เจาะเวลาหาฉิมพลี(ภาคยุทธจักร) - ตอนที่ 6 งานเข้า by uuuu

เจาะเวลาหาฉิมพลี(ภาคยุทธจักร) - ตอนที่ 6 งานเข้า by uuuu

  • 0 ตอบ
  • 7291 อ่าน
*

ออฟไลน์ godgod610

  • Full Member
  • **
  • 185
  • 1185
    • ดูรายละเอียด


ตอนที่ 6  งานเข้า

     "ไต้อี้  "
     "ซินถง  "
   สองสาวงามเดินเข้าหากันพร้อมทักทาย  ที่แท้สองสามงามแห่งลี่เจียงมีความสนิมสนมกันไม่น้อย
เนื่องจากมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และถูกอัธยาศัยจึงได้คบหาเป็นสหาย
ภาพสองสามงามที่ยืนสนทนากันทำเอาบรรยากาศภายในห้องโถงเหมือนกับแดนสวรรค์

    "พี่ยู่ซัว  สบายดีหรือไม่ " ก๋วนเทียนเล้ง กล่าวทักทาย  กระบี่ล่าวิญญาณอ๋องยู่ซัว
    "ขอบคุณพี่เทียนเล้งที่เป็นห่วง  ผู้น้องสบายดี " อ๋องยู่ซัวทักทายตอบ  ถึงแม้จะไม่เคยพบหน้ากัน
แต่ด้วยชื่อเสียง  และถูกจัดอยู่ในยอดมือกระบี่รุ่นใหม่ด้วยกัน พอพบหน้าก็ทราบว่าใครเป็นใคร

    "ผู้เยาว์อ๋องยู่ซัว  รุดมาอวดพรท่านเจ้าสำนักแทนท่านพ่อ  
ขอท่านเจ้าสำนักมีสุขภาพแข็งแรง  ไร้โรคภัยใดๆมารบกวน " อ๋องยู่ซัว เดินเข้าไปอวยพรวันเกิด
จางไท่อย่างนอบน้อม  เช่นเดียวกับก๋วนเทียนเล้ง  หากไม่เพราะคุณหนูจาง  อย่าหวังว่า
จะมาอวยพรวันเกิดเจ้าสำนักคุ้มกันภัยธรรมดาๆคนนึง

   "ฮ่าๆๆเป็นเกียรติมากแล้ว  ๆ  จางไท่ขอบคุณคุณชายและท่านเจ้าเมืองจริงๆ "
จางไท่รู้สึกว่า งานวันนี้ช่างมีแขก พิเศษ เกินความคาดหมายจริงๆ  รู้สึกมีหน้ามีตาขึ้นมาอีกไม่น้อย

   หลังจากทักทายอีกสักครู่ จางไท่ก็ปลีกตัวไปทักทายแขกคนอื่นๆ  
คุณหนูจางจูงอ๋องไต้อี้ไปนั่งคุยกันที่โต๊ะตัวแรกทางซ้ายมือ  ส่วนอ๋องยู่ซัวถูกเชิญไปนั่งที่โต๊ะตัวที่สองทางซ้าย

   "ทำไมสีหน้าดูกังวลๆแบบนี้ละซินถง  "อ๋องไต้อี้ถามด้วยความเป็นห่วง
เมื่อเห็นว่าใบหน้าของสหายสนิทมีเค้าความกังวลอยู่ตลอดเวลา

    "......เฮ่อ..."จางซินถงถอนหายใจเบาๆ ไม่รู้จะบอกยังไง.... เค้า หายไปสามวันแล้ว
ไม่รู้ว่าจะบาดเจ็บขนาดไหน  จะกลับมาที่สำนักอีกรึเปล่า

    สายตาของชาวยุทธหนุ่มๆในห้องต่างจับจ้องการสนทนาของสองสาวงามอย่างเพลิดเพลิน
อ๋องไต้อี้ ดูสดใส ร่าเริง มีชีวิตชีวา  ส่วนจางซินถงก็งดงามสะคราญสวยซึ้ง  หลายๆคนเห็นสีหน้า
มีกังวลของคุณหนูจางก็แทบอยากวิ่งเข้าไปถามว่า คุณหนูมีเรื่องลำบากใจอะไร  ขอแค่บอกมาจะช่วย
จัดการให้ทันที  เพื่อจะได้เห็นรอยยิ้มสดใสร่าเริงของคุณหนู  

กระทั่งก๋วนเทียนเล้งและอ๋องยู่ซัวก็คิดเช่นนี้

    ขณะนั้นเอง  ดวงตากลมโตสวยซึ้งของจางซินถง ก็เบิกกว้างขึ้นมา หลังจากเหลียวไปเห็น
ชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดเด็กรับใช้ของสำนัก  เดินถือถาดขวดเหล้า เข้ามาเปลี่ยนให้แขกตามโต๊ะต่างๆ
ใบหน้าสวยหันไปมองตามชายหนุ่มคนนั้น อย่างไม่วางตา  น้ำตาหยดเล็กๆร่วงลงมาจากตาคู่สวย
แต่ใบหน้ากลับยิ้มแย้มขึ้นมาอย่างหมดห่วง อ๋องไต้อี้ เป็นคนแรกที่สังเกตเห็น จึงหันหน้ามองตามไป
เห็นชายหนุ่มคนที่เรียกรอยยิ้มกลับมาให้สหายสนิทของตน ที่แท้เป็นเด็กรับใช้ในสำนักคุ้มกันภัย
ถึงแม้จะอยู่ในชุดเด็กรับใช้ แต่ทว่ารูปร่างที่สูงสง่า  ร่างกายที่บึกบึนเปี่ยมไปด้วยพลังของชายหนุ่ม
ก็ทำให้อ๋องไต้อี้  รู้สึกว่าหนุ่มคนนี้รูปร่างสวยงามจริงๆ  ดวงตาก็ดูล้ำลึกเปี่ยมไปด้วยปัญญา....
  แต่พอมองรูปหน้าชัดๆก็รู้สึกเสียดายไม่น้อย  
เป็นเพียงใบหน้าธรรมดาๆไม่ดึงดูดใจเหมือนร่างกายนั่นเลย
เทียบกับพี่ชายของตัวเอง หรือประมุขน้อยป้อมมังกรทอง เรียกว่าห่างไกลกันมากมาย

   "สองเทวราช และสามมารคีเลี้ยง  มาถึง......" เสียงตะโกนของเจ้าหน้าที่
ที่เฝ้าหน้าประตูห้องโถงตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง  คราวนี้ทำเอาความแตกตื่นมาด้วยทันที
สองเทวราชและสามมารคีเลี้ยง  จัดว่าเป็นยอดฝีมือของฝ่ายอธรรม  กลับมายังงานเลี้ยงของ
จางไท่ ที่เป็นเจ้าของสำนักคุ้มกันภัย

   สามมารคีเลี้ยง ประกอบไปด้วยพี่น้องร่วมสาบาน 3 คน อายุประมาณ 40 ปีได้แก่
พี่ใหญ่มารกระบี่ พี่รองมารเหินหาว และมารหัตถ์มรณะเป็นน้องสาม
เมื่อ 5 ปีก่อน มารกระบี่ได้เข้าร่วมประลองกระบี่ สุดท้ายพ่ายให้กับเทียนซิมไต้ซือเพียงครึ่งกระบวนท่า
ผ่านการเก็บตัวฝึกกระบี่มาถึง 5 ปี วันนี้พอทราบว่า เทียนซิมไต้ซือ จะมาอวยพรวันเกิดจางไท่
จึงรีบรุดมาที่ลี่เจียง

   ส่วนสองเทวราช นี่ยิ่งน่าแตกตื่น ทั้งสอง อายุประมาณ 50  ปีไม่มีชื่อแซ่
เพียงเรียกตัวเองว่า เทวราชทรงพลัง และเทวราชร้อยพิษ
เมื่อ 5 ปีก่อน เทวราชทรงพลัง บุกไปอาละวาด ยังงานประลองกระบี่ เนื่องจากไม่พอใจ
ที่มีเพียงการประลองกระบี่ไม่มีการประลองเพลงหมัดหรือฝ่ามือบ้าง  
ยอดฝีมือฝ่ายธรรมะหลายเข้าปะทะ
แต่ก็ไม่สามารถต้านทานหมัดเทพเทวราช ของเทวราชทรงพลังได้  
สุดท้ายเทียนซิมไต้ซือและก๋วนเทียนหยูประมุขป้อมมังกรทอง
ได้ร่วมมือกันขับไล่  เทวราชทรงพลังที่ปะทะกับชาวยุทธฝ่ายธรรมะมาก่อน  เสียงพลังวัตรไปไม่น้อย
ไม่สามารถต้านทานการปะทะกับสองยอดฝีมือในคราวเดียวได้  จึงได้หลบหนีไป
  แต่เพราะการนี้จึงทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นไปอีก  เพราะขนาดประมุขป้อมมังกรทองและ
เทียนซิมไต้ซือร่วมมือกันยังไม่สามารถกักตัวเทวราชทรงพลังเอาไว้ได้
   เทวราชร้อยพิษ เป็นผู้ชำนาญด้านการใช้พิษ   และยังชำนาญฝ่ามือเบญจพิษ
ฝ่ามือที่โหดเหี้ยมอันดับต้นๆของวิชาฝ่ามือ  
การที่เทวราชทรงพลังไปอาละวาดที่งานประลองกระบี่ 5 ปีก่อน เพียงคนเดียว  ยังวุ่นวายได้ขนาดนั้น  
แต่นี่สองเทวราชมาด้วยกัน.... ชาวยุทธบางคนเห็นท่าไม่ดี  ค่อยๆปลีกตัวออกจากงานไปเงียบๆ

   กระทั่งเทียนซิมไต้ซือเอง ก็มีสีหน้ากังวลขึ้นมา

  "ไม่ทราบว่าท่านทั้งห้า  จะมาเยือน ไม่ได้ออกไปต้อนรับ...โปรด...."จางไท่ไม่ทันพูดจบ  
มารกระบี่ก็เอ่ยเสียงดังแทรกขึ้นมาว่า
  "พวกเราสามพี่น้องไม่ได้มาเพราะเจ้า   "  จากนั้นมารกระบี่เพ่งสายตาไปที่เทียนซิมไต้ซือเขม็ง
  "เทียนซิมไต้ซือ  ไม่ได้พบกันนานแล้ว  "มารกระบี่เค้นเสียงเย็นเยียบพูดออกมา
  "ห้าปีผ่านพ้น  ประสกยิ่งดูแข็งแรงอ่อนเยาว์ลงไม่น้อย "เทียนซิมไต้ซือลุกขึ้นพร้อมตอบ  ซึ่งก็ไม่ผิดเลย
มารกระบี่อายุเกือบจะ 50 แต่กลับดูเหมือนคนอายุ 40 ปีเท่านั้น  แปลว่า 5 ปีที่เก็บตัวฝึกกระบี่
คงได้บรรลุถึงขั้นน่าแตกตื่นอย่างแน่แท้
   "เราไม่ต้องการกล่าวให้มากความ  ท่านหยิบกระบี่แล้วก้าวออกมา"มารกระบี่เอ่ยต่อด้วยเสียงปรกติ
แต่ทว่าเหมือนกับไปกระซิบที่ข้างหู ทุกคนในห้องโถงกลับได้ยินอย่างชัดเจน
   "เห็นแก่หน้า....."จางไท่กะไกล่เกลี่ยเนื่องจากเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยง แต่ทว่าพูดไม่ทันจะจบประโยค
ก็เห็นเงาคนวูบเข้ามา  จากนั้นปากของตัวเองก็ถูกตบอย่างแรง 3 ครั้ง  
ร่างกระเด็นไปทางด้านหลังอย่างเสียการควบคุม
ชาวยุทธในห้องโถงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่มองเห็นว่า  เป็นการกระทำของมารเหินหาว
ส่วนใหญ่เพียงเห็นแค่เงาวูบๆเท่านั้น   มารเหินหาวหลังเข้าไปจัดการ จางไท่
ก็กลับมายืนที่ตำแหน่งเดิม เหมือนไม่เคยขยับตัวมาก่อน

    ความโกลาหล เกิดทันทีเมื่อมีการลงไม้ลงมือ  คุณหนูจางรีบเข้าไปประคองจางไท่ ที่มีเลือดกลบปากอยู่
แต่ก็บาดเจ็บไม่มากนัก อาจเพราะมารเหินหาว ไม่ได้เจตนาจะสังหาร ไม่งั้นถึงจางไท่มีอีกสิบชีวิตก็คงไม่พอ

   ก๋วนเทียนเล้งกระชับกระบี่ก่อนจะเดินออกมา แต่ทว่าไม่ทันจะก้าวเท้าก็ถูกผู้ติดตามทั้งสองฉุดรั้งเอาไว้
"นายน้อย  "ทั้งสองเรียกขึ้นมาพร้อมสั่นหน้าช้าๆ เหมือนบอกว่า ไม่ควรออกไป  ก๋วนเทียนเล้งนิ่งไปสักพัก
แล้วก็ขยับถอยกลับเข้ามา

  เทียนซิมไต้ซือรับกระบี่จากศิษย์ แล้วก้าวออกมาตรงกลางห้องโถง  ชาวยุทธหลายคนได้ทยอยออกไปบ้างแล้ว
แต่อีกจำนวนมาก ก็ยังอยากอยู่ชม ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

   มารเหินหาวและมารหัตถ์มรณะก็ถอยออกจากกลางห้องโถง   มารกระบี่และเทียนซิมไต้ซือจึงยืนประจันหน้ากันอยู่
ส่วนสองเทวราชกลับทรุดนั่งลงที่โต๊ะทางด้านหลังห้องโถง  ดื่มกินอาหารเหมือนไม่สนใจว่าเกิดอะไรขึ้น

   เพียงยืนประจันหน้ากัน  พลังกดดันขนิดหนึ่งก็แผ่กระจายออกไปรอบๆ ทั้งสองยังไม่ชักกระบี่
แต่ปราณกระบี่รุนแรงก็กระจายออกมาจนผู้ที่อยู่ในห้องโถงสัมผัสได้  หลายคนต้องถอยห่างออกไป
เพื่อหลีกเลี่ยงจากแรงกดดัน

   "เช้งง  "   เสียงชักกระบี่ที่แทบออกมาเป็นเสียงเดียว  เสียงเคร้งคร้างของกระบี่ปะทะกันถี่ยิบ
ประกายเย็นเยียบแผ่ขยายออกไป  หลังปะทะกัน 4 - 5 เพลง ทั้งสองก็ถอยห่าง ออกมายืนจ้องกันอีกครั้ง
   "เพลงกระบี่สายฟ้าของประสก ก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว "เทียนซิมไต้ซือพูดขึ้น   ในใจก็กังวลขึ้นมา
5 ปีที่แล้ว สามารถเอาชนะมารกระบี่ได้ครึ่งกระบวนท่า  แต่ตอนนี้คงยากจะทำเช่นนั้นอีก  
ไหนจะมีมารเหินหาว และมารหัตถ์มรณะอีก   แค่นี้ก็ยากจะหาคนในห้องโถงรับมือแล้ว
   ไม่ต้องพูดถึงสองเทวราช  หากไม่มียอดฝีมือระดับเจ้าสำนักอีก 2-3 คน ไม่มีทางรับมือทั้งสองได้
แต่ยังดีที่ทั้งสองเทวราชยังไม่มีท่าทีที่จะลงมือ

   "รับกระบี่ " มารกระบี่ตะโกนขึ้นมา พร้อมฟาดกระบี่เข้าหาเป็นชุด  
เพลงกระบี่สายฟ้าเน้นที่ความรวดเร็วและรุนแรงต่อเนื่องไม่ขาดตอน
เทียนซิมไต้ซือใช้เพลงกระบี่ตั๊กม้อ  ตั้งรับได้อย่างเยือกเย็น แต่พอหลายสิบกระบวนท่าผ่านไป
ก็ต้องรู้สึกหนักหน่วงกินแรงขึ้น เหงื่อไหลโซมร่างจนเปียกชุ่ม
    มารกระบี่เอง พอโหมรุกอยู่นานร้อยกว่าเพลง  ก็เริ่มเคลื่อนไหวช้าลงเช่นกัน
ท่ากระบี่เริ่มช้าลงแต่ละกระบวนท่าผ่านการคิดทบทวนอย่างรอบคอบ
เทียนซิมไต้ซือเองเนื่องจากเน้นตั้งรับเป็นหลัก  จึงยังสามารถรักษาความคู่คี่ก้ำกึ่งเอาไว้ได้

   ปะทะกันอีกสิบกว่าเพลง  ทั้งสองต่างต้องหยุดนิ่งหอบหายใจกันหนักหน่วง เหงื่อที่ไหลออกมาเหมือนสายน้ำ
ต่างรีบผนึกกำลังภายในเพื่อรวบรวมกำลังในการปะทะอีกครั้ง
   ชาวยุทธในห้องโถงต่างก็ภาวนาเอาใจช่วยเทียนซิมไต้ซือ  หลายคนลุ้นจนแทบลืมหายใจ
เพราะต่างทราบดีว่า การปะทะครั้งต่อไปต้องเป็นการปะทะครั้งสุดท้าย ต่างฝ่ายคงเตรียมใช้ท่าไม้ตาย
ออกมา

   "มารเทพคร่ำครวญ !!!!" มารกระบี่ตะโกนก้อง กระบี่ในมือตวัดฟาดแทงในแง่มุมที่แปลกประหลาด
รังสีกระบี่ตวัดซ้อนไปมาอย่างน่ากลัวพุ่งเข้าใส่เทียนซิมไต้ซือ ในห้องโถงคล้ายถูกมรสุมกระหน่ำ
โต๊ะเก้าอี้คล้ายถูกจับโยน กระเด็นไปกระทบผนังห้องโถง ชาวยุทธที่พลังฝึกปรือมากหน่อย
รีบผนึกลมปราณป้องกันตัวเอง  ส่วนที่วรยุทธด้อย ต้องรีบพุ่งเข้าหลบอยู่หลังเสาไม้ต้นใหญ่

    เทียนซิมไต้ซือเห็นสภาวะกระบี่ ต้องถอนหายใจ
เมื่อ5 ปีก่อน มารกระบี่ใช้กระบวนท่านี้ที่ยังฝึกปรือไม่แตกฉาน  จึงพ่ายแพ้ไป
แต่ทว่ามาวันนี้ กระบวนท่ามารเทพคร่ำครวญไร้ซึ่งจุดอ่อนให้ทำลายอีก
มิเพียงไม่สามารถทำลาย  จะหลบหนียังไม่สามารถ
    "สำนึกธรรมพาหลุดพ้น " เทียนซิมไต้ซือตวาดเบาๆ ขวางกระบี่ ผนึกลมปราณ
เบี่ยงลำตัวเล็กน้อย  เข่าย่อต่ำ นี่เป็นท่าป้องกันตัวที่รัดกุมที่สุดของเพลงกระบี่ตั๊กม้อ
รอบๆร่างเหมือนมีกำแพงลมปราณผนึกเป็นชั้นๆ กระบี่ยาวที่ขวางไว้รับการปะทะจากการจู่โจม

   เปรี้ยงงง !! เสียงดังกรีดฝ่าอากาศออกมา  เหมือนมีการระเบิด ประกายแสงสีขาวระเบิดวาบไปทั่วห้องโถง
ทุกสิ่งเหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ...
   หลังประกายเจิดจ้าสลายหายไป  เห็นเทียนซิมไต้ซือคุกเข่าใช้กระบี่ยันพื้นเอาไว้ ตามแขน ขา
มีบาดแผลจากกระบี่ เลือดไหลออกมาเป็นทาง  ใบหน้าเผือดขาวซีด หายใจหอบถี่เร็ว
   มารกระบี่เอง ง่ามมือที่จับกระบี่ฉีกขาด  มีเลือดไหลออกมาไม่น้อย ร่างกายแม้จะยังยืนอยู่ได้
แต่ก็สั่นไหวไปมา  เหงื่อไหลออกมาเหมือนสายน้ำ

   "เราชนะแล้ว.."มารกระบี่พึมพำออกมา
   "อาตมาแพ้แล้ว...."เทียนซิมไต้ซือเอ่ย  ตัวท่านขณะนี้แม้กระทั่งเรี่ยวแรงจะยืนขึ้นยังไม่สามารถ

   "พี่ใหญ่...."มารเหินหาว เข้ามาประคองมารกระบี่ พร้อมประทับฝ่ามือเข้ากลางหลังถ่ายทอด
กำลังภายในให้

   "ถึงเวลาเก็บกวาดพวกกากเดนทั้งหลายสะที..."มารหัตถ์มรณะเอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงเย็นเยียบ
ทำเอาผู้คนที่อยู่ในห้องโถง ต้องสยิวกายสั่นงันงก  ก๋วนเทียนเล้งหันไปสบตากับอ๋องยู่ซัว
เหมือนสื่อสารกันได้  ทั้งสองต่างคิดเช่นเดียวกัน
ถ้าทั้งสองผนึกกำลังกัน  น่าจะพอต้านทานมารหัตถ์มรณะได้  แต่หากมารเหินหาวเข้ามาร่วมด้วย....

  มารหัตถ์มรณะค่อยๆเดินเข้ามากลางห้องโถง รังสีสังหารรุนแรงกระจายออกมา  ชาวยุทธสามสี่คน
วิ่งออกไปทางประตูหวังจะหลบออกจากห้องโถง  มารหัตถ์มรณะเหมือนมีดวงตาทางด้านหลัง
สะบัดฝ่ามือขวา มาทางด้านหลังเบาๆ  พลังฝ่ามือก็พุ่งเข้าใส่ชาวยุทธที่กำลังจะหลบหนีออกจากห้องโถง
เสียงดังตึ๊บ เบาๆ ที่พลังฝ่ามือกระทบร่าง   ทั้ง สี่คนที่กำลังจะออกจากห้องโถง เหมือนถูกจับฟาด
ร่างกายล้มฟุบลงกับพื้น ดิ้นไม่กี่ครั้งก็ขาดใจ

  ก๋วนเทียนเล้งกับอ๋องยู่ซัว ถึงกับนิ่งอึ้งไปทันที   5 ปีมานี้ไม่เพียงมารกระบี่ที่พลังการฝึกปรือเพิ่มขึ้น
แต่มารหัตถ์มรณะก็มีพลังการฝึกปรือล้ำลึกขึ้นมากทีเดียว  ดูจากฝ่ามือนี้  ถึงทั้งสองคนจะร่วมมือกัน
ก็ไม่แน่ว่าจะต้านทานมารหัตถ์มรณะได้

   มารหัตถ์มรณะ เดินเข้าไปช้าๆ ที่คุณหนูจางประคองจางไท่ไปรักษาอาการบาดเจ็บ  
จางซินถงรีบลุกขึ้นยืน ชักกระบี่ออกมาถือไว้  ถึงแม้จะมีความแน่วแน่ที่จะป้องกันบิดา
แต่ทว่ากระบี่ที่ถืออยู่ก็สั่นไปมาไม่อาจควบคุม

   มารหัตถ์มรณะหยุดอยู่เบื้องหน้า   เห็นสาวสวยถือกระบี่ ใบหน้างามเต็มไปด้วยความวิตก
ตื่นกลัว  แต่ก็ยังดูงดงามน่าเวทนา

   ก๋วนเทียนเล้งกับอ๋องยู่ซัวสบตาแล้วพยักหน้าพร้อมกันเบาๆ เหมือนเป็นสัญญาณ
ขณะกำลังจะชักกระบี่ออกมา  เสียงมารกระบี่ก็ดังขึ้น
   "วันนี้พอแค่นี้...."
   "พี่ใหญ่..."มารหัตถ์มรณะหันมามอง  
    "พวกเราไป..."มารกระบี่เอ่ยขึ้นมาอีก พร้อมสาวเท้าออกจากห้องโถง
มารเหินหาวพริ้วกายตามออกไปทันที  
   มารหัตถ์มรณะกวาดสายตาไปรอบๆห้องโถงอีกครั้ง  สุดท้ายก็พริ้วกายออกไป

   หลายคนในห้องโถงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

แต่โล่งอกได้ไม่ทันเท่าไหร่  หลายๆคนก็รู้สึกแล้วว่า ลืมอะไรไป

   สองเทวราช  ที่นั่งดื่มกินอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว  ลุกขึ้นยืน เอามือตบท้องเบาๆ
จากนั้นก้าวเข้ามาพร้อมพูดว่า

   "ในที่สุดก็ถึงรอบของเราแล้ว..."
  
   เทวราชทรงพลังเดินเข้าหาเทียนซิมไต้ซือ  ที่กำลังรวบรวมกำลังภายใน
"หลวงจีน  เรามาสะสางบัญชีเก่ากัน..." เทวราชทรงพลังเอ่ยขึ้นด้วยเสียงดังฟังชัด

"พวกเจ้าที่ไม่เกี่ยวข้อง ไสหัวไปกันให้หมด !!"

    เหมือนได้พระราชทานอภัยโทษ  ชาวยุทธต่างรีบกุลีกุจอ วิ่งออกจากห้องโถงทันที
แค่สามมารคีเลี้ยง  ก็ไม่มีใครในห้องโถงจะต้านทานได้อยู่แล้ว ยิ่งคราวนี้เป็นสองเทวราช
ที่มีพลังการฝึกปรือลึกล้ำกว่าสามมารคีเลี้ยงอีก   เมื่อ5 ปีก่อน ขนาดเทวราชทรงพลังคนเดียว
เทียนซิมไต้ซือกับก๋วนเทียนหยู ประมุขป้องมังกรทอง ร่วมมือกัน ยังไม่สามารถกักตัวเอาไว้ได้
แถมคราวนี้สองเทวราชมาพร้อมกัน

    เทียนซิมได้ซือเร่งผนึกลมปราณ แต่ก็ไม่เป็นผลเท่าไหร่  อาการบาดเจ็บครั้งนี้
อาจต้องพักรักษาตัวเป็นเดือนๆ  นั่นหมายถึงวันนี้ไม่อาจรับศึกกับใครได้อีก
    หลายๆคนรู้สึกเห็นใจเทียนซิมไต้ซือไม่น้อย  แต่ทว่าเรื่องไม่ใช่ของตัว  จึงไม่อยากยุ่งเกี่ยว
และถึงอยากจะยุ่งเกี่ยว ก็ไม่มีความสามารถเช่นนั้น

    ขณะที่เทวราชทรงพลังเดินเข้าไปจะถึงตัวเทียนซิมไต้ซือ เสียงสดใสไพเราะก็ดังขึ้น
"ตัวประหลาดใหญ่  ท่านหยุดตรงนั้นนะ "

   ชาวยุทธที่ยังไม่ได้หนีออกจากห้องโถง ต้องหันกลับมามอง  
เห็นอ๋องไต้อี้ ลุกยืนจ้องหน้าไปยังเทวราชทรงพลัง  หลายคนนึกตกใจแทนสาวสวยปานเทพธิดาคนนี้
ทำไมถึงหาญกล้าไปเรียก เทวราชทรงพลัง ว่า ตัวประหลาดใหญ่แบบนั้น  
ดีไม่ดีสองสะคราญลี่เจียง จะเหลือแค่หนึ่งสะคราญลี่เจียงก็เป็นได้

  เทวราชทรงพลังนึกประหลาดใจไม่น้อย  ที่เด็กสาวคนนี้กล้าตวาดใส่ ทั้งๆที่ชาวยุทธคนอื่นๆ
ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาด้วยซ้ำ  
  "แม่หนูน้อย  หลบไปไกลๆ  อย่ามายุ่งกับเรื่องของเรา "เทวราชทรงพลังใจดีไม่น้อยเมื่อเห็นอ๋องไต้อี้
สดใสน่ารัก งดงามราวเทพธิดา  แทนที่อ๋องไต้อี้จะสำนึกล่าถอยแต่ทว่า...

  "ลุงหลวงจีนใหญ่ บาดเจ็บมากแล้ว ตัวประหลาดใหญ่ท่านยังจะท้าสู้อีก  มันถูกต้องหรือไม่"
เทวราชทรงพลังนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง เสียงอ๋องไต้อี้ก็พูดเจื้อยแจ้วต่อไปว่า

  "ถ้าหากท่านจะสู้ให้ได้    ในที่นี้มีอยู่คนหนึ่ง  แค่กระบี่เดียว ก็ทำให้ตัวประหลาดใหญ่ท่านพ่ายแพ้แล้ว"
อ๋องไต้อี้พูดขึ้นมาด้วยความมั่นใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิ

   "ฮ่าๆๆๆ ใคร ใครกันแม่หนูน้อย  ลองบอกมาที" เทวราชทรงพลังหัวเราะดังลั่น ไม่ทันสิ้นเสียงหัวเราะ
อ๋องไต้อี้ก็ชี้นิ้วพร้อมพูดว่า

    "พี่ชายของเรา  ศิษย์เอกแห่งบู้ตึ๊ง  กระบี่ล่าวิญญาณ อ๋องยู่ซัว"

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ