มารราคะ ตอนที่ 12  มารร่างที่สามปรากฎกาย

มารราคะ ตอนที่ 12  มารร่างที่สามปรากฎกาย

  • 0 ตอบ
  • 4287 อ่าน
*

ออฟไลน์ zeech

  • Full Member
  • **
  • 74
  • 2359
    • ดูรายละเอียด


มหาเทพโกรธมากยกไพร่พล เหล่า เทพนักรบ  นางฟ้านักรบ  ออกติดตามเอา โอลิเวียคืนมา
ทั้งหมดกระจายกำลังกันค้นหา  มหาเทพ ใช้อำนาจจิตติดตาม ก็พบสถานที่ที่มารราคะ นำตัวโอลิเวียไป
จึงเร่งติดตามจนพบ   มารราคะช้อนร่างโอลิเวียไว้ในอุ้งแขนทั้งสองของมัน  พอรู้ตัวว่าถูกติดตามก็เร่งความเร็วหนี


แคทเธอลีน และโซฟี  เห็นดังนั้นก็ แยกออกจากกองทัพไล่ตามติดอย่างกระชั้นชิด  
มารราคะเห็นว่า จวนตัวก็หยุดแล้วหันกลับมาเผชิญหน้า

“นางเทพทั้งสอง  เจ้าอยากตามข้าไปมีความสุขด้วยกันหรืออย่างไร”

“หยุดปากชั่วๆของเจ้าซะ  แล้วส่งนางคืนมาให้ข้า”   โซฟีตวาดขึ้น

“ฮ่าๆๆ  ถ้าคิดว่ามีฝีมือ ก็มาเอาไป”  มารราคะท้า


แคทเธอลีน ยกดาบของเธอกวัดแกว่งเข้าต่อสู้ทันที  มารราคะ หลบหลีก  ด้วยท่วงท่าที่
คล่องแคล่วว่องไว  แคทเธอลีนไม่สามารถฟันโดนตัวมันแม้แต่ครั้งเดียว แม้มันยังอุ้มโอลิเวียอยู่
โซฟีเห็นดังนั้นก็ตรงเข้าไปช่วยแคทเธอลีนอีกแรงนึง   มารราคะเริ่มต่อสู้ได้ลำบาก  
การหลบหลีกอย่างเดียวทำได้ยากขึ้น  แม้บางครั้งมันรุกด้วยการเตะของเท้าทั้งสอง  
แต่เทพนารีทั้งสอง ก็จัดว่าเป็นยอดฝีมือของสวรรค์   ไม่สามารถถูกพิชิตได้ง่ายๆ
มาราคะรบพลางหาทางถอยพลาง

จนมันต้องร่อนลงสู่พื้นดิน    วางร่างโอลิเวีย  แล้วเข้าสู้รบกับเทพนารีทั้งสองด้วยมือของมัน  
คราวนี้มันสามารถ สู้รบได้อย่างเป็นผลมากขึ้น  อาวุธของ แคทเธอลีน และโซฟี  ไม่สามารถ
สร้างบาดแผลให้กับมันได้เลย  บางครั้งมันกลับรุกกลับได้อย่างเป็นผล  โอบกอดร่างโซฟีไว้ได้
แล้วจะก้มลงจูบ แคทเธอลีนก็มาแก้ไขได้ทัน

เทพนารีทั้งสองยิ่งรบ กำลังยิ่งถดถอย  ผิดกับมารราคะ กำลังของมันเปี่ยมล้น  มันเริ่มได้เปรียบ
และเป็นฝ่ายรุกบ้าง  เทพนารีทั้งสองเริ่มหนักใจ   จึงทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า เพื่อถอยไปตั้งหลัก  
มารราคะไล่ ติดตามทันที มันตั้งใจจะรวบร่างของเทพสตรีทั้งสองไว้ในอ้อมแขนของมัน    
มหาเทพตามมาเห็นเหตุการณ์ก็ยื่นแขนออกไป   พลันปรากฏคันธนูสีทอง
เหลืองอร่ามปรากฏขึ้นในมือ    มหาเทพรั้งสายธนูเข้าหาตัว ก็ปรากฏลูกธนูขึ้นสายรออยู่ในมือของมหาเทพ
แล้วก็ปล่อยออกไป   ด้วยอำนาจฤทธิ์แห่งมหาเทพ  ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศตรงไปยังร่างของมารราคะอย่างรวดเร็ว
มันขยายตัวใหญ่ขึ้น  ๆ  จนมีขนาดเทียบเท่าเสายักษ์    มารราคะ หลบหลีกไม่ทัน  
ใช้มือทั้งสองข้างยันรับลูกธนูนั้นไว้ด้วยกำลังของมัน    ร่างของมันถูกดันลอยละลิ่วไปตาม ลูกธนูนั้น  
จนชนเข้ากับผาใหญ่เสียงดังสนั่น เศษหินผาพังทลาย ปลิวว่อนไปทั่วอาณาบริเวณ  
มารราคะจมลงไปในผาหินนั้นพร้อมกับลูกธนูยักษ์ที่ปักตรึงอยู่


แคทเธอลีน และโซฟี  หันไปขอบคุณมหาเทพ  แล้วตามไปอุ้มร่างของ โอลิเวียขึ้นมา  
กองทัพแห่งสวรรค์ เตรียมตัวเดินทางกลับ  

ทันใด ผาหินที่ฝังร่างมารราคะอยู่นั้น ก็ระเบิดออกมา
ร่างของมารราคะ พุ่งออกมาจากผานั้น  ตรงไปยังร่างของมหาเทพอย่างรวดเร็ว

มหาเทพ ยกคันธนูขึ้นน้าวอีกครั้ง  แล้วปล่อยออกไป  ปรากฏเป็นร่างมังกรสีทอง ใหญ่มหึมา  
ตรงเข้าไปยังร่างของมารราคะเช่นกัน    มารราคะ ไม่หลบ ตรงเข้าปะทะกับมังกรใหญ่โดยตรง
มังกรใหญ่อ้าปากกลืนกินร่างมารราคะไว้   มารราคะพุ่งร่างตรงเข้าไปในช่องท้องของมัน
เข้าทำลายอวัยวะน้อยใหญ่ของมังกร  แล้วฉีกร่างของมังกรออกจนเป็นช่องโหว่  พุ่งร่างออกมา
มังกรทองก็อันตธาน เสื่อมฤทธิ์ไป

มารราคะ พุ่งตัวไปยังมหาเทพอีกครั้ง  จนถึงตัวมหาเทพ แล้วเข้าต่อสู้  
มหาเทพใช้คันธนูตีโต้กับมารราคะ  ถูกมารราคะ จนลอยกระเด็นไปหลายครั้ง  
แต่ก็ยังไม่สามารถสยบมันได้  

มหาเทพโกรธสุดขีด จึงใช้ฤทธิ์แห่งเทพ บันดาลให้ร่างใหญ่โต เทียบเท่าขุนเขา
ใช้มืออันใหญ่โต ไล่คว้าร่างของมารราคะ  จนรวบร่างเอาไว้ได้
แล้วกำมือรัดร่างของมารราคะจนแน่น   มารราคะดิ้นไม่หลุด
ร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด
มหาเทพ ยังไม่สิ้นความโกรธมาก   ใช้มืออีกข้างทุบลงที่ร่างของมารราคะนับครั้งไม่ถ้วน  
จนสาแก่ใจแล้วเหวี่ยงลงไปยังพื้นดินเบื้องล่างด้วยกำลังแรง    
ร่างของมารราคะจมลึกลงไปดินหลายวา  นอนแน่นิ่ง  

มหาเทพเงื้อเท้าอันใหญ่โตขึ้น  หมายจะกระทืบฝังร่างของมารราคะให้จมดินจนไม่ต้องโผล่ขึ้นมาอีก

เจ้าสมุทร และจอมปีศาจ ยกทัพมาถึงที่เกิดเหตุ   พอเห็นเหตุการณ์  ก็สั่งไพร่พลตรงเข้าสู้รบ
กับทัพของสวรรค์    เจ้าสมุทร และจอมปีศาจ ตรงเข้าจู่โจมมหาเทพในร่างยักษ์พร้อมกัน  
จอมปีศาจกวัดแกว่งค้อนยักษ์ของมัน ไล่ตีกับมือมหาเทพที่ไล่คว้าจับ พลางถอยพลาง    
เจ้าสมุทร ที่รอโอกาสอยู่  ก็ตรงเข้ารวบร่างมารราคะออกมา  แล้วเหินบินขึ้นสู่อากาศ
แล้วสั่งไพร่พลให้ถอย แล้วพากันตรงไปยัง มหาสมุทรอันเวิ้งว้าง หายวับไปยังที่อยู่ของตน  


มารราคะฟื้นได้สติ มองเห็นร่างของตนนอนอยู่บนแท่น  ในห้องโถงที่เป็นผนังหิน  
เพดานเป็นแก้วใส มองเห็นระลอกน้ำและมวลหมู่ปลา  ก็ยันกลายลุกขึ้น ใช้สายตาสำรวจไปทั่วห้อง  
เห็นสาวงามสองนาง  ผมยาวสลวยปะบ่า นั่งอยู่ข้างแท่นที่ตนนอนอยู่

“สาวงามที่น่ารักทั้งสองของข้า    เจ้าช่วยบอกหน่อยว่านี่คือที่ไหน”
หญิงงามนางนึงก็พูดขึ้นว่า
“นี่คือวังบาดาล  ท่านเจ้าสมุทร นำตัวท่านมาพักรักษาตัวในห้องนี้   แล้วสั่งให้ข้าน้อยทั้งสองคอยปรนนิบัติท่าน”

มารราคะ ได้ยินดังนั้นก็เข้าใจเหตุการณ์   แล้วก็ส่งเสียงหัวเราะ
“ฮ่าๆๆ  ข้าต้องขอบใจนายของเจ้า”      มารราคะพูดพลางใช้มือเชยคราง  หญิงงามนางนึง

“พวกเจ้าเป็นใคร  แล้วมีชื่อว่าอะไร”

“ข้าน้อยเป็น เงือกบริวารของท่านเจ้าสมุทร    ข้าชื่อ คาร่า ส่วนน้องข้า ชื่อ ไอริส”
มารราคะประคองร่างของเงือกสาวทั้งสองขึ้นมานั่งด้วยกันบนแท่น  
แล้วสูดดมกลิ่นกายของเงือกทั้งสอง

“กลิ่นกายของพวกเจ้า หอมเหลือเกิน  ข้าขอสูดดมมากกว่านี้ได้ไหม”

ไอริสพูดขึ้นว่า  
“ท่านเจ้าสมุทร  สั่งข้าน้อยกับพี่ไว้ว่า  หากท่านต้องการสิ่งใด ให้ตามใจท่านทุกอย่าง”

มาราคะได้ยินดังนั้นก็หัวเราะชอบใจ    
“ฮ่าๆๆๆ   ข้าขอบคุณนายของพวกเจ้าจริงๆ”

แล้วมารราคะ ก็สูดดมไปที่พวงแก้มของ คาร่า แล้วสลับไปที่ไอริส
ทั้งสองสาวก้มหน้าลงอย่างเขินอาย
แล้วมันก็ตรงเข้าจูบ เงือกผู้พี่อย่างดูดดื่มด้วยลีลารักของมัน  
คาร่า ไม่ขัดขืน  เมื่อมารราคะเริ่มซุกไซ้ไปที่ต้นคอ
“อย่…..อย่าค่ะท่าน……………..อืมม………..”  

มันผลักคาร่าเอนกายลงพร้อมตัวมัน   ใบหน้าของมันเริ่มซุกไซ้ไปที่เนินอกของเงือกสาว
ขาข้างนึงของมันก่ายทับร่างคาร่าไว้  แท่งเอ็นของมัน ถูไถไปมาตรงหน้าขาของคาร่า  
มือของมันก็ลูบไล้ไปมาไม่ห่างจาก เนินสวาทของเธอ จนลื่อนขึ้นมาเกาะถุมเต็มฝ่ามือ  
มารราคะใช้สัมผัสอันนุ่มนวลลูบไล้ไปมาอย่างแผ่วเบา ปากของมันก็พรมจูบไล่ไปจนถึงปลายถัน
คาร่า เสียวสยิวไปทั้งร่าง  ปลายเท้าของเธอจิกงอ ส่งเสียงครางออกมา
เธอหลับตา เงยหน้า เผยอปาก ครางกระเส่า
“ท่านคะ…..คาร่าเสียว………………………….ซี๊ดด…………………ซี๊ดด………”


เงือกน้อยอีกนางนั่งดูบทรักของมารราคะกับพี่สาว อย่างตื่นเต้น  
เธอไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน
พี่สาวเธอเป็นอะไร  ทำไมถึงร้องเสียงสั่นเช่นนั้น    แต่ไม่นาน เธอก็รู้คำตอบ  
เมื่อมือของมารราคะเข้าโจมตีของสงวนของเธอ  นิ้วของมันทำงานอย่างชำนิชำนาญ  
มันซอกซอนลงไปในร่องหลืบของเธอ  แล้วเขี่ยไปมาที่จุดเสียว
มันลูปไล้ไปมาจนเธอเริ่มแฉะ  แอ่นกายครางสยิวออกมาเหมือนพี่สาว  
มารราคะก้มหน้าลง  ดูดกินจุดสยิวของเงือกสาวทั้งสอง จนเสียงครางดังระงมไปทั่ว

เวลาผ่านไปจนถึงวันใหม่
มารราคะ เล่นเสียวกับเงือกสองพี่น้องทั้งคืน ไม่พักผ่อน  จนทั้งสองทนไม่ไหว
“อูย….อูย……ท่านคะ  เช้าวันนี้จะมีเงือกบริวารอีกสองนาง ที่นายของข้าน้อย
…….ซี๊ด……เตรียมไว้รับใช้ท่านเข้ามาเปลี่ยนกับพวกข้าน้อยสองพี่น้อง ….โอ้ว…………….
ข้าน้อยทั้งสองขอออกไปพัก……อะ…อะ…โอ้ …นะคะ”


มารราคะได้ยินดังนั้นก็หยุดบทรักของมันทันที  
“เยี่ยม……เยี่ยมที่สุด………นายของเจ้าช่างรู้ใจข้านัก….ไป…ไป พวกเจ้าไปตามอีกสองนางมาให้ข้า”

ตลอดเจ็ดวัน  มารราคะได้รับการปรนเปรอเช่นนี้ทุกวัน     มันมีความสุขจนลืมเรื่องอื่นๆทั้งหมด
จนถึงวันที่แปด  เจ้าสมุทรก็พาเงือกสาวชุดใหม่ เข้ามาพบกับมารราคะ

เงือกน้อยนางนึง กล่าวแนะนำขึ้น

“ท่านคะ   นี่คือ นายของข้า ท่านเจ้าสมุทร”
เจ้าสมุทรทักขึ้นว่า    “อาการบาดเจ็บของท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
มารราคะโอบกอดเงือกน้อยที่มาใหม่ แล้วพูดว่า     “ข้าสบายดี     ไม่ได้บาดเจ็บอะไร”
“ขอขอบใจท่าน   ที่ดูแลข้าอย่างดี   ข้ามีความสุขมาก”   มารราคะพูดพลางกอดจูบเงือกสาว

“ข้ามีดีกว่านี้อีก  เงือกสาวบริวารของข้านับพันนาง ข้าจะยกให้ท่านหมดเลย”     ท่านเจ้าสมุทรกล่าวตอบ

มารราคะหัวเราะลั่น   ตาเบิกกว้างอย่างยินดี    
“ท่านพูดจริงหรือ  ท่านเจ้าสมุทร  ข้าขอขอบใจท่านจริงๆ”

“แต่ท่านต้องช่วยข้าเรื่องนึง”   เจ้าสมุทรพูดขัดขึ้น
“งานนี้หากท่านช่วยข้า  นอกจากท่านจะได้ครองบริวารนับพันของข้าแล้ว   ท่านยังจะได้นางฟ้าทั้งสวรรค์อีกด้วย”

มารราคะสนใจทันที  จึงถามขึ้น    
“ท่านจะให้ข้าช่วยเรื่องอะไร”
“บุกสวรรค์  ข้ามีกองทัพที่รวมกำลังกับ  กองทัพของจอมปีศาจสหายข้า  
หากได้ท่านเข้ามาช่วยอีก  ข้าก็จะหวังผลสำเร็จได้”

มารราคะพูดขึ้นว่า
“อันที่จริง ข้าก็แค้นเจ้ามหาเทพนัก   อีกทั้งบริวารทั้งสี่ของมันก็สวยสะคราญ ข้าก็อยากได้ไว้เชยชม”  

“ท่านตกลงร่วมมือกับข้าบุกสวรรค์ใช่ไหม”    เจ้าสมุทรถาม

“ข้ายินดี  แต่มหาเทพ  มีพลังอำนาจมากมายนัก  ข้ายังไม่สามารถรับมือกับมันได้”    
มารราคะพูดขึ้นแล้วส่ายหน้า

“เรื่องนั้นข้ามีวิธี   ก่อนอื่นข้าขอเล่าตำนานให้ท่านฟังก่อน
ที่ เมืองบาดาล ที่ข้าปกครองอยู่นี้  ณ กลางสะดือทะเล  มีหลุมลึกกว้างใหญ่
ที่ดูดกลืนทุกสิ่งไว้ในหลุมนั้นมาเป็นเวลาหลายหมื่นปี  ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
มันสะสมทั้งพลังอำนาจวิเศษ   รวมทั้งศาตราวุธที่ทรงพลานุภาพมากมาย  
ผู้บำเพ็ญตน ทั้งเทพ ปีศาจ ต่างก็อยากได้พลังนั้น
แต่ก็ต้องสังเวยชีวิตด้วยการถูกดูดลงไปตลอดกาลนาน  ตำนานเล่าว่า
หากผู้ใดสามารถลงไปหลุมนั้น  แล้วเข้าสมาธิบำเพ็ญตน
ซึมซับพลังจากหลุมนั้น  ได้ 49 วัน ผู้นั้นจะได้พลังอำนาจทิพย์
เทียบเท่าผู้ที่บำเพ็ญตนมาเป็นพันๆ ปี”


“ท่านจะลงไปในหลุมนั้นหรือ”      มารราคะถามขึ้น

“เปล่า ข้าไม่สามารถ   ในหลุมนั้นมีทั้งความหนาวยะเยือก  และแรงพัดพา อันมหาศาลจากระแสน้ำ
มันสามารถฉีกร่างกายข้าออกเป็นชิ้นๆได้         ต้องเป็นท่านเท่านั้น จึงจะทำได้”  
เจ้าสมุทรพูดเสริมขึ้นอีกว่า
“ร่างท่านเป็นอมตะ  แทงฟันไม่เข้า   ฆ่าไม่ตาย  แม้แต่มหาเทพ ยังฆ่าท่านไม่ได้  ข้าคิดว่าท่านเหมาะสมที่สุด”

มารราคะ จ้องไปที่หน้า เจ้าบาดาล  แล้วพูดว่า  “ท่านจะหลอกข้าไปตายรึ”

เจ้าบาลหัวเราะแล้วกล่าวว่า  
 “ฮ่าๆๆๆ  หากข้าอยากให้ท่านตาย  ข้าจะช่วยท่านมาทำไม     ตามใจท่าน หากท่านไม่อยาก
เอาชนะมหาเทพ ก็ตามใจท่าน”

มารราคะได้ฟังดังนั้นก็เห็นจริง   จึงพูดขึ้นว่า
“ตกลง     ข้าจะลงไปในหลุมพลังนั้น”

เมื่อมารราคะตอบตกลง  เจ้าสมุทร จอมปีศาจ และมารราคะ ก็เดินทางไปยังสะดือทะเลทันที


ทั้งสามมาถึงกลางสะดือทะเล  หยุดมองดูหลุมพลังอันกว้างใหญ่ที่ห่างออกไป
สัมผัสได้ถึงแรงพัดพาของกระแสน้ำ   กลางหลุมอันกว้างใหญ่นั้น มีเกลียวคลื่นของกระแสน้ำ
ก่อตัวเป็นวง สูงขึ้นจากหลุมไปหลายวา  และมีแสงสว่างพราวระยับอยู่กลางเกลียวคลื่นนั้น
 หลุมนั้นดูดกระแสน้ำจากทะเลลงไปอย่างรุนแรง และไม่มีท่าทีว่าจะหยุด หรือเต็ม

เจ้าสมุทรเอ่ยขึ้นว่า  
“นั่นหละ หลุมพลังที่ข้าพูดถึง  ท่านยังสมัครใจที่จะลงไปอยู่หรือไม่”

มารราคะ  ไม่ตอบ เพ่งมองไปที่หลุมนั้นแล้วพุ่งร่างเข้าไปทันที
ร่างของมารราคะ ลอยรวมตัวไปกับเกลียวของกระแสน้ำ แล้ววนขึ้นสู่
ยอดที่สูงสุดบริเวณจุดกึ่งกลางหลุม แล้วถูกดูดหายวับไปในหลุมอย่างรวดเร็ว


แรงเหวี่ยงอันทรงพลังของกระแสน้ำ  ห่อคลุมร่างของมันให้ไหลลึกลงไปเรื่อยๆ
อย่างยาวนาน เหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด  ยิ่งลึกแสงสว่างยิ่งน้อยลง
จนมืดดำไปทั้งหมด  มารราคะรู้สึกถึงแรงเหวี่ยงอันมหาศาลที่มากระทบกับร่าง
พร้อมความหนาวเย็นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

จนในที่สุด มันก็แห็นแสงสว่างสีต่างๆ   นุ่มนวลตา เป็นดวงๆ ลอยอยู่เต็มไปหมด  
บางดวงมองเป็นศาตราวุธที่งดงาม ส่งประกายเจิดจ้า  บางดวงก็มีหลายสีส่องแสง
วูบวาบงามจับตา

ร่างของมันหล่นลงบนพื้นหลุมพลังนั้น   สัมผัสได้ถึงความหนาวยะเยือกอย่างรุนแรง
จนกายของมันสั่นเทิ้มไปหมด   แรงกดของกระแสน้ำบีบอัดร่างของมันไว้จนขยับไม่ได้
มันข่มใจฝืนใช้กำลังทั้งหมด ยันกานลุกขึ้นนั่ง เข้าสมาธินิ่ง กลางท้องสะดือทะเลนั้น

แรงเหวี่ยงของกระแสน้ำ พัดพาเอาดวงแสงสว่างสีต่างๆ  มาปะทะกับร่างของมารราคะ
แล้ววูบหายเข้าไปในตัวมัน   แต่ละดวงที่ฝังกายเข้าไปในตัวมัน   มันรู้สึกได้ถึง
ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น

[post]วันเวลาผ่านไป  วันแล้ววันเล่า  คืนแล้วคืนเล่า  มารราคะทนทรมานกับสภาวะอันหนาวเหน็บ
และแรงปะทะอันโหดร้ายของกระแสน้ำ  จนรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปเชื่องช้าเหลือเกิน
จนถึงวันที่ 49  ร่างของมารราคะก็มาถึงจุดที่ไม่สามารถทานทนได้   ร่างของมันกำลังจะแตกสลายเป็นชิ้นๆ
เมื่อถึงยามวิกฤติ จิตมาร ในร่างของโจ ก็สร้างนิมิตขึ้นมาป้องกันตนเองอีกครั้ง   โจมองเห็น อักษรมนต์จิตมาร
ขึ้นตรงหน้า  จิตมารบงการให้โจอ่านมนต์นั้น

ทันทีที่โจอ่านมนต์จบ  ร่างของมารก็แปรเปลี่ยนไป เป็นบุรุษหนุ่มร่างกำยำ  มีหูยาวแหลมผมสีเงินยาวถึงกลางหลัง
มีแววตาอันดุดัน เต็มไปด้วยพลังและอำนาจ พุ่งกายทะยานต้านกระแสน้ำอันรุนแรง  
มันแหวกว่ายไปตามดวงแสงสีต่างๆ  แล้วเอื้อมมือเข้าไปในดวงแสว่างสีน้ำเงินดวงนึง แล้วดึงออกมา
ปรากฏเป็นคันธนูสีดำวาววับ  มารลองน้าวคันธนูนั้นขึ้นสู่เบื้องบน  
ปรากฏเสียงกัมปนาทหวั่นไหวไปทั้งท้องทะเล  พื้นน้ำแหวกออกเป็นช่องจนเห็นแสงสว่างบนพื้นดิน
มารพุ่งร่างอันทรงพลังตรงขึ้นไปยังเบื้องบนทันที
[/post]
………………………………………………
ติดตามผลงาน by zeech ได้ที่นี้...
 มารราคะ ( ฉบับใหม่ )
ตอนที่ 11  โอลิเวีย-เทพนารีผู้เย้ายวน
ตอนที่ 9  สเตฟานี – เทพนารี เจ้าโทสะ ตอนที่ 10  มารสิ้นฤทธิ์  
ตอนที่ 7  มารราคะร่างที่สอง ตอนที่ 8  มารราคะบุกสวรรค์
ตอนที่ 5  ราเชลยอดรัก ตอนที่ 6  เจมิน่า ผมรักพี่ครับ
ตอนที่ 3  คืนแสนสุข ตอนที่ 4  กำเนิดมารราคะ
ตอนที่ 1 นางฟ้า 3 ตน ตอนที่ 2 แมรี่ผู้น่ารัก
[/size] TAXI นรก  
ภาค 2 ตอน จบ
ภาค 2 ตอน 2   ภาค 2 ตอน 3  
ภาค 1 ภาค 2 ตอน 1  
[/size] นางฟ้า 3 พี่น้อง (ต้นฉบับ)
ตอนที่  7 น่าอิจฉา [ตอนจบ]
ตอนที่  5  มารราคะร่างที่สอง ตอนที่  6  สุขสมกับความรัก
ตอนที่  3  ค่ำคืนอันเงียบเหงา ตอนที่  4  กำเนิดมารราคะ
ตอนที่ 1  ทำความรู้จักกับนางฟ้า ตอนที่่ 2  แมรี่ผู้น่ารัก      
 
[/size]


 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ