กะเทยไทยกลายเป็นเกย์!?!

กะเทยไทยกลายเป็นเกย์!?!

  • 0 ตอบ
  • 2743 อ่าน
*

ออฟไลน์ tee_tores

  • Legend Member
  • *******
  • 2235
  • 4643
  • คนเจียงฮาย
    • ดูรายละเอียด
กะเทยไทยกลายเป็นเกย์!?!
« เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2010, 02:12:12 PM »
โดย: รัชดาธราภาค
ส่องสถานการณ์เกย์รุ่นใหม่ไม่สนคิง-ควีนเช็คกระแสแรง 'เกย์แมน'เบียดกะเทยไทยไร้ที่ยืนแห่ผันตัวเป็นเกย์สาว
"เราเป็นเกย์ยุคหลังมาดอนนา"..ชื่อของเธอยังถูกนำมาแบ่งยุคสมัยที่บ่งชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในแต่ละช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เกย์
กะเทยไทยกลายเป็นเกย์!?!
"เวลาเห็นผู้ชายทำเป็นเก๊กแมนดูก็รู้ว่าไม่ใช่ เราไม่ชอบเลย'อีแอบ'พวกนี้"เป็นมุมมองของ'กบ'ในวัยใกล้50ปีเธอเป็นกะเทยแท้ ที่มีความชัดเจนในตัวเองอีกทั้งมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์รุ่นราวคราวเดียวกันกลุ่มใหญ่เธอไม่มีเพื่อนเป็น 'เกย์'ไม่เข้าใจและไม่ยอมรับพฤติกรรมที่เรียกกันว่า'อีแอบ'
นฤพนธ์ด้วงวิเศษ นักวิชาการจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรศึกษาข้อมูลพบว่า 'กะเทย'เป็นเพศคู่บ้านคู่เมืองของไทยและสังคมตะวันออกมาแต่ครั้งอดีตสังคมรับรู้การมีอยู่ของ'เพศที่สาม'ขณะที่'เกย์'ซึ่งมีรากฐานและพัฒนาการต่อเนื่องในสังคมตะวันตกเพิ่งปรากฏต่อการรับรู้ของสังคมไทยในช่วงไม่เกิน20 ปีที่ผ่านมา
"สังคมไทยรู้จักกะเทยมานานในอดีตพื้นที่ของกะเทยคือวัดงานเทศกาลสำคัญต่างๆที่กะเทยสามารถแสดงความเป็นหญิง"สิ่งที่บ้านเราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่อดีตก็คืออากัปกิริยากระตุ้งกระติ้งการแต่งเนื้อแต่งตัวที่แสดงออกชัดเจนว่าค่อนไปทางจะเป็นผู้หญิง
ส่วน 'เกย์'ที่หากจะเจาะจงลงไปว่าหมายถึงกลุ่มชายรักชายซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับการแสดงออกถึงความเป็นหญิงอย่างกลุ่มกะเทยแม้จะมีอยู่แต่ก็แฝงตัวในหมู่ประชากรชายสามัญเพราะไม่สามารถแสดงตัวในท่ามกลางสังคมที่มีแค่ผู้หญิง ผู้ชายและอนุญาตให้กะเทยเป็นเพศที่สาม
เกย์ปรากฏตัวขึ้นหลังจากมีโครงสร้างพื้นฐานมารองรับได้แก่สินค้าและบริการหลากชนิดไม่ว่าจะเป็นสถานบริการผับ บาร์ สปาเกย์ สถานที่เหล่านี้ค่อยๆถือกำเนิดและลุกลามกลายเป็นแหล่งรวมตัวของชาวเกย์ที่กระจายตามจุดต่างๆบทบาทคือการเป็นจุดนัดพบเพื่อการอวดหน้าตาและเรือนร่างก่อนจะนำไปสู่ระดับความสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นยังไม่นับสื่อหลากชนิดโดยเฉพาะยุคอินเตอร์เน็ตที่ประสิทธิภาพในการส่งถ่ายข้อมูลข่าวสารยิ่งสูงขึ้นทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ
คำสำคัญที่กำหนดตัวตนของเกย์รวมไปถึงการรับรู้ของสังคมในยุคแรกๆ(จนถึงทุกวันนี้)คือ'เกย์คิง'และ'เกย์ควีน'ซึ่งเป็นการแบ่งแยกจากลักษณะกิริยาอาการรวมไปถึงบทบาทในการมีเพศสัมพันธ์อันน่าจะเป็นที่มาของ 'อีแอบ'คือแอบเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ผู้ชายแท้ๆแต่ก็ไม่สาวแตกเป็นตุ๊ดออกมาให้เห็นกันจะๆเหมือนกลุ่มกะเทยแท้อย่างที่สังคมไทยคุ้นชิน
เกย์รุ่นใหม่มัลติฟังค์ชั่น
"คิง-ควีนเป็นคำที่เชยไปแล้วสมัยนี้เราใช้คำว่า 'รุก-รับ'หรือ'passive-active'แล้วก็ยังมีbothมีbiมีอีกหลายอย่าง"
'ตั๊ก'จำกัดความตัวเองว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกชาวเกย์ยุค'หลังมาดอนนา'โดยชี้ว่าจุดเปลี่ยนที่สำคัญอยู่ตรงการไม่แบ่งเป็น 'เกย์คิง'ที่ผูกขาดบทบาทการเป็นฝ่ายรุกและ 'เกย์ควีน'ที่จ้องแต่จะรับฝ่ายเดียวอย่างแต่ก่อน
"เกย์สมัยนี้ไม่ได้แบ่งตรงที่ใครแมนใครสาวแล้วจะเป็นตัวมากำหนดบทบาทว่าใครเป็นอะไรบนเตียงมันวาไรตี้มากขึ้นบางคนดูสาวแต่เขาแอ็คทีฟขณะที่บางคนแมนล่ำกล้ามบึ่กแต่กลับเป็นฝ่ายรับ"
โดยยอมรับร่วมกันก่อนว่าการ'หาคู่'ของเกย์มีวิถีทางที่อาจจะแตกต่าง(หรือไม่แตกต่างในบางกรณี)จากความสัมพันธ์ชาย-หญิงการเจอคนถูกใจในสถานที่ซึ่งเป็นเสมือนแหล่งนัดพบสปา บาร์ ผับ ฯลฯเพื่อจะสานสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น(แต่อาจไม่ยั่งยืน)จึงถือเป็นเรื่องธรรมดา
"ความซับซ้อนดูไม่ออกแบบนี้บางทีก็มีปัญหาเหมือนกันนะอย่างบางทีพอ pickup ไปแล้วอ้าว passiveทั้งคู่ทำให้ต้องมีการปรับตัว คือฉันก็ไม่ปลื้มนักหรอกนะแต่ก็ activeได้ ไหนๆก็มาด้วยกันแล้ว"ตั๊กเล่าแบบตรงไปตรงมาเพื่อให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่คนทั่วไปอาจมองเป็นความวุ่นวายสับสนถึงขีดสุดขณะที่เกย์ยุคก่อนหน้าอาจจะบอกว่า"ก็แบ่งเป็นคิงกับควีนซะยังจะง่ายกว่า"

เกย์แมนเท่เกย์สาว..ยี๊
ในท่ามกลางความอึมครึมไม่ดำไม่ขาว ไม่ชายไม่หญิงไม่คิงไม่ควีน ของเกย์รุ่นล่าสุด'นฤพนธ์'นักวิจัยจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรค้นพบว่ามีการให้คุณค่ามากกว่ากับ 'ความเป็นชาย'
"เกย์จะดูถูกกะเทยถ้ากะเทยไปเที่ยวบาร์เกย์จะต้องแต่งชาย"นฤพนธ์ชี้ว่าวัฒนธรรมเกย์ที่แพร่ระบาดมากับสื่อมีการสร้าง 'ภาพลักษณ์'ความเป็นชายที่กลายเป็น'สูตรสำเร็จ'โดยล่าสุดเน้นการนำเสนอภาพของผู้ชายที่ดูอบอุ่นรักสุขภาพ นิยมการออกกำลังกายดูแลตัวเองให้อ่อนเยาว์อ่อนไหว และชอบสังคม ล้วนเป็น'เปลือก'ที่ถูกปลูกฝังให้กลายเป็นคุณค่าและสิ่งที่พึงปรารถนาลองนึกง่ายๆเราแทบไม่เคยเห็นภาพกะเทยแตกสาวปรากฏตามโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือนิตยสารเล่มใดยกเว้นจะเอามาใช้ให้ดูขำๆขณะที่ภาพชายหนุ่มแบบที่บรรยายมามีให้เห็นอย่างดาษดื่น
'
นฤพนธ์'ชี้ว่านี่ย่อมหมายความถึงพื้นที่ของกะเทยซึ่งหดแคบลงๆ
สิ่งที่ติดตามมาคือสถานการณ์ 'กะเทย'ปรับตัวเป็น'เกย์สาว'เก๊กแมนเพื่อให้ตัวเองได้มีที่ทางในสังคมมากขึ้นทั้งในแง่การยอมรับจากกลุ่มเกย์โอกาสการมีคู่รวมทั้งมีผลดีในแง่ของสถานภาพทางสังคมเพราะการเป็นเกย์ที่ดูแล้วใกล้เคียงกับผู้ชายธรรมดาย่อมจะถูกกีดกันตั้งแง่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับกะเทยเต็มสาวส่วนอาการ 'ตุ๊ดแตก'ก็เก็บไว้ไปปล่อยเต็มที่เวลาอยู่กับกลุ่มเพื่อนสนิทถือเป็นการกระชับมิตรไปในตัว
สอดรับกับคำบอกเล่าของ'ตั๊ก'
"เกย์จะfall in loveกับเกย์ด้วยกันโดยจะไม่ไปเป็นแฟนกับกะเทย"..แต่มีวงเล็บว่าน่าจะยกเว้นสำหรับสาวประเภทสองระดับแอดวานซ์อย่าง'น้องปอย'ที่ไม่ว่าเพศไหนก็อาจต้องยอมปรับตัวเพื่อเธอ
นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของกะเทยแต่งหญิงที่ใช้โอกาสของการมีทางเลือกที่เพิ่มขึ้น
"เพื่อนรุ่นน้องเดิมเป็นกะเทยคูณสองคือผู้หญิงแต่งหน้ากะเทยต้องแต่งสองเท่าต้องใส่น้ำหอมมากกว่าสองเท่าผู้หญิงนุ่งสั้น ฉันต้องสั้นกว่าสองเท่าต้องเทคยาคุม ต้องดูแลตัวเองเยอะมากปัจจุบันกลายเป็นเกย์เขาบอกเป็นกะเทยแล้วเหนื่อย
"ที่สำคัญน้องคนนี้บอก โห พี่ ตอนหนูเป็นกะเทยผู้ชายไม่เคยตกถึงท้องพอมาเป็นเกย์แล้วขายดิบขายดีรู้งี้เป็นตั้งนานแล้ว"ตั๊กเล่าประสบการณ์ของเพื่อนเพศใกล้เคียง
เซ็กส์สีหม่นของคนคลุมเครือ
"วันแรกที่มาทำงานก็แต่งตัวคัลเลอร์ฟูลมากกระเป๋าฟ้า รองเท้าชมพูเพราะเราก็อยากสร้างความชัดเจนเพื่อแสดงถึงความเป็นเราให้เขารับรู้"
'โจ้'เกย์ธรรมดาๆเล่าถึงวันแรกของการทำงานในตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยรัฐในประเด็นการเปิดเผยตัวซึ่งเมื่อใช้ประสบการณ์ของตัวเองเป็นตัวชี้วัดเขาประเมินว่าสังคมดูจะเปิดกว้างให้การยอมรับกับเพศอื่นๆเพิ่มมากขึ้นแม้ความไม่เท่าเทียมและเลือกปฏิบัติยังคงมีให้เห็นในชีวิตประจำวัน
"เข้ามาได้ก็จริงแต่การจะประสบความสำเร็จได้เหมือนเราต้องพิสูจน์ตัวเองมากกว่าคนอื่นกว่าจะได้รับความไว้วางใจกว่าจะได้รับมอบหมายงานที่สำคัญหรืออย่างพอมีข่าวนักศึกษานอนกับอาจารย์แลกเกรดก็มีเพื่อนอาจารย์มาแซวมีนักศึกษาชายมาขอแลกเกรดบ้างหรือเปล่า"โจ้บอกว่าสิ่งที่เขาทำคืออดทนไม่ตอบโต้แต่ใช้เวลาเพื่อพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานและการวางตัวที่เหมาะสม
ขณะที่'ทาม'นักศึกษาสาขาวิชาด้านนิเทศศาสตร์ในมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็น'ตุ๊ดแต่งชาย'ที่ได้ข้อสรุปกับตัวเองมาตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมต้นเพราะครอบครัวเป็นด่านแรกที่เปิดกว้างและให้การยอมรับอีกทั้งเมื่อเล่าเรียนมาจนถึงระดับอุดมศึกษาเขาก็ไม่เคยพบอุปสรรคขัดใจใดๆในการเป็นเพศอื่นจากคนรอบข้างเขาจึงเชื่อมั่นว่าสังคมยุคนี้น่าจะเปิดกว้างและดูคนที่ความสามารถและผลงานมากกว่าจะมากีดกันด้วยเรื่องเหล่านี้
"เพื่อนๆมีทุกแบบครับ ทั้งตุ๊ด เกย์ทอม ดี้ เกย์ที่เปิดเผยอยู่กันเป็นคู่เลยก็มีเป็นผู้ชายอยู่ด้วยกันไม่ต้องเกรงใจกันมากดีด้วยไม่ต้องกลัวท้องบางคนเป็นผู้ชายอยู่ดีๆมีแฟนเป็นหญิงไปได้สักพักรู้ว่าตัวเองชอบผู้ชายก็เลิกมาหาแฟนผู้ชายแทนพวกที่ยังไม่รู้จักตัวเองก็เยอะไม่รู้ว่าชอบผู้ชายหรือผู้หญิงกันแน่ก็ต้องเตือนว่าถ้ายังสับสนก็อย่าเพิ่งตัดสินใจดูๆ ไปก่อน"
สำหรับวัยของ'ทาม'และเพื่อนๆความสับสนไม่แน่ใจในเพศของตัวเองอาจดูเป็นเรื่องธรรมดาในเมื่อสังคมเกย์วันนี้มี'คำ'มากมายที่เป็นตัวเลือกสำหรับการนิยามตัวเองของคนรุ่นใหม่
'โจ้'ยอมรับว่าเขาเองเป็นเกย์รุ่นก่อนหน้าแต่พอจะเข้าใจความหลากหลายของยุคนี้ถึงอย่างนั้นบางทียังงงๆกับความคลุมเครือของเกย์รุ่นใหม่แถมหลายคนก็เปลี่ยนตัวเองได้ตลอดเวลาและถ้าขนาดเกย์กันเองยังสับสนสำหรับคนทั่วไปคงยิ่งลำบากกันไปใหญ่
"สังคมเพิ่งรับรู้และยอมรับเกย์ได้ไม่นานก็ต้องมาเปลี่ยนมุมมองกันอีกแล้ว"
เขาเข้าใจดีว่าสำหรับคนทั่วไปความชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญจะดำหรือจะขาวก็เลือกเอาสักอย่างแต่ 'โจ้'ก็สงสัยด้วยเหมือนกันว่าแล้วจะเป็นไรมั้ย ถ้า 'สีเทา'จะเป็นเฉดสีล่าสุดของสังคมวันนี้
เกย์ไอคอน'มาดอนนา'

TheGreatest Gay Icon of All Time
คือวลีที่เจาะจงไปยังซุปเปอร์สตาร์ราชินีเพลงป็อปมาดอนนาจากการที่เธอได้รับความชื่นชมและยอมรับจากเกย์ทั่วโลกในฐานะผู้ที่นำวัฒนธรรมเกย์มาประยุกต์ในงานไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาของเพลงการแสดงบนเวที มิวสิควิดีโอฯลฯ
มาดอนนาเคยให้สัมภาษณ์โดยยอมรับว่าสำหรับเธอเกย์คือแรงบันดาลใจ ทั้งในฐานะ'ผู้ให้'และ 'ผู้รับ'โดย 'กัลยาณมิตร'คนสำคัญซึ่งถือเป็นคนแรกในชีวิตที่แสดงความเชื่อมั่นในตัวเธอคือครูบัลเลต์ของเธอเองChristopher Flynnแน่นอน..เขาเป็นเกย์รวมทั้งเป็นคนที่ชักนำเธอให้คลุกคลีในกลุ่มเพื่อนเกย์มายาวนานจนถึงวันนี้ 'มาดอนนา'ตอบชัดว่าแฟนเพลงพันธุ์แท้ของเธอก็คือกลุ่มเกย์
นอกจากนี้หลายต่อหลายครั้งที่ 'มาดอนนา'มีกิจกรรมรณรงค์เรื่องโรคเอดส์แม้แต่เพลง InThis Life ในอัลบัมEroticaของเธอก็อุทิศให้เพื่อนเกย์คนสนิทที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์


 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ