เล่ห์สวาท เพลิงราคะ ตอนจบbyTIS ร่วมกันโหวตsuckzeed comebackดังๆ

เล่ห์สวาท เพลิงราคะ ตอนจบbyTIS ร่วมกันโหวตsuckzeed comebackดังๆ

  • 0 ตอบ
  • 13069 อ่าน
*

ออฟไลน์ fhonman

  • Full Member
  • **
  • 100
  • 954
    • ดูรายละเอียด
ศักดาขับรถของตนเองเบี่ยงเข้าถนนสายรองที่แยกออกจากถนนสายหลัก อันเป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่บ้านของเด็กสาวที่นั่งเคียงข้างเขา เมื่อรถยุโรปคันหรูนั้นวิ่งเลี้ยวเข้ามาในแนวที่อรอุษาสามารถแลเห็นหลังคา บ้านของเธอในสายตาแล้ว ใบหน้าอ่อนหวานนั้นก็ยิ้มพลางชี้มือไป

“พี่ศักเลี้ยวซ้ายที่ซอยข้างหน้า บ้านของษาอยู่หลังที่สองทางขวามือค่ะ”
“ครับ”

ศักดารับคำ แต่ทันใดนั้นเองแรงกระแทกที่ด้านหลังก็ทำให้รถคันงามนั้นสะเทือนไปทั้งคัน อรอุษาอุทานออกมาอย่างตระหนกเบาๆ ขณะที่จิ้งจอกสวาทแทบจะกลืนคำสบถหยาบคายลงคอไม่ทัน...เพราะภาพลักษณ์ที่เขา กำลังแสดงอยู่...ทำให้ชายหนุ่มได้แต่ขมวดคิ้ว ส่งเสียงห้วนแข็ง

“ขับรถยังไง”

ชายหนุ่มกดปุ่มสัญญาณไฟกระพริบและขับรถเลี่ยงจอดเข้าข้างทาง ขณะที่มองไปยังกระจกหลังก็แลเห็นรถตู้สีดำคันหนึ่งเคลื่อนเข้ามาจอดที่ด้าน หลัง อรอุษาที่กำลังชะเง้อมองไปด้านหลังผ่านกระจกข้าง ก็หันมากล่าวเบาๆ กับศักดาที่กำลังจะเปิดประตูออกไป

“ใจเย็นๆ นะคะ...พี่ศัก...ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็เรียกประกันดีกว่า...อย่าทะเลาะกับเขาเลยนะคะ...เอ่อ...แล้วจะให้ษาลงไปด้วยไหมคะ?”

ตอนท้ายเด็กสาวถามพร้อมกับกดปุ่มปลดล๊อกเข็มขัดนิรภัย แต่ศักดาฝืนยิ้มออกมา รีบกล่าวว่า

“น้องษาไม่ต้องห่วง...รออยู่ในนี้แหล่ะครับ...พี่รับปากว่าจะไม่ทะเลาะกับเขาแน่นอน”

ว่าแล้วชายหนุ่มก็เดินออกไปจากรถ คราวนี้หน้าบึ้งโดยไม่ปิดบัง...ศักดาเดินไปดูตรงบริเวณท้ายรถที่ยุบเข้าไปพอ สมควร เพราะแรงกระแทกค่อนข้างหนักจากรถที่ตามติดมานั้น

“นี่...คุณขับรถเป็นหรือเปล่า?...ผมเปิดไฟเลี้ยวตั้งนาน...แล้วก็ขับรถช้ามากด้วย...ยังดันขับมาชนท้ายอีก”

จิ้งจอกสวาทกล่าวด้วยใบหน้าบูดบึ้งกับชายฉกรรจ์ผอมเกร็งที่เดินออกมาดูหน้า รถตู้ ขณะที่อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรยืนยิ้มอยู่เฉยๆ จนศักดารู้สึกแปลกๆ ทันใดนั้นชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงเคล้าหัวเราะ

“ไง...ไอ้ศักดา...ไม่ได้เจอกันนานนะ”

ศักดาใจหายวาบ หันไปก็พบเสี่ยคิ้มยืนหัวเราะอยู่ ใบหน้าหล่อเหลาของจิ้งจอกสวาทซีดเผือด ดวงตาเบิกโพลงอย่างตื่นตะลึง โพล่งออกมาเสียงดังอย่างตกใจ

“เสี่ย...เสี่ยคิ้ม!!!”
“ใช่...กูเอง...คนที่มึงแอบตีท้ายครัวไงล่ะ”

เสี่ยคิ้มกระซุ่นเสียงพูด ศักดาหันซ้ายหันขวาอย่างละล้าละลัง ขยับเท้าจะหนีกลับขึ้นรถ ตี๋กับชดก็ปราดเข้ามาขนาบข้าง ทั้งสองเลิกชายเสื้อแจ๊กเก็ตที่ใส่ให้จิ้งจอกสวาทแลเห็นด้ามปืนที่เหน็บอยู่ ในซองปืนตรงหว่างเอว ใบหน้าหล่อเหลาของศักดาซีดขาวไร้สีเลือด ขาแข้งอ่อนขึ้นมาทันทีทันควัน กล่าวเสียงแหบพร่า

“เสี่ย...เสี่ยต้องการอะไร?”

เสี่ยคิ้มปรายตาไปยังที่นั่งด้านข้างคนขับ ถึงแม้ฟิลม์หน้าต่างจะมืดจนแลไม่เห็นด้านใน แต่เสี่ยค้าทองตัณหากลับก็เต็มไปด้วยทะยานอยากอยู่ในใจเพราะรู้ดีว่ามีเด็ก สาวแสนสวยนั่งอยู่ข้างใน ความรู้สึกกระหายหื่นพล่านไปทั้งตัว ขณะที่กล่าวเสียงเคล้าหัวเราะว่า

“เราไปหาที่เงียบๆ คุยกันหน่อยดีไหม”

ศักดาหน้าซีดเผือด สายตายังเหลือบไปยังด้ามปืนในเอวของชายฉกรรจ์สองคนด้านข้างอย่างหวาดหวั่น ปากคอสั่นพูดเสียงตะกุกตะกักแทบไม่เป็นคำพูด

“เสี่ยเสี่ยคิ้มผมเสียใจผมผมผิดไปแล้วเสี่ยต้องการให้ผมชดใช้อะไร ผมยอมหมด อย่าอย่าทำอะไรผมเลยนะครับ”

เสี่ยคิ้มหัวเราะร่วน

“ไม่ต้องตกใจฉันไม่เอาตัวแกไปฆ่าหมกท้องร่องหรอก แต่ถ้าแกยังขืนท่ามากไม่ยอมฟังคำของฉันมันก็ไม่แน่ เฮ้ยไอ้ชดมึงประกบไป”

ชายฉกรรจ์ร่างกำยำเตี้ยล่ำผงกศีรษะรับคำ ก่อนจะใช้ไหล่กระแทกลำตัวของศักดาให้ออกเดิน พร้อมกับคำรามเสียงแหบห้าว

“อย่าตุกติกนะมึงไม่งั้นกูยิงไส้แตก”

ศักดาหน้าซีดขาว เหงื่อกาฬแตกไหลออกมาจนชุ่มโชกไปทั้งใบหน้าและหลังเสื้อ ขณะเดินขาสั่นกลับไปเปิดประตูด้านคนขับ อรอุษามองมาอยู่ก่อนแล้ว แต่จากที่เธอมองผ่านมาจากกระจกข้างรถ และภาพที่ค่อนข้างสลัวท่ามกลางแสงไฟจ้าแยงตาจากหน้ารถคันหลังนั้น ทำให้เด็กสาวไม่อาจจะรับรู้หรือระแคะระคายได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นที่ด้านหลัง รถ สิ่งที่เธอเห็นมีเพียงแต่การที่หลังจากพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่งศักดาก็เดิน กลับมา โดยมีชายคนหนึ่งเดินตาม มาด้วย พอจิ้งจอกสวาทเปิดประตูแล้วกลับเข้ามานั่งหลังพวงมาลัย เด็กสาวก็ถามอย่างเป็นห่วง

“เป็นอย่างไรคะตกลงกันได้ด้วยดีไหมคะพี่ศัก”

ศักดาใบหน้าเลิ่กลั่ก ขณะที่ประตูด้านหลังถูกเปิดออกเสียงดังผลัวะใหญ่ ทำให้ร่างบางของอรอุษาสะดุ้งอย่างตกใจ และเมื่อเธอหันขวับไป ก็มองเห็นร่างกำยำของนายชดนั้นพรวดเข้ามานั่งในเบาะยาว สร้างความหวาดกลัวให้บังเกิดขึ้นแก่เด็กสาวจนใบหน้าซีดขาว กล่าวโพล่งออกมาเสียงสั่นสะท้าน

“พี่ศักพี่ศัก”

จิ้งจอกสวาทมีใบหน้าหวาดหวั่น เมื่อพึมพำว่า

“น้องษานั่งเฉยๆนะไม่ต้องกลัวพี่จะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเอง”

ดวงตากลมโตที่ปรายหันไปมองใบหน้าคล้ำเกรียมนั้นแว่บหนึ่งที่จ้องตอบมาอยู่ ก่อนแล้ว ดวงตาที่เหลือกลานราวกับดวงตามุสิกกวาดเบิ่งมองมายังใบหน้างามนั้นอย่างไม่ มีปิดบังแววตาอันชั่วร้ายลามกกระหายหื่น...สร้างความรู้สึกหวาดผวาให้เกิด แก่อรอุษาจนต้องรีบเบือนกลับมาทันที ปากงามของเด็กสาวสั่นระริกเมื่อสอบถาม เสียงของเธอแหบโหยราวกับจะร้องไห้

“แล้วแล้วทำไมเขาเขาขึ้นมาในรถคะ”

ยังไม่ทันที่ศักดาจะตอบคำถาม นายชดก็ตวาดเสียงดังขึ้นมากลบเสียงของเด็กสาว

“หุบปาก...แล้วขับรถตามไปได้แล้ว”

เสียงแหบห้าวนั้นเกรียมกระด้าง ใบหน้าดำคล้ำมันพรวดเข้ามาทางเบาะหน้า ขู่ขวัญจนร่างบางของอรอุษาสะดุ้ง ผงะตัวไปชิดขอบประตูอย่างพรั่นพรึง

ในเวลานั้นรถตู้คันที่อยู่ด้านหลังนั้นม้วนรถกลับไปรออยู่แล้ว ศักดาไม่มีทางเลือกกัดฟันหมุนพวงมาลัยรถหมุนรถกลับตามไป โดยอรอุษาที่นั่งใบหน้าซีดขาว กล่าวถามโพล่งออกมาอย่างตระหนกตกใจ

“พี่ศักนี่มันอะไรกันคะษากลัว”

จิ้งจอกสวาทที่ขับรถตามรถตู้ที่วิ่งฉิวนำไปนั้น หันมากล่าวปลอบ

“ไม่ต้องกลัวนะครับ...พี่จะไม่ยอมให้มีอะไรเกิดขึ้นกับน้องษาแน่นอน...แต่เราจำเป็นต้องทำตามพวกนั้นครับ”
“ทำ..ทำไมคะ”

อรอุษากล่าวเสียงเครือขณะที่นายชดที่นั่งอยู่นั้นกระชากปืนออกมาจากซองข้างเอว ส่งเสียงคำรามดังแหบห้าวราวกับเสียงสัตว์ป่า

“หุบปาก ขับรถไปเงียบๆ”

พร้อมๆกับคำพูดนั้น ปากกระบอกปืนดำมะเมื่อมนั้นพรวดเข้ามาจ่อที่ต้นคอของศักดา อรอุษาที่นั่งอยู่ต้องหวีดร้องออกมาอย่างตระหนกตกใจ ยกมือขึ้นกุมไปที่ต้นคอตนเอง ดวงตากลมโตนั้นเบิกผวาจ้องไปยังปลายกระบอกปืนที่ส่ายไปมาระหว่างท้ายทอยของ ศักดากับตัวของเธอ ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงทำให้ร่างที่เบียดชิดอยู่กับประตูสั่นสะท้านออกมาราว กับจับไข้ ศักดาพยายามกัดฟันระงับความประหวั่นพรั่นพรึง กล่าวเสียงเครียด

“ไม่ต้องชักปืนมาขู่ก็ได้ฉันไม่ตุกติกอะไรอยู่แล้วน้องษานั่งเงียบๆนะครับ”

นายชดแค่นคำรามคำหนึ่ง สายตาแวววาวนั้นตวัดไปมองใบหน้างามหวานอันเปี่ยมไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ของเด็กสาวที่นั่งอยู่เบื้องหน้าอย่างกระหยิ่ม ก่อนจะลดปืนกลับไป แล้วว่า

“ดีนั่งเงียบๆทั้งคู่อย่าให้กูได้ยินคำพูดอีกแม้แต่คำเดียวนะไม่งั้น ฮะฮะ”

ในเวลานั้นรถสองคันวิ่งฝ่าความมืดพากันออกไปตามเส้นทางขามา อรอุษาใจหายเมื่อหันมองกลับไปยังบริเวณที่เป็นที่ตั้งของบ้านเธอ หลังคาที่มองเห็นได้อยู่...บ้านอันเต็มไปด้วยความรักและอบอุ่นปลอดภัยนั้น กำลังถอยห่างไปเรื่อยๆ ตามระยะทางที่รถวิ่งมุ่งหน้ากลับออกไปจนลับตา ดวงตากลมโตของเด็กสาวแสนสวยเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงจน น้ำใสๆ เอ่อขึ้นขังคลอเบ้า ก่อนที่ประกายงามดั่งเพชรนั้นจะหยดรินออกมาต้องไปยังพวงแก้มใส คนพวกนี้ต้องการอะไร ขณะที่ครุ่นคิดอย่างไม่มีทางเข้าใจ ร่างบางงามนั้นสั่นสะท้านสะอื้นไห้อย่างหวาดกลัวจนจับจิต

อรนุชไม่รู้ตัวว่าเธอกลิ้งไถลลงมาตามทางลาดชันของไหล่เขานั้นเป็นเวลานาน เท่าใด แต่ในการรับรู้ของเด็กสาวช่วงเวลานั้นเนิ่นนานราวกับนิรันดร์จนไร้ที่สิ้น สุด แต่ทว่าร่างเล็กบางที่ซุกหายเข้าไปในอ้อมแขนกำยำนั้นกลับไม่ได้รู้สึกหวาด กลัว หรือวิตกแม้แต่น้อยนิด ตรงกันข้ามความอบอุ่นที่ถ่ายทอดเข้ามาจากแผงอกที่แข็งแรงนั้นทำให้อรนุช รู้สึกราวกับว่าตนเองนั้นอยู่ภายใต้การปกป้องคุ้มครองจากเกราะคุ้มภัยที่ โอบรัดเธออยู่ ไม่มีทางที่ภัยอันตรายต่างๆ จะแทรกซึมแผ้วพานเข้ามาถึงตัวเธอได้เลย เด็กสาวซุกหน้าลงไปกับหนั่นเนื้อหน้าอกที่หนาบึกบึนนั้น สองแขนบอบบางโอบรัดไปที่กลางลำตัวที่แข็งแกร่งสมชายอย่างแนบแน่น...ต่อให้ เธอจะต้องเผชิญกับชะตากรรมใดๆ ที่น่าหวาดหวั่นรอคอยอยู่ในเบื้องลึกที่ร่างของเธอนั้นกลิ้งดิ่งลงไปราวกับ ไร้ที่สุด

อรนุชเฝ้าบอกกับตัวเองว่า...เธอพร้อมที่จะรับเอาไว้อย่างไม่กลัวเกรงตราบ เท่าที่ร่างกำยำที่มอบความอบอุ่นให้กับเธอร่างนี้อยู่เคียงข้างเธอไปตลอด เส้นทาง...ร่างสองร่างที่ราวกับแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันนั้นกลิ้งลงมาตาม แนวป่าลาด ใบไม้ที่กองสุมกันอยู่ชั่วนาตาปีนั้นช่วยลดแรงกระแทกที่ทั้งสองต้องเผชิญขณะ ดิ่งวาบลงมานั้นไปกว่าครึ่งค่อน แต่กระนั้นคมศรยังรู้สึกร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เพราะตัวเขานั้นตั้งใจจะรับความกดดันเอาไว้ทั้งหมด จึงพยายามเก็บร่างเล็กบางให้ปลอดภัยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้หลายๆครั้งตามศีรษะและหัวไหล่ หรือสองแขนที่รัดอรนุชอยู่นั้นกระแทกเข้าไปกับลำต้นไม้ที่เปลือกแห้งกรัง หรือแง่งหินที่ตะปุ่มตะป่ำ จนปวดแสบปวดร้อน เป็นแผลถลอกไปทั้งตัว ชายหนุ่มต้องขบกรามแนบแน่นเป็นสันนูนเพื่อต่อต้านความเจ็บปวดรวดร้าว นั้น...อย่างยาวนาน...จนกระทั่งในที่สุดร่างไถลครูดลงไปหยุดนิ่งอยู่ตรง บริเวณที่เป็นลักษณะแอ่งตื้นๆ มีหมู่ต้นเต็งรังที่ขึ้นหนาแน่น

พ่อเลี้ยงปางห้วยสักถอนหายใจยาว แม้ร่างกายจะปวดขัดยอกระบมไปหมด แต่อย่างน้อยก็เก็บชีวิตของเขากับอรนุชให้มีลมหายใจอยู่ดูโลกใบนี้ต่อไปได้ ในท่าที่กำลังนอนหงายกับพื้นดิน สายตาของเขามองขึ้นไปบนฟ้าอันมืดมิด...ดวงดาวที่พร่างฟ้า...รู้สึกสวย งามอย่างบอกไม่ถูก...เป็นผืนฟ้าประดับดาวที่สวยเหลือประมาณทั้งๆ ที่เป็นผืนฟ้าเดียวกับที่เขาเห็นอยู่แทบทุกเมื่อเชื่อวัน...

ในเวลานั้นอรนุชเองก็รู้สึกไม่ต่างอะไรกับชายหนุ่ม แต่นอกเหนือจากความโล่งใจที่เต็มตื้นขึ้นมาท่วมท้นนั้นยังแทรกไปด้วยความ เป็นห่วงในสภาพร่างกายของอีกฝ่ายที่พลุ่งขึ้นจับใจ เพราะในเวลานั้นอวัยวะภายในร่างปั่นป่วนดูราวกับว่าจะเคลื่อนย้ายออกไปจาก ตำแหน่งเดิมของมันไปจนหมด ขนาดตัวเธอเองยังรู้สึกถึงแรงกระแทกที่ถาโถมเข้ามาขนาดนี้ คนที่โอบอ้อมปกป้องตัวเธออยู่ตลอดเวลาและรับแรงกระแทกตรงๆ นั้นจะรู้สึกขนาดไหน

“คุณสิงห์...คุณเป็นยังไงบ้างคะ?”

เด็กสาวเขย่าไปที่ลำตัวกำยำอย่างร้อนใจ แรงเขย่านั้นทำให้คมศรกัดฟัน เจ็บระบมไปทั้งตัว...ครางอู้ บ่นพึมพำลากเสียงยาว

“เดี๋ยววววว...เดี๋ยว...หยุดก่อน...ผมไม่เป็นไรหรอก...แต่จะเป็นก็เพราะแรงเขย่าของคุณนั่นแหล่ะ”

พูดจบก็ต้องขบฟันด้วยความเจ็บ...ขณะที่อรนุชใจหายวาบ มือเล็กบางที่กำลังเขย่าร่างของคมศรหยุดยั้งไปพลัน กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ...หวาดวิตกกังวลว่าจะไปทำให้ร่างกายของอีกฝ่ายบาด เจ็บ

“ขอ...ขอโทษนะคะ...ฉัน...ฉันลืมตัวไป...มัวแต่เป็นห่วงคุณค่ะ...คุณเจ็บมากไหม...?”

เมื่อรู้สึกว่าตัวเองนั้นคงปลอดภัยจากคนของไอ้อดิศัยอย่างน้อยก็ช่วงเวลา หนึ่ง ทำให้คมศรเริ่มมีอารมณ์ครึกครื้นขึ้นมา ดวงตาสีเหล็กนั้นเป็นประกายพราวอย่างรื่นรมย์เมื่อว่า

“อืมม์...ได้ยินอย่างนี้แล้ว...ผมชื่นใจจัง...เกือบหายปวดเป็นปลิดทิ้งเลย”

อรนุชหน้าแดงอุทานออกมาเบาๆ ตาเบิกโพลง ริมฝีปากสั่นระริก..ทั้งโมโห..ทั้งเขินอาย อีตาบ้า..บ้าจริงๆ..เวลาอย่างนี้ยังมีแก่ใจมาพูดเล่นอีก..ร่างเล็กบางนั้น ดิ้นรนออกมาจากอ้อมแขนกำยำนั้นอย่างขัดใจ ใบหน้าเง้างอดสะบัดเสียงห้วน

“คนบ้า...เขาอุตส่าห์เป็นห่วง...ยังมาพูดกวนประสาทอีก”

คมศรหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะสูดปากอย่างเจ็บปวด...อูยยยยสส...เพราะแรงหัวเราะทำให้อาการปวดนั้น ตึ๊บๆ ขึ้นมาอีก อรนุชใจหายรีบหันหน้ามาละล่ำละลักถาม

“คุณเป็นอะไรมากไหมคะ...โธ่...แล้ว...แล้ว.ฉันจะช่วยคุณยังไงได้บ้างล่ะคะ?”

พ่อเลี้ยงปางห้วยสักยิ้มเล็กน้อย กล่าวหน้าตาย

“ข้อเท้าคุณเป็นยังไงบ้างล่ะ...ถ้าค่อยยังชั่วก็ค่อยๆ...ช่วยประคองผมหน่อยก็แล้วกัน พาผมไปนั่งพิงต้นเต็งใหญ่ต้นนั้นหน่อย”

ชายหนุ่มบุ้ยใบ้บอกไปยังต้นเต็งลำต้นใหญ่ประมาณสามสี่คนโอบที่อยู่ห่างไป ประมาณสิบเมตร อรนุชใช้มือนวดไปที่ข้อเท้าข้างที่ปวดขัดของเธอเบาๆ และลองขยับดู พบว่าถ้าไม่ลงส้นเท้าแรงมากก็พอจะเดินได้ ดังนั้นจึงกุลีกุจอเข้ามาพยุงร่างสูงใหญ่ให้ลุกขึ้นยืน พยายามใช้ลำตัวเล็กบางของเธอหนุนร่างของเขา ซึ่งคมศรซ่อนยิ้มอยู่ในความมืด...เหมือนกับไม่ตั้งใจ...แต่วงแขนแข็งแรงนั้น โอบไปที่เอวคอดงามของเด็กสาวเหมือนกับใช้เป็นที่พยุงตัว ปากก็ทำเป็นครางเบาๆ หงิงๆ แต่นัยน์ตานั้นพราวไปด้วยความรู้สึกรื่นรมย์ กลิ่นกายที่หอมรวยรินจากเนื้อเนียนนั้นกรุ่นเข้าจมูกตลอดเวลา ทำให้ริมฝีปากที่ปกคลุมไปด้วยหนวดเคราแย้มยิ้มจนเห็นไรฟันขาวสะอาด

อรนุชที่มองไม่เห็นหน้าของคนเจ้าเล่ห์นั้น มีใบหน้าแดงก่ำ กัดฟันแน่น พยายามไม่ใส่ใจกับความร้อนจี๊ดๆ ที่ซ่านอยู่ตรงบริเวณช่วงเอวตัวเองซึ่งความรู้สึกที่แผ่ลามออกมาตามปลายนิ้ว ที่แข็งแรงนั้นกลบความรู้สึกเสียวแปลบตรงข้อเท้าของเธอไปสนิท เด็กสาวจ้ำเดินอย่างเร็วๆ พาร่างสูงใหญ่ไปนั่งพิงต้นไม้แล้วร้องเสียงห้วน

“เอาล่ะถึงแล้ว...คุณปล่อยมือได้จากเอวฉันได้แล้ว”

คมศรหัวเราะหึหึ...ปล่อยมือจากเอวน้อยนั้นอย่างเสียดาย...บ่นพึมพำ

“แหม...ใจร้ายจัง”

อรนุชครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง ก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“หยุดพูดเล่นเถอะค่ะ...ลองสำรวจตัวเองให้ดีว่ามีกระดูกหักหรือเดาะที่ไหนบ้างหรือเปล่า...เราตกกันมาตั้งสูงนะคะ”

เด็กสาวพูดพลางทำหน้าสยองเมื่อเงยหน้ามองย้อนกลับขึ้นไปด้านบน ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองไถลลงมาถึงบริเวณนี้ได้จริงๆ ขณะที่คมศรเองก็ฟังคำของอรนุชลองขยับแข้งขาและหมุนศีรษะหลังไหล่ตัวเอง และพบว่านอกจากอาการปวดแสบเนื่องจากแผลถลอก และการปวดระบมตามกล้ามเนื้ออันเกิดจากแรงกระแทกที่ตัวเขาไถลไปชนตามแง่งหิน หรือต้นไม้แล้ว ก็ไม่มีอะไรมากจนบาดเจ็บถึงกระดูก

อรนุชทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างๆคมศร ดวงตากลมโตเบิ่งมองมายังชายหนุ่มที่กำลังสำรวจอาการตัวเองอยู่อย่างเป็นห่วง พ่อเลี้ยงปางห้วยสักหรี่ตาลงเล็ก น้อยอย่างเจ้าเล่ห์ แกล้งสูดปากอย่างเจ็บปวด ทำให้ร่างเล็กบางนั้นผวาเข้ามาดูอาการทันทีอย่างร้อนใจ ก่อนที่วงแขนกำยำนั้นจะตวัดรัดร่างน้อยนั้นเข้ามากอดไว้ ดวงตาสีเหล็กนั้นพร่างพราว...รื่นรมย์นัก...พอมองเห็นดวงตาคู่นั้นถนัดๆ แก้มบางใสของอรนุชก็ร้อนวูบ เด็กสาวทำตาลุกวาว เข่นเขี้ยวกล่าว

“เจ้าเล่ห์นักนะ...ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”
“ไม่ปล่อย...ตอนนี้ผมหนาวจะตาย...อย่างนี้ค่อยอุ่นหน่อย”

อากาศยามค่ำคืนบริเวณป่าโปร่งหย่อมนั้นเริ่มเยือกเย็นขึ้นดั่งคำของชายหนุ่ม ว่า เวลานั้นพ่อเลี้ยงปางห้วยสักก้มหน้าลงไปยิ้มกว้างกับใบหน้าใสที่เงยขึ้นข่ม ขู่ อรนุชดิ้นรนอย่างโมโหที่เสียรู้ แต่ก็ไม่กล้าออกฤทธิ์ทุบตีร่างหนานั้นเพราะเกรงจะไปกระทบกระเทือนร่างกายที่ บอบช้ำอยู่ก่อน ทว่า...วงแขนแข็ง แรงที่รัดเข้ามาราวกับปลอกเหล็กนั้น ถ่ายทอดไออุ่นเข้าไปในร่างเล็กบางที่อย่างช้าๆค่อยๆสงบอาการลงก่อน

ในที่สุด...เด็กสาวจะซบหน้าไปกับอกกว้างแข็งแรงนั้น ถอนหายใจออกมายาว...เธอจะหลอกใจตัวเองไปอีกทำไมกัน...ความรัก...นี่หรือ... สิ่งที่เธอไม่เคยนึกไม่เคยฝันจะบังเกิดขึ้นกับตัวเอง...ความผูกพันธ์ที่ช่าง งดงามเหลือเกินนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ...อรนุชไม่รู้...แต่ ความรู้สึกนั้นมันเอิบซ่านรุนแรงตั้งแต่คราวก่อนที่เขาเข้ามาช่วยเธอเอาไว้ จากการตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของเด็กอันธพาลพวกนั้น...

และคืนนี้...ก็ยังเป็นเขาที่เข้ามาช่วยเธอให้พ้นจากภัยอันโหดร้าย...ที่มัน ช่างหยาบช้าและน่าสยดสยองในความรู้สึกนึกคิดของเด็กสาว...จะมีอะไรที่เลว ร้ายไปการถูกข่มขืนแล้วฆ่าทิ้ง...ในกลางป่าเขาที่เธอจะต้องตกตายไปอย่างไร้ ค่าและเจ็บปวดอย่างที่คงไม่มีใครรู้ว่าชะตากรรมอันเลวร้ายใดที่บังเกิดขึ้น กับตัวเธอเอง...ตอนนี้...ในเวลานี้...อรนุชรู้สึกเหมือนกับตัวเองตายแล้ว เกิดใหม่...โอกาสที่ได้การประทานมาจากฟ้าเบื้องบน...ผ่านอุ้งมืออันแข็งแรง ของคนร่างใหญ่ที่กอดเธออยู่...เธอจะยังต้องการอะไรมากไปกว่าความอบอุ่นจาก อ้อมอกที่ไม่ต่างอะไรกับเกราะอันคุ้มครองปกป้องผองภัยจากภยันอันตรายทั้งมวล นี้อีกล่ะ

“ขอผมกอดคุณนิ่งๆ อย่างนี้สักพักนะ...อรนุช”

เสียงของคมศรเนิบลึก น้ำเสียงที่หนักแน่นมั่นคงแต่นุ่มนวลแผ่วหวาน ชำแรกเข้าไปในโสตประสาทของเด็กสาวแสนสวย จนใบหน้านั้นแดงระเรื่อ หลับตาพริ้ม เบนหน้าเอนซบเข้าไปในอกกว้างนั้น แขนข้างหนึ่งบีบแนบกับตัวเองขณะที่อิงแอบร่างเล็กของตัวเองเปิดรับไออุ่นที่ หลั่งไหลเข้ามาอย่างเต็มตื้นในความรู้สึก แขนบอบบางอีกข้างหนึ่งสอดกระหวัดรัดไปกลางลำตัวหนานั้น...แนบแน่น...แม้ไม่ มีเสียงอนุญาตลอดออกมาจากเรียวปากงาม...แต่การแสดงออกนั้นมันกระจ่างยิ่ง เสียกว่าหมื่นคำพูด...พ่อเลี้ยงปางห้วยสักก้มหน้าลงไปสูดลมหายใจลึกยาวกับ ศีรษะเล็กๆ ที่ซบอยู่กับอกตนเองนั้นนิ่งนาน ราวกับจะเก็บความหอมที่กรุ่นจากผมดำขลับกลุ่มนั้นให้ตราตรึงไปในใจของเขา ชั่วนิรันดร์...

พ่อเลี้ยงอดิศัยมีใบหน้าถมึงทึง เมื่อนายคำกับพวกกลับมายังกระท่อม

“พวกมันพากันโดดลงไปในหุบด้านตะวันตกครับ...พ่อเลี้ยง”

นายคำรายงาน ใบหน้ามีร่องรอยหวาดหวั่น...ด้วยรู้อารมณ์ของพ่อเลี้ยงปางเทพนิมิตรดี... ซึ่งชายหนุ่มก็มีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างเกรี้ยวกราดอย่างที่ทุกคนคาดคิด

“ไอ้พวกสวะ...แค่คนสองคน...แถมคนนึงยังเป็นแค่เด็กสาวด้วย...เสือกไม่มี ปัญญาเก็บ...ไอ้พวกนรกเอ๊ย...มึงไม่รู้เหรอว่าโอกาสดีที่กูจะเก็บไอ้สิงห์ อย่างนี้มันหาได้ที่ไหนง่ายๆ อีกวะ...บัดซบจริงๆ”

อดิศัยพูดพลาง ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ดวงตามีร่องรอยแห่งความโกรธและความเสียดายที่ปิดไม่มิด...ทุกอย่างเป็นอย่าง ที่เขาพูดจริงๆ...โอกาสอย่างนี้จะหาที่ได้อีก...ไอ้สิงห์มันหลุดมายังถิ่น เขาคนเดียวอย่างนั้น...สมุนคนหนึ่งเอ่ยขลาดๆ

“แต่...แต่พวกมันทิ้งดิ่งกันไปอย่างนั้น...บางทีก็อาจจะไม่รอดนะครับ...พ่อเลี้ยง”

พ่อเลี้ยงปางเทพนิมิตรตาลุกวาว สำรากออกมาดังลั่น

“ไอ้เหี้ย!!!...โง่แล้วยังอวดฉลาด...ไอ้สิงห์มันไม่กระจอกอย่างนั้นหรอก...ถ้ากูไม่เห็นศพมัน...กูไม่วางใจว่ามันตายแน่นอน”

นายคำถลึงตามองดูชายฉกรรจ์ที่พูดนั้นอย่างไม่พอใจ...ที่พูดจาไม่ใช้สมอง... เพราะ...ดีไม่ดีตัวเองก็จะซวยไปด้วย...ใครเล่าจะกล้าล้อเล่นกับอารมณ์อันดุ ร้ายของพ่อเลี้ยงปางเทพนิมิตร...พ่อเลี้ยงอดิศัยพยามยามระงับอารมณ์อันเดือด ดาลให้สงบลงเพื่อใช้ความคิด ชายหนุ่มนิ่งอึ้งดวงตาสาดประกายวูบวาบอยู่ชั่วครู่ใหญ่ ก่อนจะพึมพำกับตนเอง

“ถ้าพวกมันตกลงไปในหุบนั้นแล้วไม่ตาย...คงจะพยายามวกกลับไปยังปางของมัน...ก็ต้องผ่านมายังทางใต้หุบ”

พอได้คิดดั่งนั้น พ่อเลี้ยงอดิศัยก็หันไปสั่งการนายคำ

“ไอ้คำ...มึงไปเตรียมคน...พยายามกระจายกันดักอยู่ตรงหุบทางใต้นั่นแหล่ะ...ถ้าไม่ตายมันต้องมาทางนั้นแน่”

นายคำเห็นเจ้านายที่มีเพลิงโทสะอันเกรี้ยวกราดเริ่มสงบอารมณ์ลงได้ก็ค่อยเบาใจ รีบก้มศีรษะรับคำอย่างนอบน้อม

“ไม่ต้องห่วงครับนาย...ผมจะไปเกณฑ์คนที่ปางสกัดมันเอาไว้ให้ได้”

ทันใดนั้นเองสมุนคนหนึ่งของพ่อเลี้ยงอดิศัยก็วิ่งตาเหลือกเข้ามา

“พ่อเลี้ยงครับ...มีกลุ่มคนกำลังตรงมาทางนี้...ดูจากไกลๆ น่าจะเป็นพวกตำรวจ”

ดวงตาของพ่อเลี้ยงปางเทพนิมิตรสาดแสงวูบ สบถด่าอย่างหยาบคายออกมา ก่อนจะหันไปยังนายคำ

“ไอ้สัตว์เอ๊ย...ไอ้เหี้ยสิงห์มันคงแจ้งตำรวจให้ตามมา...ไอ้คำมึงหลบลงไปจากดอยก่อน”

นายคำรีบรับคำอย่างนอบน้อม ก่อนจะผละตัวหายไปจากบริเวณนั้นพร้อมม้าในคอกปางห้วยสักที่เขาขับมา ขณะที่อดิศัยปรับสีหน้าให้เป็นปกติ เดินไปที่หน้ากระท่อม และยืนรอคอยอยู่ สารวัตรอรุณนำกำลังตำรวจกลุ่มหนึ่งตรงเข้ามาอย่างรีบร้อน ใบหน้าของนายตำรวจนั้นเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ขณะ ที่พ่อเลี้ยงอดิศัยทำเป็นยิ้มเดินเข้าไปหา

“สารวัตรอรุณ...ไม่ทราบว่ายกกำลังตำรวจมาที่นี่ทำไมครับ?”

ข้างๆนายตำรวจหนุ่มยังมีคนของปางห้วยสักตามมาด้วยคือธงชัยองครักษ์ประจำตัว ของคมศรนั่นเอง ตอนนั้นใบหน้าของชายหนุ่มกระด้างกล่าวเสียงเครียด

“พวกเราได้ยินเสียงปืน...มันเกิดอะไรขึ้น”

พ่อเลี้ยงปางเทพนิมิตรหัวเราะยียวน ไม่สนใจคนติดตามของคู่อริ หันไปยังนายตำรวจตงฉินผู้มีชื่อกระฉ่อนในการปราบปรามอิทธิพลเถื่อน

“พวกผมก็แค่นึกสนุกๆ ซ้อมมือกันเล่นๆ เท่านั้นแหล่ะครับ...สารวัตร...แล้วโน่น...ไอ้แสง”

อดิศัยบุ้ยใบ้ไปยังลูกสมุนที่ถูกปืนของคมศร ตอนนั้นถูกพยาบาลลวกๆ โดยการห้ามเลือดและพันแผลเอาไว้แล้ว กำลังนั่งกับพื้นพิงผนังกระท่อมอยู่ ใบหน้าซีดขาวด้วยความเจ็บปวดและการสูญเสียเลือด

“มันเสือกเซ่อ...ซุ่มซ่ามทำปืนลั่นใส่ตัวเอง”

ในเวลานั้นธงชัยยืนตัวสั่น...ใบหน้าเกรียมกระด้าง...ในใจนั้นรุ่มร้อมกังวล ในตัวของเจ้านายเหลือประมาณ ซึ่งสารวัตรอรุณตบบ่าของชายหนุ่มเป็นสัญญาณให้ใจเย็นๆ ไว้ก่อน ขณะที่เดินเข้ามาตรงหน้าพ่อเลี้ยงอดิศัยกล่าวขึ้นว่า

“พวกเราได้รับการแจ้งความว่ามีการลักพาตัวเด็กสาวคนหนึ่งไปจากปางห้วยสัก”

พ่อเลี้ยงปางเทพนิมิตรทำใบหน้าซื่อ อุทานออกมา

“เหรอครับ...แหม...น่าตกใจจริงๆ...แล้วไม่ทราบมันเกี่ยวอะไรกับที่สารวัตรพาคนมาที่นี่ครับ”

สารวัตรอรุณยังมีสีหน้าเป็นปกติ ขณะที่ธงชัยนั้นรู้สึกอึดอัดจนอยากกระแทกหมัดใส่ใบหน้าที่กำลังตีซื่อนั้น ให้เต็มเหนี่ยว แต่สิ่งที่ทำได้เพียงแค่ยืนกำหมัดแน่น ดวงตาเบิกกว้างอย่างขุ่นแค้นเท่านั้น

“ถ้าไม่รบกวน พวกเราอยากจะค้นพื้นที่ตรงนี้...พ่อเลี้ยงคงไม่ว่าอะไรนะครับ”

สารวัตรมือปราบยังพูดอย่างใจเย็น พ่อเลี้ยงอดิศัยยักไหล่แบมือ

“เชิญครับ...พวกผมบริสุทธิ์ใจ...เชิญสารวัตรตรวจดูรอบๆ ได้ตามสบายเลยครับ”
Hew โพสเมื่อ 2011-2-1 08:19
ธงชัยไม่รอช้า ปราดเข้าไปในกระท่อมเป็นคนแรก ขณะที่พันตำรวจตรีหนุ่มหันไปยังตำรวจติดตามให้กระจายกันดูรอบๆ ว่ามีสิ่งผิดปกติอะไรหรือเปล่าพ่อเลี้ยงอดิศัยยืนกระหยิ่มยิ้มย่อง ขณะที่ธงชัยกลับออกมาจากกระท่อมด้วยใบหน้าที่แสดงความผิดหวัง ร้อนรุ่มในใจ และเมื่อตำรวจที่ไปตรวจสอบดูรอบๆ กลับมาบอกว่าไม่มีร่องรอยอะไรผิดปกติ พ่อเลี้ยงปางเทพนิมิตรก็หัวเราะร่วน

“เห็นไหมครับ...พวกผมไม่ได้ทำอะไรอย่างที่มีคนคิดจะใส่ไคล้”

พูดไปปรายตามองไปยังคนติดตามของคมศร ที่แสดงอาการฮึดฮัดแต่นายตำรวจหนุ่มรีบเข้าไปขวางเอาไว้ กระซิบเบาๆ

“ตอนนี้เรายังทำอะไรไม่ได้...กลับไปตั้งหลักก่อนดีกว่าครับ...รวบรวมคนแล้ว ค่อยกลับมาใหม่...ผมเชื่อว่าพ่อเลี้ยงสิงห์เอาตัวรอดได้...ตอนนี้คงหลบไป อยู่ที่ไหนสักแห่ง...ผมเชื่อเช่นนั้นจริงๆ”

พันตรีหนุ่มกล่าวจบแล้วก็หันไปยังพ่อเลี้ยงอดิศัยแล้วว่า

“ถ้าเช่นนั้นผมคงไม่รบกวนพ่อเลี้ยงแล้ว...ลาก่อนครับ”

นายตำรวจยกมือขึ้นแตะปีกหมวกเป็นเชิงกล่าวลาตามธรรมเนียม ก่อนจะพยักหน้าและดึงตัวธงชัยให้เดินกลับไปกับตน ขณะที่ชายหนุ่มคนติดตามของคมศรนั้นแสดงอาการไม่ยินยอมพร้อมใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ตอนนั้นก็ไม่สามารถที่จะดึงดันอะไรไปให้มากกว่านี้ จึงได้แต่ขบกรามเป็นสันนูน เขม้นมองพ่อเลี้ยงปางเทพนิมิตรอย่างโกรธแค้นเกรี้ยวกราดอีกครั้งก่อนจะสะบัด หน้ากลับออกไป พอลับร่างนายตำรวจหนุ่มแล้ว นัยน์ตาของพ่อเลี้ยงอดิศัยก็หดเล็กลงอย่างใช้ความคิด

‘กูลืมไปสนิท...ไอ้สารวัตรอรุณคงขนคนมาควานหาตัวไอ้สิงห์...ชะ...ไอ้ห่า นี่...ดวงแข็งนัก...เห็นทีจะคอยดักจับอย่างเดียวไม่ได้...ดีนะที่ในหุบ สัญญาณมือถือคงไม่มี...ไอ้เหี้ยสิงห์มันติดต่อใครไม่ได้...และไอ้พวกสารวัตร หน้าโง่คงขึ้นไปกระจายค้นกันบนดอย...’

มือไวเท่าความคิด พ่อเลี้ยงปางเทพนิมิตรต่อสายไปยังนายคำที่ล่วงหน้าลงจากดอยไปแล้ว

“ไอ้คำ...มึงไปตามมือดีๆ ที่ถนัดแกะรอยจากในเวียงมาสักสี่ห้าคน ส่วนหนึ่งทำตามแผนเดิมคือกระจายดักไอ้สิงห์ที่หุบทางใต้ ส่วนมึงนำพวกมือดีตามเข้าไปควานหาตัวมันในหุบ...กูไม่แน่ใจว่าไอ้สารวัตร อรุณมันจะเป็นก้างขวางคอหรือเปล่า...แต่พวกมันคงเสียเวลาค้นบนดอยสักพัก ใหญ่...มึงพอมีเวลา...รีบเข้าไปล่าตัวไอ้สิงห์กับอีเด็กนั่นและเก็บพวกมันซะ ในหุบนั่นแหล่ะ”

“ครับพ่อเลี้ยง...ไม่ต้องห่วงผมจะพยายามควานหาตัวมันให้เจอให้ได้...ยิ่งมี นังเด็กนั่นไปด้วย...ผมเชื่อว่าน่าจะมีร่องรอยให้สาวได้ไม่ยาก”

พ่อเลี้ยงอดิศัยผงกศีรษะอย่างพอใจ ทันใดนั้นเองเสียงเรียกเข้าอีกสายก็ดังขึ้น ชายหนุ่มยกมือถือขึ้นมาก็แลเห็นเบอร์ที่เขาต้องรีบเปิดรับ

“เออ แค่นี้ล่ะ”

ชายหนุ่มตัดสายของลูกน้อง และเปิดรับสายที่เรียกเข้ามาใหม่นั้น พร้อมกรอกเสียงลงไป

“ครับ...ผมอดิศัยพูด”

เสียงทางปลายสายนั้นดังขึ้นมาครู่หนึ่ง ใบหน้าของพ่อเลี้ยงปางเทพนิมิตรก็ผงกศีรษะ

“ฝากบอกกับท่านว่าไม่ต้องเป็นห่วง...ขอบคุณมากที่แจ้งข่าวมาบอก...เราเองก็ ระวังอยู่เหมือนกัน...สายของเราก็แจ้งเตือนมาว่าพวกนั้นกำลังกวดขัดหนักใน สินค้าล๊อตใหม่”

พ่อเลี้ยงอดิศัยหยุดฟังเสียงทางปลายสายที่ถามไถ่มา ก็หัวเราะตอบว่า

“โอว...เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง...ทางนี้ไม่มีปัญหาในการเก็บของอย่างแน่ นอน...แต่ไม่ต้องกังวลนะครับ...เราคงดึงเอาไว้ไม่นาน...เพราะพวกผมจะพยายาม เบี่ยงเบนความสนใจของพวกนั้น...คิดๆไว้แล้วว่าอาจจะให้ข่าวลวงไปก่อน...แล้ว ค่อยระบายสินค้าออก...น่าจะดำเนินการได้ในไม่ช้านี้แหล่ะครับ”

ชายหนุ่มหัวเราะร่า เมื่อได้ฟังคำจากอีกด้านหนึ่ง

“แน่นอนครับ...ฝากบอกท่านด้วย...ว่าผมคงไปกราบท่านเร็วๆ นี้”

จากนั้นเมื่ออีกด้านวางสายไปแล้ว อดิศัยก็หันไปยังสมุน

“ของถูกส่งมาครบหรือยังวะ”
“เกือบครบแล้วครับพ่อเลี้ยง...อีกสักอาทิตย์หนึ่ง”

ชายฉกรรจ์ที่ยืนด้านหลังตอบ พ่อเลี้ยงอดิศัยผงกศีรษะอย่างพอใจ ก่อนจะเดินย้อนกลับไปที่รถกระบะคันเล็ก โดยมีคนติดตามทั้งหมดรวมทั้งนายแสงที่บาดเจ็บนั่งอยู่ที่ด้านหลัง พากันหายลับไปในความมืด

เมื่อรถที่ตามติดกันไปนั้นหลุดออกมาบริเวณชานเมือง สองฟากทางนั้นเริ่มมีทุ่งนากว้างใหญ่สุดลูกตา จากถนนสายหลัก รถตู้นำหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นถนนสายรอง และวิ่งฝ่าความมืดเข้าไปในตามเส้นทางถนนภายในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ยิ่งรถวิ่งลึกเข้าตามเส้นทางที่ค่อนข้างเปลี่ยวท้ายหมู่บ้าน ก็ทะลุออกไปยังเส้นทางแคบๆ ตัดผ่านทุ่งหญ้าแฝกที่สูงท่วมหัว ภาพที่มองเห็นจากด้านนอกนั้น ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งบีบเค้นไปในหัวใจอันบอบบางของอรอุษาจนตัวสั่นสะท้าน ดวงตากลมนั้นหลั่งน้ำตาไหลรินออกมาอย่างประหวั่นพรั่นใจ

“คุณพ่อคุณแม่ขา...ช่วยลูกษาด้วย...ษากลัวเหลือเกินค่ะ...ษา...กลัวจริงๆ”

เด็กสาวคร่ำครวญหวนไห้ในใจ ราวกับว่าบิดามารดาของเธอที่ล่วงลับไปแล้วจะสามารถมีฤทธิ์ดลบัลดาลให้เธอพ้นภัยได้ฉะนั้น

รถตู้ที่นำหน้าแล่นผ่านถนนไปอีกช่วงใหญ่ จนกระทั่งเข้ามาจอดตรงบริเวณที่มองไปเห็นแค่ไกลๆว่ามีบ้านไม้ของชาวบ้านที่ อยู่ห่างไปลิบๆ ตรงริมบึงแฝกสภาพรอบด้านนั้นมืดสนิทวังเวงอย่างน่าหวาดหวั่นกดดันจนอรอุษา ผู้อ่อนเยาว์ถึงกับตัวสั่นระริกกำมือเล็กๆของเธอแนบแน่น ดวงตาเบิกโพลงอย่างหวาดผวาในสิ่งที่เธอกำลังเผชิญ ศักดาเคลื่อนรถคันงามของเขาไปจ่อท้าย เมื่อรถนิ่งแล้วนายชดที่ด้านหลังก็ส่งเสียงแหบห้าว

“ออกไปจากรถ”

จิ้งจอกสวาทหันมามองเด็กสาวข้างกาย ที่ตอนนั้นใบหน้างามเต็มไปด้วยรอยทางของหยาดน้ำตาที่ไหลรินออกมาจากดวงตากลม สวยนั้น ชายหนุ่มกล่าว ปลอบใจ

“ไม่ต้องกลัวนะน้องษาพี่ไม่ยอมให้ใครอันตรายน้องษาแน่นอน รอพี่ในรถนะครับ”
“ไม่ได้ลงไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหล่ะ”

นายชดตวาดเสียงเหี้ยม ศักดาหันไปพูดเสียงแข็ง

“ให้น้องษารออยู่ในรถก็ได้ฉันจะลงไปตกลงกับพวกแกเอง”
“ฮ่ะฮ่ะไม่ต้องมาสะเออะเสนอความเห็นกูบอกให้ลงก็ลงไปหูหนวกไม่ได้ยินเรอะ”

ตอนท้ายหน้าเหี้ยมๆนั้นหันมาตวาดอรอุษา ซึ่งสร้างความความพรั่นพรึงแก่เด็กสาวจนรีบปลดเข็มขัดนิรภัยและเปิดประตูออกไปจากรถทันที

อีกด้านหนึ่งศักดาก็เปิดประตูลงไป อรอ


 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ