เรื่อง สั้น นวนิยาย ผจญ..ตอนที่ 1 บทที่ 2 นางแห่งไพร.. แว่น...By…areja..

เรื่อง สั้น นวนิยาย ผจญ..ตอนที่ 1 บทที่ 2 นางแห่งไพร.. แว่น...By…areja..

  • 0 ตอบ
  • 7808 อ่าน
*

ออนไลน์ areja

  • Global Moderator
  • *****
  • 11817
  • 21135
  • เจ้เตือนแล้วนร้าว่า อย่าสดๆ
    • ดูรายละเอียด
[align=center].เรื่อง สั้น นวนิยาย ผจญ..ตอนที่ 1 บทที่ 2 นางแห่งไพร.. แว่น...By…areja..
[/align][align=center]
[/align].............อัพกันต่อบทที่ 2 เลยนะคะ....( 18/9/2555 )..

บทที่
2 นางแห่งไพร....... เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความตะลึงในเหตุการณ์เมื่อครู่คณะเดินป่ามุ่งหน้าสู่หมู่บ้านกระหรี่ยงเผ่าคะเยิ่น วันแรกทุกคนยังตื่นเดินไม่เหนื่อยนักจึงเดินได้ระยะทางจึงค่อนข้างไกล วันที่สอง คณะสาวๆเดินเริ่มช้าลง แต่ ก็ยังคงระยะ เกือบเท่าเมื่อวาน วันนี้ วันที่สามคณะเดินป่ามาหยุดที่เนินผาเตี้ยๆ แห่งหนึ่ง ก่อนถึงหมู่บ้านกระเหรี่ยงคะเยิ่นในอีกครึ่งวันข้างหน้าถ้ายังรักษาระดับเดินเช่นนี้ ด้านล่างเนินเป็นหุบลึกเกือบ 10 เมตรมีธารน้ำไหลผ่านในช่องหุบนั้น และ พบรอยเท้าสัตว์ใหม่ๆ มากินน้ำที่ลำธารนี้หลายรอย พรานชาติ ตัดสินใจหยุด ตั้งแค้มป์ที่เนินนั้น เหล่าลูกหาบพอวางสัมภาระแล้วก็ออกหาฟืนเตรียมไว้หุงหาอาหาร และ สำรวจรอบๆ พร้อมกันไปในตัวขณะหาฟืน 2 สาว พอกางเต็นท์เสร็จ รู้ ว่ามีลำธารในหุบด้านล่างก็รีบดิ่งลงสู่ลำธารเบื้องล่าง เพื่อ อาบน้ำชำระร่างกาย พวก เธอ ไม่ได้อาบน้ำมา 3วันแล้ว กาหลง เลยตามไปด้วย เพื่อ คอยดูแลความปลอดภัย เธอถือหน้าไม้ก้าวตามไป..ตลอดทางไม่มีเหตุใดร้ายแรง แค่ ตื่นเต้นนิหน่อย เมื่อเดินผ่านทางด้านช้าง แล้ว มีดินโปงอยู่บริเวณนั้น จังหวะเดียวกับช้างป่าหลายตัวลงมากินดินโป่ง ลมที่พัดมาจากโคลงช้างตอนแรกกลับทิศทาง โดยไม่คาดคิดกลิ่นตัว จากคณะเดินป่า เลยทำให้ช้างป่าแตกตื่น และ วิ่งหนีไร้ทิศทางต้องหลบใต้โคนไม้ใหญ่หรือ วิ่งหนีขึ้นต้นไม้กันเป็นทิวแถว..แต่ก็พ้นรอดปลอดภัยกันมาได้ มีแผลถลอกปอกเปิกกันนิดๆ หน่อยๆ อีกครั้ง ก็ ตอน พรานชาติเดินใช้มีดอีแหนบฟันถางทางข้างหน้าเพราะ เป็นดงหวาย บังเอิญไปเจองูกำลังกกไข่บนคบคากิ่งไม้ พรานชาติ จะเดินต่อก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่ได้ ต่างจ้องกัน และกันอยู่นาน พรานชาติ ว่าคาถาอะไรไม่รู้อยู่พักใหญ่ ก็ค่อยๆ ถอยห่างออกมาได้เหล่าลูกหาบว่า คงไล่เวทย์มนต์สะกดงู สองสาว ก็ว่า คงใช่วิชากำหลาบงูแน่ๆ แต่พรานชาติ หัวเราะ แล้วบอกว่า.. “ แค่ บอกมัน อย่ากัดกูนะ อย่ากัดกูนะแค่นั้น ..แหละคุณ ”แต่เพลา รู้ ว่า พรานชาติ มีของดี สยบสัตว์เล็ก สัตว์น้อย มามากครั้ง แถม เขาก็เคยประจักษ์ มาแล้วคราหนึ่ง ตอนนั้น เพลา ยังรุ่นๆ ก่อนไป เรียนต่อเมืองนอกนั้น พรานชาติพาเดินป่า มีพรานชาวบ้านอีก 2 คนขอตามไปด้วย แต่ พราน 2 คนนี้เวลาดื่มเมามาย ชอบจุดไฟเผาป่า ไล่ราวสัตว์ ให้วิ่งมา ที่แกซุ่ม แล้วยิงทำให้สัตว์เล็ก สัตว์น้อยพลอยได้รับกรรมโดนไฟคลอกตายไปด้วย ครั้งนั้น พรานชาติก็เตือนแล้วว่ามันเป็นกรรม ถ้าจะล่า จะฆ่า ก็ล่า เฉพาะสัตว์ ที่ต้องการเอาชีวิตหรือ เป็นเจ้ากรรมนายเวรกันมา แต่ 2 พราน ไม่ฟังคำทัดทาน ของพรานชาติ พอตกดึกก็เผาหญ้างิ้ว หญ้าแฝกไล่ราวสัตว์ แต่ ฉะรอยกรรม ของ 2 พราน คงตามมาถึง ลมวันนั้นแรงมาก จึงพัดไฟตลบกลับไปหา 2 พราน ทั้งคู่พยายามวิ่งหนีเอาชีวิตรอด พรานชาติ พา เพลาพยายามหนีเปลวไฟที่โหมเข้าหาไล่มาสูงเกือบ 10 เมตรเหล่าสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ แตกกระเจิง ป่าแตกกรูวิ่งกันอลหม่าน 2 พรานดับดิ้นสิ้นชีพ ในกองเปลวไฟ ส่วน พรานชาติ กับ เพลาวิ่งมาติดฝูงงูมากมายแตกรัง จากรู เมื่อเห็นจวนตัว พรานชาติ ก็ล้วงไปในยามหยิบอะไรไม่รู้มาบริกรรมคาถา เป่า เข้าหาฝูงงู และ เป่าเข้าหาเพลิงไฟสูงท้วมหัวที่ใกล้ถึงตัว ทันใดนั้นลมก็เปลี่ยนทิศกลับกะทันหัน แถมมีฝนชนิดไล่ช้างห่าใหญ่ลงมาด้วย ไฟมอดเหมือนมีใคร ดึงเชื้อฟืนออกจากกองเพลิง..ในเวลารวดเร็ว และ พอหันกลับมาทางฝูงงู ก็หายไปสิ้นไม่มีเหลือ เพลาถาม พรานชาติ ด้วยอาการยังตื่นตระหนกในเหตุการณ์ ถึง สิ่งที่เกิด แก เพียงยิ้มๆและ บอกว่า “ ก็สวดมนต์แผ่เมตตาไป ไม่มีอะไรหรอก ..” พร้อม หัวเราะลั่นป่าเช้าจึงมาตามคนไปเอาศพ 2พรานดื้อเวร กลับมาทำพิธี..นั้น ก็เป็นอีกเหตุการณ์ ที่ เขา ผจญมากับตัว และ มีอีกหลายๆ ครั้ง เช่น เข้าป่าไปนอนบนคบไม้ เช้าตื่นมา โคลงช้างป่านับช้างไม่ทราบจำนวนตัว นอนบ้างหาอาหารบ้างเต็มรอบบริเวณ พรานชาติก็หยิบอะไรเหมือนเดิม แล้วก็ไล่คาถาไป ไม่นาน ช้างป่าโคลงนั้น ก็หายเข้าป่าไปหมดเพลา ก็ถามอีกทั้งที่รู้ว่า แกคงไม่บอกแน่ๆ พรานชาติ ตอบกลับมาว่า “ ข้า ข้าหิวข้าวแล้วโวย ไปๆ เอ็งอิ่มกันแล้ว เดียวข้าจะกลับไปกินบ้านข้ามั้ง ไป ไป..”เพลาหัวเราะแทบตกต้นไม้ แต่ พรานชาติ ก็ให้เครื่องราง เขา ไว้ติดตัวเหมือนกันเป็นกระดูก ไม่รู้ส่วนใด แต่ ถูกฝนจนเป็นแท่งรอบวงเท่าด้ามดินสอ ยาว 2 เซนติเมตร และมีอักขระจารไว้ แก บอกไว้ เวลาจวนตัวถ้า จะมีภัยมาถึง ให้ท่อง ศิลห้า และบทแผ่เมตตาเท่านั้น ถ้าไม่ถึงที่จริงๆ หรือ มีกรรมเก่าแก่กัน ก็จะพ้นรอดปลอดภัยเพลา รับไว้ และ แขวนคอไว้มาจนบัดนี้..เพลา กางเต็นท์เสร็จ ก็คว้าปืนลูกกรด .22เดินเข้าป่าไป โดย มี นายใบ้ เดินตามเผื่อได้สัตว์ใดๆจะได้ช่วยกันนำกลับมาปางพัก พรานชาติ ก็เดินตรวจตราดูรอบๆ บริเวณอีกครั้ง และ สั่งบุญช่วย กับ บักเขียด ก่อกองไฟเตรียมหุงข้าว และ เตรียมเครื่องเทศต่างๆ เพื่อจะทำอาหารเย็น.. ช่วงแรกๆ ก็จะเป็นเช่นนี้ เสบียงเครื่องครัวยัง พร้อมพรั่งอยู่แต่ พอเกิน 10 วัน ก็จะหันมากินของป่าต่างๆ ที่พอจะหาได้เช่น ไก่ป่า ค่าง และ กระจง-กระรอก แย้ เอย ตัว เบิ้ง เอยถ้าเห็นรูก็ขุดขึ้นมาย่างกินกันได้ยามหาอาหารไม่ได้จริงๆ หรือ พืชป่าก็หากินได้ไม่น้อย ทั้งกล้วย มะขวิด เม็ดเล็บเหยี่ยว ระกำป่า หน่อไม้ และหัวเผือกหัวมัน ต้นสาปเสือ โสมหิน ก็ เด็ดมากิน มาเป็นเครื่องเคียงจิ้มแอ้มน้ำพริกได้ประทังหิว อีก 2 ลูกหาบ หนานหงำ กับ นายกรวกพรานชาติ ให้ ออกไปเอาพริกป่า ผักสวนครัว มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะนาว ตระไคร้ที่ชาวบ้านเผ่าคะเยิ่น ปลูกไว้ เมื่อ ผ่านมาไม่ไกลก่อนตั้ง ที่พักตรงจุดนี้ หนานหงำนะกลับไปทำตามที่ พรานชาติ สั่ง แต่ นายกรวก นี้เดินไปได้ระยะหนึ่งแกล้งบอกปวดท้องหนัก ขอ เข้าป่าทำธุระ และกลับมาพักที่แค้มป์ก่อน หนานหงำ ไม่ว่าอันใด นายกรวก จึง รีบวกกลับมา แต่หาใช่แค้มป์ แต่ เป็น ธารน้ำเบื้องล่างในหุบ มัน ย่องเบากริบ และ อาศัยโขดหินใหญ่ที่ แตกกลิ้งลงมาเนิ่นนาน จากด้านบนเนินเป็นปราการพรางตัวจาก สายตา ของ กลุ่มสาวๆ กาหลงอาบน้ำอยู่ริมฝั่งย่อตัวลงนั่ง ลูบมือกวักน้ำทำความสะอาดตัว โดยหน้าไม้อาวุธคู่กายอยู่ห่างไม่ถึงเมตรบนแทนหินริมตลิ่งธารน้ำ ส่วน 2 สาวมุดดำว่าย กันเล่นอยู่กลางลำธาร ต่างหัวเราะต่อกระซิ กันลั่นหุบ กาหลงเดินตรวจดูรอบๆ บริเวณแล้วก่อนลงชำระกาย ก่อน นายกรวก จะแฝงตัวลงมาในหุบจึงได้รู้ว่าหุบนี้ หาตันเป็นแอ่งอ่างกระทะ จากที่เข้าใจตอนแรกไม่หากมีสายน้ำจากภูเขาไม่ไกล พอได้ยินเสียงอยู่ และ เป็นลักษณะช่องเขามีทางเดินอยู่ซอกเขาที่เบียดซ้อนเข้าหากันพอมีทางเดินผ่านได้ อีกด้าน ก็เป็นแกร่งหินลูกเล็กๆ มีไม้ยืนต้น และ เถาวัลย์ปกคลุมทึบเข้าไปในพงลึกแน่นหนาด้วยไม้สูงยืนต้นใบไม้ปกหนา เดินเหยียบไม่ถึงพื้นดิน กาหลง เปลื้องผ้าหมดตามการคะยันคะยอ ของ 2 สาว ทั้งหมดเปลือยร่าง ผิวทั้ง 3 สาวขาวแข่งกับแสงดวงตะวัน ที่ลอดใบไม้มาลงสู่ก้นหุบ และ ธารน้ำ ที่ ณ.บัดนี้ ยัง ต้องค่อยๆ หลบๆ ลงทางทิศตะวันตก ( อิอิกวนกันให้ยิ้มซะหน่อย ฮ่าอ่า..) 2 สาวแยกไปเล่นน้ำอยู่กลางธารน้ำที่ไหลเอื่อยๆตลอดเวลาฝูงปลาว่ายทวนกระแสธาร เป็นฝูงๆ ส่วน กาหลงถูกเตือนเรื่องการลงอาบน้ำกลางป่า จาก พรานชาติ ผู้พ่อเสมอ ว่าอย่า !ให้อาวุธอยู่ห่างตัว เกินไป หาก จะหยิบใช้ยามหน้าสิ่วหน้าขวาน จะไม่ทันการอย่างไรก็ให้อยู่ใกล้อาวุธที่สามารถมาป้องกันตัวได้ เธอ จึง ปฏิบัติตามเสมอยามท่องป่า บุกไพร เธอ ชำระร่างกาย ไปพร้อม มองสอดส่องรอบๆ บริเวณจับความเคลื่อนไหวของ ไพรกว้างตลอดเวลา 2 สาว มาเรีย และ กาลค่อยๆ ประครองกอดกัน เข้าฝั่งอีกฝั่ง ของ ธารน้ำ เธอทั้งคู่เบียดเนื้อบดกายเข้าหากัน และ พอใกล้ฝั่ง ทั้ง 2 ก็หยุดผิวกายยังอยู่ ใต้น้ำทั้งร่างโผล่พ้นผิวน้ำเพียงไหล่ขึ้นไป ด้านล่างสายน้ำเย็นทั้ง 2 ต่างลูบไล้สัมผัสแลกรสนิ้ว แซะเบียดกลีบร่องเสียว ของอีกฝ่าย นิ้วถูกงอควานช่องทาง ของ กัน และ กัน มือ มาเรีย ข้างหนึ่งซอยปลายนิ้วในร่องเสียว ของ กาล อีกมือ โอบรั้งสะโพก ของ กาล เข้าหา เช่นกัน กาลนั้น ก็ซอยถี่ๆ ในช่องโพรงเสียว ของ มาเรีย อีกมือนั้น ก็โกยดันเต้าข้างหนึ่งยกขึ้นบ้าง บี้คลึงบ้าง ทั้ง 2 ไม่ได้สนใจสิ่งใดๆรอบกายต่างหลับตาซึมซับความซ่านเสียว ที่ อีกฝั่งเปรอปรนให้.. นายกรวกยามนี้มือสาวระวิงเร่งถี่ ซอยมือ ที่กำด้ามดุ้นสาวยิก สายตาก็ไม่คลาดละจาก 2สาว เขา เร่งความเร็ว แรงขึ้น แรงขึ้น ถี่ขึ้น ภาพที่เห็นตอนนี้2 สาวกอดกัดตัวเบียดแน่นน้ำรอบกายกระเพื่อมไหวกระฉอกเป็นลอนคลื่นเป็นวงแผ่ออก 2 สาวครางเบาๆ ผ่านมุมปาก ที่ประกบดูด แลกลิ้นควานสอดรัด ดูดกัน หนักหน่วงความเสียวทั้งคู่จวนประทุ น้ำครั่งท่อ นายกรวก ก็เช่นกันตอนนี้ปลายหัวถอกซึมหัวเชื้อน้ำกาม น้ำเบลว เยิ้มปลายหัวถอกแดงเถือก ด้ามลำถูกเหนี่ยวสาวรูด เร่งเร่ง เร่ง จนหัวสั่น-หัวคลอน มืออีกข้าง ที่ท้าวก้อนหินที่ใช้พรางตัวเหงื่อแฉะชุ่มมือ เอวสั่นเด้งกระเด้าสวนมือ แล้วมันก็ถึงจุดแตกน้ำกระจาย น้ำเงี่ยนขุ่นพุ่ง พุ่งกระฉุดชนิดสุดแรง หน้า นายกรวกเชิดหงายมองขึ้นฟ้า น้ำกามฉีดพุ่งลงปะทะก้อนหิน ตัวสั่นเกร็งกระตุก 2 สาวก็เช่นกัน เธอ กอดรัดฟัดร่าง ของ อีกฝ่ายแน่น หน้าขาอัดโคกโหนก แต่นิ้วสอดยัดมิดโคน ร่างกายทั้งคู่สั่นเทิ้ม กระตุกๆ แขนโอบรัดอีกฝั่งแน่นปากขบกันดูดดื่ม มีก็เพียงเสียงหอบแทบขาดใจ.. การกระทำของ 2 สาวอยู่ในสายตาของ กาหลง โดย ตลอด แม้ไม่จรดจ้อง แต่ เธอ ก็ใช้หางตาชำเลือง มองนับครั้งไม่ถ้วนชั่วช่วงขณะ เธอ เผลอลูบแคมโคกอูมอวบ ของ ตัวเอง ปาดถูสไลด์เบาๆ ที่แป้นแคมติ่งแตด เธอ เธอ ก็เสียววาบเหมือนกัน หาก แต่ สถานการณ์รอบด้านท่ามกลางไพรกว้างไม่เอื้ออำนวย เพราะ เธอ ต้องระวังความปลอดภัย ทุกขณะจิต เพราะ ถ้า พลาด! หมายถึงชีวิต.แล้วเสียงน้ำกระจายก็ดังเหมือน ของหนักถูกโยนลงน้ำ ..” ตูม ม ม ! ! ! ! .”ในทิศทางที่2 สาวอยู่ กาหลง คว้าหน้าไม้หันขวับไปยังเสียง ที่ ได้ยิน 2 สาวหวีดร้องลั่นป่า “ กรีด ด ด ด ด ด ด ด ด ด ด ด ด ด .” น้ำที่แหวก แตก จากการตกกระทบกระจายบานวงกว้าง และ ปรากฏร่างเงาสิ่งมีชีวิต ที่เคลื่อนไหวบนผิวน้ำ “ งู !!! .” สตรี 2 นางตะโกนขึ้นพร้อมกันกาหลง วาดหน้าไม้ปลายศรเพชฌฆาต มุ่งจรดไปยังเป้าหมาย แขนข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมาเป็นฐานลองหน้าไม้ลักษณะยื่นไปด้านหน้าและ งอ 90 องศามือด้านนั้นกำลูกศรสำรองไว้อีกหนึ่งดอกรอจังหวะเสียววินาที พอศีรษะพญางูโผล่ชูพ้นน้ำเพียงนิด นิ้วมือที่กุ่มไกไว้ก็กดแรงส่งไปที่ปลายนิ้ว หวายควั่นเป็นเชือกที่รั้งปลายคันหน้าไม้ทั้งสองข้างดันส่งลูกศรปลิดชีวิตพุ่งตรงแหวกอากาศออกไป .”เฟี๊ยว ว ว ว ว....ฉึก...” ไม่ทันกระพริบตาเท่านั้นเองหัวงูใหญ่เจ้าถิ่น ก็เชิดหงายกายม้วนบิด ดิ้นฟาดร่างกับสายน้ำเลือดสีสดแดงกระจายจนน้ำบริเวณนั้น แดงเถือกทันตา 2 สาวตะกุยตะกายน้ำหนีระแวงหันกลับไม่มอง อสรพิษสิ้นกรรมม้วนร่างบิดน้ำแดงกระจายด้วยแรงชีวิตเฮือกสุดท้ายบนพิภพ กาหลง วิ่งสวนแหวกน้ำค่อนเอวตรงไปยัง 2สาวระเริงไพร สีหน้าทั้ง 2 ซีดตื่นกลัวอย่างสุดๆทันใด กาหลง ก็ได้ยินเสียงไม้หักอีกด้านบนฝั่งธาร เธอ ง้างเชือกหวายบรรจุลูกศรเข้าร่องหน้าไม้อีกครั้ง วาดหน้าไม้ไปทิศทาง ของ เสียงไม่ทันเห็นร่างต้นเหตุทำให้เกิดเสียง ทั้งหมด รีบพยุงกายกันฝ่าสายน้ำขึ้นฝั่ง และ สวมใส่เสื้อผ้ากาหลง พอสวมผ้าไม่ทันเสร็จ ก็ดิ่งไปยังที่มา ของ เสียงบนฝั่งเมื่อครู่แล้วความสงสัย ก็หมดสิ้นไปอีกเปราะ นั้นก็เพราะ รอยเท้าใหม่ ที่ ทิ้งหลักฐานไว้กับคราบเมือกคาวน้ำกามใหม่ๆ ที่ย้อยยืดไหลแฉะเป็นทาง เธอ รู้ทันทีว่า คือใคร กาหลงขบกามแน่นจนเสียงฟันขบกันดังลอดริมฝีปาก “ ไอ้กรวก เอ็ง .”เธอเดินย้อนกลับมาที่ 2สาว....

[align=center][/align]
.........................



..กาหลง “ ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะ คุณกาล คุณมาเรียแค่กระรอกเหยียบใบไม้ นะจ๊ะ..”.. เธอ โป้งปด ออกไปให้ 2สาวสบายใจ เพราะ เห็นสีหน้าทั้งคู่ยังตื่นตะหนกอยู่ และ เธอก็มองไปที่ร่าง ที่ ยังม้วนไป-มาข้างริมตลิ่งของ อีกฝั่งธารน้ำ พร้อมยกมือ กล่าวขอ ขมา ขอ อโหสิกรรม ต่อกัน..

................
ทั้ง3สาวโหนเกาะเถาวัลย์ไม้ กิ่งไม้ และ ต้นไม้เล็กๆปีนไต่ขึ้นมาจากก้นหุบที่ชันประมาณ 130 องศา ลึกเกือบ 10เมตรขึ้นพ้นขอบหุบ ก็แยกย้ายกันไปเต็นท์พัก..เพลา เดินตัวปลิวไปหาพรานชาติ โดย มี นายใบ้ เดินหิวไก่ป่าตัวใหญ่ๆ มา 3 ตัวพรานชาติ เรียก บุญช่วย มาช่วย นายใบ้ เอาไก่ไปถอนขนทำความสะอาด ทั้ง 2 ดิ่งหายลงไปก้นหุบ พร้อมภาชนะ และ กระแป๋งตักน้ำ บักเขียด กับ หนานหงำช่วยกันเตรียมเครื่องแกงป่าไก่ ผัดผัก และ ยำน้ำตกไก่ จังหวะเดียวกับ นายกรวกเดินกลับเข้ามา กาหลง ซึ่งเข้าไปเปลี่ยนเสื้อ-ผ้าออกมา จากเต็นท์ ของ เธอจ้องไปยัง นายกรวก ซึ่งก้มหลบหน้ายื่นผักอีก 2-3 อย่างยื่นส่งให้หนานหงำ เธอ เลี่ยงเดินออกไปเดินตรวจรอบบริเวณที่พัก ไม่ได้เข้าไปร่วมทำอาหาร จนบุญช่วย กับ นายใบ้ นำไก่กลับขึ้นมา เธอ จึงเดินเข้าไปสมทบ พรานชาติ และ เพลานั่งจิบเหล้าขาวต่างประเทศ เข้าปาก หัวเราะล้วน กับการสนทนากัน กาหลงเดินเข้าไปจัดทำอาหาร หนานหงำ เอา ไก่ทั้ง 3 ตัวย่างไฟเผาขนอ่อนที่ยังมีเหลือติดอีกครั้ง กลิ่นขนไหม้ ได้รสชาติป่ายิ่งนักเนื้อไก่ป่าถูกแยกไปทำแกงกลิ่นหอมฉุนเครื่องเทศ คละคลุ้งเรียกน้ำลาย ของทุกคนที่ได้กลิ่น จน เพลา และ พรานชาติ เร่ง แม่ครัว เธอ ให้ นายใบ้ เอาผัดผักที่ทำก่อนอันดับแรกไปเสิร์ฟ ทำเอาทั้ง 2 ร้อง “ ว้า ! ! .” พร้อมเพรียงกัน 2 สาวเดินเข้ามาสมทบกับคณะณ. เวลานี้ แสงอาทิตย์สีส้มสุกหายไปหลังยอดไม้แล้ว นายกรวกก่อไฟอีกกองใหญ่ตรงกลางปาง ที่พัก ที่เต็นท์ 3 หลังล้อมรอบหันท้ายเข้าหากองไฟ แกงป่าไก่ถูกแบ่ง และ ลำเลียงมาเพิ่ม หนานหงำ นายใบ้ และบักเขียด วนยื่นส่งกระบอกไม้ไผ่ กระดก กระบอกไม้ไผ่ ที่ บรรจุสุราต้มพันธุ์ไทยแท้กลิ่นแรงดีกรีจัดเตะจมูก จนผู้ซดเข้าไปถึงกับ เบะหน้า เมนูสุดท้ายยำน้ำตกไก่ กาหลงใช้มีดเฉือนเนื้อไก่ย่างสุกๆ ดิบๆ พอแตกมันออกเป็นชิ้นบางๆแล้วนำมาคลุกเคล้ากับเครื่องยำน้ำตก ที่มีพริกนก กับ ผักป่าที่เก็บกันมา ทั้งระกำดิบ และ ใบชะพลู เครื่องเคียง มีใบแต้ว ใบเสม็ด และ ผักป่าอีกหลายชนิดอาหารค่ำมื้อเด็ดอีกมื้อในป่า เริ่มขึ้น อย่างมีรสชาติเคล้าเสียงคุยกัน ที่ได้แยกเป็น 2 วง 3 สาวเริ่มกินข้าวไม่รอ2 หนุ่มต่างวัย ที่ ยังดวด วอสก้า อย่างอารมณ์ดี อาหารถูกตักแบ่งกันไปทั่วตลอดเวลา กาหลง ลอบมองจับพิรุธ ของ นายกรวก โดย ตลอดเวลา ซึ่ง ก็พบมากมาย เพราะปกติ นายกรวก จะเป็นคนชอบดื่ม ปากหมา เวลาเมา และ ขี้โวยวาย แต่ ครั้งนี้มันแทบไม่ มีเสียง.. จน 2 สาวอิ่มกับอาหารป่ารสเลิศ ก็พากันเดินกลับไปที่เต็นท์ อีกพักใหญ่ๆ พรานชาติ เห็นควรแก่การพักผ่อน และถ้าเมามาย จะทำให้อันตรายแฝงมาเข้าถึงตัวได้ง่าย ที่อนุญาตให้ลูกหาบดื่มได้ครั้งนี้ ก็เพราะ พรานชาติ เห็นว่า อีกไม่ไกลก็จะถึงหมู่บ้านเผ่ากระเหรี่ยงแล้ว จึงอนุญาต ให้ เหล่าลูกหาบดื่มกินกันได้ก่อนจะไปนอนรอผลัดเปลี่ยนเวรยามกัน ในค่ำคืนนี้ ซึ่ง ทั้งคืนจัดไว้ สี่ผลัด ผลัดละ2 คน โดย ผลัดสุดท้ายก่อนรุ่งสาง จะมี กาหลง และ เพลาเป็นยามสุดท้าย ผลัดสาม มี นายใบ้ และ พรานชาติ เป็นคู่กันหลังเที่ยงคืน.. ผลัดสองก็ หนานหงำ กับ บุญช่วย ผลัดแรกนั้น ก็ นายกรวก กับ บักเขียด แต่ ผลัดหนึ่งผลัดสองเวลานี้ร่วมกัน นั่งดื่ม สุราจากลำไผ่กระบอกสุดท้าย ของ คืนนี้ โดย พรานชาติกำชับไว้..แต่ พอละหลัง พรานชาติ นายกรวก ก็ย่องไปหยิบ สุราต้ม อีกกระบอกมา ทั้ง 3ไม่มีใครกล้าเตะ ด้วยคำสั่ง พรานชาติ นั้นมีเหตุผลนัก พอพ้นยามแรกบุญช่วย จึงไล่ บักเขียด กับ หนานหงำ เข้าไปนอน เพราะ แกรอจังหวะ ถุนเนื้อ(กัญชา ) ที่เตรียมมา พอ 2 คนละหลังไปแกก็เดินไปหยิบบ้องกัญชาออกมาจากองสัมภาระ ที่แกซุกซ่อนไว้ หยิบ กัญชาออกมากำใหญ่นายกรวก ก็กระดกเหล้า แพล่มกับตัวเองไม่หยุดปาก 2 สาวหลังกินมื้อเย็นกันเสร็จ เดินวนรอบๆ ปาง ย่อยอาหารแล้ว ก็มุดกายเข้าเต็นท์นอนต่างกอดจูบลูบไล้กัน ไป-มาจนผล็อยหลับไป เพราะ ความอ่อนเพลีย จนใกล้เที่ยงคืนก็มีหนึ่งร่างลุกขึ้น อย่างแผ่วเบา และ เปิดเต็นท์ เดินออกมา.. ยามนี้ นายกรวกนอนกอดกระบอกเหล้านั่งสับผงก ข้างกองไฟ ที่ใกล้มอดวาย เปลวไฟแทบมองไม่เห็นมีเพียงสะเก็ดไฟแตกประทุเป็นครั้งคราว บุญช่วยก็นั่งหัวตกปากจรดขอบบ๊องดึงลมกระชากควันเต็มกำลังเนื้อ บนโจ๋วแดงหลุบหายเข้าไปในรูรวง แกหยิบไม้กระทุงตามในรู ดันซากเศษเนื้อเผาไหลลงตัวบ๊องแก้ม บุญช่วย ตอบลู่ตัวโก่งคอเป็นเอ็น ก่อนเงยหน้าพ้นควันพุ่งเป็นสาย และละลายหายไปกับลม แกพ่นลมพ้นปอดแล้วก็ก้มลงไปให้ปากจรดขอบบ๊องอีกครั้งกระชากควันหลงเข้าปอด เสียงน้ำจากแรงดูดดึงคล้ายเดือดจาก ความร้อน ดังยาวต่อเนื่องจนสิ้นลมดูดของ เจ้าของ บุญช่วย พ่นควันอีกครั้งหาสังเกตว่ามีร่างใครคนหนึ่งเดินหายไปในท่ามกลางความมืด ร่างสาวไทยไซด์มินิเดินหายไปกับราตรีในยามนี้..กาล เหมือนตกอยู่ในภวังค์ความฝัน เธอมองเห็นรอบกายเต็มไปด้วยทุ่งไม้ดอกสีสลับลาย บานสะพรั่งทั่วทุ่ง ทั่วเนินเขาลมเย็นๆ โชยเอื่อยต้องร่าง รู้สึกอุ่นกายแปลกๆ ลมที่พัดต้องร่างมีกลิ่นหอมเครื่องปรุงน้ำอบโบราณ โสตเสนาะต้องยลยินเสียงเครื่องดนตรีไทยเสียงพิณล่อเล่นสลับไขว้ ซอดวง ซออู้ ตามบดเร่งเร้า ด้วย เสียงระนาดเอก และระนาดทุ้ม เนียนประสานดุจเพลงสวรรค์ ที่ไม่เคยยินยลที่ใดมาก่อนเสียงนั้นเริ่มชัดขึ้น เมื่อ เธอ เดินไปหยุด บนลานกว้างล้อมรอบด้วยต้นไม่สูงชะรูดมี ต้นตะแบกใหญ่ ที่ เคียงข้างตะเคียนยืนต้นสูงล้ำ ตั้งบ่าเงยหน้ามองไม่เห็นยอดความสว่างไสวจ้าเมื่อครู่ เปลี่ยนไป คล้ายรอบตัวมีหิ่งห้อยนับล้านเปล่งแสงนวล เธอเดินเข้าไปหาหญิงนางหนึ่งนุ่งห่มผ้าแถบไหมทอ ประกายสไบเฉียงดุจมีเหลือมเพชรพรายสะท้อน แสงนวล ดวงหน้า หญิงสาวฉาบด้วยรอยยิ้มดวงภักษ์ เหมือนถอดแบบออกมาจาก วรรณกรรม ที่ เธอ เคยอ่านแล้วมีภาพประกอบ.. ดวงเนตรคมใสเป็นประกายระยิบระยับ เธอมองแล้วยังอดสิเน่หา มิได้ เธอ ยื่นมือออกมาประมาณเชื้อเชิญ กาลก้าวไปจนชิดติดกลิ่นหอมเครื่องอบน้ำปรุงตลบพาสดชื่นไร้คำใดเปรียบ พอร่างกายผิวจากมือสัมผัสกัน กาล รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเหยือก ของผิวเนื้อนวลสุกปลั่งนวลเนียนประดุจดั่งทอง 100 % เธอ ยิ้มให้และ ประครองพา กาล เดินไปที่ โคนต้น ตะเคียน ด้านเวรยาม พอเที่ยงคืนผ่าน พรานชาติก็เข้าประจำที่ พร้อม นายใบ้ มาพบไฟในกองใกล้มอด แถมหนึ่งคนก็หลับ อีกคนก็ปากคล้ำบ๊อง แกเดินเข้าไปปลุก นายกรวก ด้วย สันแข้งเต็มสีข้าง เสียงดัง “ ปึก.” แน่นๆ จน คนคอเนื้อ หว๋อ!...สะดุ้งตื่น ลนลานเก็บอุปกรณ์..

..พรานชาติ “ ไป ไป......ไอ้พวกห่ากิน เดียวพรุ่งนี้ พวกเองมีเรื่องคุยกับข้ายาวแน่ ไอ้บุญ น้า ไอ้บุญ ไว้ใจหอกอะไรไม่ได้เลยไอ้สันขวาน เอย..”..เขา บ่นอีกหลายคำจน 2 เวร หายไปยังกองสัมภาระ ที่พัก..

................
นายใบ้สุมไฟจนกลับมาโหมแดงเปลวไฟพื้นขึ้นมาอีกครั้ง รอบบริเวณสว่างทั่วปางพักเสียงสัตว์กลางคืน แมลงกลางคืนเงียบหายหมดสิ้นไม่เหมือนเมื่อ ช่วงเย็น ช่วงหัวค่ำนายกรวก ตอนเดินกลับ กองสัมภาระ ที่แบกหามมา ขอแยกตัวจาก บุญช่วย ไปยิงกระต่าย ( ไปเหยี่ยวนั้นแหละหรือ ใช่คำว่าไปฉี่ดี ...นายกรวก แยกตัวไปฉี่ อิอิ ฮาเลยอะคะอิอิ ) นายกรวกเดินโซเซขาพันเจียนล่มหลายครั้ง มือหาสิ่งเกาะสิ่งพิง เดินหายเข้าไปในพุ่มไม้สมองจินตนาการเห็น มีคนมาจับข้อมือจูงพาเดินตาม นายกรวก นั้นก้าวเท้าตามแรงจูงพาจมูกได้กลิ่นเหม็นเขียว และ เท้าเหมือนเหยียบหนามแสบไปทั้งเท้า แต่ก็ยังก้าวเดินตามมือที่เกาะข้อมือพาเดิน จนมาหยุดระยะลง มือนั้นกดบ่า นายกรวกทั้งสองข้างให้ร่างนั่งลงที่พื้น และ จับเสื้อคอกลม ดึงขึ้นทางศีรษะ ของ นายกรวก นายกรวกพิงหลังกับต้นอะไรไม่อาจเห็น เพราะ พอเสื้อพ้นหัว มือนั้นก็ปาดลูบบนใบหน้าเยิ้มมันเขรอะสิว เปลือกตาแทบลืมไม่ขึ้น ความรู้สึกเสียว ฉุดแรงเต้นของหัวใจให้เร็วขึ้น มีความเย็นมาสัมผัสต้องเนื้อหน้าอก เหมือนจะหยุ่นนิ่ม แต่ก็กระด่างแข็งจนแยกไม่ออก ลมเย็นโชยปะทะหน้าอกพาขนลุกเกรียว แล้วกางเกงแบบชาวเผ่าบนที่สูง ก็ถูกถกดึงจนหลุดออกพ้นร่าง พร้อมๆ กับ จังหวะที่ถูกสิ่งหนึ่งกดทับลงที่หน้าขา คลึงวนอยู่พักใหญ่ ก็ถู กระเถิบเข้ามาหาแกนกายของ เขา ที่แข็งตั้ง ท่อนเนื้อถูกประครองสวม รูช่อง ก่อนถูกกดล้ำเข้าจนติดหน้าขาขาถูกทับกดแนบแน่น เขา ครางโหยหวนด้วยความเสียวลึกเย็นเฉียบเข้าสู่หัวใจแรงกดทับโขยกยก แล้วกดลงซ้ำแล้วซ้ำอีก หลายครั้งที่ เขากระแดะยกเอวขึ้นรับแรงกดความตึงแน่นบีบท่อนลำ เขา แทบขับตัวไม่ได้เสียวครางซีดซาด..โหยยาวจนต้องเกร็งร่าง ทุกส่วน ...กาล ถูกมือเรียวนวลเนียนถูลูบวนยอดประทุมเธอ ต้องส่ายเนินอก แดะเต้าอวบยันมือนิ่มๆ ที่กดแรงเพิ่มวนบี้บด เต้าวนเคล้าเสียงคราง ของ เธอ ที่สั่นขาดช่วง เป็นระยะๆ น้ำเสียวในช่องลืบก็ทะเล็ดไหลเยิ้มปริปริ่ม เอ่อจีบช่องเสียว นิ้วเรียวยาวไม่ทราบจำนวน ถูกแทงสวนซอยกระสวกๆ เข้า-ออกร่องเสียว กลีบแคมถูกบี้บดด้วยหัวแม่โป้งมือ ที่ขยี้เบียดซอกแตดกับ กลีบแคม จากปิดสนิทชิด ยามนี้ ถูกรุกรานจู่โจม ด้วยปลายนิ้วก้อย และนิ้วหัวแม่โป้ง รูดไถล กดแนบไถ ไปกับเนื้ออ่อนข้างกลีบแคม ปลายก้อยสะกิด กกติ่งแตด จน กาล สะดุ้งผวากอดร่างขาวไร้อาภรณ์ เช่นกันเบื้องหน้า ข้อพับขา เธอเกร็งพยายามแดะยกสะโพกขึ้นส่ายรับนิ้วมือส่วนที่เหลือจำนวน ที่ยัดตะบันช่องทะลวงรูช่องเสียว ลืบเนื้อภายในบีบเกร็งรัดนิ้วมือ หญิงนางนั้นรอยยิ้มพอใจ จากดวงหน้ายิ้มตอบ รอยยิ้ม ของ กาล ก่อนทุกอย่างจะเสร็จสุข ร่างนั้นก็หยุดนิ้วมือ นั่งลง และ จับขาไขว้สอดกับขา เธอ โคกเนื้อแคมชนบดนาบแนบกันโนมเนื้อตุ่มเต้า ก็เชิดแดะปลายประทุมถันส่ายไป-มาสะกิดปาดกัน และกันเนื้อหนั่นแตดเต่ง กด นาบบี้นิ่งค้าง ก่อน ทั้งสอง ค่อยๆช่วยกัน ยกเอวโกงตัวเล็กน้อย และ กระแทกโหนกโคกอัดใส่ฝั่งตรงข้าม ยามปะทะชน ของ กลีบแคม ทั้ง 2 ต่างเกร็งร่างค้างไว้..ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ตับตับตับ... ช่วงระยะชน ของ แป้นแตดเร่งกระชันเนินนมเต้าเนื้อ เนียนเบียดบดกัน ปากประกบนาบดูด น้ำในโพรงปากแลกลิ้นควงน้ำลาย พันสอด บิดม้วน ตลบ กัน และ กัน เสียงครางครวญ ของ กาลเล็ดลอดอกมารวยริน หญิงนางนั้น แทรกเรียวลิ้น กลิ่นหอมไม่สุดสิ้นยังฟุ้งกระจายอบอวบรอบกาย.... นายกรวก โก่งเอวจับ ล๊อก สิ่งเบื้องหน้าเพื่อ เหนี่ยวกระเด้าเอวเร่ง เขา กระแทกอักท่อนลำจนถลอกเลือดซิบๆ ที่ลำลึงค์ แต่ก็ไม่รู้สึกเจ็บแสบแต่ อย่างใด ท่อนเอ็นแข็งมุดเดินหน้าถอยหลังตาม นาย ของ กายสั่งแล้วน้ำกามมวลมหาศาลที่มี ก็ฉีดพุ่ง แบบไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิตร่างเกร็งสั่นเทาทั้งกาย ตัวจิต ที่ ควบคุมไม่อาจหยุด น้ำกาม ที่เคลื่อนไหลออกมาได้ มือ นายกรวก เกาะแน่นปลายเล็บจิกฝังในเนื้อมันวาวเอวค้างดันไปด้านหน้า แอ่นส่งท่อนลำให้ ถลำลึกเข้าไป เข้าไป เข้าไป เรื่อยๆเรื่อยๆ...กาล ดิ้นส่ายเอวสวนปะทะกับ โหนกเนื้อ ของ ฝ่ายตรงข้ามตลอดเวลาจนความเสียว กรีดอารมณ์ มาสิ้นสุด ที่ ปลายติ่งแตด แล้วแผ่ซ่านกระจายไปทั่วทุกอณูเนื้อ เธอ เกร็งรัดร่างผ่องนวลเบื้องหน้า ซึ่ง ก็ตอบโต้เธอ ด้วยแรงรัดตอบ แทบแทรกหนังแทรกเนื้อกันที่เดียว ลมหายใจ ที่ต่างรดราดใบหน้าของ อีกฝั่ง กระทุงให้จุดกระสัน ทำงานซ้ำแล้ว-ซ้ำอีก น้ำในช่องกลีบถูกบีบซึมจากปฏิกิริยา ช่องคลอดตอดขมิบ ขับน้ำออกมาละเลงฉาบโคกโหนกอูม ของ ทั้ง 2 ความเนียนโคตรถูกน้ำชโลมเลอะเปรอะหนังหน้าแตด หมดสิ้น อาการเกร็งกระตุก แดะ กระแทกใส่กันหนักหนัก ยังตามมาอีกหลายครั้ง ปากทั้ง 2 จมทาบไปที่ปากเรียวของ อีกฝั่งข้าง เสียงครางกรีดร้องยาวลั่นไพร เธอ สิ้นแรงหลับไปเนินนานเพียงใด กาลไม่อาจคาดได้...ยามสุดท้ายถูก ผลัดเปลี่ยนในค่ำคืนนี้ เพลา เดินแวะไปดู เต็นท์ 2สาว แต่ ต้องแปลกใจ ที่ซิบประตูเต็นท์ถูกรูดขึ้นจนสุดผ้าเต็นท์ด้านนอกถูกตลบไปที่ด้านข้าง ของ เต็นท์ มองเข้าไปใจ เขา หล่นล่วงวาบเมื่อ พบเพียง เพื่อนสาวนอนคดคู้กายกอดผ้าห่มร่างสั่นเทิ้มอยู่ แต่ หาพบ พี่สาวของ เขา ไม่ “ เธอ หายไปไหน กาล .” เขา ระงับความตื่นตระหนก ออกเดินหา รอบบริเวณ ที่พัก กาหลงจับตามอง เพลา ตลอด พร้อมโยนกิ่งไม้เข้าไปสุ่มกองเพลิง และ ห้อยกา กาแฟ กับ คานไม้เหนือเปลวไฟ พักใหญ่ เพลา เดินกลับมาหา กาหลง พร้อม ความแน่ใจ..

..เพลา “ กาหลง ! ! พี่กาล หายไป ฉันเดินหาตามชายป่ารอบปางแล้ว ไม่พบ มีเพียงกิ่งไม้หัก กิ่งต้นรักหักใหม่ๆยางไม้ยังจับ รอยอยู่เลย..”..เขา กล่าว ด้วยความร้อนใจ และเป็นห่วงพี่สาว..
..กาหลง “ เดียว ฉัน ไปบอกพ่อ และ พวกลูกหาบออกตามกัน พี่เพลา ปลุก คุณมาเรีย ก่อน หละกัน..”..เธอลุกจากก้อนหินที่นั่ง และ คว้าหน้าไม้เดินไปยังเปลแขวน ของ ที่อยู่ห่างกองสัมภาระ และเต็นท์ในปางพักไม่มากนัก..

................
พรานชาติจับความเคลื่อนไหวอยู่เงียบๆ นาน แล้ว พอลูกสาวเดินมาหา ก็ดีดตัวลุกขึ้น กาหลงแจงเรื่องต่างๆ ให้ พรานชาติ ฟังก่อนเดินไปปลุกเหล่าลูกหาบ พรานชาติ เก็บเปล และมารวมกับทุกคนที่บริเวณกองไฟ แล้ว ก็ได้รับการบอก จากลูกสาวอีกว่า นายกรวก ก็หายไปทั้งหมดต่างคิดกันไปต่างๆ นานา พรานชาติ เห็น เพลา เริ่มกระวนกระวาย เขา เลยสั่งให้ ทุกคนแยกกันค้นหา ให้รอบบริเวณ โดย ยึดระยะไม่เกิน 100 เมตร จาก ปางพักเจอไม่เจอเช่นไร ให้ กลับมาหลังตะวันขึ้น ในอีกไม่เกิน 2 ชั่วโมงทั้งหมดจับคู่เตรียมแยกไปคนละทิศ... เพลา นึกได้ ว่าพบรอยใหม่ จึงบอก พรานชาติ พรานชาติสับเท้าตาม เพลาที่เดินนำไป 2 สาว เดินตาม ส่วน 4 ลูกหาบ ก็แยกคู่ไปอีกทิศตามคำสั่ง พรานชาติ เพลา หยุด ที่ต้นรักที่กิ่งหักยางไม้ยังสดใหม่อยู่ พรานชาติ เดินต่อไปทันที่เมื่อเห็น มีรอยกิ่งไม้หักเป็นทาง เป็นระยะๆ และ มี รอยรองเท้าบูท เป็นทางเห็นได้ชัดบางช่วงเดินผ่าไปกลางพุ่ม ต้นเล็บเหยี่ยว พรานชาติ ต้องพาทุกคนเดินอ้อม เพื่อไม่ให้หนามต้นเล็บเหยี่ยว เกี่ยวข่วนเป็นแผล.. เดินมาระยะหนึ่ง ไม่ถึง 50 เมตร ก็ ถึงลานกว้างมีต้นไม้ยืนต้นสูงอยู่หลายต้น พรานชาติ มองที่พื้นเห็นรอยเท้าเดินไปยังกลุ่มไม้ใหญ่ชัดเจน กลางลานไม้ยืนต้นไม่ต่ำกว่า 3 คนโอบ ล้อมรอบ ต้นตะแบก กับ ต้นตะเคียนทอง ขนาดมหึมา ไม่แน่นว่า 10คน จะโอบได้รอบ ที่ กก ไม้ มีร่างหญิงสาว ที่ทุกคนต่างตามหาอยู่ทั้งหมดวิ่งเดินตรงไปยังร่าง..
[align=center][font=angsa


 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ