Copy จิตอิสระ ตอนที่ 26 บทประพันธ์ fallenversa หรือ flame619

Copy  จิตอิสระ ตอนที่ 26 บทประพันธ์ fallenversa หรือ flame619

  • 0 ตอบ
  • 3186 อ่าน
*

ออฟไลน์ areja

  • Global Moderator
  • *****
  • 11836
  • 21141
  • เจ้เตือนแล้วนร้าว่า อย่าสดๆ
    • ดูรายละเอียด
   Normal  0  false        false  false  false    EN-US  X-NONE  TH                                          MicrosoftInternetExplorer4                                                                                                                                                                                                                                                                                                                        
จิตอิสระ บทที่ 4: ซึมซับ ตอนที่ 26 โดย อิสระ หรือ

ซึมซับ ตอนที่ 26


               เจนนูไม่รับรู้สึกเสียแล้ว!ด้วยเพราะการที่ต้องใช้จิตและพลังงานเป็นจำนวนมากเพื่อปรับสภาพร่างกายตนที่ ยังไม่สมบูรณ์แบบมาใช้ป้องกันตัวและต่อสู้ทำให้เขาต้องหมดสติไป แต่ครั้งสุดท้ายที่เขาพยายามทำได้ก็เพียงยืดร่างกายกลับมาคลุมร่างอลิสสิตาให้เหมือนชุดธรรมดากันอุจาดเท่านั้น
               หลังจากอลิสสิตาพยายามเรียกเจนนูหลายครั้งแต่ไม่มีเสียงตอบกลับหรือการขยับร่าง กายใดๆทั้งสิ้น เธอจึงลุกขึ้นสำรวจตนเอง พบว่าชุดของเธอทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเสื้อกระโปรง เข็มขัด แม้แต่รองเท้าส้นสูงก็ไม่เหลืออยู่เลย มีเพียงต่างหูเม็ดกลมเล็กๆเท่านั้นที่เป็นเครื่องประดับของเธอนอกนั้นเป็นร่างกายของเจนนูที่ครอบคลุมเธอตั้งแต่ส่วนแผงคอเกาะบริเวณหน้าอก ของเธอจนถึงหน้าขาอ่อนเป็นสีดำด้านราวกับไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ทั้งๆที่ปกติควรมีสีดำมันเงาตลอดเวลา เธอคิดว่าบางทีเจนนูอาจจะสลบไปก็ได้เพราะเขาปกป้องเธอจากการกลิ้งลงจากที่สูง
                อลิสสิตาสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบกาย พบว่าเธอกำลังยืนอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่เพียงต้นเดียวด้านหน้าแถวต้นกกสูงเรียวเป็นทุ่ง มันคือที่รกร้างที่ไม่สามารถก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆให้กับเจ้าของที่ดิน ด้วยเพราะมันตั้งอยู่หลังตึกสูงใหญ่ที่ปิดทางเข้าออกรถยนต์ สัญจรได้เพียงทางเท้าไหนจะติดคลองเล็กๆอีก ใครเล่าจะเอาที่ดินนี้มาทำกิน อลิสสิตาตัดสินใจเดินแหวกดงต้นกกไป เพราะมันเป็นทางเดียวที่จะหนีจากวิชิต ชายหนุ่มผู้มีสิ่งผิดปกติกับร่างกายที่น่าเกลียดน่ากลัวมือขวาของเขาสามารถยืดออก ขยายใหญ่ ทำร้าย สร้างความเสียหายต่อสิ่งใดๆก็ตามได้ตามใจชอบซ้ำยังรวดเร็วราวกับลูกธนูเสียอีก โชคดีแค่ไหนที่เจนนูสามารถช่วยเธอได้
                ดงต้นกกที่เธอกำลังเดินผ่าน แต่ก่อนเคยเป็นทุ่งนาที่เขียวสดงดงาม จนเมื่อนายทุนยักษ์ใหญ่คิดสร้างภัตตาคารหรูหราปิดทางเข้าออกมันทำให้การทำนาไร่เป็นไปได้ลำบาก จนสุดท้ายต้องปล่อยรกร้างไป เหลือแต่เศษฟางที่โผล่ตามพื้นเป็นร่องรอยว่าที่แห่งนี้เคยเป็นความหวังอันสดใสมาก่อน ซึ่งนั้นกลายเป็นการสร้างความลำบากให้อลิสสิตาในการเดินเข้าไป เพราะเธอไม่มีรองเท้าอลิสสิตาจึงต้องค่อยเดินและมองตรงพื้นที่ยืนอยู่ เพื่อไม่ให้ตนเองเหยียบเศษไม้เปลือกหอย หรืออะไรก็ตามที่จะบาดฝ่าเท้าเล็กๆของเธอได้
                ครึ่งชั่วโมงผ่านไป แสงแดดยามบ่ายส่องทะลุใบสีเขียวซีดๆของต้นกก อลิสสิตายังคงเดินต่อไปอย่างช้าๆเธอได้ยินเสียงหวอดังแว่วๆมาแต่ไกลๆ เงยหน้ามามองเบื้องหน้าก็พบแต่ท้องฟ้าสีสดแต่ไกลๆโดยมีดงใบกกบังรกหูรกตาคิดจะหันไปมองด้านหลังก็คงไร้ผล เพราะคงมีแต่ทางที่เธอผ่านที่มีรอยเท้าเล็กๆย่ำบนพื้นแฉะๆกับใบกกที่รีบสุมมาปิดทางที่ผ่านมาราวกับไม่ต้องการให้เธอกลับไปอีก
                อลิสสิตา เชาวกรกุล เริ่มเหนื่อยล้ากับการเดินอยู่ในที่แบบนี้ อากาศรอบข้างนั้นอบอ้าวและชื้นแฉะแมลงเล็กๆที่เกาะตามใบกกโดดไปมา บางครั้งก็เกาะร่างเธอจนต้องปัดออกด้วยความรำคาญ ใบหน้าเธอตอนนี้ชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ไหลมาโทรมแก้มสีแดงจัดเพราะโดนแดดริมฝีปากเธอเริ่มซีดเพราะอาการเหนื่อยและขาดน้ำ เธอไม่ได้ออกกำลังกายมาเป็นปีๆแล้วหลังจากที่เริ่มตั้งใจกับกิจการของพ่อตนเอง เธอคิดถึงสอง-สามวันที่เพิ่งผ่านมา หลายๆสิ่งมันเปลี่ยนไปมากมาย จนเธอเริ่มจะปรับตัวไม่ทันเสียแล้วทั้งๆที่ใจเธอครั้งแรกต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบหักเหสุดๆจากวิถีชีวิตประจำ วันแต่ตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกอยากให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับไปเริ่มใหม่ถึงตอนที่เธอกำลังนั่งทานอาหารอยู่กับ ริชมอนต์ แซมเมอร์สัน ผู้เป็นพ่อ เจ้าสัวภูชิต และนายวิชิตที่ยังเป็นคนปกติอยู่อยากให้กลับไปอยู่ในคืนนั้น ก่อนที่เธอจะลุกออกจากที่นั่งนั่นไป...
          ทันใดนั้นอลิสสิตาก็ละทิ้งดงต้นกก ละทิ้งแสงแดดที่แผดเผา ละทิ้งตั๊กแตนที่เกาะแขนละทิ้งเปลือกหอยที่บาดฝ่าเท้าไป แล้วดิ่งตนลงสู่อาหารมื้อค่ำอันแสนหรูหรา...

“...”
ความรู้สึกของแอร์เย็นๆมากระทบแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเธอ อลิสสิตาได้ยินเสียงแว่วของชายชราที่คุ้นหูจากด้านซ้ายแล้วทุกสิ่งในคลองสายตาเธอก็เลื่อนกลับมาอย่างรวดเร็ว
“อ-ลิ-ส-สิ-ต-า
” เสียงชายชราย้ำอีกครั้งเธอได้ยินมันชัดเจนแล้วเสียงดนตรี เสียงอากาศเสียงของช้อนเงินกระทบกับจานเซรามิกก็ตามมาอย่างรวดเร็ว
“อลิสสิตา!!”
“คะ?? คะ??” อลิสสิตาหันขวับไปตามเสียงดวงตาเธอกระพริบถี่ๆเพราะปรับกระแสการรับรู้ไม่ทัน หันกลับไปเห็นชายชราที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดีริชมอนต์ แซมเมอร์สัน พ่อของเธอที่มองด้วยดวงตาสีฟ้าอ่อนฉายแววสงสัยระคนประหลาดใจ เพ่งพินิจมองเธอราวกับพยายามอ่านจิตใจ
“พ่อถามว่า ลูกจะทานอะไรอีกมั้ย?”
“อ่อ...ค่ะ...ไม่ทานค่ะ” เธอตอบอย่างรวดเร็วแล้วหันไปมองรอบข้างเจ้าสัวภูชิตกำลังใช้ส้อมตักคัสตาร์ดชิ้นใหญ่เข้าปาก นายวิชิตยังคงมองเธอด้วยสายตากะลิ้มกะเหลี่ยไม่วางวายเสียงเครื่องสีและเครื่องทองเหลืองดังแว่วจากด้านหลังของเธอ อากาศเย็นๆ จากแอร์ยังคงตกใส่แผ่นหลังของเธออย่างต่อเนื่องอลิสสิตาก้มลงมามองตนเองในชุดผ้าไหมสีฟ้าเกาะอกสวยงาม มีลายกระวัตเป็นรูปทรงดอกไม้สวยงาม
                เธอยังคงอยู่ในร้านอาหารสวยหรูที่ใช้นัดพบดูตัวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ และเพิ่งเสร็จสิ้นจากการรับประทานอาหารนายริชมอนต์กวักนิ้วเรียกเด็กเสิร์ฟให้มาเช๊คบิลหลังจากเช็ดปากเรียบร้อย ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ....
....เป็นปกติทุกอย่างจริงๆ...
                อลิสสิตาเดินตามพ่อของเธอลงมาชั้นล่าง ยกมือไหว้ลาเจ้าสัวและนายวิชิตและเดินขึ้นรถไป เธอเดินอ้อมรถไปอีกด้านหนึ่งเพื่อให้พ่อของเธอได้นั่งด้านที่ติดกับทางเดินนายเอกพันธ์เดินมาเปิดประตูให้ นายเอกพันธ์ก็ยังเป็นนายเอกพันธ์อยู่เช่นเดิมที่ยังตามติดเธอไม่หนีไปไหนเมื่อทั้งหมดขึ้นมาบนรถเรียบร้อย สารถีก็เหยียบคันเร่งส่งรถยูโรปคันงามออกไปยังถนนใหญ่
“อลิสลูก...” จู่ๆนายริชมอนต์ก็เอ่ยขึ้นมาห้วนๆ
“ค..คะพ่อ” อลิสสิตาหันไปมองบิดาตนเองด้วยความงวยงงนายริชมอนต์ซึ่งกำลังมองไปยังถนนเบื้องหน้าด้วยสายตาเลื่อนลอย ใบหน้าขาวนั้นถูกแต้มด้วยเม็ดเลือดสีแดงที่ผุดขึ้นมาด้วยฤทธิ์ไวน์นั้นโดนแสงไฟสีอำพันสาดส่องจับใบหน้าเป็นระยะๆ ปรากฏให้เห็นร่องรอยแห่งกาลเวลาที่พรากเอาความเต่งตึงกระชับของชายผู้นี้ไปแต่ไม่อาจพรากดวงตาที่แฉวแววความสดใสของชีวิตเขาไปได้
“จะเป็นอะไรมั้ย ถ้าพ่อขอให้ลูกหมั้นกับ...”
“ไม่ค่ะพ่อ!!!” อลิสสิตารีบชิงปฎิเสธก่อนเธอรู้ว่าพ่อของเธอจะต้องบังคับให้เธอหมั้นกับวิชิตเป็นแน่แท้
“...พ่อยังพูดไม่จบเลย” ริชมอนต์พูดเรียบๆไม่แสดงอาการใดๆ “ ตอนนี้พ่อก็จะ70ปีแล้ว...กิจการของเราก็กำลังเป็นไปได้ดีการที่ลูกจะมีคู่ชีวิตเพื่อก้าวเดินต่อไปข้างหน้าก็ควรอยู่ไม่ใช่หรือ?...” อลิสสิตารับฟังคำพูดของพ่อเธอขณะก้มหน้าลงไม่พูดอะไร
“เมื่อเย็นที่ผ่านมานี่พ่อไม่ได้ให้ลูกมานัดดูตัววิชิตหรอกพ่อแค่ต้องการให้ลูกพบอีกคนนึง”
...แผนซ้อนแผนหรอ ยังไงเราก็ยังรับไม่ได้อยู่ดี จะเอาใครที่ไหนไม่รู้มานอนเตียงเดียวกัน...เธอคิดพลางแอบถอนหายใจเบาๆ
“คนๆนี้พ่อเพิ่งพบได้ไม่นาน ยังไม่ทันจะได้คุยด้วยซักคำแต่พ่อเชื่อใจเขา” อลิสสิตาหันมามองพ่อเธอทันทีด้วยความตกใจไม่มีทางที่นายริชมอนต์ แซมเมอร์สันจะหลุดคำพูดที่ไร้กระบวนการไตร่ตรองอันละเอียดยิบออกมาได้เด็ดขาด ราวกับประโยคนี้เป็นเรื่องไร้สาระทันที ในขณะที่ริชมอนต์พูดนั้น เขาก็ยังมองไปยังถนนด้านหน้าอยู่ทั้งรถตกอยู่ในความเงียบงัน เสียงเพลงคลาสิกในรถที่นายริชมอนต์ชอบฟังก็เหมือนจะละลายหายไปในห้วงเวลาที่หยุดนิ่ง
“พ่อ จะ แนะ นำ ให้ ลูก รู้ จัก กับ...” ริมฝีปากขยับขึ้นลงตามการออกเสียงอย่างช้าๆหัวใจอลิสสิตาเต้นเป็นจังหวะดังชัดเจนราวกับอยู่ข้างๆหู นายริชมอนต์ค่อยๆหันมาเผชิญหน้าอลิสสิตาอย่างช้าๆริมฝีปากเผยอ ออกเห็นลิ้นที่ดุนเพดานปากผ่านไรฟันเพื่อออกเสียงให้ชัดเจน
“น-า-ย เ-จ-น
” เสียงที่เกิดจากกระบวนการกลั่นกรองของร่างกายแล่นผ่านอากาศกระทบเข้าโสตประสาทของอลิสสิตาอย่างช้าๆ และชัดเจน อลิสสิตาได้ยินพยางค์แรกเข้ากระทบประสาทการรับรู้ตนเองด้วยความรู้สึกราวกับถูกถาโถมด้วยความกดดันมหาศาลเข้าทั้งตัว แล้วฉับพลัน ใบหน้าขาวสะอาดมีรอยเหี่ยวย่นของริชมอนต์ก็ค่อยๆเกิดความเปลี่ยนแปลงใบหน้านั้นหมองคล้ำลงเกิดรอยหมุนตรงกลางใบหน้าแล้วบิดหมุนบรรยากาศในรถทั้ง หมดทั้งมวลให้กลายเป็นสีดำฉับพลันร่างกายเธอรู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นรอบกาย รู้สึกถึงความอ่อนนุ่มที่ละเลียดไปมาบนแผ่นหลังเสียงครวญครางของบางสิ่งที่ฟังดูคุ้นหูเมื่อยามเธอยังเด็กเคยวิ่งเล่นตาม ทุ่งหญ้า อลิสสิตารู้สึกได้ว่าดวงตาเธอนั้นชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำเย็นๆที่เอ่อล้นขึ้นมา แล้วริมฝีกปากเธอก็เผยอออก สูดอากาศอุ่นพิลึกเข้าปอดอย่างรวดเร็ว
แล้วเธอก็สำลัก....


ฟื้นเสียที แม่หญิง...” เสียงคุ้นหูดังออกมาจากด้านหน้าของเธอเสียงที่เธอได้ยินมาตลอดเวลาที่เกิดเหตุการณ์ประหลาด เสียงที่ฟังดูอาจจะมีสำเนียงการพูดที่แปลกพิลึกแต่เมื่อได้ยินครั้งไหนก็สามารถทำให้รู้สึกอบอุ่นได้ มันไม่ได้เกิดจากจิตใจของเธอแต่มันมีต้นกำเนิดออกจากภายนอก มันอยู่เบื้องหน้าห่างแค่ช่องว่างของอากาศ
แล้วอลิสสิตาก็ลืมตาขึ้นมา

          ด้วยหยาดน้ำตาที่หลั่งรินออกมาทำให้สายตาเธอพร่ามัวและเบลอจนมองไม่ชัดประกอบกับแสงยามค่ำคืนที่ไม่สามรถมองได้อย่างแช่มชัด เธอเห็นโครงหน้าคมเรียวในความมืดมัวนั้นเส้นผมเล็กๆละเอียดปรากฏรอบศีรษะนั้นกำลังปลิวไสวตามสายลมเฉื่อยๆที่พาความ หนาวเย็นจากทิศเหนือต้นคอและช่วงไหล่เปลือยเปล่ากำลังสะท้อนแสงไฟอันริบหรี่จากแดนไกลทำให้เธอ รู้ว่าร่างนั้นไม่ได้สวมอาภรณ์ใดๆทั้งสิ้นและกำลังอยู่เหนือตัวเธอ


...ใคร???....

จบตอนที่ 26 อ่านต่อ ตอนที่ 27 นะครับ
(สวัสดีวันอาทิตย์ที่สดใสครับ ขอให้มีความสุขในวันหยุดนะครับ )



*ก๊อป ไปอ่านได้ แต่ ห้าม ! นำไปเผยแพร่นะคะ เพราะ คุณ flame619 หรือ อีกนาม คุณ fallenversa ฝากให้นำมาลงแบ่งปันกันอ่านเท่านั้นจ๊ะ*


 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ