Copy friend บทประพันธ์ nookylove

Copy friend บทประพันธ์ nookylove

  • 0 ตอบ
  • 5054 อ่าน
*

ออฟไลน์ areja

  • Global Moderator
  • *****
  • 11819
  • 21137
  • เจ้เตือนแล้วนร้าว่า อย่าสดๆ
    • ดูรายละเอียด
Copy friend บทประพันธ์ nookylove
« เมื่อ: เมษายน 07, 2012, 12:18:31 PM »

ท่าน nookylovefriend เรื่องสั้นที่แต่งเรื่องแรกในชีวิต

เอามาให้อ่านเล่นๆนะครับไม่มีเสียว ฆ่าเวลาไปก่อนhttp://www.youtube.com/v/oDlX_st5r-w

ร่างของสาวน้อยวัย 19 ผวาลุกขึ้นจากเตียงอันอ่อนนุ่ม ท่ามกลางความมืดรอบตัว สามรถสัมผัสถึง

ความชื้นของร่างกายที่เกิดจากเหงื่อ บ่อยครั้งที่เธอมักจะฝันว่ามีเงาดำใหญ่ไล่กวดตามเธอในฝัน

จากนั้นทุกครั้งเธอจะได้ยินเสียงเห่าของสุนัขแล้วภาพทุกอย่างก็กลายเป็นสีแดงฉานไปหมด ซึ่ง

ทำให้เธอสะดุ้งตื่นทุกครั้ง

“เฮ้อ ฝันแบบนี้อีกแล้วเรา” เธอได้แต่บ่นกับตัวเองกับความฝันที่ฝันมาตลอดสี่ปี พอหันไปมอง

นาฬิกาก็เป็นเวลาตีหาครึ่งพอดี ทีแรกเธอตั้งใจว่าจะนอนต่อแต่คิดไปคิดมาจึงตัดสินใจลุกขึ้นไป

อาบน้ำเพื่อเตรียมตัวไปเรียน

“ไปแล้วนะคะป้า” สาวน้อยร่ำลาคุณป้าแม่บ้านที่ดูแลเธอมาตลอดสี่ปี จะว่าไปตลอดเวลาที่อยู่บ้าน

หลังนี้เธออยู่กับคุณป้าแม่บ้านมากกว่าอยู่กับคุณแม่ของเธอเองซะอีก เพราะตั้งแต่แม่หย่ากับพ่อ

แท้ๆ ของเธอจนทำให้เธอต้องออกจากบ้านที่เคยอยู่ตั้งแต่จำความได้ บ้านที่มีทั้ง คุณย่า คุณพ่อ

คุณอา ที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เล็กๆ บ้านที่ร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นไม้และ เอ๋ . . . เหมือนเธอจะลืมอะไร

บางอย่างแต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก กระทั่งคุณแม่แต่งงานใหม่กับหนุ่มชาวอังกฤษ ทำให้ต้องคอย

เทียวไปเทียวมาระหว่างอังกฤษกับไทย จนคุณแม่เพียรขอร้องให้เธอย้ายไปอยู่ด้วยกัน แต่เธอก็

ปฏิเสธตลอดมาโดยหาข้ออ้างต่างๆนานา ที่จริงเหตุผลคือเธอไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง อีกอย่างถ้า

เธอไป เธอก็จะไม่ได้เจอคุณพ่ออีก จนเมื่อเร็วๆนี้ เธอได้ข่าวว่าแม่เธอกำลังจะมีน้องใหม่ จึงไม่ได้

รบเร้าเธออีก ทำให้ระยะนี้บินกลับมาหาเธอไม่ได้ แต่ก็ชินซะแล้วกับการอยู่ลำพัง ขณะกำลังเดินไป

ที่รถของเธอก็มีสิ่งมีชีวิตตัวเล็กน่ารักวิ่งมาพันแข้งพันขา

“ไง ริคาโด้วันนี้อย่าซนมากนะ ถ้าไม่อยากโดนคุณป้าจับขังไว้” เจ้าริคาโด้ก็คือของขวัญที่แม่เธอ

ซื้อมาให้ เป็นลูกสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัคกี้ เธอตั้งชื่อตามนักฟุตบอลบราซิลสุดหล่อ

“เดี๋ยววันนี้กลับมาแล้วจะเล่นด้วยนะ” พูดจบก็อุ้มมันไปไว้ที่คอกที่ทำไว้เพื่อไม่ให้มันวิ่งเพ่นพ่าน

ดีใจเวลาเธอขับรถกลับมา เพราะกลัวจะเหยียบมันเข้าสักวัน

วันนี้เป็นวันหยุดเธอจึงตั้งใจพาเจ้าริคาโด้ ออกไปวิ่งเล่นที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน เมื่อจัดการกับ

สายจูงเรียบร้อยก็ไม่ลืมหยิบเครื่องดนตรีชิ้นโปรดที่เธอหัดเล่นมาตั้งแต่เด็ก พอไปถึงสวนสาร

ธารณะที่ตอนนี้เริ่มสายแล้ว คนจึงน้อยกว่าช่วงเช้าเพราะแดดเริ่มร้อน หลังจากเดินพาเจ้าหมาน้อยริ

คาโด้ เดินวนรอบสวนได้สามรอบ เธอจึงมานั่งพักที่เกาอี้อัลลอยด์ใต้ต้นไม้ใหญ่ โดยรอบแทบจะไม่

มีคนอยู่แล้ว ขณะกำลังหยิบฟลุตเครื่องดนตรีชิ้นโปรดออกมาเล่นก็มีเสียงทักจากข้างหลัง

“ขอโทษครับ ผมขอฟังคุณเล่นได้ไหมครับ” สาวน้อยหันไปตามเสียงด้วยความตกใจปนประหลาด

ใจ ก็ได้พบเจ้าของเสียงเป็นชายหนุ่มอายุน่าจะรุ่นเดียวกับเธอ เสื้อแขนยาวสีน้ำตาลกางาเกงยีนส์

สีดำ ดูแล้วไม่เหมือนคนมาออกกำลังกาย แต่มีบางอย่างที่ทำให้เธอปฏิเสธไม่ลง ทั้งๆที่ปกติเธอไม่

ค่อยชอบเล่นให้ใครฟัง ยิ่งมองหน้ายิ้มๆนั้น เธอแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักมาก่อนแน่นอน แต่กลับรู้สึกคุ้น

เคยอย่างประหลาด ที่น่าแปลกใจคือเจ้าหมาน้อยของเธอกลับกระดิกหางท่าทางดีใจราวกลับได้

เจอเพื่อนเล่น เมื่อเห็นหญิงสาวไม่ปฏิเสธ ชายหนุ่มจึงเดินไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพร้อมแสดงท่า

ทางให้เห็นว่าจะตั้งใจฟังเต็มที่ ฝ่ายหยิงสาวแสร้งถอนหายใจเล็กน้อยเป็นเชิงว่าไม่ได้เต็มใจจะ

เล่นให้ฟัง แต่ไม่อยากปฏิเสธ ก่อนจะยกเครื่องดนตรีชิ้นโปรดขึ้นบรรเลงเพลงที่เธอชอบ “kiss the

rain” ระหว่างเล่นก็เผลอไปสบสายตาของคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามที่จ้องมองมาอย่างตั้งใจ จนเธอต้อง

เป็นฝ่ายหลบตาเสียเอง

‘ตาบ้านี่ นั่งจ้องเอา จ้องเอา’ ได้แต่บ่นอยู่ในใจ เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรเธอจึงหลับตา เพื่อบรรเลง

เพลงให้จบ เมื่อจบเพลงลืมตาขึ้นกลับไม่พบ ’ตาบ้า’ ที่นั่งจ้องเธอจนเขิน

“คนอะไรไร้มารยาทที่สุด ขอบคุณให้กำลังใจสักนิดก็ไม่มี แถมหายไปเฉยๆอีก กลับบ้านกันดีว่าเน

อะเจ้าหมาน้อยใจง่าย”บ่นให้คนที่ไม่อยู่ตรงนั้นแล้วกับเจ้าหมาน้อยที่เข้ากับคนแปลกหน้าง่ายเหลือ

เกินของเธอแล้วจูงพากลับบ้าน

หลังจากวันนั้นแล้ว สาวน้อยก็ไม่ว่างพาเจ้าหมาน้อยไปเดินเล่นอีก จนกระทั่งเย็นวันหนึ่งหลังจาก

เธอกลับมาจากไปเรียน

“ป้าขา เจ้าริคาโด้มันหายไปไหนคะ” สาวน้อยถามขึ้นหลังจากที่กำลังเอาอาหารไปให้เจ้าหมาน้อย

“เมื่อกี้ ป้ายังเห็นมันวิ่งเล่นอยู่แถวนี้เลยนี่คะ”ผู้สูงวัยกว่าส่งเสียงตอบจากในครัว

เมื่อเดินตามหาจนทั่วบ้านแล้วก็ยังไม่พบยิ่งทำให้เธอร้อนใจมากขึ้นเรื่อยๆ กลัวว่าเจ้าหมาน้อยของ

เธอจะหลุดออกไปวิ่งเล่นข้างนอก แล้วถูกรถทับเอา จึงออกไปตามหาข้างนอกบ้างแต่หาเท่าไหร่ก็

ยังหาไม่เจอ เมื่อถามเพื่อนบ้านก็ได้ความว่าเห็นมันเดินไปทางสวนสารธารณะ

ในที่สุดก็เจอเจ้าหมาน้อยแสนซนจนได้แต่มันไม่ได้อยู่ลำพัง แต่อยู่กับชายคนที่เคยขอเธอฟัง

เพลงแต่กลับหายไปเฉยๆ พอเห็นดังนั้น เธอจึงอดต่อว่าไม่ได้

“หมาบ้านี่ หนีออกมาแบบนี้ได้ยังไง เกิดโดนรถทับไป ใครจะช่วย” เจ้าหมาน้อยได้แต่ครางหงิงๆ

เมื่อสัมผัสได้ว่าโดนเจ้าของดุเอา

“นายก็เหมือนกัน ล่อลวงหมาฉันออกมาหรือเปล่าเนี่ย” หลังจากจัดการดุหมาเสร็จ ก็เลยมาถึงคน

“ใจเย็นๆครับ คุณผู้หญิง ผมไม่ได้ล่อลวงหมาคุณมาซะหน่อย มันหนีออกมาเองต่างหาก ท่าทางคง

เครียดที่ถูกขังอยู่แต่ในบ้าน หมามันก็เหมือนคนล่ะครับ อย่างคุณเองก็คงไม่ชอบถูกขังใช่ไหม” สี

หน้ายิ้ม ตอบโต้มาอย่างไม่ร้อนใจแถมยังย้อนมาว่าเธออีก ยิ่งทำให้สาวน้อยโมโหกว่าเดิม เมื่อทำ

อะไรไม่ได้กว่านี้ จึง อุ้มเจ้าลูกหมาตัวดีเพื่อพากลับบ้าน

“ผมว่าถ้าคุณมีเวลาช่วงเย็น น่าจะพามันมาเดินเล่นบ้างนะครับ ” ไม่พูดเปล่าแต่เจ้าตัว เดินนำ

หน้าท่าทางเหมือนจะเดินไปส่งเธอที่บ้าน

“นี่ก็มืดแล้วเดี๋ยวผมเดินไปส่งคุณที่บ้าน” เขาหันกลับมาย้ำเมื่อเห็นว่าเธอไม่เดินต่อ

เมื่อเห็นว่าบรรยากาศรอบตัวปกคลุมไปด้วยความมืดหมดแล้ว มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟฟ้า ที่สวน

สารธารณะจัดไว้เป็นระยะๆ บางต้นไฟก็ไม่ติด ยิ่งทำให้รอบๆดูวังเวง เธอจึงไม่ปฏิเสธความหวังดี

ของเขา ระหว่างทางเธอก็สังเกตุเขาจากข้างหลังอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคย แต่คนข้าง

หน้าเธอกลับทำให้เธอชะงักด้วยคำถามของเขา

“คุณฝันร้ายบ่อยเหรอ” คำถามที่ทำให้เธอแปลกใจ ที่อยู่ๆคนแปลกหน้า มาตั้งคำถามเหมือนรู้อะไร

บางอย่าง

ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปากถาม ถึงที่มาของคำถาม

“ถึงบ้านคุณแล้ว ผมส่งแค่นี้นะ แล้วก็อย่าลืมที่ผมบอกนะเรื่องเจ้าตัวเล็กนี่ อ่อ ผมชื่อ ซี หวังว่าเรา

คงได้พบกันอีก” พูดรวดเดียวจบจากนั้นก็ชายหนุ่มก็เดินกลับไปทางเดิมที่จากมา โดยที่สาวน้อยยัง

ไม่ทันจะได้ ขอบคุณหรือถามให้หายสงสัย

“จะรีบไปไหนของเค้านะ ” เธอมองตามจนลับสายตาไปกับความมืด รู้สึกใจหายแปลกๆ กับคำ

ถามมากมายที่ในหัวเธอตอนนี้ เมื่อไม่มีคนให้คำตอบจึงเดินเข้าบ้านไป

นี่ก็เกือบเดือนแล้วที่เธอรู้จักกับเขา ชายหนุ่มลึกลับที่ชื่อ ‘ ซี ’ นับจากเจอเขาครั้งแรกที่สวนสาร

ธารณะแห่งนี้ ตั้งแต่หมาน้อยแสนรักของเธอหายจากบ้าน ทุกเย็นหากวันไหนเธอกลับบ้านไม่ค่ำมืด

มากนักเธอจะพามันมาที่สวนสาธารณะ และทุกครั้งเธอจะได้พบเขา รออยู่เสมอ วันนี้ก็เช่นกัน

“ซี มานานหรือยัง วันนี้เราเอานี่มาด้วย เดี๋ยวจะเล่นเพลงใหม่ให้ฟัง” สาวน้อยบอกพร้อมกับชู ฟรุต

เครื่องดนตรีชิ้นโปรดให้เขาดู

“สุขสันต์วันเกิดล่วงหน้า” เขาไม่ได้ตอบคำถามเธอแต่ยื่นของบางอย่างให้แทน

“หืม รู้ได้ยังไงว่าพรุ่งนี้วันเกิดเรา แล้วนี่อะไรเหรอ” รับของมาแล้วลองเขย่าดู พลิกไปพลิกมา

“ไว้กลับบ้านค่อยแกะดู ตอนนี้มีอะไรจะโชว์ก็จัดมาเลย รออยู่เนี่ย” ทำท่าตั้งหน้าตั้งตาฟังจนสาว

น้อยอดขำไม่ได้

เธอจึงเริ่มบรรเลงเพลง “Adagio in G minor” และเป็นอีกครั้งที่เธอต้องหลับตาเล่นเพราะสู้สายตา

ของเขาไม่ได้ในระหว่างที่เล่นทำให้เธอนึกบางอย่างออก สิ่งที่ทำให้เธอคุ้นเคยก็คือสายตาของเขา

นั่นเอง แต่เธอคิดไม่ออกว่าเคยรู้สึกแบบนี้กับใคร เมื่อเพลงจบเธอรู้สึกกลัวว่าเขาจะหายไปเหมือน

เมื่อคราวที่แล้วแต่เมื่อลืมตาขึ้นยังเห็นเขาอยู่ทำให้สาวน้อยแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“เพราะมาก แต่ฟังดูเศร้าๆนะ คิดถึงใครหรือเปล่า” เขาถามด้วยท่าทางเป็นห่วง

“ปีนี้ต้องฉลองวันเกิดกันสองคนกับคุณป้าอีกแล้ว” กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ บวกกับท่าทางเหงาๆ

“แล้วพ่อกับแม่ล่ะท่านไปไหน” ยังคงถามต่อ

“คุณแม่คงลืมเราแล้วล่ะ ส่วนคุณพ่อก็ไม่ได้พบกันนานแล้ว” ตอนนี้เริ่มมีน้ำใสๆ เอ่อคลอดวงตคู่

งามของเธอ

“แล้วอยากเจอคุณพ่อหรือเปล่าล่ะ” ท่าทีของเขาดูกระตือรือร้น คล้ายไม่สนใจน้ำตาของเธอทำให้

เธอน้อยใจนิดๆ

“อยากสิ แต่เราไม่รู้ว่าที่บ้านจะยังจำเราได้อยู่หรือเปล่า” พูดออกไปด้วยน้ำเสียงงอนๆ หวังจะได้

เขารู้สึกตัวสักนิด

“อย่าพูดแบบนั้นสิ ไม่มีใครลืมลูกสาวตัวเองได้หรอก เรายังจำเธอได้เลย” เหมือนจะรู้ตัวว่าหลุด

ปากออกไปจึงเสเปลี่ยนเรื่อง

“งั้นพรุ่งนี้ให้เราไปเป็นเพื่อนไหม” กล่าวพลางสังเกตุท่าทีของเธอว่าติดใจคำพูดของเขาหรือเปล่า

“จริงเหรอ จะไปกับเราจริงๆนะ” ดูเหมือนเธอจะดีใจจนลืมเรื่องที่งอนเขากับคำพูดน่าสงสัยนั่นแล้ว

เมื่อตกลงกันได้จึงขอตัวกลับบ้าน โดยมีเขาเดินตามไปส่งเหมือนทุกครั้ง

รถยนต์ขนาดกระทัดรัดวิ่งออกจากกรุงเทพๆ เข้าสู่เส้นทางไปต่างจังหวัด ข้างทางเริ่มเห็นทุ่งนาสี

เขียวเป็นระยะๆทำให้เธอรู้สึกสดชื่นกว่าทุกวัน

“ตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับคุณแม่ ก็ไม่ได้กลับไปที่นั่นอีกเลยจนไม่แน่ใจแล้วว่าต้องขับเข้าไปทางไหน”

เธอหันไปคุยกับคนข้างๆที่อาสามาเป็นเพื่อน ที่ดูท่าทางจะตื่นเต้นกับบรรยากาศรอบตัวยิ่งกว่าเธอ

เสียอีก

“ขับไปอีกราว 2 กิโลแล้วเลี้ยวเข้าซอยด้านซ้าย” เป็นคำตอบที่ทำให้เธอแปลกใจ

“ซี รู้จักบ้านเราด้วยเหรอ” สาวน้อยถามด้วยความประหลาดใจ

ชายหนุ่มทำเพียงยิ้มไม่ตอบคำถามของเธอ ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเค้าดูลึกลับกว่าที่เป็น แต่เมื่อคิดๆดู

ผู้ชายคนนี้มีท่าทีเหมือนกับรู้จักเธอมานาน อีกอย่างเธอก็ไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายเมื่ออยู่กับเขาแต่

กลับรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด เมื่อขับรถไปตามเส้นทางที่เขาบอก เธอก็พบกับความคุ้นเคย

ของเส้นทาง จนเธอแน่ใจว่าสามารถขับไปถึงบ้านสวนของคุณย่าได้โดยที่ไม่หลงทาง แต่ยิ่งใกล้

เข้าไปเท่าไหร่เธอยิ่งรู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก คล้ายๆว่าจะนึกบางอย่างออก

เมื่อขับรถไปถึงบ้านที่เธอเคยอยู่ตั้งแต่เกิด บรรยากาศรอบๆไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด ยังคงเหมือน

เมื่อครั้งที่เธอยังเด็ก ทั้งรั้วไม้สี ขาวที่ตอนนี้มีไม้เลื้อยขึ้นพันเต็มไปหมด ต้นขนุนที่ปลูกไว้หน้าบ้าน

ก็ยังคงอยู่ แต่ที่ทำให้เธอกังวลคือ คนที่อาศัยอยู่ในบ้านจะยังต้อนรับเธออยู่หรือเปล่า ระหว่างที่เธอ

ลังเลไม่ยอมลงจากรถก็ มี มืออันอบอุ่นวางที่ไหล่ของเธอ

“ลงไปกันเถอะ ทุกคนคงดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง บางทีพวกท่านอาจรอที่จะพบเธออยู่มาตลอดเวลา

ก็ได้นะ” เขารถจากรถแล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูรถให้เธอ พร้อมทั้งยื่นมือมาให้เธอด้วยรอยยิ้มให้

กำลังใจ ซึ่งเธอไม่ลังเลเลยที่จะจับมือเขาแล้วเดินไปที่ประตูบ้านไปพร้อมกัน เมื่อลองผลักประตู

เข้าไปปรากฏว่าไม่ได้ล็อคไว้ เมื่อทั้งคู่เดินเข้าไป ก็ได้พบกับความร่มรื่นจากต้นไม้นานาชนิดที่ปลูก

เอาไว้ ทั้งไม้ดอก ไม้ผล ภาพความทรงจำเก่าเมื่อครั้งยังเด็กได้หลั่งไหลมาส่สาวน้อยอีกครั้ง

“ดูนั่น สวนย่อมของคุณย่า ท่านชอบปลูกดอกไม้มากเลย มีทั้งมะลิ เพื่องฟ้าดอกแก้ว มีครั้งนึงเรา

กับเจ้าเชลซีเล่นรื้อจนสวนย่อมพังไปเป็นแถบโดนคุณย่าดุแทบตาย แต่ท่านรักเรามากเลยไม่โดนตี
แต่สุดท้ายก็ต้องมาช่วยซ่อมแซมให้กลับเป็นเหมือนเดิม” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสดใส โดยที่ไม่ติดใจ

ในคำพูดของตัวเองเลยว่ามีอีกชื่อหนึ่งที่หลุดออกมา

“นั่นก็ชิงช้าที่คุณอาทำให้เราเล่น คุณอาบอกว่าเมื่อก่อนคุณพ่อก็เคยทำให้คุณอาเล่น ตอนคุณพ่อ

กับคุณแม่ไม่อยู่เราก็มักจะเล่นกับคุณอาแล้วก็เจ้า. . . เชลซี...เอ๊ะ” ดูเหมือนเธอจะสะดุดในชื่อที่

เธอพูดออกไป แต่คิดไปคิดมา ก็ปล่อยให้มันผ่านไป

“เข้าไปหาพวกท่านกันดีกว่า” ชวนเข้าบ้านพร้อมกับจับมือพาเขาเข้าไป

“คุณย่าขา คุณพ่อ คุณอา น้ำ กลับมาแล้ว” เธอส่งเสียงเรียกด้วยความคิดถึงอย่างสุดหัวใจระหว่าง

ที่เดินขึ้นเรือนไทยหลังใหญ่ที่ยกใต้ถุนสูง แต่เมื่อขึ้นไปแล้วกลับไม่พบใคร บ้านก็ยังเป็นเหมือน

ตอนที่เธอเคยอยู่ แต่ผู้คนเล่ากลับหายไป เธอจึงเดินไปหาทีละห้อง แต่ก็พบกับความว่างเปล่า

“ไปไหนกันหมดนะ บ้านก็ไม่ได้ล็อค” เธอบ่นอย่างเสียดายที่มาแล้วกลับไปไม่ได้พบทุกคนที่เธอ

คิดถึงตลอดมา

“เอ๊ะ แล้ว ซี หายไปไหนของเขาอีกเนี่ย” เมื่อพบว่ามือที่จูงมาเมื่อสักครู่หายไป ทำให้เธอรู้สึกโดด

เดี่ยว

เมื่อเดินตามหาทั่วบ้านก็ไม่พบใครสักคนจนกระทั่งเธอเดินไปที่สวนหลังบ้าน ก็พบเขา ชายหนุ่มผู้

ลึกลับของเธอยืนอยู่ที่ใต้ต้นไม่ใหญ่เหมือนจะดูอะไรสักอย่างที่ใต้ต้นไม้ต้นนั้น

“มาอยู่ที่นี่เอง ตามหาซะทั่วเลย ไม่รู้พวกคุณย่าท่านไปไหนกันหมด ไว้รอสักพักคงจะกลับมากัน

เพราะประตูก็ไม่ได้ล็อคแสดงว่าคงไปกันไม่นาน แล้วกำลังดูอะไรอยู่เหรอ” เธอพูดขึ้นเมื่อเดินมา

ถึงข้างหลังเขาแล้ว

เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่าเป็น สวนดอกไม้เล็กๆที่ล้อมป้ายที่เขียนว่า ’แด่เชลซี ที่ซื่อสัตย์และ

กล้าหาญ’ เมื่อเห็นป้ายแล้วความทรงจำบางอย่างที่เธอนึกไม่เคยออกก็พรั่งพรูถาโถมเข้าใส่เธอราว

กับน้ำป่า

“น้ำ ได้เปิดของขวัญที่เราให้ไปดูหรือยัง” ชายหนุ่มหันมาถามเธอด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังกว่าทุกครั้ง

สาวน้อยได้แต่นิ่งงันกับความทรงจำที่ไหลบ่าเข้ามาในสมองของเธอตอนนี้ภาพของเธอในวัยเด็กที่

วิ่งเล่นในสวนแห่งนี้ ภาพของลูกสุนัขพันธุ์บางแก้วที่คุณพ่อของเธอซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดตอน
10 ขวบ ภาพที่เธอกับมันเล่นสนุกกันจนสวนดอกไม้ของคุณย่าพังไปเป็นแทบ แล้วก็ทุกเช้ามันจะ

วิ่งตามไปส่งเธอไปโรงเรียนจนถึงถนนใหญ่ และ รอเธอกลับมา ภาพของความผูกพัน ของเธอกับ

ทุกๆคนในบ้านและเจ้าหมาน้อย

จนกระทั่ง ตอนเธออายุสิบห้า ภาพของวันนั้นก็ปรากฏขึ้นมาในวันเกิดของเธอ คุณพ่อกับคุณแม่

ทะเลาะกันเสียงดังซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรถึงขั้นจะหย่ากัน จนคุณย่ากับคุณอาต้องเข้ามาห้าม เธอ

เสียใจมากที่รู้ว่าทั้งคู่จะหย่ากันจึงวิ่งหนีออกมาจากบ้านเพื่อไม่ต้องรับรู้เรื่องใดๆ ระหว่างที่เดิน

ร้องไห้ อยู่นั้นก็มีผู้ชายสองคนเข้ามาล็อคเธอจากด้านหลัง แล้วช่วยกันลากเธอเข้าข้างทางที่เป็น

ป่าหญ้า เธอดิ้นรนอย่างสุดชีวิตทั้งเตะทั้งถีบ แต่ก็สู้แรงของผู้ชายทั้งคู่ไม่ไหว มันทั้งคู่วางเธอบน

พื้นหญ้า มันทำให้ระคายผิวนุ่มๆ แล้วเริ่มฉีกทึ้งเสื้อผ้าของเธออย่างป่าเถื่อนผู้ชายคนนึงอยู่ทางด้าน

บนมันรวบแขนเธอไว้เหนือศรีษะแล้วเอาเข่าทับไว้ อีกมือก็ปิดปากของเธอไว้ อีกคนอยู่ที่ปลายเท้า

ของเธอ มันพยายามจะดึงกางเกงของสาวน้อยออกมา ซึ่งเธอก็ดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ในใจร่ำร้องเรียก

หาทุกคนที่บ้านให้มาช่วยเธอ แต่ดูเหมือนความพยายามของเธอจะส่งไปไม่ถึงพวกท่าน เมื่อเธอ

กำลังจะได้สัมผัสถึงการตกนรกทั้งเป็น ที่จะพรากจิตวิญญาณอันสดใสของเธอไปตลอดกาล พลันก็

มีเสียงเห่าคำราม ที่คุ้นเคย จากนั้นเจ้าเชลซีของเธอก็กระโจนเข้าใส่ ‘มัน’เปรียบเป็นสัตว์นรกที่

กำลังจะย่ำยีเธอเพื่อนวัยเด็กของเธอซึ่งบัดนี้ไม่ได้เป็นหมาน้อยเช่นกาลก่อน แต่เป็นหมาที่โตเต็ม

วัย แข็งแกร่ง ตามชาติพันธุ์ ที่ครึ่งหนึ่งนั้นคือหมาป่า ที่ดุร้ายตามสัญชาติญาณ เขี้ยวคมกริบสืบ

ทอดจากบรรพบุรุษ ยังคงทรงประสิทธิภาพ ฝังเข้าต้นคอของสัตว์นรกตัวแรกอย่างถนัดถนี่ พร้อม

กับแรงสะบัดตามสัญชาติญาณของมันที่พยายามจะดิ้นให้หลุด แต่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งทำให้บาดแผลเปิด

กว้าง เลือดแดงฉานกระเซ็นไปทั่ว กับสัตว์นรกอีกตัวที่ล็อคเธออยู่เมื่อหายจากการตกใจ มันก็ควัก

มีดปลายแหลมยาวเกือบสองคืบออกมา ที่มันหวังจะใช้จัดการกับเหยื่อสาวน้อย แต่เมื่อเห็นเพื่อน

กำลังเสียที มันจึงจำเป็นต้องงัดออกมา บัดนี้เมื่อเห็นเพื่อนร่วมนรกภูมิของมันแน่นิ่งไป ก็ทำให้ใจ

เริ่มฟ่อ ยิ่งเห็นท่าทางอันดุร้าย ราวกับเสือมากกว่าสุนัขนั่นแล้วยิ่งทำให้มันอยากจะวิ่งหนีไป แต่ท่า

ทางมันคงจะหนีไม่ได้อีกแล้วเพราะดูเหมือนเจ้าสัตว์ร้ายคงไม่มีทางปล่อยให้มันหนีไปได้ง่ายๆแน่

หลังจากที่เลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว ทำให้สติของสาวน้อยขาดผึงลงไม่รับรู้เหตุการณ์ใดๆอีกจน

ตอนนี้เธอเข้าใจถึงสาเหตุของฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอมาตลอดหลายปี ยิ่งทำให้เธอนิ่งงั้นไป

นานกว่าจะเอ่ยคำพูดที่เธอรู้สึกอย่างรุนแรงในตอนนี้ออกมา

“ซี นายเป็นใครกันแน่” เธอถามด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว แต่เป็นด้วย

ความตื้นตันใจ เพราะบัดนี้เธอเข้าใจแล้วว่า ชายหนุ่มลึกลับตรงหน้าของเธอคนนี้เป็นใคร แล้ว

เพราะเหตุใดเธอถึงรู้สึกคุ้นเคยกับเขา แต่ยังคงถามออกไปเพื่อความแน่ใจ

“น้ำตื่นขึ้นมาเถอะ ทุกคนกำลังคอยน้ำอยู่นะ” เสียงที่สาวน้อยได้ยินตอนนี้ คล้ายจะดังมาจากที่ไกล

แสนไกล แต่ก็เหมือนจะดังอยู่ข้างๆตัวเธอนี่เอง เป็นเสียงที่เธอปรารถนาจะได้ยินมาตลอดหลายปี

เสียงของ ‘พ่อ’

“กลับไปเถอะ น้ำ คนที่น้ำรักทุกคนกำลังเรียกอยู่นะ” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน

“แล้วเธอล่ะ ซี เธอจะไปไหน” เธอถามด้วยน้ำเสียงมี่สั่นยิ่งกว่าเดิมถึงตอนนี้น้ำตาแห่งการ

พลัดพรากไปไหลออกมาจากดวงตาคู่สวยเป็นทาง

“เราจะอยู่กับน้ำเสมอ ที่ตรงนี้” มือของเขาเลื่อนไปวางไว้ที่ตำแหน่งของหัวใจ

“ขอบคุณนะ ซี เราจะจำเธอไว้ตลอดไป ลาก่อน” ตอนนี้ภาพของเขาเริ่มลางเลือนไปจากสายตา

ของเธอ แต่สายใยแห่งความผูกพันจะคงอยู่กับเธอตลอดไป

หลังจากฟื้นขึ้นมา เธอก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงคนไข้ ห้อมล้อมไปด้วยคนที่เธอรักและรักเธอ

ทั้งคุณย่า คุณพ่อ คุณแม่ และ คุณอา คุณย่าเล่าให้เธอฟังว่า เธอหลับไปร้อยวันพอดี ซึ่งท่านไม่ได้

เล่าให้เธอฟังว่า เพราะอะไรเพียงแค่บอกว่าเธอประสบอุบัติเหตุ แต่เธอแอบได้ยินคุณแม่คุยกับคุณ

อาว่า คุณหมอบอกว่า

“น้ำได้รับความสะเทือนใจมาก อีกทั้งยังประสบกับเหตุการณ์ที่น่ากลัวทำให้เธอติดอยู่ในโลกที่เธอ

สร้างขึ้น”

นี่ก็ผ่านวันเกิดอายุครบ 15 ปีของเธอไปกว่า 3 เดือนแล้ว แต่สิ่งที่สร้างความยินดีให้เธอยิ่งกว่าของ

ขวัญใดๆก็คือ คุณพ่อกับคุณแม่กลับมารักกันเหมือนเดิม ไม่สิ ยิ่งกว่าเดิมซะอีก เพราะทั้งคู่มีเวลาให้

กันมากขึ้นหลังจากเธอเข้าโรงพยาบาลเพราะต้องมาดูแลเธอทั้งคู่เลยปรับความเข้าใจกันได้ แถม

คุณย่ายังได้ลูกเขยเป็นหนุ่มชาวอังกฤษ ที่คุณแม่เป็นแม่สื่อให้กับคุณอา ทั้งคู่ตกลงว่าจะแต่งงาน

กันปีหน้า ตอนนี้ทุกคนมีแต่ความสุขหลังจากผ่านเรื่องร้ายๆมาได้

วันนี้เธอมายืนอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่มีสวนดอกไม้เล็กๆ กับป้ายหลุมศพ พร้อมกับเครื่องดนตรีชิ้น

โปรด ถึงเธอจะจำเรื่องในความฝันไม่ได้แต่ก็รู้สึกถึงอะไรบ้างอย่าง ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ความ

รู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนที่อยู่รอบๆตัวเธอจากนั้นจึงเริ่มบรรเลงเพลงที่ เธอชอบเล่นเวลาอยู่กับเจ้าสุนัข

แสนรักของเธอkiss the rain’

จากใจผู้เขียน
เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิตเลย ใช้เวลาเกือบหนึ่งอาทิตย์ ได้พล็อตเรื่องมาจาก ฉัตรชัย ปีปทุม ทำให้รู้เรื่องว่าการจะเขียนเรื่องอะไรสักเรื่องนี่มันยากมาก ยากสัส ถึงเนื้อเรื่องที่ออกมาจะไม่ค่อยตรงตามพล็อต ที่เพื่อนฉัตรจัดให้ก็เถอะ แต่ก็เขียนให้จบจนได้และเนอะ จากนี้ ก็เลยอยากขอคำติชมจากเพื่อนๆดู เพื่อเอาไว้ เป็นครูในการเขียนเรื่องต่อไป
ที่จริงมันยังมีบทส่งท้ายตอนจบอ่ะนะ แต่ปล่อยจบแบบนี้แนวกว่า แนวหนังรางวัล 555+
แนวคิดที่เอามาแต่งเรื่องนี้
1. เหตุการณ์ที่เราประสบแล้วเราเอะใจว่าเอ๊ะ มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วนี่หว่า เหมือนเคยเห็นมาแล้วที่เรียกว่าเดจาวูนั่นแหละ เชื่อว่าคงเคยเจอทุกคน
2. แนวคิดทางพุทธ อันนี้ได้จากตอนไปบวช ที่ว่า จิตของคนนั้นสามารถไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นอดีต หรือ อนาคต พระอริยเจ้าทุกท่านเคยผ่านจุดนี้มาแล้ว แต่มันเป็นเพียงแค่สิ่งล่อล่วงให้ไขวเขว (อันนี้เอามาจากหนังสือคำสอนของหลวงปู่ดูลย์) คือผมแค่ยกตัวอย่างเรื่องจิตอ่ะแหละ พูดมากไปเดี๋ยวหาว่าบ้า ถ้าอยากรู้ก็ลองฝึกสมาธิกับอ.ที่เก่งๆทางด้านนี้ดู
3. อีกอันคือแนวคิดส่วนตัว คือ มนุษย์เรามีจุดเริ่มคือการเกิด จุดจบคือความตาย แต่ระหว่างการเดินทางไปหาจุดจบนั้น ก็มีทางแยกในชีวิตให้ตัดสินใจ บางทีเมื่อก่อนถ้าตัดสินใจอีกแบบนึง ในปัจจุบันอาจไม่ได้พบกับคนนี้
คล้ายกับว่าเหตุการณ์ที่ทำให้เราตัดสินใจในปัจจุบัน จะโยงต่อไปในเหตุการณ์ ที่จะเกิดในอนาคต ทั้งนี้อนาคตจะดีหรือร้ายก็ขึ้นอยู่กับปัจจุบันเราทำดีหรือทำชั่วนั่นแหละ
(21 พ.ค. 2554)


                                *ก๊อป ไปอ่านได้  แต่ ห้าม ! นำไปเผยแพร่นะคะเพราะ
ฝากให้นำมาลงจ๊ะ*



 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ