อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • 0 ตอบ
  • 791 อ่าน
*

ออฟไลน์ Ppwerup

  • Full Member
  • **
  • 144
  • 4
    • ดูรายละเอียด
อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
« เมื่อ: เมษายน 21, 2010, 09:20:04 PM »

 ศ.พญ. สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต

เร็วๆ นี้ หลายๆ ท่านอาจได้ติดตามวารสารทางการแพทย์ ตลอดจนรายงานขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ถึงภาวะตาบอดที่คิดว่าอาจเกิดจากการใช้ยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดย พบลักษณะอาการแสดงแบบเดียวกับโรคขั้วประสาทขาดเลือดมาเลี้ยง (non-arteritic anteria ischemic optic neuropathy)

หลายๆ ท่านคงยังไม่รู้จักโรคขั้วประสาทตาขาดเลือด เพราะเป็นโรคที่พบไม่บ่อยนัก โรคขั้วประสาทตาส่วนหน้าขาดเลือดมาเลี้ยงมีลักษณะอย่างไร ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าขั้วประสาทตานั้นอยู่ที่ไหน สำคัญอย่างไร ขั้วประสาทตาอยู่หลังสุดของลูกตา เป็นส่วนที่นำความรู้สึกการมองเห็นจากเซลล์รับรู้การเห็น ( rod & cone ) ในจอตาต่อโยงกับใยประสาทตา ( nerve fibre ) มารวมกันที่ขั้วประสาทตา จากเส้นใยประสาทตามากมายทั่วจอตาแล้วมารวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวที่ขั้ว ประสาทตา กลายมาเป็นเส้นประสาทตาต่อกับสมอง ดวงตาจึงมีทางต่อกับสมองที่ขั้วประสาทตานี่เอง หากนึกภาพไม่ออกถึงการรวมกันของใยประสาทมาเป็นขั้วประสาทตา อาจเปรียบเทียบว่ามีลักษณะเหมือนผมของหญิงสาวเต็มศีรษะ แล้วมารวบมัดไว้ที่ท้ายทอย เส้นผมเปรียบเสมือนเส้นใยประสาทตาจากทั่วศีรษะต้องมาถูกมัดไว้ที่ท้ายทอย เหลือเป็นกระจุกเล็กๆ ที่ขั้วประสาทตานี้เอง ขั้วประสาทตาก็เช่นเดียวกับอวัยวะอื่นต้องมีเลือดมาหล่อเลี้ยง เป็นหลอดเลือดเส้นเล็กๆ เนื่องจากขั้วประสาทตาคนเรามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 1.5 ม.ม. หากหลอดเลือดนี้ผิดปกติ มีการอุดตัน ก็จะทำให้ใยประสาทที่อัดกันแน่นที่ขั้วประสาทตาค่อยๆ ตายไปทีละน้อย ทำให้ตามืดลง มีผู้เปรียบเทียบโรคนี้คล้ายกับภาวะสมองขาดเลือด ( stroke ) ถ้าเนื้อสมองขาดเลือดเพียงเล็กน้อยก่อให้เกิดอัมพฤกษ์ ถ้าขาดเลือดมากบางส่วนก็เป็นอัมพาตส่วนนั้น ถ้าขั้วประสาทตาขาดเลือดไปบ้างจากหลอดเลือดที่มาเลี้ยงตีบ จะเกิดการตายของใยประสาทบางส่วน ทำให้ตาพร่ามัว แต่ถ้าหลอดเลือดอุดตันขาดเลือดโดยสิ้นเชิง ตาก็จะบอด

อุบัติการณ์ ของโรคนี้ ในต่างประเทศมีรายงานว่าพบโรคนี้ได้ประมาณ 2-10 คน ใน 100,000 คน ที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ไม่ค่อยพบโรคนี้ในอายุต่ำกว่า 50 ปี บ้านเรายังไม่เคยมีใครรายงานอุบัติการณ์ของโรคนี้ คงจะพบได้น้อยเช่นกัน และคงไม่มีความสำคัญเท่ากับโรคต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อ ที่พบมากในบ้านเรา

อาการที่สำคัญของโรคนี้ คือ สายตามัวลงอย่างฉับพลัน โดยไม่มีอาการปวดเจ็บหรือตาแดง มักจะพบว่าตามัวทันทีในตอนตื่นนอนเช้า เชื่อกันว่าขณะคนเราหลับ ความดันโลหิตจะลดต่ำลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงขั้วประสาทตาบกพร่อง ครั้นพอตื่นขึ้นจึงพบว่า ตาข้างหนึ่งมัวลง ในบางรายที่ช่างสังเกตจะพบว่า ลานสายตาด้านล่างหายไป

ปัจจัยเสี่ยงเนื่องจากเป็นโรคเกิดจากการขาดเลือดมาเลี้ยงมักพบในผู้ที่ มีปัญหาหลอดเลือดผิดปกติ ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ไตวายเรื้อรัง โรคไมเกรน โรคหัวใจขาดเลือด การสูบบุหรี่ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้ที่สำคัญ ปัจจัยที่สำคัญที่เกี่ยวกับลักษณะของตาอันหนึ่งก็คือ ขนาดขั้วประสาทตาที่เล็กกว่าคนทั่วไป เข้าใจว่าขั้วประสาทที่เล็กมากทำให้เส้นใยประสาทต้องอัดกันแน่น ทำให้หลอดเลือดตีบตันได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม หากจะถามว่าแล้วโรคขั้วประสาทตาขาดเลือดจนทำให้เกิดอาการตาบอดนี้เกิดจากการ รับประทานยาอีดีหรือไม่ ก็คงจะต้องบอกว่าขณะนี้ในทางการแพทย์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีความเกี่ยว ข้องกัน หากแต่จากการที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วมกันของผู้ป่วยโรคอีดีและผู้ป่วยที่เกิด ภาวะขั้วประสาทตาขาดเลือด (เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน และสูงอายุ เป็นต้น) ทำให้ไม่น่าแปลกใจ ที่มีรายงานการเกิดภาวะนี้ในผู้ป่วยที่ใช้ยาอีดี

 

ขอบคุณ เนื้อหาีที่นำเสนอ

โพสจัง

กดนิยม วันละนิด จิตแจ่มใส

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ