รองเท้าสีแดง

รองเท้าสีแดง

  • 6 ตอบ
  • 3987 อ่าน
รองเท้าสีแดง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2018, 09:53:01 am »



“ผู้หญิงบนชั้นสามห้องสุดท้ายนะเหรอคุณ!  น่ารักจะตาย  นิสัยดีด้วยนะ เคยเห็นเอาขนมปังมาให้หมาจรจัดแถวนี้ด้วย”

   “เอ...คนที่อยู่ห้องสุดท้ายนั่นนะเหรอ  ใช่คนที่ชอบนุ่งสั้น ๆ หรือเปล่า แล้วก็กลับดึก ๆ ใช่มั๊ย  ผมไม่เคยคุยกับเธอหรอก  เห็นเป็นคนเงียบ ๆ  เก็บกดหรือเปล่าก็ไม่รู้”

   “ผู้หญิงคนนั้นเหรอคะ? ไม่เคยเห็นพาใครมาที่ห้องนี่ค่ะ  ก็ทั้งผู้หญิงผู้ชายแหละคะ  ไม่เห็นเธอมีใครมาที่ห้องเลย  อาจจะเป็นพวกเมียน้อยเสี่ยที่ไหนก็ได้นะคะ”

   “ยุ่งอะไรเรื่องของชาวบ้านเค้าหละ!”

   “ผม!ผมเหรอ”

   ผมสะดุ้งเงยหน้าจากพื้นถนนแล้วมองดูมือที่แตะไหล่ผมไว้ข้างหนึ่ง   ผู้ชายตัวใหญ่มาดเข้มในชุดเครื่องแบบตำรวจพยักหน้าหงึกหงักดึงตัวผมไว้ก่อน...ผมเพิ่งสังเกตว่าคนในแมนชั่นเก่า ๆ แห่งนี้กำลังสนทนาเรื่อง...เรื่องะไรก็ไม่รู้

   “มีอะไรเหรอครับคุณตำรวจ”         ผมถามแล้วขยับแว่นสายตาให้กระชับใบหน้า  มือข้างหนึ่งกำกระเป๋าเอกสารแน่น...มันชื้นเหงื่อไปหมด    ผมไม่ค่อยถูกกับคนในเครื่องแบบเท่าไหร่ด้วย

   “คุณรู้จักผู้หญิงที่อยู่แมนชั่นนี่มั๊ย      เธออยู่ชั้นสามห้องสุดท้ายของทางเดิน...”

  “ห้องสุดท้ายของทางเดิน...ชั้นสามเหรอ”    ผมทวนคำถามแล้วคิด...เอ...คุ้น ๆ แหะ   “ไม่มีผู้หญิงอยู่ห้องนั้นนี่ครับ”

  “เอ้า!คุณ! ผมมีข้อมูลของผมมา  คุณก็อย่าเบี่ยงแบนประเด็นซิ”       

 “ก็ไม่มีจริง ๆ นี่ครับ”        ผมตอบตามตรงแต่ตำรวจทำหน้าเครียด   เหงื่อผมแตกพลั่ก ๆ  มือไม้สั่นไปหมดขณะหยิบกุญแจออกมาให้คุณตำรวจหน้าดุดู

“ชั้นสามห้องสุดทางเดินนั่น  ...ผมอยู่คนเดียวไม่มีผู้หญิงที่ไหนมาอยู่ด้วยหรอกครับ”

 “อ้าว...งั้น”     นายตำรวจทำสีหน้าไม่ถูกเหมือนกันเมื่อเห็นกุญแจที่อยู่ในมือผม

“ผมเพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ห้องนั้นได้สองวันเองครับ        มีเรื่องอะไรกันเหรอ”

“อ้อ!เอ่อ! เปล่าครับ   แล้วคุณอยู่ห้องนั้นมีอะไรผิดปกติหรือเปล่าครับ”  คราวนี้คุณตำรวจพูดเสียงอ่อนลง

“ก็ไม่มีอะไรนี่ครับ  นอนหลับเป็นปกติดี” 

ผมตอบตามความจริง นายตำรวจคนเดิมไม่ถามอะไรผมอีกนอกจากใช้สายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าและเท้าจรดหัวก่อนโบกมือไล่ผมให้ไปไกลๆ

ก็แปลกดีเหมือนกันแหะ   ที่ว่าแปลกก็คือสายตาของเพื่อนร่วมแมนชั่น จะเรียกว่าอะไรดี  สายตาห่วงใยหรือสายตาสอดรู้สอดเห็นดี    เอ่อ ผมพูดแรงเกิดไปหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ    แต่พวกเขาทำอย่างนั้นจริงๆ   คอยถามว่า  เมื่อคืนหลับสนิทมั๊ย   มีอะไรมากวนใจหรือเปล่า   หรือที่ห้องคุณมีพระบูชาหรือยัง คงจะเป็นการหวังดีเกิดขาดที่ผมได้รับหลังจากที่ต้องจำใจย้ายมาแมนชั่นนี้แล้วได้ค่าเช่าถูกเหลือเชื่อ!          แต่เฉพาะห้องผมห้องเดียวเท่านั้นนะ มันอาจจะเป็นโชคดีเรื่องเดียวในชีวิตของผมขณะที่นี้ เพราะพิษเศรษฐกิจน้ำมันแพงทำให้ผมโดนเด้งออกจากงานหน้าตาเฉย          ต้องย้ายจากคนโดหรูใกล้รถไฟฟ้ามาเป็นแมนชั่นลึกในซอยเปลี่ยวระหว่างที่ผมกำลังหางานใหม่ทำอยู่นี้ ผมจำเป็นต้องประหยัดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง  ข้างของเครื่องใช้หลายชิ้นถูกเปลี่ยนที่อยู่ไปอยู่โรงรับจำนำเป็นส่วนใหญ่

ผมคิดอะไรเรื่อยเปื่อยหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วก็เสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อน        คืนวันศุกร์อีกแล้วหากเป็นเมื่อก่อนผมคงกระหายวันศุกร์อย่างรุนแรงและเกลียดวันจันทร์อย่างสุดซึ้ง   แต่เดี๋ยวนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะสภาพคนตกงานอย่างที่เป็นอยู่ ผมเอาหนังสือพิมพ์สมัครงานมากางออก เอาดินสอมาวงบริษัทที่หมายตาไว้ ในห้องผมก็ไม่มีอะไรมากจะว่าไปผมนี่ได้ห้องถูกแถมฟอร์นิเจอร์ใหม่หมด     ทั้งตู้เสื้อผ้าและเตียงนอนห้องก็ทาสีใหม่     ยังจำได้กลิ่นสีในวันแรกที่เข้ามาดูห้องได้ดี  ชีวิตผมอาจจะมีโชคดีอีกอย่างก็คือ   ผมได้ของฟรีมาตลอด   ของฟรีที่ว่าก็อย่างพวกโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ  และอีกหลายในห้องนี้ที่บางชิ้นก็เริ่มทยอยเข้าโรงรับจำนำไปแล้ว           แหม! ถ้าไม่บอกคงไม่มีใครรู้นึกว่าผมคงมีสตางค์มากมาย ผมหน่ะจับฉลากได้ตอนปีใหม่ทั้งนั้นแหละ!

เวลาที่ไปไหนไม่ได้เพราะสถานภาพทางการเงินไม่อำนวยอย่างนี้ แค่เปิดโทรทัศน์ดูข่าวสารก็เป็นความบันเทิงเดียวที่พอจะบรรเทาความหงอยเหงาในใจผมได้            ภาพข่าวในโทรทัศน์ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้           วันนี้มีตำรวจมาถามอะไรแปลก ๆ เกี่ยวกับห้องที่ผมอยู่....

OK. ผมสงสัยก็จริงว่าทำไมถึงได้สามารถเช่าห้องนี้ในราคาถูกได้        แต่ตอนนั้นผมคิดอะไรมากไม่ได้นี่  ถ้าไม่รีบคว้าไว้อาจไม่ได้ห้องพักดีราคาถูกแบบนี้ก็ได้ แต่ผมเพิ่งมาอยู่แค่สองคืน...อ้อ!คืนนี้เป็นคืนที่สามแล้วนี่...    ผมก็ไม่รู้สึกว่ามันมีอะไรผิดปกติ

 อ๊ะ! จริงซิ! ยังมีอีกอย่าง  ก็คงเป็นของ ๆเจ้าของห้องคนเดิมอาจจะลืมไว้หรือไม่ก็จงใจ  เพราะได้ของใหม่ที่ดีกว่าแล้ว  เพราะมันเป็นร้องเท้าส้นสูงสีแดงแป๊ด...แดงจนไม่รู้จะเปรียบเทียบกับอะไรดี แค่นึกถึงคนใส่ก็เดาได้เลยว่าเปรี้ยวเข็ดฟันขนาดไหน    รองเท่านั่นก็ดันมีข้างเดียวและอยู่ใต้เตียง        ผมเจอมันก็ตอนที่จัดห้องเอาสมบัติบ้าไปเก็บใต้เตียงนั้นแหละ   เฮ้อ!ยังใหม่อยู่เลย       ไม่แน่ว่าเจ้าของอาจจะลืมไว้   ผมเพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่วัน ผมจึงเก็บไว้เผื่อว่าวันหนึ่งใครอาจจะมาเอา

ผมถอนหายใจเบา ๆ นึกอยากดื่มน้ำเย็น ๆ แต่ในห้องผมไม่มีตู้เย็น อย่าว่าแต่น้ำเย็นเลยน้ำเปล่าผมก็ลืมซื้อไว้       ก็เลยจำเป็นและจำใจเดินลงมาที่ชั้นล่างสุด    ซึ่งมีร้านขายของชำ หรือที่เรียกว่าร้านโชว์ห่วยนั้นแหละ       

“จะไปไหนกันเหรอครับ”   ผมถามอย่างแปลกใจเมื่อเห็นเพื่อนร่วมแมนชั่นชุมนุมกันและมีรถบัสคันใหญ่จอดรออยู่

 “ไปงานทอดกฐินที่ร้อยเอ็ดไง  อ้อ!เพิ่งมาอยู่ใหม่ใช่มั๊ยเลยไม่รู้ข่าว”               

เจ้าของร้านขายของชำตอบด้วยรอยยิ้ม       ผมพยักหน้ารับหงึกหงัก   คงมัวแต่คิดเรื่องสมัครงานจนลืมเรื่องนี้ไป   จำได้ว่าคนดูแลตึกบอกตั้งแต่วันที่เซ็นสัญญาแล้ว แต่ปกติผมก็ไม่ค่อยสุงสิงกับใครเท่าไหร่ ผมยืนคุยกับคนอื่น ๆ ที่จะไปกับคณะกฐินครู่หนึ่งตามมารยาทแล้วเดินไปหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำเย็นไปจ่ายเงิน แล้วเดินกลับขึ้นมาที่ห้องของตัวเอง ไม่นานนักเสียงเพลงลูกทุ่งก็กระหึ่มพร้อมเสียงสตาร์ทรถ ผมชะโงกหน้าดูที่หน้าต่างของห้องจนรถของพวกเขาเคลื่อนไปแล้ว ผมจึงกลับมาสนใจมื้อเย็นของผมที่เป็นเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  หยิบรีโมทมาเพิ่มเสียงให้ดังขึ้นแต่ก็ไม่สามารถไล่ความเหงาออกไปจากใจได้เสียที

เฮ้อ!อยู่คนเดียวมาตั้งนานยังไม่ชินกับความเหงาเสียที หน้าผมก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไรนักแต่ไหง๋ไม่ค่อยมีสาว ๆ มาสนใจผมเลย เออ! มันก็มีมานี่นะแต่มาหลอกเอาเงินผมซะมากกว่า    ผมถอดแว่นสายตากรอบหนาออกแล้วนวดขมับเบา ๆ ละลายความตึงเครียด เงินก้อนสุดท้ายที่มีอยู่มันคงพอให้ผมหายใจยาว ๆ ไปได้อีกสักเดือนหรือสองเดือน             แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะกินอาหารสำเร็จรูปแบบนี้ไปได้นานแค่ไหนเหมือนกัน

“ว๊าย!”

ผมสะดุ้งหันซ้ายหันขวาอย่างตกใจ จะว่าเสียงโทรทัศน์มันก็ไม่ใช่เพราะในข่าวไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับเสียงผู้หญิงร้องสักนิด     ผมหยิบแว่นมาสวมอย่างเดิมและเดินไปเปิดประตูออกดูที่ต้นเสียง     ก็จะเก็บความสงสัยไว้ทำไมเล่า!

ภาพหญิงสาวทรุดตัวลงนั่งพับเพียบอยู่กับพื้นทางเดินห่างจากห้องผมไม่กี่ก้าว   ผมนึกแปลกใจที่เห็นว่าชั้นนี้ยังมีคนอยู่เพราะดู ๆ แล้วน่าจะไปกับคณะกฐินกันเกือบหมดตึกนี้    แต่จริง ๆ ผมก็ยังไม่คุ้นเคยกับคนในห้องข้าง ๆ เท่าไหร่นัก          ผมเห็นเธอนั่งนวดข้อเท้าของตัวเองต่อมพลเมืองดีทำงาน    ผมจึงเดินเข้าไปดูเธอใกล้ ๆ อ้อ!ผมอยากเป็นคนดีจริง ๆ นะครับ ไม่ใช่เพราะเธอเป็นผู้หญิง ที่...เอ่อ...สวย...สาวมาก

“เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ”       

ผมถามและเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองผม ทั้งหัวใจและดวงตาเหมือนถูกสะกดนิ่งกับความสวยของเธอ           

“เจ็บค่ะ”           

เธอยิ้มบาง ๆ ผมอึกอักเหมือนปลาดุกถูกทุบหัวก่อนทรุดตัวลงนั่นดูข้อเท้าของเธอ เอ่อ...กระโปรงสั้นสีครีมร่นขึ้นเห็นต้นขาขาวเนียน เอาละซิ!จะหลบไปทางไหนดี

“ทำไมวันนี้แมนชั่นเงียบจังคะ”  เสียงหวานของเธอถามเบา ๆ

“เขาไปทอดกฐินกันนะครับ   เหมารถไปร้อยเอ็ดกัน”  ผมตอบตะกุกตะกัก

“แย่จริง! หลินมาหาพี่สาวก็คงเข้าห้องไม่ได้นะซิ  คืนนี้จะไปนอนที่ไหนละเนี่ย เท้าก็เจ็บทำไมซวยอย่างนี้นะ โอ๊ย!”

“ขอโทษครับ ขอโทษ” ผมรีบขอโทษเธอเพราะดันไปนวดเธอแรงไปหน่อย แต่สายตาหวานฉ่ำที่มองผมทำให้ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างลำบาก

“เอ่อ...งั้นไปห้องผมก่อนดีกว่ามั๊ยครับ  ผมอยู่สุดท้ายเดินนี่เอง”         

“แล้วคนในห้องคุณจะไม่เข้าใจผิดเหรอคะ”

“ผมอยู่คนเดียวครับ” 

 ผมบอกแล้วลุกขึ้นพยุงเธอเดินเข้าไปในห้องกลิ่นหอมจากตัวเอทำเอาผมเคลิ้มแถมเนื้อตัวก็นุ่มนิ่มน่าเอาไปทำหมอนข้างจริงๆ ผมจัดที่นั่งให้เธอนั่งบนเตียงแล้วหาอะไรมารองเท้าเธอก่อน  แล้วเดินไปหยิบยามาทานวดให้ข้อเท้าที่บวมขึ้นเล็กน้อย        ผมเขินที่ห้องชายโฉด เอ๊ย โสดอย่างผมมันรกเหลือร้าย  เอ๊ะ! ได้ยินเธอเรียกตัวเองว่าหลินใช่มั๊ยนะ

“ขอบคุณคุณมาก ๆ นะ หลินซุ่มซ่ามหกล้มแล้วยังเข้าห้องพี่สาวไม่ได้อีก”  ทั้งสายตาทั้งน้ำเสียงเธอทำเอาผมแทบละลายไปกองกับพื้น

“เอ่อ ดะ...ดื่ม  ดื่มอะไรมั๊ยครับ  มีกาแฟกับโกโก้”

“กาแฟค่ะ”

ผมถามแก้เขิน เธอยิ้มหวาน  ผมลุกขึ้นไปชงกาแฟสองแก้วสำหรับเธอและผม  แต่กระจกในห้องสะท้อนภาพเธอที่ก้มมองไปนวดเท้า เสื้อปาดของเธอถ่วงลงไปเห็นตับไตไส้พุงชวน หวาดเสียวจนผมเผลอทำน้ำร้อนลวกมือตัวเอง

“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”   

“ปะ...เปล่าครับ”

“เอ๊ะ! นี่รองเท้าใครคะ? ของแฟนคุณหรือของคุณ?”           

เธอถามเมื่อรับถ้วยกาแฟจากผม   ผมทำหน้างงก่อนที่จะมองตามสายตาเธอไปที่รองเท้าสีแดงข้างนั้นที่มันใกล้หัวเตียง

“ไม่รู้ครับ”  ผมสั่นหน้าดิก   “คงเป็นของเจ้าของห้องคนก่อนลืมไว้มั้งครับ แล้วผมก็ไม่มีแฟนแถมไม่ใช่พวกวิตถารด้วย”

เธอหัวเราะกิ๊กกั๊กหยิบรองเท้าคู่นั้นพลิกไปมาเหมือนหารอยตำหนิแต่เมื่อรู้ว่าผมจ้องมองอยู่         เธอจึงหันมายิ้มหวานให้เหมือนไม่ได้ทำอะไรลงไปก่อนที่จะกระเถิบตัวมานั่งเบียดผมจนรู้สึกถึงไออุ่นจากกายเธอ

“พูดเป็นไรไปคุณก็ดูเป็นคนดีออก  ยังอุตส่าห์ช่วยหลินเลย ทั้งที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน”

“ก็ผมไม่หล่อ ไม่รวย แถมตอนนี้ยังตกงานนี่ครับ ผู้หญิงที่ไหนจะมาสนใจ”    ผมหยิบรองเท้าแดงข้างนั้นมาพลิกไปพลิกมาแก้เขิน  เอ่อ...ผมเพิ่งสังเกตว่าส้นของมันดูหนาผิดปกติ  หรือเพราะเป็นดีไซด์ใหม่ก็ไม่รู้    ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องพรรคนี้นัก

“มันคงไม่เลวร้ายขนาดนั้น  ถ้าคุณรู้จักเปิดใจบ้างนะคะ  แต่ก็ดีที่...” 

“อะไรครับ”

“ก็คุณไม่ใช่พวกวิตถารไงคะ”

เธอหัวเราะเสียงดังทำให้ผมหัวเราะตามผมขยับแว่นแก้เขินแต่มือเรียวสวยของเธอเอื้อมมาดึงมันออกไปจากหน้าผมเสียก่อน

“ผู้หญิงหน่ะ   ไม่ใช่แค่เรื่องเงินหรือหน้าตาหรอกค่ะ แต่เราก็เลือกคนที่เราอยากฝากชีวิตอยู่อย่างมั่นคงก็เลย...เรื่องมากไปหน่อย”

“ระ...เหรอ...เหรอครับ”

“ค่ะ”   

ใบหน้าของเธอเคลื่อนมาใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่รดอยู่เบื้องหน้า  ผมหลบตาเธอแต่จ้องมองริมฝีปากที่เผยอขึ้นเหมือนเชิญชวน

“ฉันชักอยากรู้แล้วซิว่าคุณเป็นพวกวิตถารจริงหรือเปล่า”

ผมไม่ตอบคำถามแต่ให้ร่างกายเป็นคำตอบแก่เธอ    ริมฝีปากเธออ่อนนุ่มชวนหลงใหล  เนื้อกายก็หอมกรุ่นอย่างน่าประหลาด

“หลิน”

“ใจเย็นๆค่ะ หลินแค่อยากตอบแทนที่คุณเป็นคนดี”

มือเรียวนุ่มเลื่อนมาที่เป้ากางเกง พอรูดกางเกงลงไปไอ้ที่เก็บไว้มันก็ดีดพึ่งออกมาอย่างรวดเร็วจนผมอับอาย

“น่ากินจัง ขอกินหน่อยได้ไหม”   

 “ครับๆ”

 ผมจะตอบอย่างอื่นได้เหรอ ในเมื่อมีปากสวยๆ จ่อที่ท่อนเนื้อของผม   มือนุ่มกำรอบแล้วรูดเข้าออกเบาๆ ลิ้นเธอรัวอยู่ตรงปลาย

 “เป็นไงคะ”

  “สะ..เสียว...เสียวครับ”

 “เสียวก็ครางซิคะ ผู้หญิงจะได้รู้ว่าทำให้ถูกใจ”

“ซู๊ดดด หูยยย เสียวเลยครับ”

ผมครางขึ้นมองหน้าหลิน กัดฟันร้องซี๊ดด หลินให้สองมือกำท่อนเนื้อเข้าออกช้าๆเหมือนทะนุถนอม

เธอจัดการเลียที่ตรงเส้นสองสลึงแล้วเธอก็เลียวนๆ ตรงปลายลำ ผมก้มมองลีลาของหลินตาไม่กระพริบ

“โอเคมั้ย”

“ครับๆ ดูดเก่งมากๆ เสียวมาก”  ผมตอบเสียงสั่น ไม่เคยโดนลิ้นใครทำเสียวแบบนี้มาก่อน

“หลินหิวน้ำ ขอกินน้ำหน่อยนะคะ”

ผมไม่ทันคิด นึกว่าเธอหิวน้ำจริงๆ แต่กลายเป็นเธอดูดลำของผมแรงขึ้น มือก็ขย้ำแก้มก้น

“หูยยย ซี๊ดดด เสียว เสียว เสียวเสียวหัวครับ” 

ผมก้มลงดูหัวเธอโยกเข้าออกติดกับหน้า  มือซ้ายเธอกำอยู่ที่โคนลำไว้ ผมเลยนั่งยองๆ ปากน้อยๆ ของเธอกำลังดูดระจนแก้มบุ้มทั้งสองข้างเลยแล้วรูดปากเข้าออกไปจนถึงมือซ้ายที่กำไว้ ส่วนมือขวาเธอประคองไข่ระแล้วคราวไปด้วย เธอประเคนลีลาความเสียวจนผมทนไม่ไหว  จ

“โอ้ยๆๆ โอ้ยๆๆ เสียวหัว ผมจะแตกนะครับ”

เธอไม่ตอบอะไร ส่วนมือขก็ยังคลึงที่ไข่พร้อมกับรูดปากน้อยๆ เข้าไปชนกับมือซ้ายที่เธอกำไว้ตอนรูดออกก็รูดมาถึงเงี่ยงหัวสักเกตุจากริมฝีปากเธอบวมเป่ง   ระเบิดน้ำรักออกมาแล้ว  ผมสังเกตที่คอเธอเหมือนคนกลืนน้ำ  แสดงว่าเธอกลืนน้ำรักแล้วจริงๆ  ได้ยินเสียง... จ๊วบๆ

“โอ้ววววว หลิน”

“ยังแข็งอยู่เลย หลินขอนะคะ”

ผมคิดอะไรช้าไปหมด  เธอส่งยิ้มหวาน นั่งคร่อมตักผม จับท่อนเอ็นที่ยังแข็งอยู่ส่งเข้าไปในช่องรักของเธอ ผมจับเอวหลินเด้งเอวขึ้นพรวดเดียวมิดด้าม

“ซี๊ดดดด ลึกจัง”  เธอครางแล้วขยับโยกตอ มือของเธอถลกเสื้อขึ้นเห็นหน้าอกคู่สวยเด้งไปมาอยู่เบื้องหน้า  “ช่วยหลินหน่อยค่ะหลินอยากเสียวนม”

เสียงของวิงวอนจน ผมรออยู่แล้วยื่นหน้าไปใกล้แล้วใช้ปากงับเม็ดลูกเกดบนหน้าอกของเธอ ดูดดึงสลับขมเม้ม ท่อนล่างก็เด้งสวนขึ้นเสียงดังป๊าปๆ  ทั้งที่น้ำเพิ่งแตกไป แต่มันก็ยังแข็งขืนสู้รับกับเธอได้ จนผมเห็นเธอเด้งเอวรัวๆ แล้วก็เกร็งกระตุกอยู่บนตัวผม  แต่ท่อนของผมยังแข็งอยู่ คงเพราะเพิ่งปล่อยน้ำรักไป ผมเลยประคองแผ่นหลังเธอลงนอนโดยท่อนยังเสียบแน่นอยู่ แม้น้ำรักของเธอจะหลั่งฉ่ำเยิ้ม ยกเรียวขาขึ้นพาดบ่าแล้วค่อยๆสาวลำเอ็นออกมากก่อนกระแทกกลับเข้าไปอีก

“อึก! อ๊า! เอาอีกค่ะ หลินชอบ กระแทกเลยค่ะ”

ผมโยกเอวอย่างเมามัน ปล่อยเสียงครางซี๊ดซ๊าดไม่เกรงใจ เพราะข้างห้องไม่มีคนอยู่   

“หลินไม่ไหวแล้วค่ะ อัดมาเลยค่ะ แรงๆค่ะ อย่างนั้น โอ๊ย เสียวจัง ลึกอะไรอย่างนี้ อร๊ายยยยย”

หลินร้องไม่เป็นภาษา ช่องรักเธอขมับท่อนเอ็นผม ผมรัวกระหน่ำจนสาดน้ำรักใส่เธอจนไหลเยิ้มเปื้อนขา แล้วค่อยๆ ถอดออกช้าๆ ทิ้งตัวลงนอนข้างๆพลางหอบหายใจแรง

“หลิน”

“คะ”

“.....”

แล้วผมก็พูดไม่ออก ว่าผมไม่ได้มีเซ็กส์แบบนี้กับใครมาหลายปีแล้ว  ได้แต่ปล่อยให้เสียงหอบหายใจกลบคำพูดของตัวเองไป แล้วดึงเธอมากอด

การมีใครสักคนให้กอด มันดีอย่างนี้นี่เอง

................

แดดยามเช้าแยงตาจนผมต้องยกมือขึ้นขยี้ตา ผมพลิกหมอนขึ้นปิดหน้าไม่อยากตื่นจากฝันหวาน ใช่! มันต้องฝันไปแน่ ๆ เมื่อคืนมีหญิงสาวและสวยมากมานอนเป็นเพื่อน ดูซิ!ผมต้องละเมอไปแน่ๆ          เพราะกลิ่นหอมจากตัวเธอคนนั้นยังติดหมอนอยู่เลย  ชื่ออะไรนะ ชื่อ...

“หลิน!”

ผมลุกพรวดจากที่นอน  นอกจากผ้าห่มบางๆ ที่คลุมตัวอยู่ก็ไม่มีผ้าสักชิ้นอยู่บนตัวผม ให้ตายซิ!   ผมไม่ใช่คนชอบนอนแก้ผ้านะเนี่ย! ผมเหลียวมองรอบกายไม่มีแม้แต่เงาคน หรืออะไรสักอย่างที่บ่งบอกว่ามีใครอยู่ในห้องแล้ว

แต่แก้วกาแฟที่ยังไม่ได้ล้างสองใบวางใกล้กันนั้น  และใบหนึ่งยังมีรอยลิปสติกอยู่ทำให้รู้ว่า ‘หลิน’ มีตัวตนจริง ๆ

 ผมรีบคว้าเสื้อผ้ามาใส่และวิ่งลงมาที่ชั้นล่าง    ร้านขายของชำเปิดแต่เช้าตรู่  บางทีอาจจะมีคนเห็นหลินก็ได้  ผมไม่อยากทำตัวเหมือนผู้ชายที่ชอบฉกฉวยและ ที่ไร้ความรับผิดชอบ

 “เห็นผู้หญิงสาว ๆ สวย ๆ ลงมาบ้างมั๊ย!”

“ก็ไม่เห็นนี่  ตื่นมาใส่บาตรแต่เช้าก็ไม่มีมีใคร เค้าไปทอดกินกันหมดแล้วไม่ใช่เหรอ จะมีใครอีกเหรอ”       

อาแป๊ะเหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นมีใคร ก็กระซิบที่ข้างหูของผม 

 “ผู้หญิงที่ชอบใส่เสื้อรัดๆ กระโปรงสั้น ๆ ใช่มั๊ย  นั่นนะเคยอยู่ห้องลื้อมาก่อน  แต่ตอนนี้ไม่รู้อีไปอยู่ไหน   มีคนมาตามหาอีบ่อย ๆตำรวจก็มา  เค้าว่ากันว่าอีเป็นนักร้องคาเฟ่เป็นเด็กเสี่ย    บางคนบอกอีเป็นเมียน้อยเสี่ยโดนเมียหลวงตามเก็บ แต่ตำรวจบอกว่าอีเป็นพวกขายยาบ้า!”

 ผมสับสันเป็นที่สุด  ไม่รู้จะเชื่อคำบอกเล่าของใครดี  เธอเป็นคนดี  เป็นคนร้าย หรือเป็นวิญญาณมาหลอกหลอน  ผมเดินเอ๋อๆ กลับมาที่ห้องแต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นรองเท้าสีแดงข้างนั้นส้นหัก!  มันวางบนโต๊ะและมีกระดาษโน้ตลายมือน่ารักๆ เขียนไว้ว่า...

‘ขอบคุณที่เก็บรองเท้าไว้ให้นะคะ            คุณมีน้ำใจกับคนแปลกหน้าอย่างฉันมาก  ฉันได้ของที่ต้องการแล้ว  ก็เลยให้รองเท้าข้างนี้ไว้ดูต่างหน้านะคะ เพื่อวันหนึ่งคุณจะได้คิดถึงฉันบ้าง’

หลิน

ผมหยิบรองเท้าสีแดงข้างนั้นขึ้นมาดู   ส้นรองเท้าเหมือนถูกทำเป็นพิเศษเพื่อเก็บบางสิ่งไว้ข้างในได้ เหมือนมีก้อนกรวดใสๆ เล็กๆ อยู่ก้อนหนึ่ง  ผมเคาะให้มันหล่นบนฝ่ามือ ก่อนจะหยิบขึ้นส่องดูกับแสงแดดภายในห้อง

บางที ที่ใครต่อใครตามหาอาจไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้นหรอก แต่เป็นเจ้าสิ่งของที่ผู้หญิงคนนั้นเก็บไว้ต่างหาก ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ ผมไม่รู้ว่าเธอคือใคร เป็นอะไรกันแน่แต่ที่แน่ ๆ ผมคงไม่มีวันลืมผู้หญิงคนนั้นแน่ ๆ แต่ก็แอบหวังว่าเธอจะมาเอารองเท้าของเธอกลับไป

..........................





*

ออฟไลน์ hanabombam

  • Supreme Member
  • *********
  • 5109
  • 2872
    • ดูรายละเอียด
Re: รองเท้าสีแดง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2018, 07:18:45 am »
ทรงเหมือนจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผีๆ แต่หักมุมออกแนวสายลับขโมยของมีค่า่มา ::HoHo:: ::HoHo:: ::HoHo::

*

ออฟไลน์ ppherbalife

  • Gold Member
  • *****
  • 1150
  • 61
    • ดูรายละเอียด
Re: รองเท้าสีแดง
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2018, 09:39:43 am »
น่ามีต่อนะ เหมือนอ่านนิยายเรื่องนึงเรยย

*

ออฟไลน์ theoza007

  • Full Member
  • **
  • 143
  • 110
    • ดูรายละเอียด
Re: รองเท้าสีแดง
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2018, 02:21:25 pm »
ผีก็ไม่น่าใช่ แต่ทำไมค่าห้องถูก 

*

aek01

Re: รองเท้าสีแดง
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2018, 05:19:50 am »
เพราะเป็นคนดีจึงมีสิ่งดีๆเข้ามา

*

reppok111

Re: รองเท้าสีแดง
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2018, 07:39:27 pm »
ใช่คนหรือป่าวเนี่ย

*

ออฟไลน์ fillisfox

  • Gold Member
  • *****
  • 1376
  • 1322
    • ดูรายละเอียด
Re: รองเท้าสีแดง
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2019, 05:36:40 pm »
ผมอยากรู้ว่าในส้นรองเท้ามันมีอะไรครับท่าน  ::Crying::

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ