คืนนรกของครูสาว (cop)

คืนนรกของครูสาว (cop)

  • 0 ตอบ
  • 6200 อ่าน
*

ออฟไลน์ ghostwriter

  • Senior Member
  • ****
  • 626
  • 11137
    • ดูรายละเอียด
คืนนรกของครูสาว (cop)
« เมื่อ: มีนาคม 02, 2016, 10:18:19 PM »
คืนนรกของครูสาว









ดิฉันมีเรื่องที่น่าอัปยศของดิฉัน เมื่อ 10 ปีก่อน มาเล่าให้เพื่อนๆฟัง ซึ่งแน่นอนดิฉันต้องปกปิดชื่อจริง ขอใช้ชื่อสมมุติว่า “นิด” นะค่ะ ตอนนี้ดิฉันมีอายุ 33 ปี มีครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขตามสภาพของคนที่มีอาชีพครูบ้านนอกที่รู้จักใช้ชีวิตอย่างพอเพียงตามพระราชดำรัชขององค์ในหลวง ดิฉันแต่งงานอยู่กินกับสามีมาได้ 7 ปีกว่าจะ 8 ปีแล้ว มีลูกชาย 1 คน อายุห้าขวบกว่าๆ ลูกสาวอีก 1 คน อายุสองขวบกว่าๆ พวกแกเป็นเด็กที่น่ารักมากไม่ค่อยงอแงและสุขภาพร่างกายก็แข็งแรงดีถึงแม้จะมีดื้อบ้างก็อยู่ในขอบเขตที่ไม่กวนใจอะไรดิฉันและสามีมากนัก สามีของดิฉันก็เป็นคนดีมากเช่นกัน เขามีอาชีพเป็นข้าราชการครูเช่นเดียวกับดิฉัน เราได้รู้จักกันตอนที่ ดิฉันเพิ่งบรรจุเข้ามาเป็นครูที่โรงเรียนที่เค้าสอนอยู่ก่อนหน้าซึ่งเป็นโรงเรียนในระดับมัธยมแห่งหนึ่งในตัวอำเภอด้านนอกติดพรมแดนเขมรของจังหวัดปราจีนบุรี เขาสอนวิชาพละศึกษาและการเกษตร ส่วนดิฉันได้บรรจุเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ เนื่องจากที่นี่ครูเราขาดแครงดิฉันจึงต้องสอนในชั้นระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย สอนทั้งวันทั้งแต่เช้ายันเย็น บางวันมีสอนถึง 7 คาบก็มี แต่ถึงจะเหนื่อยอย่างไรดิฉันเองก็มีความสุขดี มีลูกดีน่ารัก สามีดีขยันขันแข็งเหล้าไม่ดื่มบุหรี่ก็ไม่สูบแล้วยังซื่อสัตย์และรักดิฉันกับครอบครัวของเรามาก แค่นี้ดิฉันก็พอใจกับชีวิตของครูบ้านนอกอย่างนี้แล้ว
แต่เดิมดิฉันเติบโตอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่พอสิ้นคุณพ่อและคุณแม่ท่านก็มีอายุมากขึ้นท่านจึงอยากที่จะย้ายมาอยู่ที่บ้านเกิดของท่านที่จังหวัดปราจีนบุรี หลังจากนั้นอีกปีกว่าๆเกือบสองปีก็ได้เกิดเรื่องที่ไม่น่าจดจำกับดิฉันขึ้นมา หลังจากเกิดเรื่องทีแรกดิฉันก็คิดแค่ว่าอยากไปหาคุณแม่แต่คุณแม่ท่านก็เห็นถึงสิ่งที่ผิดปกติทีแรกท่านก็ถามแต่ดิฉันอายและไม่อยากให้ท่านต้องเสียใจและเจ็บปวดไปกับดิฉันด้วย จึงไม่กล้าเล่าให้ท่านฟังแต่สุดท้ายท่านก็ตะลอมถามจนดิฉันเล่าให้ท่านฟังทั้งน้ำตาพอท่านฟังจบท่านก็ได้แต่โอบกอดและให้ความอบอุ่นแก่ดิฉันพร้อมทั้งลูบหลังและศีรษะพร้อมทั้งบอกกับดิฉันว่า ‘ฝันมานะลูก…เรื่องมันผ่านไปแล้ว’ แล้วสุดท้ายดิฉันก็เลยย้ายมาอยู่กับท่านแต่ท่านก็ไม่อยากให้ดิฉันอยู่เฉยๆท่านจึงไปขอครูใหญ่ในโรงเรียนของอำเภอซึ่งเป็นเพื่อสนิทของท่านและท่านเองก็ทำงานเป็นครูอยู่เช่นกันให้รับดิฉันไปสอนที่นั่นอีกคนหนึ่ง และก็ได้อยู่ใกล้กับคุณแม่ด้วยเวลาท่านเหงาหรือเจ็บป่วยดิฉันจะได้สามารถดูแลท่านได้ ดิฉันจึงออกจากโรงเรียนที่ไม่น่าจดจำแห่งนั้นย้ายออกมาเป็นครูบ้านนอกกับคุณแม่พอปีต่อมาดิฉันก็สามารถสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูได้และที่นั่นเองที่ดิฉันได้เจอกับผู้ชายที่แสนดีและได้รับความรักจากเขาจนเราสามารถสร้างครอบครัวที่อบอุ่นด้วยกันมาจนถึงปัจจุบัน
เรื่องของดิฉันนั้นมันเกิดขึ้นในตอนที่ดิฉันจบปริญญาตรีคณะครุฯเกียรตินิยมอันดับ 3 จากรั้วจามจุรีมาใหม่ๆตอนนั้นดิฉันอายุ 22 ปี และได้มาสอนที่โรงเรียนเอกชลชื่อดังแห่งหนึ่งในระดับมัธยม ในตอนแรกดิฉันมีโปรแกรมที่จะรับทุนที่ได้มาและไปเรียนต่อที่เมืองนอกแต่ตอนนั้นคุณพ่อของดิฉันท่านได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ดิฉันจึงเหลือคุณแม่อีกเพียงแค่คนเดียวดิฉันจึงตัดสินใจที่จะสละทุนที่ได้มาเพื่อจะอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ที่เมืองไทยแทน เมื่อเสร็จจากงานศพคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่อยากที่จะอยู่ที่กรุงเทพฯอีกต่อไปในตอนแรกท่านจะให้ดิฉันอยู่ที่บ้านของเราในกรุงเทพฯแต่เนื่องจากว่าบ้านกับโรงเรียนที่ดิฉันต้องไปสอนนั้นมันอยู่คนละมุมเมืองกันเลยดิฉันจึงตัดสินใจให้ท่านขายและเอาเงินไปซ่อมแซมและปรับปรุงบ้านของท่านที่ปราจีนฯเพิ่มเติมและเก็บที่เหลือเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น เมื่อขายได้คุณแม่ของดิฉันท่านจึงย้ายไปอยู่ที่ปราจีนฯ ดิฉันจึงต้องมาไปเช่าอพาร์ทเม้นท์โดยแชร์ค่าเช่าร่วมกันกับครูใหม่ของโรงเรียนที่เข้ามาพร้อมกันอีก 2 ท่าน ตามคำแนะนำของครูรุ่นพี่ในโรงเรียนที่ท่านเองก็ได้เช่าอพาร์ทเม้นท์แห่งนั้นอยู่ก่อนหน้าแล้ว ซึ่งอพาร์ทเม้นท์เองก็อยู่ใกล้ๆกับโรงเรียนห่างออกไปไม่ถึง 3 ป้ายรถเมล์ดี เนื่องจากดิฉันเคยเข้าประกวดนางสาวไทยและได้เข้ารอบจนถึงรอบสุดท้ายแถมยังได้ขึ้นปกนิตยสารอีกหลายฉบับในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ดิฉันจึงเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาดีมากคนหนึ่ง ผิวขาว สูงประมาณ 169 ซ.ม. ไว้ผมยาวมัดรวบแบบสบายๆ แต่งกายสบายๆแต่มิดชิด ตอนที่ดินฉันมาสอนที่โรงเรียนแห่งนั้นใหม่ๆ เพื่อนครูด้วยกันยังถามเลยว่า
“รูปร่างหน้าตาสวยๆอย่างครูนิดนี่ไม่น่ามาเป็นครูอย่างนี้เลยนะค่ะ…” ดิฉันจึงตอบท่านไปว่า
“ดิฉันชอบอาชีพนี้ค่ะและก็ฝันอยากเป็นครูตามอย่างคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก…” เพื่อนครูท่านนั้นก็ได้แต่ยิ้มและเตือนดิฉันว่า
“เด็กนักเรียนเดี๋ยวนี่นะ ไม่เหมือนกับเด็กนักเรียนสมัยก่อนนะค่ะ เด็กเดียวนี้ไม่ค่อยสนใจเรียน ชอบเที่ยว เดียวนี้ยิ่งมียาเสพติดระบาดยิ่งต้องระวังตัวให้ดี เราจับมันไม่ค่อยได้หรอกเด็กพวกนี้มันหลบเก่ง แต่ก็จะมีแสบๆ อยู่ไม่กี่กลุ่ม ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กโต แล้วก็ชอบลองของครูใหม่ใหม่สวยๆอย่างครูนิดนี่ด้วยแล้วละก็…”
“ทำไมค่ะอย่างนิดนี่เป็นยังไง…”เพราะความสงสัยดิฉันจึงถามครูรุ่นพี่ท่านนั้นออกไป
“ก็ระวังเด็กจะแอบดูชั้นในไงค่ะ”
พอครูรุ่นพี่ตอบแบบนี้ทีแรกนิดก็ตกใจเพราะไม่เคยคิดว่าเด็กเดียวนี้จะกล้าทำอย่างนั้นเพราะในสมัยเรียนดิฉันเรียนแต่ในโรงเรียนหญิงล้วนจนจบ ม.ปลายเข้ามหาลัยแล้วจึงได้เจอกับเพื่อนเรียนที่เป็นเพศตรงข้ามจึงไม่เคยทราบในพฤติกรรมของนักเรียนชายสมัยนี้ แต่ในตอนนั้นดิฉันก็ไม่คิดอะไรมากแค่ระวังตัวเองให้มากขึ้นแต่ก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้เหมือนกันว่าต้องเจอกับเหตุการณ์ทำนองนี้ในตอนที่คุยกับครูรุ่นพี่แต่ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรมาก ปรับตัวให้เข้ากันนักเรียนและสถานศึกษาที่ต้องทำงานสักพักก็จะอยู่ตัวได้เอง แต่ดิฉันก็ไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวดิฉันเองจะรุนแรงถึงขั้นนั้น เมื่อเกิดเรื่องดิฉันไม่เคยบอกแม้แต่เพื่อนครูที่สนิทกันหรือแม้กระทั่งสามีของดิฉันเองก็ไม่เคยเล่าให้เขาฟัง ตอนนั้นดิฉันเพิ่งเข้าทำงานเป็นครูที่โรงเรียนแห่งนี้หลังจากจบใหม่ๆโดยที่ไม่ต้องสมัครเข้ามาเลยเพราะทางโรงเรียนได้จองตัวดิฉันตั้งแต่เรียนในปีสุดท้าย ก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากทีเรียนจบเร็ว แล้วก็ได้ทำงานเร็ว ช่วงแรกๆ ของการสอนก็ไม่ไม่อะไรมากเพราะดิฉันต้องปรับตัวกับการสอนนักเรียนได้พอสมควรอีกทั้งนักเรียนที่ดิฉันสอนก็เป็นเด็กดีและน่ารักกันทุกคน แต่ถึงกระนั้นดิฉันก็แทบจะไม่มีเวลาได้พักผ่อนหรือไปไหนเลยเหมือนกันแต่เพราะรักในวิชาชีพนี้ดิฉันจึงทุ่มเทให้กับการสอนให้เด็กๆที่ดิฉันรับผิดชอบอยู่แถมเด็กๆเองก็น่ารักมาก เดือนแรกของการทำงานดิฉันต้องคลุกตัวอยู่กับห้องเรียน เลิกเรียนก็อยู่ในห้องพักครูเพื่อเตรียมการเรียนการสอนในบทเรียนที่จะสอนในคราบถัดไปหรือวันถัดไป บางวันก็ถึงขนาดนอนหลับคาโต๊ะในห้องพักครูเลยก็มี ในช่วงเดือนแรกของการสอนที่ นี่ดิฉันจะอยู่ที่โรงเรียนตลอดไม่ได้ไปเยี่ยมคุณแม่ที่ปราจีนฯเลยได้แต่โทรศัพท์ไปหาท่านเพราะกลัวจะเตรียมในการการสอนไม่ทัน ส่วนเพื่อนครูคนอื่นที่เขาพักในอพาร์ทเม้นท์เดียวกับดิฉันพอวันศุกร์เย็นก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านบ้างไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือไปกับแฟนของเค้ากันบ้าง ส่วนมากในวันหยุดอพาร์ทเม้นร์ของดิฉันจึงมักจะเหลือดิฉันอยู่เพียงคนเดียวนอกนั้นก็จะเป็นคนที่ไม่คุ้นเคยหรือรู้จักกันไม่เท่าไหร่ทั้งนั้น
วันที่เกิดเรื่องขึ้นนั้นเป็นวันศุกร์ก่อนสิ้นเดือน และเป็นการย่างเข้าสู่เดือนที่ 10 ใกล้กับการสอบปิดภาคปีการศึกษาและเป็น 10 เดือนแรกของการเป็นครูของดิฉัน ดิฉันก็ทำงานเป็นปกติเหมือนทุกวันแต่ก็ดูว่าจะเหนื่อยเป็นพิเศษอาจจะเป็นเพราะความเหนื่อยที่สะสมมาจากการที่ไม่ค่อยได้พักผ่อนจากการต้องออกข้อสอบเก็บคะแนนและยังกิจกรรมต่างๆที่มีมากมายก่อนจะถึงช่วงสอบปิดเทอมใหญ่ในเดือนหน้า พอกลับถึงอพาร์ทเม้นท์ก็เลยอาบน้ำอาบท่าให้สบายเนื้อสบายตัว แล้วก็เปลี่ยนชุดอยู่บ้านสบายๆใส่เป็นเชิดลำลองผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนตัวใหญ่ยาวถึงช่วงหัวเข่าและสวมกางเกงผ้าฝ้ายขาสั้นขอบยางสีขาวจุดแดงไว้ข้างในอีกชั้นก่อนจะใช้แป้งฝุ่นลูบไปตามลำคอและใบหน้าหน้าเบาๆ พอแต่งตัวเสร็จดิฉันก็กะว่าจะลงไปที่ร้านสะดวกซื้อใต้ถุนอพาร์ทเม้นท์เพื่อจะซื้อของใช้และขนมขบเคี้ยวมาตุนไว้เสียหน่อย กลับพลันนึกขึ้นได้ว่าลืมเอกสารเกี่ยวกับคะแนนการสอบของนักเรียนชั้น ม.4 ไว้ที่ห้องพักครู แล้วยังจำได้อีกว่าดิฉันเป็นคนสุดท้ายที่ออกมาจากห้องพักครูและได้ล๊อกประตูห้องไปเรียบร้อยแล้ว หากจะเปิดเข้าไปก็ต้องไปเรียกให้นักการภารโรงมาเปิดให้ เวลาตอนนั้นก็ประมาณเกือบๆ 6 โมงเย็นแล้วเห็นจะได้ ตอนนั้นก็รู้สึกกลัวอยู่เหมือนกันที่ต้องกลับไปเอาเอกสารคนเดียวแต่เพราะเอกสารนั้นสำคัญมากซึ่งดิฉันต้องใช้ในเช้าวันจันทร์จึงจำเป็นต้องไปเอามาก็เลยตัดสินใจรองไปหาเพื่อนครูด้วยกันที่พักอยู่ในห้องถัดแต่ก็ปรากฏว่าเขาเองก็ไม่อยู่แล้ว จึงตัดสินใจลงมาและขับรถไปที่โรงเรียนเองคนเดียว เมื่อมาถึงดิฉันก็เห็นครูพละ 3 ท่านกำลังสั่งให้เด็กนักกีฬาที่กำลังวิ่งซ้อมบอลกันอยู่ที่สนามหญ้าของโรงเรียนกว่ายี่สิบคนโดยที่เด็กครึ่งหนึ่งถอดเสื้ออีกครึ่งก็ใส่เสื้อก็คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเพราะผู้คนก็ยังกลับบ้านกันไม่หมด ดิฉันจึงรีบเดินไปที่พักของพวกนักการของโรงเรียนซึ่งอยู่ด้านหลังโรงเรียน แต่พอดีดิฉันไปเจอกับนักการหญิงคนหนึ่งซึ่งคุ้นเคยกับดิฉันดีจึงตรงเข้าไปถามถึงกุญแจเขา แต่เขาก็ว่าเขาไม่ได้ถือกุญแจไว้และเขาต้องรีบไปที่ท่ารถเพราะพี่เขาเพิ่งโทรมาเมื่อตอน 4 โมงกว่าว่า ‘แม่เค้าป่วยหนัก’ และบอกกับดิฉันว่า
“ครูต้องไปเอากุญแจกับนายเชิดที่บ้านพักด้านหลังโรงครัวโน้นนะค่ะ…”ซึ่งแกเองก็ชี้ไปที่บ้านหลังในสุดของถนนด้านหลังที่อยู่ติดกับโรงครัวของโรงเรียนซึ่งมีสวนเล็กๆที่มีมีต้นไม้ใหญ่และรั้วที่สร้างให้ไม้เลื้อยเกาะจนหนาทึบขึ้นบังระหว่างโรงครัวและตัวบ้านพักจนแทบจะมองไม่เห็นตัวบ้านพักเลย
พอดิฉันเดินถึงบ้านพักของนายเชิดก็เห็นที่หน้าห้องพักมีรองเท้าวางไว้อยู่หลายคู่แต่ประตูห้องกลับปิดสนิก ดิฉันจึงค่อยๆ เดินขึ้นไปบนระเบียงหน้าบ้านเพราะกลัวจะเสียมารยาท แต่พอมองไปที่เก้าอี้หน้าระเบียงก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อเห็นหนังสือวางอยู่ 2-3 เล่ม หน้าปกหนังสือขึ้นหัวว่า ‘ลับเฉพาะเปิดบริสุทธ์แดนอาทิตย์อุทัย’ ตอนนั้นดิฉันนึกอย่างไรก็ไม่ทราบแทนที่จะรีบทำเรื่องให้เสร็จเรียบร้อย กลับเดินตรงเข้าไปหยิบหนังสือนั้นมาเปิดพลิกดูด้านใน ดิฉันถึงกลับตัวชาและตะลึงเลย เพราะข้างในมีแต่รูปโป๊ ที่มีแต่การเสพสังวาสกันหลายท่าหลายทาง บางหน้าก็คู่เดียวบางหน้าก็หลายคู่ แถมบางคู่เห็นฝ่ายผู้ชายเอาท่อนเนื้อของตัวเองเข้าไปยัดตรงรูก้นของผู้หญิง ในบางภาพมีน้ำกามของผู้ชายพวยพุ่งออกมาจากลำกล้องขนาดมหึมาพุ่งใส่หน้าฝ่ายหญิง ตอนนั้นดิฉันฉันเกิดความรู้สึกเสียวแป๊บในท้องน้อยขึ้นมาทันที ดิฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของดิฉันหรือว่านี่เป็นอาการที่ตำราหนังสือเขาเรียกกันว่าความต้องการทางเพศ ดิฉันจึงรีบสะบัดศีรษะและไล่ความคิดเหล่านี้ออกไปในทันที แล้วก็รีบวางหนังสือเล่มดังกล่าวลงไว้ที่เดิม แล้วก็กะว่าจะเดินไปเคาะประตูเรียก แต่พอดิฉันยกมือขึ้นจะเคาะประตูพลันก็ได้ยินเสียงเหมือนผู้หญิงร้องครวญครางเบาๆ ทำให้มือดิฉันต้องหยุดชะงักลงกลางคันแล้วต้องตั้งใจฟังเสียงนั้นอีกทีว่าหูฝาดไปหรือเปล่า
“ฮือ…ฮื่อ…อูย…พี่เชิดฉันจะไม่ไหวแล้ว ซอยอีกนิดพี่ ควยพี่กระทุ้งลึกดีจริงๆ”
ดิฉันตั้งใจฟังจับสำเนียงนี้ได้ชัดเจนเลย มือไม้ตกวูบ ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก นึกขึ้นใจเกิดอะไรขึ้นนี่ เขาทำอะไร ทำไมฉันถึงได้รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมา รู้สึกถึงความชื้นแฉะและตึงบริเวณหน้าขาของดิฉัน ดิฉันตกใจมากถอยหลังออกมาโดยอัตโนมัติ ขณะนั้นเองข้อศอกของดิฉันก็ไปถูกกระถางต้นไม้ที่ตั้งตรงหัวเสาบันใดระเบียงหล่นลงมาแตกดัง ‘เพล๊ง…’ หัวใจของดิฉันตกวูบจนแทบจะหยุดเต้น
“ใครวะ… บังอาจมารบกวนความสุขของกู…” เสียงของนายเชิดนักการภารโรงตะโกนออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด พร้อมกับได้ยินเสียงโครมๆ เหมือนลุกลี้ลุกลนทำอะไรสักอย่าง
“เดียวเถอะมึง…กูจะล่อให้น่วมเลย…” เสียงนายเชิงยังโหวกเหวกอยู่ข้างใน
แต่ เสียงแค่นี้ก็สามารถตรึงเท้าทั้งสองข้างของดิฉันให้อยู่กับที่ไม่สามารถขยับ เขยื้อนไปไหนได้เลย เพราะฉันไม่เคยเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต ‘แอ๊ด…’ เสียงประตูเปิดออกมาพร้อมกับร่างอยู่สูงใหญ่ของนายเชิดยืนตระหง่านอยู่ พอเขาเห็นดิฉันก็แสดงสีหน้าตกใจหดตัวงอเล็กๆ อยู่ และผ้าขาวม้าให้เรียบร้อยแต่ก็เหมือนกับมีอะไรตุงๆ อยู่ในผ้าขาวม้าของแก กลับเป็นดิฉันเองที่ออกอาการรู้สึกอายอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกถึงความร้อนผ่าวๆและอาการตึงที่ใบหน้า หูอื้อไปหมด ทำอะไรไม่ถูกเลย
“เอ้า…อาจารย์แพรพรรณ นั่นเองมาทำอะไรที่นี่ครับ…” นายเชิดพูดออก แต่ก็แฝงไว้ด้วยความละอาย
“คือ… คือ…เออ…คือ…ฉะ…ฉะ…ฉันจะมาขอยืมกุญแจ…หะ…ห้องพักครูไปเปิด หยิบเอาเอกสารหน่อยจ๊ะ…” ดิฉันตอบนายเชิดไปด้วยอาการประหม่าไปหมด
“ไม่เป็นไรครับอาจารย์…อาจารย์ไปรอข้างบนได้เลย เดี๋ยวผมไปเปิดให้ครับ…” นายเชิดบอกด้วยความเกรงใจ
“เอ่อ… ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ…ฉันไปเปิดเองได้ เอาของแป๊ปเดียวล่ะเดี๋ยวมาคืนให้ นายเชิดติดธุระอยู่ไม่ใช่หรือ…” พูดจบดิฉันก็นึกขึ้นได้ว่า คิดผิดที่พูดคำนั้นออกไป พอเงยหน้าสบตากับน้าเชิดเห็นเขายิ้มๆ รู้เย็นวาบขึ้นมาทั้งตัวเลย
“เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ เดี๋ยวผมไปหยิบมาให้…” น้าเชิดหันหลังเปิดประตูเข้าไปข้างห้อง แล้วก็เปิดอ้าไว้อย่างนั้นสายตาของดิฉันไม่สามารถหลบเลี่ยงทัน มองเข้าไปเห็นเด็กสาวรุ่นคนหนึ่งนอนซุกตัวเหมือนหลับอยู่ใต้ผ้าห่ม บนเตียงนอนหันหลังให้ปากประตู ตรงพื้นมีเสื้อผ้าและกระโปรงที่แสดงให้รู้ว่าเป็นของนักเรียนพานิชที่อยู่ใกล้ๆโรงเรียนนี้ แล้วยังมีเสื้อผ้าของน้าเชิดที่เหวี่ยงเกลื่อกราดอยู่บนพื้นเช่นกัน เหมือนกับว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นพึ่งผ่านการต่อสู้กันมาอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ดิฉันอายจนต้องก้มหน้าไว้ตลอดเวลา จนกระทั่งน้าเชิดเดินอาดๆ ส่งกุญแจให้ พร้อมกับเสียงหัวเราะ ฮึ…ฮึ…อยู่ในลำคอ
“เรียบร้อยแล้วครับอาจารย์ แพรพรรณ ถ้าอาจารย์มาไม่เจอผมก็แขวนไว้บนตะปูข้างประตูนี้ก็ได้” พูดจบนายน้าเชิดก็เดินลงบันไดลิ่วไปทางหลังบ้าน แต่ไม่ยอดปิดประตูลงเหมือนจงใจให้ดิฉันเห็นได้เต็มที่ ส่วนดิฉันมึนงงกับเหตุการณ์นี้ไปหมด พอคว้ากุญแจได้ก็รีบจ้ำเท้าเดินลิ่วกลับออกมาจากเขตบ้านพักของนายเชิดอย่างรวดเร็ว แต่เพราะความรีบร้อนดิฉันจึงเกือบชนเข้ากับกลุ่มเด็กนักเรียนที่กำลังวิ่งอ้อมออกมาจากรั้วโดยที่ไม่ได้ทันได้สังเกตตร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ เมื่อเห็นเด็กนักเรียนกลุ่มนั้นซึ่งดิฉันคาดว่าน่าจะเป็นนักเรียนชั้น ม.5 ม.6 กำลังเกาะกลุ่มวิ่งกันมาและทั้งหมดต่างก็กำลังหอบ แฮกๆ…แฮกๆ เพราะความเหนื่อย แต่เพราะเหตุที่ทุกคนถอดเสื้อวิ่งจึงเห็นเหงื่อที่กำลังไหลเป็นหยดน้ำเต็มตัวไปหมด เห็นทุกคนใส่แต่กางเกงฟุตบอลและรองเท้าสตั๊ดที่สวมถุงเท้าสูงขึ้นมาเกรียบถึงหัวเข่าอยู่ เข้าใจว่าคงเป็นนักกีฬาของโรงเรียน ในกลุ่มนั้นมีเด็กอยู่ 2 คนที่มีร่างกายสูงใหญ่กว่าใครเพื่อนและหน้าตาก็ดูดีมากอย่าลูกคนมีเงินขนาดดิฉันไปยืนเทียนดูยังสูงได้แค่ระดับบ่าของเขาเท่านั้นเอง นอกนั้นก็ดูดีแต่ก็สู้คนตัวโตไม่ได้ส่วนมากก็ตัวสูงกว่าดิฉันไม่มากนักพอมองไปตากตัวก็เห็นลำตัวที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของทุกคนที่เพิ่งผ่านการออกกำลังกายมาดูเด่นนูนเป็นมัดๆ การที่พวกเขาปรากฏตัวออกมาอย่ากะทันหันทำให้ดิฉันตกใจมากและพวกเขาก็คงตกใจเหมือนกันที่บังเอิญพบดิฉันที่นี่
“พวกเธอมาทำอะไรอยู่ตรงนี้…” ดิฉันรีบถามด้วยอาการที่ยังคงตกใจอยู่
“เออ..ครับเออ..พวกผมถูกทำโทษให้วิ่งรอบโรงเรียนนะครับ…” เสียงแหบๆของเด็กที่ตัวโตสุดในกลุ่มซึ่งคงเป็นหัวหน้าด้วยตอบดิฉันมาด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเหนื่อยหอบอยู่
“คือ อย่างนี้ครับอาจารย์ พวกผมเล่นแพ้อีกทีมเลยต้องถูกทำโทษอย่างนี้กันนะครับ…อาจารย์ช่วยหลีกทางหน่อยครับเดียวพวกผมจะโดนทำโทษหนักกว่านี้” อีกคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างหอบๆ
แต่ก่อนที่ดิฉันจะทันขยับเจ้าคนตัวสูงก็ถามออกมาอีกว่า
“แล้วอาจารย์จะไปไหนหรือครับ…” ดิฉันเองก็ตอบมันไปอย่างไม่เฉลียวใจเลยว่าได้บอกสถานที่ที่ให้โอกาสพวกมันมาทำมิดีมิร้ายกับดิฉันจนดิฉันต้องจำไปจนวันตายว่า
เนื่องจากอาคารเรียนได้ปิดแล้วลิฟท์ภายในอาคารจึงไม่สามารถใช้งานได้ ดิฉันจึงต้องเดินขึ้นบันไดและต้องผ่านชั้นลูกกรงเหล็กที่ปิดทางขึ้นลงตัวอาคารซึ่งตั้งปิดอยู่ตรงช่องพักของขั้นบันไดระหว่างชั้นใต้ถุนตัวอาคารและชั้น 1 ของอาคาร และต้องเดินต่อขึ้นไปอีกชั้น 5 จึงจะถึงชั้นของห้องพักครูและต้องเดินต่อจนสุดระเบียงตึกถึงจะถึงห้องพัก กว่าจะขึ้นมาถึงห้องพักครูบรรยากาศโดยรอบตัวก็เริ่มมืดสลัวลงแล้ว ดิฉันรีบเปิดประตูเข้าไปเปิดไฟแล้วก็เดิงตรงไปที่โต๊ะของดิฉันแล้วจึงก้มลงไขกุญแจเปิดลิ้นชัก เพื่อหยิบเอกสารที่ต้องการแต่ก็ต้องตกใจเพราะเอกสารนั้นควรอยู่ที่ลิ้นชักด้านซ้ายแต่ก็ไม่พบมันดิฉันจึงต้องเสียเวลาหาเอกสารก่อนที่จะเจอว่ามันถูกวางไว้บนโต๊ะใต้ชั้นตะแกงเอกสาร เมื่อได้เอกสารเรียบร้อยแล้ว ก็รีบเก็บของเข้าที่และปิดไฟปิดประตูก่อนจะค่อยๆ เดินมายังบันไดทางลง ในตอนนั้นดิฉันรู้สึกผ่อนคลายลงมากแล้วกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็อดคิดถึงภาพของนายเชิดกับเด็กสาวคนนั้นไม่ได้ ยังดีหน่อยที่ว่าโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนระดับชั้นมัธยมเลยไม่น่าจะใช่เด็กในโรงเรียนนี้ ดิฉันเหลือบไปดูบรรยากาศไกลๆ ออกไปเห็นแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่กำลังลาลับขอบฟ้าผ่านตัวอาคารรูปทรงต่างๆดูแล้วช่างสวยงามเหลือเกิน ดิฉันจึงเกาะระเบียงเพื่อรอดูลำแสงสุดท้ายของดวงสุริยาที่มอบความอบอุ่นให้แก่สรรพสิ่งบนพื้นพิภพและปล่อยความคิดล่องล่อยเรื่อยเปื่อยมาจนกระทั่งแสงสุดท้ายรับขอบฟ้าไปและไฟระเบียงซึ่งเป็นไฟอัตโนมัติก็สว่างขึ้น ดิฉันจึงเดินต่อลงมาจนถึงบันไดชั้น 3 แต่แล้วดิฉันก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อดิฉันก้าวต่อลงมาจนถึงช่องพักระหว่างชั้น ที่ 3 และชั้นที่ 2 ซึ่งเป็นจุดที่พักกว้างที่สุดของที่พักระหว่างขันบันไดและในชั้นนี้เองก็มีห้องน้ำไว้อีกด้วย มันจึงเป็นมุมอับที่ไม่สามารถมองเข้ามาเห็นในสิ่งที่เกิดขึ้นจากด้านนอกได้ถ้าไม่เดินเข้าตรงทางลงที่ชั้น 3 หรือทางขึ้นที่ชั้น 2 ก็ไม่สามารถมองเห็นได้ ก็มีเสียงวิ่งตามดิฉันลงมาจากชั้น 3 แต่ก่อนที่ดิฉันจะทันหันไปมองก็มีมือข้างหนึ่งเข้ามาโอบกอดดิฉันจากด้านหลังแต่ก่อนที่ปากของดิฉันจะทันได้ร้องอะไรออกมาก็มีมืออีกข้างมาปิดปากของดิฉันไว้ แล้วตัวของดิฉันก็ถูกยกขึ้นจนลอยและไอ้คนข้างหลังก็อุ้มพาดิฉันเข้าไปขึงกับกำแพงทันที ตอนนั้นดิฉันตกใจมากพยายามหันกลับไปดูก็เห็นผู้ชายสองคนอยู่ที่ด้านหลังใส่หมวกไอ้โม่งทั้งคู่กลิ่นสาบเหงื่อฉุนแตะจมูกจนเวียนศีรษะจากนั้นเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นรวดเร็วมากจนดิฉันไม่ทันได้ตั้งตัวเลย
“อาจารย์จะรีบไปไหนละครับ…อยู่สอนเพศศึกษาให้พวกผมก่อนซิครับ…กลิ่นตัวของอาจารย์นี่หอมจังเลยครับ…หอมจนพวกผมทนกันไม่ไหวเลยต้องปีนต้นไม้ด้านหลังมาดักรออาจารย์…” เสียงแหบๆพ่นออกมาจากปากของไอ้โม่งที่ตัวใหญ่สุดทำให้ดิฉันรู้ได้ในทันทีว่าเป็นกลุ่มเด็กนักเรียนที่เจอตรงทางด้านหลังโรงเรียนที่หัวมุมของโรงครัวนั่นเอง แต่ในตอนนี้มีพวกมันอยู่แค่สองคนเท่านั้น ดิฉันพยายามร้องและขัดขืนด้วยแรงของผู้หญิงอย่างดิฉันมีหรือจะสู้แรงของผู้ชายตัวโตที่อยู่ด้านหลังได้ มือทั้งสองข้างของดิฉันก็ถูกจับให้ไขว้หากันทางด้านหลังและก็โดนน้ำหนักตัวของมันกดเข้ากับกำแพงพยายามดิ่นรนอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
“พี่มอสมัดปากอีอาจารย์นี่เร็วๆซิครับ…มันกัดมือผมจนจะไม่ไหวแล้ว..”ไอ้คนที่ล็อคร่างของดิฉันอยู่มันร้องบอกลูกพี่มันออกมา
แล้วไอ้ลูกพี่ของมันก็เอาผ้าขนหนูหรือผ้าเช็ดหน้าไม่อาจทราบได้ผืนเล็กๆออกมาก่อนที่ลูกน้องมันจะปล่อยปากของดิฉันแต่ก่อนที่ดิฉันจะทันร้องออกมาก็โดนบีบเข้ามาแก้มและมันก็ยัดผ้าผืนนั้นเข้าไปในปากของดิฉันและใช้ผ้าอีกผืนหนึ่งซึ่งยาวกว่าผืนแรกมามัดที่ปากของดิฉันไว้อีกชั้นเพื่อไม่ให้ดิฉันส่งเสียงร้องได้ ตอนนั้นดิฉันรู้สึกกลัว…กลัวมากๆในใจก็คิดถึงแต่คุณพ่อคุณแม่และก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะรอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้หรือไม่ น้ำตาของลูกผู้หญิงอย่างดิฉันก็ไหลนองออกมาอย่างไม่สามารถหยุดได้ ก่อนที่ไอ้คนตัวโตซึ่งน่าจะเป็นหัวหน้าเพราะตัวมันใหญ่กว่าใครเพื่อนจะส่งเสียงเรียกเบาๆเรียกให้ลูกน้องมันอีกคนที่ดูต้นทางที่บันไดทางขึ้นลงอาคารในอีกชั้นขึ้นมาสมทบ พอมันอีกตัวมาถึงไอ้คนที่กดร่างของดิฉันไว้กับกำแพงก็ปล่อยตัวดิฉันออกมาแล้วมันทั้งสองคนก็จัดการจับที่แขนของดิฉันคนละข้างแล้วดันให้ดิฉันกลับเข้าไปหากำแพงอีกครั้ง
“เฮ้ย… ไอ้นัทมึงกับไอ้บอล..พวกมึงจับอีอาจารย์คนสวยไว้ให้ดีๆ…” ไอ้คนตัวโตหัวหน้าของพวกมันออกคำสั่งอย่างเฉียบขาด แล้วไอ้หัวหน้ามันก็เข้ามาเผชิญหน้ากับดิฉัน ตอนนั้นดิฉันทำอะไรไม่ถูกเลยขณะนั้นพยายามร้องให้คนช่วยก็ร้องไม่ออกมีแต่เสียงอู้อี้ในลำคน น้ำตาเองก็ไหลนองออกมาด้วยความกลัว ดิฉันพยายามดิ้นไปมาแต่พอดิ้นได้สักพักก็เริ่มอ่อนแรงลง ไอ้หัวหน้าจึงพยักหน้าทีหนึ่งแล้วลูกน้องของมันที่ขนาบซ้ายขวาของดิฉันก็จัดการเอาขาของมันมาเกี่ยวล๊อคขาของดิฉันเอาไว้แล้วจึงดึงให้ขาของดิฉันถ่างออกจากกัน ตอนนั้นดิฉันพยายามร้องขอความช่วยเหลืออีกครั้งแต่ก็มีค่าเท่าเดิม ไอ้หัวหน้ามันก็ตรงมาที่ตัวดิฉัน แล้วก็พูดกับอีกสองคนนั่นว่า
“ให้กูเบิกร่องอีอาจารย์คนสวยคนนี้ก่อนนะ…แล้วพวกมึงค่อยตาม…” ว่าแล้วมันก็นั่งยองๆลงให้หน้าของมันอยู่ตรงเอวของดิฉันพอดี
แต่ก่อนที่มันจะได้ทำอะไรลูกน้องมันก็ร้องออกมาว่า
“พี่มอสของพี่อะใหญ่จะตาย…ให้พวกผมก่อนไม่ได้หรอ…”
“ไอ้สัดกูลูกพี่มึงกูก็ต้องก่อนซิวะ…”
แล้วมันก็ใช้มือของมันทั้งสองข้างลูบขึ้นไปตามเรียวขาขาวของดิฉันก่อนที่จะถลกชายเสื้อเชิดขึ้นมาเหนือเอว เมื่อมันเห็นเรียวขาขาวผ่องเป็นยองใยของดิฉัน ใบหน้าของมันลอยอยู่ตรงบริเวณหน้าท้องน้อยพอดี เมื่อมันเห็นกางเกงขอบยางที่ดิฉันใส่อยู่อีกชั้นมันจึงจับขอบยางและดึงกางเกงของดิฉันลงมาพร้อมกับชั้นในสีขาวตัวล่าง ดวงตามันก็เหลือกจับจ้องอยู่แต่ตรงเนินโคกโหนกนูนขึ้นมา เห็นกลุ่มเส้นขนนุ่มบางๆสีน้ำตาลอ่อนขึ้นเป็นหย่อมน้อยๆเหนือร่องผ่ากลางของเนินเนื้อที่ไม่มีเส้นเส้นขนขึ้นต่อจากกลุ่มขนนั้นอีกเลย เมื่อรู้สึกเช่นนั้นดิฉันจึงฝืนตัวพยายามดิ้นรนอีกครั้งน้ำตาที่หยุดไหลไปแล้วก็ไหลออกมาอีกครั้งด้วยความหวงแหงในจุดบริเวณนั้นที่เป็นที่หวงแหงที่สุดของหญิงสาวทุกคน ดิฉันเองก็เพิ่งก้าวเข้าสู่ความเป็นสาวอย่างเต็มตัวมาได้ไม่ถึง 12 ปีดี แต่ตอนนี้ก็จะต้องสูญเสียมันให้กับผู้ชายที่ดิฉันแทบจะไม่รู้จักและมีฐานะเป็นแค่ลูกศิษย์คนหนึ่งของดิฉันเท่านั้น เมื่อพวกมันเห็นเนินเนื้อของดิฉันอย่างเต็มๆตามันก็เหลือกตาจองมองด้วยสายตาที่หื่นกระหาย
“โอ้…โฮ… เฮ้ย…กูว่าแล้ว…อาจารย์คนสวยนี้นอกจาก หน้าตาสวย หุ่นดีแล้ว หียังโคตรโหนกแล้วก็สวยด้วยว่ะ…” มันพูดพลางก็เอามือดึงไอ้โม่งออกไป เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาคมคายอย่างลูกคนมีเงินแต่ดูเหี้ยมเกรียมและหืนกระหายของมันอย่างที่มันไม่กลัวความผิดที่มันกำลังจะทำกับดิฉันเลย แล้วมันก็เอามือของมันลูบไล้เล่นแถวบริเวณโคนขาตรงจุดขาหนีบต่อกับโคกเนื้อสามเหลี่ยมของดิฉัน ดิฉันเองในตอนนั้นได้แต่หันหน้าและหลับตาลงพร้อมๆกับน้ำที่ไหลออกมา แต่พอนิ้วของมันเริ่มล้วงผ่านเข้าไปในลอยแยกของกลีบเนื้อดิฉันก็ต้องสะดุ้งขึ้นมาแต่แล้วความรู้สึกเสียวก็เกิดขึ้นทันทีก่อนที่มันจะเริ่มลามจากบริเวณเนินสามเหลื่อมมาจนถึงท้องน้อยอีกครั้งเหมือนกับตอนที่แอบดูหนังสือโป๊ ที่บ้านนายเชิดนักการภารโรงของโรงเรียน
“เป็นยังไงบ้างครับ… ผมว่าอาจารย์คงอยากบ้างแล้วละแฉะเชียว…” มันเงยหน้าขึ้นมาพูดกับดิฉัน ดิฉันถึงกับหน้าแดงซ่านอีกครั้งเมื่อถูกคนอื่นจับความรู้สึกได้
“อาจารย์คนสวยครับ…วันนี้ผมขอชวนอาจารย์มาสอนวิชาเพศศึกษาให้กับพวกผมหน่อยนะครับ สอนเรื่องหี เรื่องควย ตามหลักทฤษฏีก่อนและอาจารย์ค่อยไปสอนในภาคปฏิบัตินะครับ…ผมรับรอง อาจารย์จะต้องติดใจมาสอนพวกผมอีกแน่ๆ…” พูดจบมันก็พยายามสอดนิ้วเข้าไปสัมผัสกับเม็ดติ่งแตดของโคกหีดิฉันจนดิฉันต้องแขม่วหน้าท้องและเขย่งเท้าเพื่อหนีนิ้วที่กำลังบีบบี้ที่ติ่งเสียวของดิฉัน พอถึงตอนนี้อีกสองคนก็พร้อมใจกันดึงไอ้โม่งออกกันหมดอย่างรู้ใจกันแล้วไอ้สองตัวที่ล๊อคขาทั้งสองข้างของดิฉันไว้รีบปล่อยและไอ้หัวหน้ามันก็จัดการดึงกางเกงทั้งนอกและในของดิฉันลงมากลองที่ข้อเท้าทั้งสองข้างทันทีก่อที่จะจับขาซ้ายของดิฉันยกขึ้นและดึงให้กางเกงทั้งสองตัวหลุดออกไปจาขาซ้ายแล้วไอ้สองตัวจะรีบจัดการล๊อคขาของดิฉันและเกี่ยวมันให้ถ่างออกจากกันอีกครั้ง เมื่อสิ่งปกปิดของดิฉันหมดไปไอ้ตัวหัวหน้าก็ก้มลงและซุกใบหน้าของมันเข้ามาที่เนินหน้าขาของดิฉัน ความรู้สึกเสียวจี๊ดที่บริเวณหน้าขาลามมาจนถึงช่องท้องน้อยก่อนที่จะมาที่หน้าอกและมาถึงศีรษะ ทำให้ดิฉันต้องสะบัดหน้าไปมาและเสียงร้อง ‘อื้อออ’ ที่ไม่สามารถดังเล็ดรอดออกจากปากที่ถูกปิดของดิฉันได้แต่ถ้าปากของดิฉันไม่ถูกปิดเสียงร้องนั้นคงจะดังไปทั้งตัวตึกแน่นอน ถึงตอนนี้ดิฉันก็แทบจะหมดแรงทรงตัวดีที่ไอ้สองคนที่มันล๊อคร่างกายและพยุงตัวของดิฉันไว้ แต่พอไอ้หัวหน้าของมันเงิยหน้าออกมาและพยักหน้าทีเดียวไอ้สองคนก็เปลี่ยนจากจับล๊อคแขนของดิฉันมาเป็นยกแขนของดิฉันให้อ้อมหัวของพวกมันแล้วสอดตัวเข้ามาอยู่ใต้จักกะแร้ของดิฉัน ดิฉันจึงมีสภาพที่ถูกพวกมันหิ้วปีกไม่จนไม่สามารถที่จะช่วยอะไรตัวเองได้แล้วพวกมันจึงจัดการปลดกระดุมเสื้อเชิดตัวใหญ่ของดิฉันออกพร้อมทั้งถลกยกทรงสีเขียวอ่อนที่ปกปิดเต้านมของดิฉันขึ้นจนเต้านมอวบขนาด 32” ของดิฉันเป็นอิสระ แล้วมันทั้งคู่ก็ตกตะลึงกับขนาดของทรวงอกของดิฉันก่อนที่มันจะร้องออกมาว่า
“โหยอาจารย์คนสวยแกซ่อนรูปว่า…แม่งนมใหญ่ซิบ”
แล้วพวกมันก็ก้มหน้าลงมาหาเต้านมของดิฉันก่อนที่พวกมันจะใช้ลิ้นเลียไปตานเนินเนื้อหน้าอกก่อนที่จะหันมาดูดยอดนมของดิฉันคนละข้าง พอถึงตอนนี้ดิฉันก็ได้แต่แอ่นสะโพกใส่ไอ้ตัวหัวหน้าของพวกมันและส่ายหน้าอกของตัวเองไปมาตามแรงดูดของพวกมันอีกสองตัว น้ำตาขอองดิฉันก็ได้แต่ไหลออกมาจนในที่สุดิฉันก็ต้องสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงความตึงในช่องท้องและเจ็บที่เนินหน้าขา
“แม่งรูหีโครตฟิตเลยวะ…นิ้วกูแทบแยงไม่เข้า”เสียงอุทานของไอ้ตัวใหญ่ที่อยู่ที่ง่ามขาของดิฉันมันร้องบอกพวกมันออกมา
“สงสัยอีอาจารย์คนสวยจะยังซิงอยู่นะพี่”
“เออกูก็ว่างัน…พวกมึงจับแน่นๆนะกูจะเบิกร่องแล้ว…”
“ครับพี่มอส…เบาๆหน่อยนะพี่เดียวอีอาจารย์คนสวยจะขาดใจตายซะก่อน”
เมื่อพวกมันพูดเสร็จไอ้กลุ่มเด็กเลวทั้งสามก็พร้อมใจกันหัวเราะแล้วไอ้หัวหน้าที่ตอนนี้ดิฉันรู้แล้วว่ามันชื่อ ‘มอส’ มันก็ถอดกางเกงขาสั้นของมันลงและสะบัดออกไปทางอื่นท่อนควยที่ยังซุกเป็นลำแต่โผล่ส่วนหัวที่เห็นเป็นดอกเห็ดขนาดใหญ่ที่ยาวออกมาจนเกือบถึงสะดือของมัน ซึ่งตัวท่อนควยยังคงอยู่ในกางเกงในสีน้ำเงินของมันแล้วมันก็รูทชั้นในตัวสุดท้ายของมันลง ดิฉันแทบสิ้นสติเมื่อเห็นท่อนควยของมันทั้งดุ้น ท่อนควยมันยาวประ


 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ