอว่า เพราะเมื่อเขานึกย้อนกลับไป ชีวิตของเขานี้ถูกเธอช่วยมาหลายครั้ง เรียกได้ว่าถ้าไม่มีเธอ ป่านนี้เขาคงตายไปแล้ว คนที่เคยช่วยชีวิตเขาก็ย่อมไม่มีเจตนาร้าย เขาควรเชื่อเช่นนี้หรือเปล่า แต่ถ้าเขาเชื่ออย่างนั้น นั่นไม่แปลว่าเขาควรจะอยู่กับพวกแวมไพร์อย่างงั้นเหรอ

“เจ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ ที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ใครกันที่อยากฆ่าเจ้า พวกพรีสพวกนั้นไม่ใช่เหรอ” เวโรนิก้าเมื่อเห็นว่านายอาร์ตกำลังสับสน ก็รีบพูดจาโน้มน้าวต่อทันที “เชื่อข้าเถอะ เจ้าควรจะอยู่กับพวกเราต่างหาก แล้วเราจะแก้ไขทุกอย่างด้วยกัน เมื่อถึงตอนนั้น ก็ไม่มีอะไรจะทำร้ายเจ้าได้อีกแล้ว”

อยู่กับพวกแวมไพร์ ? เราควรอยู่กับพวกแวมไพร์อย่างนั้นเหรอ ? นายอาร์ตได้แต่คิดสับสนอยู่ในใจ เพราะจริงอย่างที่แวมไพร์สาวว่า เขาเกือบโดนพวกพรีสฆ่า เมื่อเป็นแบบนี้ เขาก็คงไม่มีทางที่จะได้กลับไปอีกแล้ว และเมื่ออยู่กับมนุษย์ไม่ได้ ที่ที่เขาควรอยู่ก็คืออยู่กับฝ่ายแวมไพร์หรือเปล่า ..... แต่ถ้าอยู่กับแวมไพร์ เขาไม่ต้องกลายเป็นแวมไพร์ไปด้วยงั้นเหรอ และถ้าเขาเป็นแวมไพร์ ..... วิเวียนล่ะ

“ไม่ !!” นายอาร์ตตะโกนร้องในทันที “ฉันรู้แล้ว ที่เธอพูดมาทั้งหมดก็เพราะจะให้ฉันยอมเป็นพวกแวมไพร์ใช่ไหม แต่ฉันไม่ยอมหรอกนะ เพราะฉันไม่ใช่แวมไพร์ และก็ไม่มีวันที่จะเป็นด้วย”

“ทำไม !!” เวโรนิก้าตะโกนดังลั่นพร้อมกับแยกเขี้ยวอย่างเกรี้ยวกราด ท่าทีที่ดูดุร้ายของเธอเช่นนี้ทำเอานายอาร์ตที่ต่อปากต่อคำกับเธอเมื่อครู่ถึงกับตกใจกลัว พยามถอยหนี แต่ก็ยังช้าไป เพราะแค่แวมไพร์สาวกระโจนทีเดียวก็สามารถขึ้นค่อมเขาได้ทันที ก่อนที่แวมไพร์สาวจะกดชายหนุ่มให้นอนราบไปกับเตียง จนสายตาของทั้งคู่ได้มาประสานกัน

“เพราะนางอย่างนั้นเหรอ” แค่อ่านจากสายตาแวมไพร์สาวก็สามารถรับรู้ได้ในทันที “เพราะนางพรีสคนนั้นใช่ไหม ที่ฉุดรั้งเจ้าไว้ เจ้าถึงไม่ยอมเป็นพวกเรา งั้นมาลองดูกันสิว่า ถ้าข้าทำให้เจ้าลืมนาง เจ้าจะมีอะไรมาฉุดรั้งไว้ได้อีก”

“เธอจะทำอะไร !!” นายอาร์ตถามเสียงดังลั่น แวมไพร์สาวจึงยิ้มน้อยๆแทนคำตอบ ก่อนที่ร่างของเธอจะกระตุกอย่างรุนแรง พริบตานั้นไอมาน่าสีเขียวเข้มก็พุ่งกระจายออกมาจากร่างของเธอ นายอาร์ตที่โดนแวมไพร์สาวค่อมอยู่จึงต้องรับไอมาน่านี้เข้าไปเต็มๆ ไอมาน่าที่มีสรรพคุณกระตุ้นความกำหนัดของเพศตรงข้าม ซึ่งข้อนี้แม้แต่ตัวนายอาร์ตเอง ก็ไม่อาจต้านทานได้ อารมณ์ของเขาในตอนนี้พลุ้งพล่านอย่างบ้าคลั่ง พอๆกับเลือดในกายเขาที่กำลังสูบฉีดอย่างรุนแรง เมื่อเจอเข้าไปแบบนี้สติของเขาก็เริ่มจะเลือนลาง ผิดชอบชั่วดีกำลังจะเลือนหาย และเหลือเพียงสัญชาติญาณของสัตว์ป่า ที่ต้องการจะเสพสมเท่านั้น

เวโรนิก้าก้มลงมองชายหนุ่มที่อยู่เบื้องล่าง ด้วยประสบการณ์ของแวมไพร์สาวเริงกามอย่างเธอ มองปราดเดียวก็รู้แล้ว ว่าชายหนุ่มตกอยู่ภายใต้พลังมาน่าของเธอเต็มเปา ดังนั้นเธอจึงไม่รอช้าที่จะดำเนินการขั้นต่อไป ด้วยการกระชากผ้าห่มผืนบางที่คุมร่างชายหนุ่มออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ ไม่แค่นั้น เธอยังถลกชุดแซกบางเบาของเธอขึ้นมาจนเหนือเอว จนเห็นเนินหีอวบอิ่มของเธออย่างชัดเจน จากนั้นเธอก็วางเนินหี นาบลงบนท่อนควย ก่อนจะค่อยๆขยับเอวไปมา ให้เนินหีถูขึ้นลงตามลำควย

ลำพังแค่พลังมาน่าก็ทำเขาเงี่ยนจนแทบคลั่งอยู่แล้ว นี่เขายังมาเจอเนินหีอุ่นๆที่ถูไปมาบนลำควยของเขาอีก เพียงเท่านี้ สามัญสำนึกของเขาก็ขาดลงอย่างไม่มีชิ้นดี สองมือที่ว่างอยู่ก็คว้าหมับเข้าที่เต้าคู่สวยทั้งสอง ก่อนที่จะขยำเล่นอย่างรุนแรง เล่นเอาแวมไพร์สาวเผลอร้องออกมาหนึ่งคำ แต่กระนั้นแทนที่เธอจะถอยหนี เธอกลับแอ่นหน้าอก ราวกับท้าทายให้ชายหนุ่มขยำเล่นให้หนักขึ้นไปอีก

ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังขยำเต้างามคู่สวยอย่างสนุกมือนั้น สติที่เขาขาดหายไปเมื่อสักครู่ ก็กลับคืนมาเล็กน้อย เมื่อมือเรียวงามของแวมไพร์สาว เอื้อมมาปาดเหงื่อกาฬที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผากของเขาออก ทำให้เขามีโอกาสได้มองแวมไพร์สาวผู้นี้ชัดๆเช่นนี้เป็นครั้งแรก ทำให้เขาได้รู้ว่า เธอเป็นคนสวยที่สุดคนนึงเท่าที่เขาเคยเห็นมาเลยทีเดียว ผิวขาวใสของเธอ เมื่อตัดกับเส้นผมสีดำขลับ มันทำให้เธอดูมาเสน่ห์ลึกลับอย่างบอกไม่ถูก ดวงตาของเธอที่เรียวยาว เมื่อจ้องมองมาที่เขา มันดูยั่วยวนจนเขาหลงใหล และริมฝีปากของเธอ ที่อวบอิ่มน่าสัมผัส จนเขาอดนึกไม่ได้ว่ารสจูบที่เธอนั้นจะน่าลิ้มลองแค่ไหน เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงค่อยๆโน้นกายเธอลงมาเพื่อหมายจะลองสัมผัสมันดูสักครั้ง

ตอนนี้ใบหน้าของเธอห่างจากเขาแค่ไม่กี่เซนติเมตร ความต้องการของเขากำลังจะเป็นจริง เขากำลังจะได้จุมพิศจากปากของเธอแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็ไม่อาจจะอดใจไหว เขาเลื่อนหน้าเข้าไปหมายจะได้สัมผัสเธอเสียที แต่แล้วแวมไพร์สาวกลับใช้มือดันหน้าอกเขาไว้ ก่อนจะเลื่อนกายถอยห่างออกไป ทำเอาชายหนุ่มหน้านิ่วไปเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจ เขาจึงโน้มกายเธอมาอีกครั้ง แต่ก็เหมือนเดิม ก่อนที่เขาจะได้จูบเธอ เธอก็ดันกายถอยกลับไป ทำเอาชายหนุ่มสับสนหนักกว่าเดิมว่าเธอต้องการอะไรกันแน่ เธอไม่ต้องการเขาอย่างนั้นเหรอ ถ้าเช่นนั้น ทำไมเธอถึงยังร่อนเอวถูควยเขาไปมาอยู่อีกล่ะ

ชายหนุ่มจึงโน้มกายเธออีกครั้ง คราวนี้ก็เหมือนทุกครั้ง เธอโอนอ่อนอย่างว่าง่าย ก่อนที่จะขัดขืนในวินาทีสุดท้ายแล้วขืนตัวกลับไป จากนั้นเธอก็ส่งในสายตาให้เขา พร้อมกับยิ้มเล็กๆที่มุมปาก ราวกับจะยิ้มเยาะที่เขาไม่มีวันได้จูบเธอได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็รู้สึกเดือดดาดขึ้นมาทันที เขาสะบัดร่างของเธอกระแทกเข้ากับเตียงอย่างรุนแรง ก่อนจะพลิกกายเป็นฝ่ายขึ้นค่อมเธอแทน แต่แวมไพร์สาวกลับไม่มีทีท่าตื่นกลัวแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำเธอยังหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ ทำเอานายอาร์ตระงับอารมณ์ไม่อยู่อีกต่อไป เขาก้มลง และบดปากใส่เธออย่างรุนแรง ในขณะที่มือทั้งสอง ก็แกกระชากชุดแซกของแวมไพร์สาว จนเต้างามทั้งคู่หลุดออกมาสู่ภายนอก

และเมื่อชายหนุ่มได้บดปากใส่แวมไพร์สาวจนหนำใจแล้ว เขาก็เลือนตัวลงมาขบกัดไปที่ยอดปทุมของแวมไพร์สาวอย่างรุนแรง ทำเอาเธอต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่นั่นก็ยังไม่สาแก่ใจเขาเพียงพอ เขาจึงใช้มือทั้งสองข้าง แหวกขาของเธอออก จากนั้นก็เอาท่อนควยมาจ่อที่ปากหี ก่อนที่จะกระแทกมันเข้าไปอย่างเต็มแรง ถึงตอนนี้แวมไพร์สาวร้องไม่ออกแล้ว เพราะท่อนควยที่กระแทกเข้าไปถึงมดลูก มันทำเธอจุกแน่นไปหมด แต่ชายหนุ่มก็ไม่สนใจเธอแม้แต่น้อย เขารีบตะบันควยใส่เธอทันทีอย่างรุนแรง

นี่คงเป็นผลที่เกิดจากนายอาร์ตตกอยู่ภายใต้พลังมาน่ากระมัง อารมณ์ของเขาจึงรุนแรงกว่าปกติหลายเท่า ซึ่งตรงนี้เวโรนิก้าก็รู้ดี เธอจึงจงใจยั่วโมโหเพื่อกระตุ้นให้เขาลืมตัว และกระทำใส่เธออย่างป่าเถื่อน ซึ่งตัวเธอก็พร้อมรับการกระทำนั้นไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขบกัด หรือแม้แต่กระแทกควยใส่เธอรุนแรงแค่ไหน เธอก็ไม่ถอย มิหนำซ้ำยังแอ่นหีรับท่อนควยนี้อย่างไม่กลัวเกรง

“อุ๊บบบบบบบบบส์” ในขณะที่นายอาร์ตกำลังซอยควยไม่มียั้งอยู่นั้น อยู่ๆเขาก็เผลอร้องออกมาคำนึง ก่อนจะเลื่อนมือไปกุมแผลที่หน้าท้อง อันที่จริงเขายังไม่หายดีเลย แค่ขยับเล็กน้อยแผลก็ปวดขึ้นแล้ว ดังนั้นการที่เขาซอยควยหนักๆเช่นนี้ แผลของเขาก็ยิ่งปวดขึ้นเป็นทวีคูน

“สมน้ำหน้า” เวโรนิก้าเอ่ยขึ้น ก่อนที่เธอจะหัวเราะคิกคัก แต่ไม่ทันที่นายอาร์ตจะพูดอะไรตอบ เธอก็ค่อยๆพลิกกายชายหนุ่มลงมานอนด้านข้าง พร้อมกับกระซิบข้างหูเขาด้วยเสียงกระเส่าว่า “เดี้ยวเมียทำให้นะคะ ที่รัก”

จากนั้นแวมไพร์สาวก็ค่อยๆจัดแจงท่อนควยชายหนุ่มให้ตั้งตระหง่าน ก่อนจะที่เธอจะค่อยๆหย่อนช่องรักกลืนกินลำควยนี้ลงไปช้าๆ ทำให้เธอได้มีเวลาซึมซาบความรู้สึกที่ท่อนควยคูดผ่านผนังช่องคลอดของเธอได้เต็มที่ ท่อนควย ที่ร้อนฉ่าราวกับจะระเบิด มันช่างเหมือนไม้ขีดไฟอย่างดี ที่ใช้จุดไฟราคะในตัวเธอให้ลุกโซน จนผิวพรรณของเธอในตอนนี้ แดงก่ำขึ้นมาถนัดตา

และหลังจากที่เวโรนิก้า สามารถกลืนกินท่อนควยของเขาได้จนหมด เธอจัดแจงโชว์ลีลาให้สมกับที่เป็นแวมไพร์สาวร่านราคะ สะโพกของเธอค่อยๆยกลงช้าๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ จนชายหนุ่มรู้สึกถึงร่องแฉะๆที่เคลื่อนตัวจากโคนสุดไปจนถึงหัวหยัก ก่อนที่ร่องนั้นจะเคลื่อนตัวลงมาใหม่ แถมความเร็วก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นในทุกครั้ง จนเขาไม่อาจทนไหว ต้องซี๊ดปากส่งเสียงออกมาอย่างไม่รู้ตัว

เมื่อเห็นอาการเช่นนี้ของชายหนุ่ม เวโรนิก้าก็ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ก่อนที่เธอจะเร่งความเร็วของสะโพกเข้าไปอีก จนได้ยินเสียงเนื้อกระทบกันดังลั่น จนร่างของเธอ เปียกฉุ่มไปด้วยเหงื่อที่ไหลออกมาโซมกาย แน่นอนว่าการที่เธอขึ้นขย่มอย่างหนักหน่วงเป็นเวลานานเช่นนี้ มันทำให้เธอเหนื่อยล้าราวกับวิ่งมาราธอนเป็นระยะทางไกล แต่เมื่อเธอสัมผัสถึงรสควยที่เคลื่อนที่ภายในช่องคลอด อาการเหนื่อยล้าของเธอก็หายเป็นปริดทิ้ง เหลือเพียงความเงี่ยนที่เติมเท่าไหร่ มันก็ไม่มีวันเต็มเสียที

“อ๊อยยยยยยยยยยย” เสียงร้องของชายหนุ่ม บวกกับอาการสั่นกระตุกของท่อนควย มันทำให้เธอตื่นขึ้นมาจากภวังค์ ชายหนุ่มตรงหน้ากำลังเข้าใกล้จุดมุ่งหมายเสียแล้ว แวมไพร์สาวจึงไม่รอช้าอีกต่อไป เรี่ยวแรงที่เธอมีเท่าไหร่จึงถูกนำมาใช้ไม่มียั้ง สะโพกของขยับขึ้นลงอย่างสุดแรงเกิด จนราวกับว่ามันคือเครื่องจักรสังหารที่มีไว้เพื่อสูบน้ำเงี่ยนไม่มีผิด ด้วยลีลาที่ดุดันเช่นนี้ นายอาร์ตไม่อาจจะต้านทานไว้ได้อีกแล้ว น้ำรักที่มีอยู่ในร่าง จึงพุ่งทะลักเข้าช่องคลอดแวมไพร์สาวจนสุดแรง จนแวมไพร์สาวหวีดร้องออกมาเช่นกัน

ทุกอย่างจบลงแล้ว ....... ไอมาน่าที่เคยฟุ้งกระจาย ตอนนี้มันหายไปจนหมด และสิ่งที่เหลืออยู่ก็คือชายหญิงคู่หนึ่งที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อที่ไหลเต็มร่าง จนหญิงสาวต้องเป็นฝ่ายเอื้อมมือไปหยิบผ้า มาเช็ดหงาดเหงื่อบนร่างชายหนุ่มเบาๆอย่างทะนุถนอม แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนท่า เธอยังนั่งค่อมเขาอยู่และปล่อยให้ท่อนควยคาอยู่ในช่องรักของเธอเช่นนั้น ราวกับกลัวว่ามันจะหลุดหายไป

“อะไรที่นางทำได้ ข้าก็ทำได้ และทำได้ดีกว่าด้วย เจ้าว่าจริงไหม” เวโรนิก้าเอ่ยขึ้นขณะเช็ดเหงื่อบนหน้าชายหนุ่มเบาๆ โดยที่ชายหนุ่มทำได้แต่เพียงมองหน้าเธอเงียบๆ เขาไม่รู้ว้าเธอหมายถึงอะไร แต่ถ้าหมายถึงเรื่องเซ็กส์ เขาก็ต้องยอมรับเลย ว่านี่เป็นเซ็กส์ที่เขาประทับใจจริงๆ

“ยังแข็งอยู่เลยนี่” แวมไพร์สาวเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าท่อนควยที่อยู่ในร่างของเธอไม่ยอมอ่อนลงไปเลย ทั้งๆที่เมื่อครู่พึ่งพ่นน้ำปริมาณมหาศาลออกมาแท้ๆ ว่าแล้วแวมไพร์สาวจึงค่อยๆขยับสะโพกขึ้นลงอีกครั้ง เป็นสัญญาณว่าเธอกำลังเริ่มบทสวาทขึ้นใหม่อีกครั้งนึง

นายอาร์ตเผลอยิ้มออกมาอย่างดีใจ ก่อนที่เขาจะหุบยิ้มนั้นลงแทบไม่ทัน เขากำลังเป็นบ้าอะไรอยู่เนี่ย เขากำลังติดใจรสสวาทที่แวมไพร์สาวผู้นี้มอบให้อย่างงั้นเหรอ ทั้งที่เขามีคนรัก และเธอก็กำลังหาทางมาช่วยเขาอยู่แท้ๆ แต่เขากับนอกใจเธอไปซะแล้ว เมื่อคิดได้เช่นนี้ ....... เขาจึงใช้มือทั้งสองข้างคว้าไปที่เอวแวมไพร์สาวตรงหน้า พร้อมกับตั้งใจจะจะรวบรวมกำลังผลักร่างของเธอให้ออกไปไกลๆ

.
.

เขา .....

.
.

เขา .....

.
.

เขา ..... เขาไม่อาจทานไหวเสียแล้ว สองมือที่หมายจะผลักร่างกลับกลายเป็นโน้มกายแวมไพร์สาวลงมา เพื่อจะได้ดูดเต้างามคู่สวยนั้นได้ถนัด ..... สุดท้ายแล้ว เขาก็ตกเป็นทาสรสสวาทของเธอไปจริงๆ

‘วิเวียนนนนนน ผมขอโทษ’

.
.
.
.
.

แต่จะว่าไป นี่อาจจะเป็นโชคดีของนายอาร์ตก็ได้ ที่เขาทำได้แค่นึกถึงวิเวียนเท่านั้น เพราะถ้าเขาอยู่ตรงนี้ และได้เห็นสภาพปัจจุบันของหญิงสาว เขาอาจจะช็อคจนเป็นลมตายก็ได้ ..........

สภาพของเธอในตอนนี้อยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ยืนในท่าโก้งโค้งและใช้มือดันกำแพงเอาไว้ ผมยาวสลวยสีเงินของเธอ บัดนนี้มันพันกันยุ่งเหยิงจนดูไม่ออกเสียแล้วว่าเป็นทรงใด ในขณะที่เนื้อตัวของเธอ ถูกอาบด้วยเหงื่อกาฬจำนวนมาก ถึงขนาดที่มันสามารถฉาบผิวสีแทนของเธอให้มันวาวในยามที่ตัวเธอต้องแสงไฟ ...... แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังเทียบไม่ได้เลย กับการที่เธอต้องโยกตัวไปข้างหน้าอย่างรุนแรง ซึ่งสาเหตุก็เพราะมีแวมไพร์ร่างยักษ์กำลังตะบันควยใส่เธอไม่ยั้ง จากทางด้านหลังนั่นเอง

เสียงเนื้อกระแทกกันของทั้งคู่ดังลั่นห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆนี้จนก้องไปหมด ถึงขนาดที่ว่า ถ้าใครผ่านมาแล้วได้ยินแค่เสียง ต้องไม่คิดแน่ๆว่านี่คือเสียงของคนเอากัน มันเหมือนเสียงคนต่อยกัน ราวกับจะให้อีกฝ่ายตายคามือเสียมากกว่า ซึ่งจะว่าไปมันก็ไม่ผิดนัก เพราะเจ้าแวมไพร์มันก็ตั้งใจจะเย็ดวิเวียนให้ตายคาควยเช่นกัน

“ปัก !!” เสียงกระแทกในดอกสุดท้ายของมันดังลั่น ก่อนที่มันจะดึงควยออกดังบ๊อก !! และทันทีที่ควยของเจ้าแวมไพร์ถูกดึงออก วิเวียนก็หมดสิ้นเรี่ยวแรงจะทานทนไว้ สองชาที่สั่นระริกของเธอไม่อาจรับน้ำหนักได้อีกต่อไป จนร่างงามของเธอทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างหมดท่า

“ยังหรอกอีกกระหรี่ !!” เจ้าแวมไพร์สบถดังลั่น ก่อนที่นั่งจะนั่งคุกเข่าแล้วพลิกร่างของหญิงสาวอย่างแรง เพื่อให้เธอนอนหงาย ก่อนที่มันจะแหวกขาเธอออก แล้วเสียบแท่งควยของมันเข้าไปดังกึ๊ก !! ..... เพราะมันในตอนนี้ ไม่ต้องการเสียเวลา แม้สักเสี้ยววินาทีเดียว

ส่วนวิเวียน ที่โดนควยขนาดยักษ์เสียบใส่ แต่เธอกลับไม่แสดงอาการใดๆเลย นั่นก็เพราะเธอต้องรวมเพศอย่างป่าเถื่อนแบบนี้มาเป็นเวลานาน จนหีของเธอในตอนนี้ มันด้านชาจนปราศจากความรู้สึก อีกทั้งตัวเธอเองก็เหนื่อยล้าจนถึงขีดสุด ขนาดที่ว่าแม้แต่การเปล่งเสียงครางสักครั้ง เธอสิ้นเรี่ยวแรงจะทำไหวเสียแล้ว

“ใครใช้ให้มึงหลับหา !!” เจ้าแวมไพร์ตะโกนลั่น เมื่อมันเห็นหญิงสาวข้างหน้าตาปิดไปเสียแล้ว แถมมันไม่พูดพูดเปล่า มันเงื้อมือตบหน้าของหญิงสาวดังลั่น จนหน้าของเธอสะบัดหันไปตามแรง ..... แต่ทั้งๆที่มันตบเธอแรงขนาดนั้นแท้ๆ กลับไม่สามารถเรียกสติของเธอกลับมาได้เลย ตอนนี้หญิงสาว สลบคาควยมันไปแล้วอย่างสมบูรณ์

เจ้าแวมไพร์หัวเราะขึ้นเบาๆ จริงๆนี่ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับมันเลย เพราะที่ผ่านมา ผู้หญิงที่เย็ดกับมัน ถ้าไม่สลบเมือด ก็ต้องตายคาควยมันทั้งนั้น เมื่อมันเห็นเช่นนี้ มันจึงหันไปทางผนังกระจกที่อยู่อีกด้านของห้อง เพราะมันรู้ดีว่า ข้างหลังกระจกนั้น มีคนกลุ่มหนึ่งนั่งจับตาดูมันอยู่

“ไอ้พวกโง่ มึงคิดว่ากูเป็นใครว่ะ !! กูเป็นแวมไพร์ชั้นขุนพลนะเว้ย มึงคิดเหรอว่า อีกระหรี่นี่จะเย็ดสู้กูได้ กูจะเย็ดอีนี่ให้ตาย แล้วเอาพลังมาน่ามันมา จากนั้นกูก็จะฆ่าพวกมึงไม่ให้เหลือ !!”

หลังจากเจ้าแวมไพร์ตะโกนลั่นอย่างสะใจแล้ว มันก็ตั้งหน้าตั้งตาเย็ดหญิงสาวที่สลบไสลตรงหน้าต่อ นังผู้หญิงนี่สลบไปแล้ว มันจึงไม่รีรออีกต่อไป เรี่ยวแรงที่มันมีทั้งหมดถูกดึงมาใช้ไม่มียั้ง จนน้ำเงี่ยนที่สะสมอยู่ในกาย เริ่มรวมตัวกัน แล้วไหลขึ้นมาตามกระบอกฉีด เพื่อจะแตกทะลักในไม่กี่วินาทีข้างหน้า เพียงเท่านี้ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย แล้วพลังมาน่าของพรีสสาวผู้นี้ ก็จะตกเป็นของมันอย่างแน่นอน

“เฮ้ย !!” เจ้าแวมไพร์ร้องอย่างตกใจ เพราะอยู่ๆข้างของหญิงสาวตรงหน้าก็ตวัดรัดขาของมันแน่น มือของเธอก็เช่นกัน ล็อคแขนของมันไม่ยอมปล่อย และสุดท้ายปั้นเอวของเธอ ก็เด้งสวนใส่ควยของมันอย่างรุนแรง แถมหญิงสาวตรงหน้ายังยิ้มน้อยๆที่มุมปาก ราวกับจะเฉลยคำตอบให้มันรู้ ว่าที่ผ่านมาทั้งหมดเธอแค่แสดงหลอกมันเท่านั้น แต่ถึงคำเฉลยจะเป็นเช่นไร เจ้าแวมไพร์ก็ไม่อาจรับรู้ได้อีกแล้ว เพราะหลังจากนี้มันทำได้แค่เพียงร้องมาอีกคำเดียว ก่อนที่ทั้งร่างมันจะสูญสลาย ไปพร้อมๆกับพลังมาน่า ที่มันต้องเสียให้เธอ

“แฮก ๆๆๆ” หลังจากร่างของเจ้าแวมไพร์สูญสลายไปแล้ว หญิงสาวก็นอนแผ่หลาอย่างเหนื่อยอ่อน อันที่จริงเมื่อครู่แม้เธอจะแกล้งหลอกมัน แต่ไอ้อาการเหนื่อยล้าแทบขาดใจนี้มันเป็นของจริง ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็เกิดจากการที่เธอต้องเย็ดกับแวมไพร์ระดับขุนพลต่อเนื่องไม่มีหยุด รวมเจ้าตัวเมื่อกี้ ก็ปาเข้าไป 22 ตัวแล้ว

“ยอดเลยว่ะ เย็ดกับแวมไพร์ชั้นขุนพลที่เราจับมา รวดเดียว 22 ตัวแล้วเนี่ย” เจ้าหน้าที่ที่อยู่หลังกระจกต่างพูดคุยกันอย่างไม่เชื่อสายตา ในขณะที่บางคนถึงกับชักว่าวไปด้วยอย่างไม่มีอาย แต่เพราะมันชักแบบนี้มาตั้งแต่วิเวียนเย็ดกับแวมไพร์ตัวแรก จนถึงตอนนี้แม้มันจะชักเท่าไหร่ น้ำเงี่ยนก็ไม่พอให้ไหลอีกแล้ว

“คุณวิเวียนเป็นอย่างไรบ้างครับ” เจ้าหน้าที่พูดผ่านไมโครโพนเข้าไปยังห้อง แต่วิเวียนในตอนนี้หมดแรงที่จะตอบ เธอจึงทำได้แค่ยกนิ้วโป้งเพื่อบอกว่าสบายดีเท่านั้น “งั้นผมจะปล่อยตัวต่อไปเข้าไปเดี้ยวนี้นะครับ” วิเวียนก็ยกนิ้วตอบกลับว่า OK

.
.

“พวกเจ้าทำบ้าอะไร !! หยุดเดี้ยวนี้”

.
.

แต่ไม่ทันที่เจ้าหน้าที่จะกดสวิทย์เพื่อปล่อยนักโทษตัวต่อไป เสียงตวาดดังลั่นก็ดังขึ้นเสียก่อน เล่นเอาเจ้าหน้าที่ชะงักนิ้วแทบไม่ทัน และเมื่อมันหันกลับไปที่ต้นเสียง มันก็พบว่าผู้ที่ตระโกนไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น ‘โบน’ รองสังฆราชสูงสุดฝ่ายขวา นี่เอง

“แต่ว่า ... นี่เป็นคำสั่งของท่านสังฆราชสูงสุดนะครับ” เจ้าหน้าที่คนนั้นรีบตอบละล่ำละลัก

“ว่าไงนะ !!” โบนตะโกนร้องอย่างไม่เชิ่อหู “เรื่องนั้นไว้ทีหลัง เจ้าเปิดประตูเดี้ยวนี้ ข้าจะไปพานางออกมา” แต่ไม่ว่าคำสั่งจะเป็นเช่นไร นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับเขาเลย เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด ก็คือต้องรีบพาวิเวียนออกมาเสียก่อน ขืนปล่อยไว้ มีหวังนางโดนเย็ดจนตายแน่ๆ

“ตะ ... แต่ว่า”

“จะเปิด ... หรือจะตายมันตรงนี้” เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ทำท่าลังเล โบนก็ไม่ร้องช้าบีบเข้าไปที่ลำคอมันแน่น แถมบวกคำขู่เข้าไปอีกประโยค เพียงเท่านี้ เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ตื่นตกใจฉี่แทบแตก รีบเปิดประตูให้โบนแทบไม่ทัน

.
.

“คุณโบน !!”

.
.

วิเวียนร้องตกใจ อันที่จริงเธอก็สงสัยอยู่แล้วว่าทำไมพวกเจ้าหน้าที่ถึงช้านัก แต่มันก็ดีกับเธอไม่น้อยเพราะมันทำให้เธอได้มีโอกาสพักหายใจ จนตอนนี้เรี่ยวแรงเธอเริ่มกลับมาแล้ว แต่ขณะที่เธอกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่ๆประตูฝั่งเจ้าหน้าที่ก็เปิดออก และเป็นโบนที่พรวดพราดเข้ามา

“วิเวียน เจ้าเป็นอย่างไงบ้าง” โบนพูดเสียงสั่นเครือ พร้อมกับหยิบผ้า มาเช็ดหน้าเช็ดตา ให้กับวิเวียนอย่างอ่อนโยน

“วิเวียนสบายดี” เธอรีบลุกขึ้นนั่งทันที

“ยังจะมาโกหกอีก ดูสิ!! เย็ดจนเหงื่อเต็มตัวหมดแล้ว พอๆเลิกๆ ไม่ต้องเย็ดแล้ว เจ้ามากับข้า” โบนร้องลั่นก่อนจะฉุดร่างของวิเวียนให้ลุกขึ้น แต่วิเวียนเสียอีก ที่เป็นฝ่ายดึงมือเอาไว้

“วิเวียนไปไม่ได้คุณโบน” เธอตอบกลับมา

“ทำไม !! อ้อ ..... เจ้ากลัวไอ้รอสมันใช่ไหม งั้นเจ้าไม่ต้องกลัว เดี้ยวเรื่องไอ้รอสน่ะ ข้าจะจัดการเอง !!”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณพ่อนะคะ เรื่องนี้วิเวียนสมัครใจทำเอง” คำตอบนี้ทำเอาโบนถึงกลับต้องหันมาด้วยความตกใจ

“ว่าไงนะ !!!” เพราะคำตอบนี้ไม่ใช่คำตอบที่เขาคาดคิดมาก่อน “เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง !!”

“เพราะตอนนี้วิเวียนมีพลังมาน่าไม่พอ ถึงจะได้พลังของลินคอร์นมา แต่มันก็ยังไม่พออยู่ดี วิเวียนก็เลยขอคุณพ่อ ให้มาที่นี่ จะได้เย็ดกับพวกแวมไพร์ที่เราจับเป็นเฉลย เพื่อวิเวียนจะได้มีพลังมาน่าเพิ่มขึ้นไปอีก”

“เพื่อให้พอที่วิเวียนจะสามารถใช้ ‘เทวีพิราบขาว’ ได้ยังไงละค่ะ”

“เทวีพิราบขาว !!!” โบนตะโกนดังลั่น “เจ้าจะบ้าหรือไงวิเวียน นั่นเป็นเวทย์แสงเลเวล 12 เป็นเวทย์ที่สูงที่สุดเลยน่ะ”

“และอีกอย่าง ตัวเจ้าก็พึ่งใช้เวทย์เลเวล 9 ได้ อยู่ดีๆจะข้ามขั้นไปใช้เลเวล 12 เจ้าไม่รู้เหรอว่านั่นมันอันตรายมาก” โบนร้องตะโกนพร้อมกับทรุดตัวลงจับไหล่ของวิเวียนไว้ เพื่อที่เขาจะได้ มองลึกลงไปในดวงตาเธอ จะได้รู้ว่าซะทีว่าที่เธอพูดมันใช่เรื่องจริงหรือเปล่า

“วิเวียนรู้ว่ามันอันตราย แต่วิเวียนไม่มีทางเลือกนี่คะ” หญิงสาวรู้ดีว่าชายตรงหน้าห่วงใยเธอแค่ไหน เธอจึงดึงมือของเขาเอามากุมไว้เบาๆ

.
.

“ตอนนี้พวกแวมไพร์ได้ตัวร่างกำเนิดใหม่ของอาลูอาร์ดไปแล้ว วิเวียนเลยต้องเร่งเพื่อให้ใช้เวทย์บทนี้ให้ได้ เพราะถึงตอนนั้น ต่อให้พวกมันคืนชีพให้อาลูคาร์ดสำเร็จ วิเวียนก็จะใช้เวทย์นี้ สังหารเจ้าอาลูคาร์ดซะ!!”

.
.

“ว่าไงน่ะ !!!!!!!!!!” คำตอบนี้มันยิ่งกว่าคำตอบไหนๆ ไม่มีคำตอบใดที่จะทำให้โบนต้องตะโกนด้วยความตกใจได้เช่นนี้อีกแล้ว “เจ้าบอกว่า เจ้าจะฆ่าอาลูคาร์ดอย่างงั้นเหรอ”

“คะ ??” ส่วนวิเวียนเองก็แปลกใจไม่แพ้กัน “ทำไมคุณโบนถึงตกใจล่ะ ก็นี่มันคือภารกิจของวิเวียนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

บ้าไปแล้ว บ้าแน่ๆ นี่มันคือเรื่องบ้าอะไรกัน อยู่ดีๆวิเวียนก็มาบอกว่าจะฆ่าอาลูคาร์ด และสายตาเธอก็ฟ้อง ว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแน่ๆ ฆ่าอาลูคาร์ด ฆ่านายอาร์ตเนี่ยน่ะ มันจะเป็นไปได้ไงกัน ก็เมื่อหลายวันก่อน เธอยังมากระซิบข้างหูกับเขาเลย ว่าเธอ รัก นายอาร์ต แล้วอยู่ๆ ทำไมเธอจึงเปลี่ยนไป

โบนสีหน้าเคร่งเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกราดเกรี้ยวในชั่วพริบตา เพราะด้วยสติปัญญาระดับเขา แค่แว๊บเดียวเขาก็พอเข้าใจเรื่องทั้งหมด ........ ช่วงไม่กี่วันมานี้ ช่วงที่เขาพักฟื้น มีใครบางคนทำอะไรบางอย่างกับวิเวียน ใครบางคน ที่ทำเธอเปลี่ยนไป

และคนที่จะตอบเรื่องราวทั้งหมดได้นั้น ก็มีอยู่คนเดียว

“รอสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส !!”

.
.
.

เหนือขึ้นไป ที่ชั้นบนสุดของโบสถ์คาดินัลล์ ที่ห้องทำงานของสาธุคุณรอส ผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของเหล่าพรีส ที่ตอนนี้กำลังนั่งประชุมอย่างเคร่งเครียด กับแองเจลล่า รองสังฆราชฝ่ายซ้าย และเหล่าพรีส ระดับเสนาธิการขึ้นไป

“ตอนนี้ราชาเมนเดสตอบรับเราแล้วค่ะ พระองค์ทรงอนุญาตให้ใช้นครเจนีวา เป็นสถานที่ประสำหรับประชุม 3 ฝ่าย” แองเจลล่ากำลังอ่านรายงาน ต่อที่ประชุม “และดูเหมือนว่า ทางฝ่ายวอร์ริเอร์ นายพลแลนด์ซาร์ต จะเป็นผู้เดินทางมาด้วยตนเอง

“ไอ้แก่เดนตายเอ๊ย” รอสสบถออกมาเบาๆ

“ส่วนกำลังพลของเรา ที่เราเรียกระดมไปเมื่อหลายวันก่อน ถึงตอนนี้เราสามารถรวบรวมได้ 70,000 คนแล้วครับ” หลังจากแองเจลล่ารายงานจบ พรีสอีกคนก็รีบรายงานทันที

“อันที่จริงเราสวรระดมพลให้ได้ 100,000 เลยด้วยซ้ำ ก็เพราะเรียกระดมพลได้แค่นี้นี่ไง เราถึงต้องขอกำลังพลจากพวกวอร์ริเอร์กับสมพันธ์ 9 นครมาเสริม” รอสเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นัก

“ดูท่า งานนี้พวกวอร์ริเอร์มันคงคิดจะหักหน้าเรา ด้วยการขอเป็นผู้นำศึกนี้แทนเราเป็นแน่” แองเจลล่าเอ่ยขึ้นกับที่ประชุม

.
.

“ปังงงงงงงงงงงงงงงงงง !!” เสียงกระแทก ของประตูห้องประชุมดังลั่น ก่อนที่เจ้าของผลงานจะกล่าวเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด “รอส !!”

“โบน” สาธุคุณรอสยิ้มขึ้นมานิดๆ ก่อนจะสั่งทุกคนที่อยู่ในห้องประชุม “การประชุมวันนี้จบลงแล้ว พวกเจ้าไปเตรียมเดินทางไปนครเจนีวาได้”

“แต่ท่านรอส” แองเจลล่าเอ่ยขึ้น เพราะดูจากท่าทีแล้ว คงไม่ดีแน่ถ้าปล่อยให้สาธุคุณรอสกับโบนอยู่กันตามลำพัง แต่กระนั้นสาธุคุณรอสก็ปฏิเสธ “ข้าจะจัดการเอง”

เมื่อสาธุคุณรอสยังยืนยันคำเดิม แองเจลล่าและเหล่าพรีสทั้งหมด ก็ทยอยออกจากห้องไป แค่อึดใจเดียว ห้องประชุมในตอนนี้ก็เงียบสงัด ทั้งห้องเหลือแค่คนอยู่เพียงสองคนเท่านั้น แต่ไม่นานนัก สาธุคุณรอสก็เป็นฝ่ายเอ่ยออกมาเป็นคนแรก “ข้าคิดแล้วว่าเจ้าต้องมา แต่ผิดคาดนะ เพราะข้าคิดว่าเจ้าจะมาเร็....”

“ตูมมมมมมมมมมมมมม !!” ไม่ทันที่สาธุคุณรอสจะพูดจบ โบนก็ฟาดแขนลงบนโต๊ะทำงานหินอ่อนของอีกฝ่ายทันที และด้วยการฟาดแค่ครั้งเดียว โต๊ะหินอ่อนที่แกะสลักอย่างงดงาม ก็แตกละเอียดกระจัดกระจาย ราวกับว่ามันเป็นแค่เศษอิฐเศษดินเท่านั้น

แต่ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะแค่ชั่วพริบตา โบนก็คว้าหมับเข้าที่ลำคอของรอส ก่อนที่เขาจะดันอีกฝ่ายด้วยความเร็วสูง เข้ากระแทกเข้ากับผนังที่อยู่ด้านหลังเต็มแรง

“มึงทำอะไรลงไป” โบนเค้นเสียงถามอย่างคลั่งแค้น

.
.
.

ย้อนกลับไป เมื่อ 4 วันก่อนหน้า

หลังจากที่เหล่าแวมไพร์ออกจากแซงจูรี่ย์ไปแล้ว หลายชั่วโมงถัดจากนั้น เหล่าพรีสที่ทราบข่าวต้องเร่งกลับเมืองแทบไม่ทัน แม้แต่สาธุคุณรอสที่กำลังประชุมสำคัญกับพระราชาต่างเมือง เขาก็ต้องยกเลิกการประชุมและรีบกลับมาในทันที และทันทีที่เขาก้าวมาถึง ภาพที่เขาเห็นตรงหน้า ก็ทำเขาเดือดดาดจนแทบคลั่ง

ภาพของเมือง ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองที่สวยงาม เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่ล้ำค่า แต่บัดนี้สิ่งเหล่านั้นไม่มีหลงเหลืออีกต่อไปแล้ว สิ่งที่มีในตอนนี้ มันเหลือเพียงแค่ซากปรักพักพังไปทุกหย่อมหญ้า จนเขาคิดไม่ออกเลยว่า ต้องใช้เวลานานเท่าใด จึงจะสามารถ


*

ออฟไลน์ sunshine9

  • Gold Member
  • *****
  • 1088
  • 490
    • ดูรายละเอียด
Re: แค่นิยาย ตอนที่ 20 Intro to the war Copyมาฝาก
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2019, 11:57:49 pm »
ภาพของเมือง ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองที่สวยงาม เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่ล้ำค่า แต่บัดนี้สิ่งเหล่านั้นไม่มีหลงเหลืออีกต่อไปแล้ว สิ่งที่มีในตอนนี้ มันเหลือเพียงแค่ซากปรักพักพังไปทุกหย่อมหญ้า จนเขาคิดไม่ออกเลยว่า ต้องใช้เวลานานเท่าใด จึงจะสามารถบูรณะเมืองทั้งเมือง ให้กลับมาสวยงามได้ดังเดิม

แต่นั่นยังไม่ใช่เหตุผลใหญ่ เพราะเมืองถึงจะพังไป แต่มันก็ยังสร้างขึ้นมาใหม่ได้ แต่ก็มีของบางอย่าง ที่มันพังไปแล้ว แต่ก็ไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้ นั่นก็คือศักดิ์ศรีของเขานั่นเอง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมืองแซงจูรี่ย์ไม่เคยต้องระคายเคืองจากพิษสงครามใดๆเลย แต่มาตอนนี้เมืองทั้งเมืองกลับพังพินาศไม่เหลือ แถมยังมาพินาศ ในช่วงเวลาที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นสังฆราชสูงสุดอีกด้วย นั่นไม่ใช่เครื่องบ่งชี้หรอกเหรอว่าเขาเป็นสังฆราชสูงสุด ที่ไม่เอาถ่านที่สุดในประวัติศาสตร์

....... ไม่ !! เรื่องแบบนี้เขายอมไม่ได้ !! ........

และเพื่อไม่ให้ตัวเองโดนครหา สิ่งแรกที่รอสลงมือทำจึงไม่ใช่ดูแลคนเจ็บ ไม่ใช่ฟื้นฟูบ้านเมืองที่พังทลาย แต่เป็นการเปิดศาลไตร่สวนเร่งด่วน เพื่อคนมารับผิดชอบเรื่องทั้งหมด ........ และคนที่ถูกบูชายันต์ในคราวนี้ ก็คือ วิเวียน นั่นเอง

“วิเวียน ..... นี่คือคำพิพากษาของศาล เจ้าได้ทำผิดในข้อหาร้ายแรง 3 ข้อหาด้วยกัน” คุณอาจจะนึกภาพไม่ออกก็ได้ ว่าจะมีศาลที่ไหน ที่จะตัดสินได้รวบรัดตัดตอนขนาดนี้ เพราะศาลของที่นี่ ใช้เวลาไม่ถึงวันด้วยซ้ำในการไตร่สวน และตัดสินโทษมันออกมา

“1. เจ้าทำร้ายร่างกายพรีสระดับสูง” นี่มาจากตอนที่วิเวียนต่อยหน้าพรีสคนนั้น เพราะบันดาลโทสะที่เขาเห็นชีวิตชาวบ้านในเมืองไม่มีค่า

“2. เจ้าละเลยหน้าที่ หนีไปจากสมรภูมิรบ” นี่ก็มาจากตอนที่เธอทิ้งสมรภูมิหน้าโบสถ์คาดินัลล์ เพื่อไล่ตามชอลลี่ไปนั่นเอง

“3. เจ้าละเมิดคำสั่งของท่านสังฆราชสูงสุด ที่ไม่สังหารร่างกำเนิดใหม่ของอาลูคาร์ด แถมยังนำตัวมันมา จนเป็นต้นเหตุของความเสียหายทั้งหมด”

“จากความผิดร้ายแรงทั้ง 3 ข้อ บวกกับความรับผิดชอบ ที่เจ้าจะต้องเป็นคนรับ จากความสูญเสียในครั้งนี้ โทษของเจ้ามีเพียงสถานเดียว” พอพรีสตุลาการพูดเสร็จ เขาก็ใช้ค้อนไม้ทุบลงที่โต๊ะอย่างแรง ก่อนที่จะประกาศประโยคสุดท้าย

.
.

“ประหาร !!”

.
.

ทันทีที่การตัดสินออกมา เสียงอืออึงก็ดังขึ้นไปทั่วบริเวณ บางส่วนก็สะใจกับคำตัดสิน แต่ในขณะที่อีกไม่น้อยที่รับไม่ได้ จนในที่สุด ทั้งสองฝ่ายก็เปิดฉากสงครามน้ำลายใส่กันไปมา จนศาลตุลาการเกิดความโกลาหลไปทั่ว จนพรีสตุลาการต้องเคาะค้อนไม้ เพื่อให้ห้องอยู่ในความสงบดังมั่วไปหมด

แต่ในขณะที่ทั้งศาลโกลาหลวุ่นวาย วิเวียนที่ตกเป็นแพะรับบาปในเหตุการณ์ครั้งนี้ กลับไม่ปริปากอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย เธอยืนนิ่งไม่ไหวติง ราวกับว่าคำพิพากษาเมื่อครู่ ไม่มีความหมายใดๆเลย ..... อันที่จริงก็ไม่ผิดนัก เพราะไม่ว่าภาพโดยรอบจะวุ่นวายเพียงใด เธอก็ไม่คิดจะสนใจมันแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่ติดตาเธอในตอนนี้ มีเพียงภาพนายอาร์ต ที่โดนพรีสที่เป็นพวกเดียวกับเธอ เสียบจนท้องทะลุ และคำพูดของแวมไพร์สาวคนนั้น ที่มันยังดังก้องวนเวียนอยู่ในหัว

“เพราะเจ้า เขาถึงถูกพรีสทำร้าย”

“เพราะเจ้า ที่ดูแลเขาไม่ดี”

“ทั้งหมด มันก็เพราะเจ้าทั้งนั้น”

เมื่อถึงตอนนี้ วิเวียนก็ไม่อาจทานไหวเสียแล้ว น้ำตาจำนวนมากไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย พร้อมกับเสียงร่ำไห้ที่อกมาอย่างแผ่วเบา “อาร์ต......”

3 วันหลังจากนั้น

วิเวียนหลังจากโดนตัดสินประหารชีวิตไปแล้ว เธอก็โดนนำมาขังไว้ในคุกมืดเพื่อรอเวลา ที่นี่เธอมีสภาพเป็นแค่เพียงนักโทษคนนึง จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับทั้งน้ำและอาหาร อีกทั้งยังไม่มีสิทธิที่จะได้สวมเสื้อผ้าอีกด้วย ทั้งเนื้อทั้งตัวเธอ มีเพียงกุญแจมือที่เป็นเครื่องพันธนาการเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะโดนขังคุกมืด อดอาหาร ต้องทนกับความเหน็บหนาว สิ่งต่างๆเหล่านี้ มันเทียบไม่ได้เลยกับความทุกข์ทรมานทางใจที่เธอได้รับ ภาพที่เธอเห็นนายอาร์ตโดนทำร้าย คำพูดของเวโรนิก้า สิ่งต่างๆเหล่านี้ยังคงตามหลอกหลอน จนตัวเธอแทบจะทนไม่ไหวอีกแล้ว อยากจะเร่งวันเร่งขืนให้ถึงวันประหาร ตัวเธอจะได้หลุดพ้นจากภาพต่างๆเหล่านี้เสียที

“วิเวียน” ในขณะที่เธอกำลังจมปรักอยู่กับความเศร้า เสียงที่คุ้นเคยบวกกับประตูห้องขังก็เปิดออก

และเพราะเธอต้องอยู่ในความมืดมิดมาเป็นเวลานาน เมื่ออยู่ๆมีแสงเข้ามา ก็ทำเอาเธอถึงกับตาพร่า จนต้องใช้เวลาครู่ใหญ่ในการปรับแสง จนเมื่อทุกอย่างเข้าที่ เธอก็ได้เห็นว่าใครกันที่เข้ามาในห้องขังของเธอ “คุณพ่อ คุณแองเจลล่า"”

“สภาพดูไม่ได้เลยนะ นังเด็กเหลือขอ” แองเจลล่าเอ่ยปากเย้ยหยันเธอทันที ซึ่งวิเวียนก็ตอบโต้กลับ ด้วยการส่งสายตาใส่เธออย่างเคืองแค้น เพราะแองเจลล่านี่แหละ ที่เป็นคนสั่งให้พวกพรีสกลุ่มนั้น ทำร้ายอาร์ต

“พรุ่งนี้ก็จะถึงวันประหารเจ้าแล้วนะ วิเวียน” รอสเอ่ยขึ้นมาบ้าง “แต่ข้าจะให้โอกาสเจ้าแก้ตัวอีกครั้ง สนใจไหม” คำพูดประโยคหลังทำเอาวิเวียนต้องหันกลับมามองอย่างไม่เข้าใจ เมื่อเห็นหญิงสาวตรงหน้ามีท่าทีสนใจ รอสก็พูดต่อ

“ง่ายๆ ก็เหมือนทำดีลบล้างความผิด” พูดเสร็จรอสก็นั่งลงจ้องมองเธอตรงหน้า “แค่เจ้ารับปาก ยอมสานต่อภารกิจสังหารอาลูคาร์ด ข้าก็จะยอมปล่อยเจ้าไปทันที”

วิเวียนยิ้มน้อยๆ เพราะนี่คือสิ่งที่เธอคาดคิดเอาไว้แล้ว เธอจึงเบือนหน้าหนีผู้พูดตรงหน้า พร้อมกับเอ่ยความต้องการออกมา “ประหารวิเวียนซะเถอะค่ะ”

ทันทีที่พูดจบ สาธุคุณรอสก็เลือดขึ้นหน้าทันที แถมแองเจลล่าที่มาด้วยกันก็หัวเราะออกมาอย่างขบขัน เสียงหัวเราะของเธอนั้น ช่างเป็นตัวเร่งโทสะของสาธุคุณรอสเข้าไปอีก จนเขาทนไม่ไหว เอื้อมมือไปบีบปากวิเวียนอย่างรุนแรง “อย่างสำคัญตัวผิดไปนัก อีกระหรี่ มึงนึกว่ากูมาที่นี่เพื่อง้อมึงเหรอ กูมาที่นี่ เพราะต้องการพลังธาตุแสงของมึงเท่านั้นล่ะเว้ย”

“อ้าวๆ ใจเย็นสิคะคุณรอส” แองเจลล่าเห็นดังนั้นจึงเดินเข้ามาแยกทั้งคู่ทั้งที “เห็นไหมคะ ข้าบอกแล้วว่าวิธีของท่านมันไม่ได้ผลหรอก” เมื่อพูดจบแองเจลล่าก็ยิ้มร้ายออกมา

“เออ .... เชิญเจ้าจัดการได้เลย” สาธุคุณรอสรู้ความหมายของยิ้มร้ายนั้นเป็นอย่างดี เมื่อได้รับไฟเขียว แองเจลล่าก็ผงกหัวรับคำเล็กน้อง ก่อนที่เธอจะหันไปทางวิเวียน และเดินเข้าไปหาอย่างประสงค์ร้าย

“ภาพฝันลวงนิรันดร์”

แองเจลล่าร่ายเวทย์พิเศษเฉพาะตัว ก่อนจะแบมือทั้งสองข้างออกมา แค่พริบตา นิ้วทั้ง 10 ของเธอมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่าน จนประกายไฟ สว่างวูบวาบเต็มห้อง ส่วนวิเวียนที่นั่งอยู่ เมื่อได้ยินชื่อเวทย์ เธอก็ต้องหันมาด้วยความตกใจ เพราะตัวเธอ ก็เคยได้ยินกิตติศัพท์เวทย์บทนี้มาบ้าง

‘ภาพฝันลวงนิรันดร์’ เป็นเวทย์สายฟ้าระดับเลเวล 9 ที่คิดค้นขึ้นมาจากแนวคิด เรื่องการนำเวทย์สะกดจิตของเวทย์โลกเก่า มาพัฒนาโดยประสานเข้ากับพลังธาตุ และจากการลองผิดลองถูกอยู่หลายร้อยปี ในที่สุด ตระกูลของแองเจลล่าก็คิดค้นมันขึ้นมาได้สำเร็จ พวกเขานำเวทย์สะกดจิตแบบเดิม มาประสานกับพลังธาตุสายฟ้า จนเกิดเป็นเวทย์บทนี้ขึ้นมา เวทย์สะกดจิตที่มีอานุภาพเหนือล้ำกว่าเวทย์เดิมๆเป็นไหนๆ ไม่มีใครที่สามารถทานทนได้ เพียงแต่มันมีข้อเสียอยู่เล็กน้อย ตรงที่เป็นเวทย์ละเอียดสูง คนที่จะใช้เวทย์นี้ได้ จึงต้องเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นเวลานาน เวทย์บทนี้จึงสืบทอดกันลับๆในตระกูลของแองเจลล่าเท่านั้น

“ไม่ต้องกลัวนะ ไม่เจ็บหรอก” แองเจลล่าเอ่ยขึ้น ในขณะที่วิเวียนรู้ดีว่า กำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เธอจึงดิ้นรนอย่างสุดกำลัง แต่เนื่องจากโดนกุญแจมือพันธนาการ เธอจึงไม่อาจจะขัดขืนได้เลย กว่าที่เธอจะรู้ตัวอีกที แองเจลล่าก็วางมือทั้งสองข้าง ลงมาบนขมับเธอแล้ว “อ้อ เมื่อกี้ข้าโกหกนะ” แองเจลล่าพูดกับเธอเบาๆ ก่อนที่วิเวียน จะมีหวีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง

“แองเจลล่า !! ข้าต้องการให้เจ้า ลบให้หมดว่ามันเคยหลงรักเจ้าอาลูคาร์ดนั่น ลบให้หมด อย่าให้มันเคยจำได้แม้เพียงเศษเสี้ยว แล้วหลังจากนั้น เจ้าก็ค่อยป้อนข้อมูลเข้าไปใหม่ สำหรับมัน เจ้าอาลูคาร์ดคือสิ่งที่มันต้องกำจัดทิ้งเท่านั้น” สาธุคุณรอสเอ่ยความต้องการของตนขึ้นมา “อ้อ แล้วให้นางกลับมาเป็นเด็กที่น่ารักของข้าเหมือนเดิมด้วย”

แองเจลล่าพยักหน้ารับคำทันที ก่อนที่เธอจะเลื่อนนิ้วทั้ง 10 ไปมา ราวกับว่าเธอกำลังจัดดอกไม้อยู่อย่างไงอย่างงั้น ส่วนวิเวียนที่น่าสงสาร ได้แต่ร้องลั่นอย่างเจ็บปวดเกินจะทน จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายนาที แองเจลล่าถึงได้เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย เธอจัดการจิ้มลงไปที่หน้าผาก ทำเอาวิเวียนร้องสุดเสียง ก่อนที่ร่างของเธอจะกระเด็นไป ถึงตอนนี้ทุกๆอย่างจึงได้สงบลงอีกครั้ง

“ปลดกุญแจมือนางซะ” สาธุคุณรอสเอ่ยสั่งการ เหล่าผู้คุมจึงเข้าไปจัดการทันที หลังจากนั้น สาธุคุณรอสจึงนั่งลงคุกเข่าเพื่อดูอาการของวิเวียน

“วิเวียนๆ” สาธุคุณรอสเอ่ยขึ้นพร้อมกับลูบหน้าเธอเบาๆ และทันทีที่เขาสัมผัสถูกเธอ วิเวียนก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมา

“คุณพ่อ” วิเวียนร้องลั่นก่อนจะผวาเข้ากอดชายตรงหน้า “คุณพ่อคะ แย่แล้ว เจ้าพวกแวมไพร์ได้ตัวอาลูคาร์ดไปแล้ว

“ข้ารู้แล้ว เจ้าใจเย็นๆ” สาธุคุณรอสถือโอกาสลูบผมเธอเบาๆ

“วิเวียนไม่ดี วิเวียนผิดเอง วิเวียนน่าจะฆ่ามันตั้งแต่แรก” เธอสบถเบาๆ

“เรื่องโทษตัวเองเอาไว้ที่หลัง ตอนนี้เราต้องหาทางแก้ไขก่อน”

“วิเวียนจะฆ่ามัน” เธอเอ่ยขึ้นพร้อมกับทวนประโยคนี้ไปมาหลายรอบ จะว่าไปเธอก็แปลกใจเล็กๆเหมือนกัน ที่อยู่ดีๆ เธอก็อยากฆ่าใครสักคนขึ้นมาได้ขนาดนี้

“ดีมาก” สาธุคุณรอสเอ่ยขึ้นพร้อมกับยิ้มเหี้ยมๆ คำคำนี้ไม่รู้ว่าเขาคิดจะให้ใครน่ะ ให้วิเวียนที่อยากฆ่านายอาร์ต หรือให้แองเจลล่าที่จัดการได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“คุณรอสคะ !!” อยู่ดีๆวิเวียนก็เอ่ยขึ้น “เจ้าพวกแวมไพร์ได้ตัวอาลูคาร์ดไปแล้ว อีกไม่นานมันคงทำพิธีคืนชีพให้เขาอย่างสมบูรณ์แน่ ถึงตอนนั้น พวกเราจะไม่สามารถจัดการมันได้”

“แต่ถ้าเรามี ‘เทวีพิราบขาว’ ต่อให้เจ้าอาลูคาร์ดคืนชีพมาโดยสมบูรณ์ มันก็ไม่ใช่คู่มือเราอีกต่อไป” วิเวียนเอ่ยอย่างมั่นใจ เพราะเท่าที่เธอเคยศึกษามา ‘เทวีพิราบขาว’ เป็นเวทย์ทางแสงเลเวลสูงสุด และในอดีตเมื่อพันปีก่อน ก็เป็นเวทย์บทนี้นี่แหละ ที่ใช้สังหารอาลูคาร์ด

“เทวีพิราบขาว” สาธุคุณรอสเอ่ยทวนชื่อนั้นเบาๆ

“แต่ปัญหาก็คือ วิเวียนในตอนนี้แม้จะได้พลังมาน่าของลินคอร์นมา แต่วิเวียนก็ไม่แน่ใจว่ามันจะพอสำหรับใจเวทย์นี้ได้ไหม ดังนั้นวิเวียนอยากจะขอคุณรอส ให้วิเวียนได้เย็ดกับพวกแวมไพร์เชลยที่เราจับได้ ให้วิเวียนได้มีพลังมาน่ามากพอ เพื่อจะได้ใช้เวทย์นี้ได้นะคะ” วิเวียนเอ่ยจบพร้อมกับกล่าววิงวอน แต่สาธุคุณรอสก็ยังไม่ตอบอะไร มีเพียงรอยยิ้ม ที่ค่อยๆเผยออกมาเท่านั้น
.
.
.

“แล้วแกก็เลยยอมอย่างงั้นเหรอ” โบนกล่าวขึ้นอย่างเดือดดาดเกินขีดสุด “เลวมาก นี่แกกล้าถึงขนาดยอมทำทุกอย่าง แม้แต่ยอมให้นังแองเจลล่า ใช้เวทย์มนต์สะกดจิตเธองั้นเหรอ”

เมื่อถึงตอนนี้โบนก็สุดที่จะระงับอารมณ์ไหวแล้ว เขาเงื้อหมัดขึ้น ก่อนจะปล่อยมันออกไปอย่างสุดแรงเกิด โชคดีของรอสที่โบนยังพอมีสติอยู่บ้าง หมัดหมัดนี้จึงแค่พุ่งเฉียดหน้ารอส เข้าใส่ผนังที่อยู่ด้านหลังเท่านั้น และด้วยความแรงของหมัด ผนังทั้งแถบถึงกับร้าวจนแทบจะถล่มลงมา “แกทำกับเธอราวกับเธอเป็นสิ่งของ ทำไมแกไม่คิดมั่งห่ะ ว่าถ้าวันใดที่เวทย์มันคลายลง เธอจะเสียใจแค่ไหน !!”

“โบน” รอสเรียกชื่ออีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะแตะนิ้วไปที่หน้าอกอีกฝ่าย พริบตานั้น ประกายสายฟ้าก็สว่างแวบ จนถึงขนาดีดเอาร่างยักษ์ของโบนปลิวกระเด็นไปไกล

“โบน ในฐานะที่เจ้าเป็นเพื่อนสนิทข้า ข้าก็ไม่อยากขัดคอหรอกนะ ถ้าเจ้าจะเล่นบทพ่อที่แสนดี” รอสจัดการถูกมือไปมา ก่อนจะย่างสามขุมเข้าหาร่างของโบนที่นอนอยู่ตรงหน้า และเมื่อเห็นว่าโบนยังไม่สิ้นฤทธิ์ เขาก็จัดการปล่อยสายฟ้าเข้าใส่ทันที โดนเข้าไปสองดอกติดๆกันแบบนี้ สุดท้าย โบนก็สิ้นท่า และเมื่อเป็นเช่นนี้ สาธุคุณรอสก็พูดประโยคที่ค้างไว้ต่อจนจบ “แต่ข้าว่าเจ้าเลิกเล่นได้แล้ว !!”

“ไอ้ชาติชั่ว” โบนกร่นด่าอย่างโกรธแค้น แต่สาธุคุณรอสขบขันคำด่านี้เสียเต็มประดา

“ว่าข้าชั่ว แล้วเจ้าล่ะ มันต่างจากข้าตรงไหน” คำย้อนเรียบๆของสาธุคุณรอส ทำเอาโบนถึงกับสะอึก และหลังจากนั้น ภาพต่างๆในอดีตก็ผุดขึ้นมา จนตัวเขานิ่งเงียบไปในทันที เมื่อเป็นเช่นนี้ สาธุคุณรอสจึงถือโอกาสตอกย้ำแทงใจดำเขาต่อ “ข้าจะทวนความทรงจำให้เจ้าดีไหม”

“ใคร !! เป็นคนพบตัววิเวียนเป็นคนแรก”

“ใคร !! เป็นคนบังคับขู่เข็ญเอาตัวนางมาจากพ่อแม่”

“และใคร …… !! เป็นคนทำลายหมู่บ้านของนาง จนพ่อแม่นางต้องตายหมด”

“นั่นเจ้าเป็นคนสั่ง” โบนร้องเถียง สาธุคุณรอสหัวเราะในลำคอ ก่อนจะตอบกลับ “แต่เจ้าก็เป็นคนทำไม่ใช่เหรอ .... เจ้ากับข้า มันก็ไม่ต่างกันเลย”

ถึงตอนนี้ โบนไม่มีอะไรจะเถียงอีกแล้ว เขาทำได้แต่เพียงก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาอีกฝ่าย ...... ใช่แล้ว ทุกอย่างที่สาธุคุณรอสพูดมามันไม่ผิดเลย เขาในตอนนั้น ได้ทำเรื่องที่เลวร้ายลงไปมากมาย เพียงเพื่อต้องการจะให้พลังธาตุแสงสว่างของวิเวียน เป็นสมบัติของแซงจูรี่ย์ตลอดไป กว่าเขาจะคิดได้มันก็สาย เขาในตอนนี้ จึงพยามทำตัวเป็นพ่อที่แสนดี เพื่อจะชดเชยตราบาปที่เขาได้ทำไว้ในอดีต

“เรื่องที่เจ้าเสียมารยาทกับข้าในวันนี้ ข้าจะถือว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นแล้วกัน ...... อ้อ แล้วระหว่างที่ข้าไปประชุมที่นครเจนีวา ข้าฝากเจ้าช่วยดูแลการฝึก ‘เทวีพิราบขาว’ ด้วยนะ” สาธุคุณรอสเอ่ยสั่งการอย่างไม่รู้สึกรู้สา ก่อนที่พรีสเฒ่าจะเดินจากไป ทิ้งอีกฝ่าย ที่ทำได้แค่เพียงทุบพื้นเพื่อระบายความอัดอั้น ไว้ด้านหลัง

.
.
.
.
.

“ตื่นได้แล้วคะที่รัก” เวโรนิก้าเอ่ยเสียงใส ก่อนจะบรรจงจูบนายอาร์ตเบาๆ ก่อนที่เธอจะเดินแยกตัวที่ตู้เสื้อผ้า แล้วใช้เวลาค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนักเธอก็ได้ชุดสูทหรูหราสีดำสนิทมาหนึ่งชุด ที่ดูจากขนาดตัวแล้ว นายอาร์ตน่าจะใส่ได้พอดี หลังจากใช้เวลาจัดการเสื้อผ้าเสร็จ แวมไพร์สาวก็หันกลับมาก่อนจะร้องเสียงสูง “ยังไม่ลุกอีก ! ลุกได้แล้ว จะได้ไปอาบน้ำ”

“อาบน้ำ ? จะให้อาบไปไหนละ” นายอาร์ตร้องถามก่อนจะสลัดหน้าเบาๆเพื่อไล่ความมึนงงออกไป และเมื่อสติเขากลับมา เขาก็พบว่าแอสการ์ดนี้มีอะไรผิดแปลกไป

ก่อนหน้านี้เขาจำได้แอสการ์ดกำลังเคลื่อนที่อยู่ แต่ตอนนี้เหมือนกับว่ามันหยุดนิ่งแล้ว และเมื่อเขามองไปนอกหน้าต่าง เขาก็ยิ่งมั่นใจ เพราะตอนนี้ทิวทัศน์ข้างนอกไม่ได้มีแต่ก้อนเมฆเหมือนวันก่อน แต่ตอนนี้มันเป็นทิวทัศน์ของต้นไม้ป่าเขา เพราะฉะนั้น นี่ก็หมายความว่า แอสการ์ด ลงจอดแล้ว !?

“เรามาถึงแล้วล่ะ” เวโรนิก้าเอ่ยขึ้น “มิดแลนด์ไง .... อีกเดี้ยวเราจะนั่งขบวนเกียรติยศเข้าไปกัน”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น นายอาร์ตก็กลืนน้ำหลายลงคออย่างยากเย็น ที่ได้รู้ว่า อีกเดี้ยว ตัวเขาจะได้เข้าสู้เมืองหลวงของอาณาจักรแวมไพร์แล้ว

.
.
.

ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ทันทีที่ข่าวการเสด็จมาถึงของเจ้าชายทีโอดอร์ อีกทั้งพระองค์ยังนำตัวร่างกำเนิดใหม่ของอาลูคาร์ดกลับมาด้วย ได้แพร่กระจายออกไป ชาวเมืองแวมไพร์ได้ต่างออกมากู่ร้องด้วยความยินดี พร้อมกันนั้นทุกคนต่างเร่งรีบตกแต่งเมืองเพื่อรับเสด็จกันอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักพรมแดงก็ทอดยาวจากตัวพระราชวัง ออกไปไกลถึงนอกเขตเมือง ในจุดที่ขบวนเสด็จจะเคลื่อนผ่าน โดยมีเหล่าแวมไพร์ตั้งแต่ชั้นนักรบ ไล่ไปจนถึงชั้นขุนพล ออกมาตั้งแถวรับเสด็จเต็มสองข้างทาง อีกทั้งเหล่าชาวเมืองที่เหลือ ก็ออกมาร่วมแสดงความยินดีกันคับขั่ง

จนกระทั้งเวลาเสด็จมาถึง ขบวนรถม้าพระที่นั่ง ก็ดำเนินจากแอสการ์ดเดินตามพรมแดงเข้าสู่ตัวเมืองทันที เหล่าชาวเมืองที่มารอเฝ้าชมต่างโห่ร้องอย่างกึกก้อง กลีบดอกไม้หลากพันธ์ที่เตรียมมาถูกโรยขึ้นจนปลิวสะบัดไปทั่ว อีกทั้งพลุไฟที่เตรียมไว้ ก็ถูกจุดขึ้นเต็มท้องฟ้า ขบวนเกียรติยศที่อลังการเช่นนี้ สร้างความตื่นเต้นให้กับนายอาร์ตไม่น้อย แต่มันคงจะดีกว่านี้มาก ถ้าเขาไม่ใช่มนุษย์คนเดียว ที่อยู่ท่านกลางแวมไพร์เรือนแสน

หลังจากใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมง ในที่สุด ขบวนรถม้าพระที่นั่งก็ดำเนินมาถึงจุดหมายจุดได้ นั่นก็คือบริเวณหน้าพระราชวังของมิดแลนด์นั่นเอง ถึงตอนนี้ชาวแวมไพร์ รวมถึงแวมไพร์ทหารที่มารอรับเสด็จเมื่อครู่ ถูกกันไว้หน้าวังทั้งหมด ในขณะที่นายอาร์ต และเหล่าแวมไพร์ที่โดยสารมากับรถม้าพระที่นั่ง ได้ทยอยลงมาจนหมด ก่อนที่ทุกคน จะต้องเดินเท้า เพื่อเข้าสู่ตัวพระราชวังทันที

ถึงตอนนี้ แม้นายอาร์ตจะอยากแสดงทีท่าขัดขืนมากแค่ไหน แต่เมื่อเจอการประกบอย่างแน่นหนาของเหล่าแวมไพร์ เขาก็ไม่อาจจะทำได้เลย จนสุดท้าย เขาต้องยินยอมเดินตามขบวนไปแต่โดยดี แต่อย่างน้อยเขาก็ยังรู้สึกดีอยู่บ้าง เพราะข้างๆเขามีแวมไพร์สาวเวโรนิก้าประกบด้วยไม่ห่าง เธอเอื้อมมือมากุมมือเขาไว้ ไออุ่นจากมือเธอ ที่ส่งผ่านมาที่เขา มันทำให้เขารู้สึกอุ่นใจเช่นเดียวกันอย่างประหลาด

แต่แล้วความรู้สึกอบอุ่นในใจเขาก็หายไปจนหมด !! เพราะฉับพลันนั้น เขาก็รู้สึกถึงความหวาดกลัวอะไรบางอย่างพลุ่งพล่านอยู่ภายในอก และมันยิ่งทวีคูนขึ้นเรื่อยๆเมื่อเขายิ่งเดินลึกเข้าไปในปราสาท ความหวาดกลัวของเขานั้น มันมากขึ้น ๆ จนเขาแทบคุมสติไม่อยู่ ใบหน้าของเขาซีดเซียวลงอย่างน่ากลัว อีกทั้งไม่อาจจะก้าวเท้าได้ดังใจ จนต้องกลายเป็นหน้าที่ของเวโรนิก้า ที่ต้องคอยช่วยพยุงร่างกายเขาค่อยๆเดิน

และในที่สุด นายอาร์ตก็ได้รับคำตอบ ว่าร่างกายเขากำลังหวาดกลัวอะไรอยู่ เพราะทันทีที่เขาเดินเข้าสู่ส่วนในสุดของปราสาท เขาก็ได้เห็น ........ ชายชราอายุเกือบ 300 ปี แต่ใบหน้าไร้หนวดเคราของเขากลับมีริ้วรอยแค่เพียงเล็กน้อย จนดูเหมือนมนุษย์อายุ 60 เสียมากกว่า มีเพียงเส้นผมยาวสลายแต่สีขาวโพลนทั้งศีรษะเท่านั้น ที่เป็นตัวบอกอายุออกมา เพราะส่วนอื่นๆอย่างร่างกาย กลับยังดูแข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ ส่งผลให้เมื่อเห็นเขานั่งอยู่บนบัลลังราชา เขาจึงดูน่าเกรงขามเหลือคณานับ ดังนั้นเมื่อรวมๆกันแล้ว เขาจึงดูสง่างามไม่มีที่ติเลย

แต่เพราะชายชราผู้สง่างามผู้นี้ คือผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร บนตัวเขา จึงมีรังสีบางอย่างแผ่ซ่านออกมา แน่นอนมันไม่ใช่ไอมาน่า แต่มันกลับคือรังสีอำมหิต และจิตสังหารที่หยาบช้า จนทำเอานายอาร์ต ที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ต้องหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด ราวกับหนูตัวเล็กๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับพญางูที่โหดร้าย

ชายชราผู้นี้ คือปีศาจร้าย ราชาแวมไพร์เลอเซอโร่

“เสด็จพ่อ !!” ในขณะที่นายอาร์ตหวาดกลัวชายตรงหน้า บุตรชายของชายชราผู้นี้กลับร้องขึ้นอย่างดีใจ

“ลูกรักของพ่อ” ราชาแวมไพร์ร้องตอบทันที ก่อนที่ทั้งคู่จะตรงเขาสวมกอดกันอย่างอบอุ่น เพราะเป็นเวลาหลายปีเลยทีเดียว ที่ทั้งคู่ไม่ได้เจอหน้ากันเลย

หลังจากทักทายประสาพ่อลูกกันแล้ว เลอเซอโร่ก็เลื่อนสายตามองถัดไป พร้อมกับเอ่ยถาม “นั่นเหรอ ร่างกำเนิดใหม่ของอาลูคาร์ด”

“ใช่แล้วเสด็จพ่อ” ทีโอดอร์เอ่ยตอบ ราชาแวมไพร์พยักหน้ารับคำตอบนั้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยสั่งลูกน้องคู่ใจ “เฮย์ไวร์”

“พ่ะย่ะค่ะ” แวมไพร์ชราร่างสูง ตาโปนลึก ก้าวออกมา ก่อนจะเดินตรงเข้าหานายอาร์ต และไม่ทันที่นายอาร์ตจะทำอะไร เจ้าแวมไพร์ก็กางเล็บยาวแหลม พร้อมกับตวัดข่วนเข้าต้นคอนายอาร์ตทันที

“โอ๊ยยยย” นายอาร์ตร้องอย่างเจ็บปวด ก่อนจะเอามือกุมเลือดสดๆที่ต้นคอ ส่วนแวมไพร์ตาโปนกลับไม่รู้สึกรู้สา มิหนำซ้ำ ยังดูดเลือดบนเล็บอย่างเอร็ดอร่อย

“ตัวจริงฝ่าบาท เลือดของมันรสชาติเหมือนแม่มันไม่มีผิด ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่ามันจะโตมาได้ถึงขนาดนี้” เฮย์ไวร์เอ่ยต่อราชาเลอเซอโร่ ส่วนนายอาร์ตนั้น เมื่อได้ยินเรื่องแม่ของตัวเอง เขาจึงอดไม่ได้ที่จะรีบถามออกมา “เมื่อกี้แกบอกว่าแม่ฉันเหรอ แม่ฉันตอนนี้อยู่ไหน”

“พูดอะไรนะ” แวมไพร์ตาโปนเฮย์ไวร์หันมาถามกลับ “แม่ของเจ้า ก็ตายไปตั้งนานแล้วไง ตาย ตั้งแต่ที่ข้าผ่าท้องนางทั้งเป็น เพื่อเอาตัวเจ้าออกมา”

“ตายแล้ว .... ตาย เพราะแกงั้นเหรอ เพราะแกฆ่าแม่ชั้นใช่ไหม ..... มึงงงงงง !!” สำหรับเด็กกำพร้าอย่างนายอาร์ตแล้ว การได้เจอหน้าพ่อแม่สักครั้งมันเป็นความฝันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต สำหรับพ่อ เขาคงหมดหวังไปแล้ว ตั้งแต่ได้รู้ว่าตนเองเกิดมาจากพิธีกรรมบางอย่าง ที่ทำให้เขามาเกิดในท้องผู้หญิงได้โดยตรง ดังนั้นตัวเขา จึงเหลือความหวังที่จะได้เจอแม่เท่านั้น ดังนั้นเมื่อมาเจอความจริงที่ว่า แม่ของเขาตายแล้ว และตายเพราะโดนชายตรงหน้าฆ่า เขาจึงไม่อาจจะระงับโทสะได้อยู่ เขาจึงพุ่งผวาเข้าใส่ทันที ....... แต่สุดท้าย ตัวเขาก็ทำไม่สำเร็จ เพราะเวโรนิก้า ผวาเข้ามาล็อคตัวเขาไว้ได้ทัน

สำหรับเฮย์ไวร์ เขาเป็นหนึ่งในแวมไพร์นักปราชญ์ ที่ได้รับคำสั่งมาให้ศึกษาศิลาจารึกเวทย์ธาตุวิญญาณ และด้วยความอัจฉริยะเกินใคร ทำให้เขาและน้องชาย ไซร์เวย์ เท่านั้นที่ฝึกฝนสำเร็จ จากนั้นพวกเขาก็ทำตามคำบัญชาของเลอเซอโร่ ก่อพิธีกรรมคืนชีพให้อาลูคาร์ดได้สำเร็จ แต่น่าเสียดาย ที่พิธีนี้ถูกขัดขวางโดยเหล่าพรีส และในขณะที่เห็นจวนตัว ไซร์เวย์เลยตัดสินใจส่งนายอาร์ตตอนเป็นทารกข้ามมิติไป

แต่การตัดสินใจเช่นนี้ของไซร์เวย์ กลับทำให้เลอเซอโร่ไม่พอใจอย่างมาก ราชาแวมไพร์จึงสั่งประหารแวมไพร์ผู้นี้ทันที เหลือเพียงเฮย์ไวร์ที่รอดชีวิต เพราะเลอเซอโร่เห็นว่ายังมีประโยชน์อยู่นั่นเอง

“หึๆๆๆ แข็งแรงแบบนี้ดีจริงๆ แบบนี้ก็ไม่ต้องรอแล้ว สั่งการลงไป เตรียมตัวเคลื่อนพลไปเมืองนากีสได้” เลอเซอโร่เอ่ยสั่งการดังลั่นท้องพระโรง ทำเอาทีโอดอร์ที่ยืนอยู่ต้องเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ขออภัยเสด็จพ่อ เหตุใดเราจึงต้องเดินทางไปเมืองนากีส เท่าที่ลูกรู้ เมืองนากีสมันเป็นเมืองที่เราทิ้งร้างมาหลายร้อยปีแล้วไม่ใช่เหรอ”

“เรื่องนั้น ให้หม่อมฉันเป็นผู้ถวายคำอธิบายดีกว่า” เฮย์ไวร์เอ่ยตอบ

“เวทย์ธาตุวิญญาณนั้น แตกต่างจากเวทย์ธาตุอื่นๆอยู่หนึ่งอย่าง เพราะเวทย์นี้จะใช้ได้แค่ในบางพื้นที่เท่านั้น ซึ่งพื้นที่ที่จะใช้ได้ จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นวิญญาณร้ายที่สิงสถิตอยู่ รอเวลาไปเกิดเท่านั้น ซึ่งทั้ง wonderland นี้ มีเพียงเมืองนากีสเท่านั้นที่เหมาะสม”

ที่แท้แต่เดิมนั้น นากีส เป็นเมืองที่อยู่ตรงพรมแดนระหว่างมนุษย์กับแวมไพร์พอดี ด้วยเหตุนี้เมืองนี้จึงต้องกลายเป็นสนามรบอย่างช่วยไม่ได้ ทำให้เมืองนี้ต้องตกอยู่ภายใต้ไฟสงคราม เป็นระยะเวลากว่า 100 ปี จนจำนวนทหาร ทั้งจากฝ่ายมนุษย์และแวมไพร์ ที่ต้องมาหลั่งเลือดที่นี่ มีจำนวนมากมายมหาศาล จนไม่อาจนับจะจำนวนได้ แม้ในท้ายที่สุด ฝ่ายแวมไพร์จะสามารถได้รับชนะขั้นเด็ดขาด แต่ที่เหลืออยู่ กลับเป็นเพียงเมืองที่พินาศจากไฟสงคราม จนไม่อาจจะบูรณะได้อีกเลย

“เข้าใจแล้วหรือยังลูกพ่อ เราจึงต้องเดินทางไปทำพิธีคืนชีพอาลูคาร์ดต่อที่เมืองนี้ไงล่ะ” ราชาแวมไพร์เอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินมาตบไหล่บุตรชายตนเองเบาๆ “แต่เจ้าน่าจะยินดีนะ เพราะนี่จะเป็นศึกที่เราพ่อลูกจะร่วมรบด้วยกัน”

“และถ้าเราทำสำเร็จ มิดแลนด์ของเราก็จะครอบครอง wonderland ได้เสียที”

.
.
.
.
.

ในโลกของ wonderland นั้น ผู้ที่สามารถต่อกรกับเหล่าแวมไพร์ได้ แต่เดิมนั้นมีแค่เพียงพรีสและวอร์ริเอร์เท่านั้น ถ้าเช่นนั้น แล้วมนุษย์คนอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในสองคลาสนี้ล่ะจะทำอย่างไร ดังนั้นเพื่อความอยู่รอด พระราชา 9 พระองค์ จากเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก 9 เมือง จึงจับมือและร่วมลงชื่อในสนธิสัญญา เพื่อเป็นพันธมิตรร่วมกัน จนในที่สุดก็เกิดเป็น สมาพันธ์ 9 นครขึ้นมา

จุดประสงค์ของสมาพันธ์นี้ ก็เพื่อให้การสนับสนุนด้านปัจจัย เพื่อแลกกับการคุ้มครองจากเหล่าพรีสและวอร์ริเออร์ และสิทธิ์ขาดในการบริหารจัดการ ทำให้สมาพันธ์นี้ สามารถเรียกเก็บค่าคุ้มครอง หากเมืองอื่นนอกเหนือจากสมาพันธ์ต้องการกำลังของพรีสและวอร์ริเออร์ไปคุ้มครองบ้าง เรียกได้ว่า สมาพันธ์ 9 นครนี้ ตั้งขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองโดยแท้

และจุดศูนย์กลางของสมาพันธ์ 9 นครนี้ ก็อยู่ที่ นครเจนีวา นครที่ใหญ่ที่สุดในบรรดานครทั้ง 9 นั่นเอง ที่วันนี้ นครแห่งนี้กำลังคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีแขกอาคันตุกะ ที่เป็นคนสำคัญที่สุดในโลกเดินทางมาชุมนุมกันพร้อมหน้า ไม่ว่าจะเป็นราชาทั้ง 9 นายพลแลนด์ซาร์ต กับสาธุคุณรอสที่เดินทางมาพร้อมกับผู้ติดตาม โดยทั้งหมด มีจุดประสงค์เพื่อเข้าร่วมประชุม 3 ฝ่าย การที่คนสำคัญระดับนี้เดินทางมาพบกันได้ ดูท่า การประชุมนี้คงสำคัญมากพอดูเลยทีเดียว

ทันทีที่ทั้ง 3 ฝ่ายเดินทางมาครบองค์ประชุม ไม่ทันที่ราชาเมนเดสจะกล่าวเปิดงาน เหล่าพรีสกับวอร์ริเออร์ก็สาดสงครามน้ำลายใส่กันแล้ว

“ที่ฝ่ายมนุษย์เราต้องเผชิญกับวิกฤตขนาดนี้ ก็เพราะความอ่อนแอของพวกพรีสอย่างท่าน ที่ทำให้พวกแวมไพร์บุกมาทำลายเมือง และชิงตัวอาลูคาร์ดไปได้”

“ที่เมืองเราถูกทำลาย และอาลูคาร์ดถูกชิงตัวไป นั่นก็เพราะความสอดรู้สอดเห็นของวอร์ริเออร์อย่างพวกท่าน ที่มาล้วงข้อมูลภายในเมืองเราไป จนมันหลุดไปถึงพวกแวมไพร์ต่างหาก”

“เจ้าว่าไงน่ะ !!”    “ทำไมหรือจะเอา !!”   ...................... หลังจากนั้น เสียงโต้เถียงก็ดังลั่นห้องประชุมไปหมด

“ทุกท่านหยุดก่อน !!” เสียงทรงอำนาจของราชาเมนเดสดังขึ้น และสมกับเป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่ คำพูดของพระองค์สามารถทำให้ห้องประชุมสงบลงได้ในทันที “ตอนนี้พวกเรากำลังเจอสถานการณ์ที่คับขัน เพราะเหล่าแวมไพร์ได้ตัวอาลูคาร์ดไปแล้ว ข้าว่าเรามาจัดการเรื่องนี้ก่อนดีกว่า เรื่องที่ว่ามันเป็นความผิดใคร เรื่องนั้นเอาไว้จัดการในภายหลังก็ได้”

“ถูกต้องแล้วฝ่าบาท” สาธุคุณรอสเอ่ยขึ้นก่อนจะลุกขึ้นกล่าวกลางที่ประชุม “สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญตอนนี้ เป็นวิกฤตขั้นร้ายแรงของเผ่าพันธุ์มนุษย์เรา เพราะเจ้าพวกแวมไพร์ มันได้ตัวอาลูคาร์ดไปแล้ว ดังนั้นพวกมันต้องไม่รีรอที่จะทำพิธีคืนชีพเขาให้สมบูรณ์แน่ การที่เราจะผ่านวิฤตในครั้งนี้ไปได้ มันต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นมนุษย์ธรรมดา พรีส หรือวอร์ริเออร์”

“วอร์ริเออร์อย่างพวกเรายินดีให้ความร่วมมืออยู่แล้ว เพราะชาตินักรบเช่นเรา ไม่เคยหนีหน้าสงครามไหนๆ” นายพลแลนด์ซาร์ตเอ่ยตอบ ก่อนจะตั้งคำถามกลับ “แล้วท่านล่ะ มีความเห็นต่อสงครามนี้เช่นไร”

สาธุคุณรอสหันมาให้สัญญาณ เหล่าผู้ติดตามจึงดำเนินการทันที ภาพโฮโลแกรม 3 มิติ ถูกฉายขึ้นกลางที่ประชุม เพื่อให้ท่านสาธุคุณ ใช้ประกอบคำบรรยาย

“ข่าวจากหน่วยสอดแนมของเรารายงานมาว่า ตอนนี้กำลังพลของเลอเซอโร่กำลังเคลื่อนที่จากมิดแลนด์ มุ่งหน้าไปยังเมืองเมืองหนึ่ง นั่นก็คือเมืองนากีส ........ เมืองแห่งนี้เมื่อ 21 ปีก่อน ถูกใช้ในการทำพิธีคืนชีพให้อาลูคาร์ดมาครั้งนึงแล้ว การที่พวกแวมไพร์เคลื่อนที่มาอีกครั้ง นั่นแปลว่าเมืองนี้คงมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการคืนชีพของอาลูคาร์ดเป็นแน่ แต่ไม่ว่าเป็นอะไร การที่มันต้องเคลื่อนที่มาเมืองนี้ นี่แหละจะทำให้เราได้เปรียบ”

“นั่นเพราะเมืองนี้เป็นเมืองที่ตายแล้ว มันไม่มีทั้งป้อมปราการ ไม่มีทั้งกำแพงสูงคอยป้องกัน ทั้งเมืองมีแต่ซากปรักหักพังเท่านั้น อีกทั้งยังสามารถเข้าตีได้สองทาง ทั้งทางบกและทางทะเล ดังนั้นถ้าเราแยกกำลังออกเป็นสองทาง และเข้าตีพวกมันพร้อมกัน รับรองว่าพวกมันจะต้องแตกตื่น จนเปิดโอกาสให้เราได้จัดการอาลูคาร์ดเป็นแน่”

“แต่ข้าไม่เห็นด้วย” ในขณะที่สาธุคุณรอสกำลังบรรยายอยู่นั้น นายพลแลนด์ซาร์ตก็ร้องขัดขึ้นทันที “การแยกกำลังออกเป็นสอง นั่นจะยิ่งทำให้กำลังเราลดน้อยลง โอกาสเพี้ยงพร้ำมันก็มีสูง ในความคิดว่า เราควรรวมกำลังกัน แล้วเขาตีที่จุดเดียวมากกว่า”

“แต่การรวมกำลังแล้วเข้าตีที่จุดเดียว จะทำให้สงครามยิ่งยืดเยื้อ นั่นจะเป็นโอกาสให้พวกแวมไพร์สามารถคืนชีพอาลูคาร์ดได้สมบูรณ์ เมื่อถึงตอนนั้น มันจะยิ่งแย่ยิ่งกว่า” สาธุคุณรอสไม่ยอมแพ้ ตอบโต้กลับเช่นกัน

เมื่อความเห็นไม่ตรงกันเช่นนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงเปิดสงครามน้ำลายอีกรอบอย่างไม่มีใครยอมใคร ทำให้เมื่อเป็นเช่นนี้ นายพลแลนด์ซาร์ตจึงหันไปขอคำตัดสินจากราชาเมนเดสว่าเห็นด้วยกับฝ่ายไหน

“เหตุผลของท่านทั้งสองฝ่ายต่างก็มีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งคู่ จนแม้แต่ตัวเราเองก็ไม่อาจตัดสินใจได้ในทันที .... แต่ในความคิดเรา สงครามครั้งนี้มันเกี่ยวพันถึงความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ทำให้สงครามนี้เราจะแพ้ไม่ได้ .... ดังนั้น การที่เราจะใช้แผนการของใคร เราก็ขอเลือกฝ่ายที่แข็งแกร่งกว่า ที่จะทำให้เรามั่นใจว่า ท่านสามารถนำชัยชนะกลับมาให้เราได้จริงๆ”

พูดง่ายๆก็คือ ใครมีกำลังรบแข็งแกร่งกว่าก็ให้ทำตามคนนั้นนั่นเอง ซึ่งตรงนี้ทำให้นายพลแลนด์ซาร์ตเผยยิ้มออกมาทันที ก่อนจะรีบนำเสนอกำลังรบของตนเอง “ทุกท่านคงทราบดีถึงกิตติศัพท์ของหน่วยรบพิเศษเรา ที่เรียกว่า ‘พาลาดิน’ หน่วยนี้เป็นหน่วยพิเศษที่เกิดจากการฝึกฝนนักรบวอร์ริเอร์ของเรา ให้ใช้อาวุธวิเศษที่เรียกว่าหินธาตุได้ ทำให้เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการรบได้อย่างมหาศาล ดังจะเห็นได้จากผลงานในหลายๆสมรภูมิของเรา แต่น่าเสียดาย ที่พาลาดินของเรายังมีน้อยเกินไป”

“แต่ตอนนี้ปัญหานั้นเราแก้ไขได้เรียบร้อยแล้ว” นายพลแลนด์ซาร์ตกล่าวต่อพร้อมกับยืนขึ้นทันที “ตลอดหลายปีมานี้เราได้ซื้ออาวุธหินธาตุเข้ามาเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเพิ่มหลักสูตรในฝึกฝนวอร์ริเออร์ของเราเพื่อมาใช้อาวุธเหล่านี้ จนตอนนี้เราไม่จำเป็นต้องมีหน่วยพิเศษพาลาดินแล้ว เพราะวอร์ริเออร์ทุกคนสามารถเป็นพาลาดินได้หมด”

สิ้นคำกล่าวของนายพลแลนด์ซาร์ต เหล่าราชาทั้ง 9 ที่นั่งฟังอยู่ ถึงกับอุทานออกมาอย่างลืมตัว เพราะพวกเขาทราบดีว่า หน่วยพิเศษพาลาดินนั้นร้ายกาจแค่ไหน และถ้าวอร์ริเออร์ สามารถใช้อาวุธธาตุเช่นเดียวกับพาลาดินได้ทุกคน กำลังรบของวอร์ริเออร์จะยกระดับความร้ายกาจได้มากมายขนาดไหน

“อาวุธหินธาตุพวกนั้นเป็นผลงานนอกรีตของพวกวิซาร์ต” สาธุคุณรอสเอ่ยอย่างเกรี้ยวราด “การที่ท่านทำการค้ากับพวกนอกรีตพวกนั้น มันก็เป็นการละเมิดมติของพวกเรามากพอแล้ว ข้าไม่นึกเลยว่า ท่านจะเอาผลงานพวกนั้นมาใช้โฆษณาตนเองแบบนี้ !!”

“อย่ามาอ้างมติดีกว่าน่า รอส เพราะพวกข้าไม่เคยลงนามรับรองมตินั่นแต่แรกแล้ว” นายพลเฒ่าเอ่ยย้อน “และอีกอย่างนะ มตินั่นมันไม่ชอบตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะเจ้านะใช้ความรู้สึกส่วนตัวในการออกมตินี้ เพราะพวกเจ้านะ อิจฉาที่เห็นว่าพวกวิซาร์ดที่แยกตัวจากพวกเจ้า กำลังทำผลงานได้ดีกว่า”

ทันทีที่นายพลเฒ่ากล่าวจบ เหล่าพรีสทุกคนในห้องต่างลุกฮืออย่างไม่พอใจ แต่นายพลเฒ่ากับหัวเราะร่าอย่างสะใจ ที่ได้กล่าวเสียดแทงจี้ใจดำพวกพรีสเหล่านั้น ก่อนจะเอ่ยสำทับไปว่า “ข้านำเสนอส่วนของข้าไปหมดแล้ว ทีนี้ก็ตาท่านนะ มีอะไรดีก็งัดออกมาเลย”

“สิ่งที่ข้ามี มันเป็นเพียงเวทย์มนต์แค่บทเดียวเท่านั้น” พรีสเฒ่าเอ่ยเสียงเหี้ยม พร้อมกับจ้องตาอีกฝ่าเขม็ง “เทวีพิราบขาว !!”

“เทวีพิราบขาวววววววววววววว !!!!” ทันทีที่รอสพูดจบ ทั้งห้องประชุมต่างก็ร้องประสานเป็นเสียงเดียวกัน

“ท่านพูดจริงเหรอ สาธุคุณรอส” ราชาเมนเดสถึงกับเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น เพราะใครบ้างใน wonderland จะไม่เคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับเวทย์บทนี้ เวทย์แห่งแสงสว่างเลเวล 12 ที่สามารถสังหารอาลูคาร์ดลงได้เมื่อ 1,000 ปีก่อน

“ด้วยเกียรติของกระม่อมเลย ฝ่าบาท เรื่องนี้แม้แต่ท่านแลนด์ซาร์ตก็สามารถยืนยันได้ ว่าพวกเรามีพรีสธาตุแสง” สาธุคุณรอสเอ่ยจบ ก่อนจะหันมายิ้มเย้ยนายพลเฒ่า ที่ตอนนี้ทำได้แค่ขบกรามอย่างโกรธแค้น ว่าแล้วสาธุคุณรอสก็พูดต่อให้จบประโยค “นางเป็นพรีสนักรบที่เก่งกาจระดับต้นๆของเรา อีกทั้งยังเป็นผู้สังหารลูกน้องคนสนิทของเลอเซอโร่อย่างลินคอร์น แล้วชิงพลังมาน่ามันมา ทำให้ตอนนี้นางมีพลังมาน่าพุ่งจนถึงจุดสูงสุด จนนางสามารถฝึกฝนเวทย์ เทวีพิราบขาว ได้เป็นผลสำเร็จ”

“น่าเสียดายที่วันนั้น นางไม่ได้ประจำการอยู่แซงจูรี่ย์ ไม่งั้นนางคงสังหารทีโอดอร์ได้ไปนานแล้ว” พรีสเฒ่าแต่งเรื่องอย่างหน้าตาเฉย “และที่กระม่อมเสนอให้โจมตีสองทาง ก็เพื่อให้เหล่าแวมไพร์เปิดช่อง นางจะได้ใช้เวทย์บทนี้ สังหารอาลูคาร์ดเหมือนเมื่อ 1,000 ปีก่อนได้ไงพะยะค่ะ”

“วิเศษมาก วิเศษจริงๆ ในเมื่อพวกท่านมีเวทย์นี้วิเศษเช่นนี้ เราก็เห็นชอบด้วยที่จะดำเนินการตามแผนของท่าน” ราชาเมนเดสเอ่ยร้องอย่างดีใจ และแน่นอนว่าราชาผู้นี้ต้องยินยอมทำตามสาธุคุณรอสแน่นอน

ชัยชนะบทเวทีเจรจานี้ เหล่าพรีสต่างโห่ร้องอย่างสะใจ ในขณะที่ผู้แพ้อย่างวอร์ริเออร์ก็ทำได้เพียงต้องอดกลั้นโทสะนี้ไว้เท่านั้น

.
.
.
.
.

“การฝึกของนางเป็นยังไงบ้าง” สาธุคุณรอสเอ่ยถามขณะที่จ้องมองวิเวียน ที่กำลังนั่งสมาธิผ่านห้องกระจก

“นางเย็ดกับแวมไพร์เชลยจนหมดแล้ว ตอนนี้พลังมาน่าของนางกำลังเพิ่มจนถึงขีดสุด และตอนนี้นางกำลังทำสมาธิเพื่อฝึกฝนเทวีพิราบขาวอยู่” โบน ที่ตอนนี้เข้ามาควบคุมการฝึกฝนของวิเวียนอย่างเต็มตัวเอ่ยตอบ สุดท้าย คนอย่างเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ

“นางจะฝึกสำเร็จไหม” สาธุคุณรอสเอ่ยถาม

“งานนี้มันก็เหมือนโยนหัวก้อย” โบนเอ่ยตอบ “เพราะนางพึ่งสำเร็จเวทย์ธาตุแสงแค่เลเวล 9 การจะข้ามขั้นไปฝึกเลเวล 12 เลยมันจึงเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก นอกจากไม่สำเร็จแล้ว นางอาจจะตายไปเลยก็ได้

“นางต้องฝึกสำเร็จ เพราะข้าไปเอ่ยปากกับราชาเมนเดสไปแล้ว ถ้างานนี้ล้มเหลว คราสพรีสของเรา จบสิ้นแน่นอน” สาธุคุณรอสเอ่ยจบก็ฉีกยิ้มออกมาทันที ยิ้มนั้นมันมีความหมายเช่นไร แม้แต่โบนเองก็เดาไม่ออก หรือบางที มันอาจจะเป็นยิ้มที่ไม่มีความหมายใดๆเลยของคนบ้าก็ได้


<จบตอน>

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ