เจาะเวลาหาฉิมพลี (ภาคยุทธจักร) .. ตอน 28 งานเลี้ยงชิงบุปผา

เจาะเวลาหาฉิมพลี (ภาคยุทธจักร) .. ตอน 28 งานเลี้ยงชิงบุปผา

  • 0 ตอบ
  • 9476 อ่าน
*

ออฟไลน์ koper2sunfad

  • Senior Member
  • ****
  • 730
  • 613
    • ดูรายละเอียด
ให้เครดิตคุณ uijiro ด้วยนะครับ อย่าลืมไปcomment กระทู้ด้วยครับ





           ห้องโถงของตึก ถูกตกแต่งให้เป็นห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ โต๊ะเก้าอี้มากมายถูกตั้งไว้บริเวณกลางห้อง เหลือพื้นที่ว่างอีกมากมายรอบๆไว้สำหรับแขกที่ต้องการยืนหรือเดินไปมา ถึงตอนนี้โต๊ะต่างๆที่นั่งด้วยแขกพิเศษ ก็ถูกนั่งจนเกือบเต็มทุกโต๊ะ ส่วนแขกที่ถูกจัดเป็นแขกธรรมดาก็เข้ามากันจนคึกคัก หลายคนสวมหมวก ใช้ผ้าปิดบังหน้าตา นี่มิใช่เรื่องแปลกสำหรับงานเลี้ยงชิงบุปผา

          โต๊ะสำหรับแขกพิเศษโต๊ะหนึ่ง ถึงกับนั่งไปด้วยหลวงจีน ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นหลวงจีนจากเส้าหลินอีกด้วย ผู้ที่มีศักดิ์ศรีสูงสุดในโต๊ะนี้ คือหลวงจีนเทียนคง หลวงจีนรุ่นเทียนในเส้าหลิน ก็หมายถึงเป็นศิษย์รุ่นเดียวกับเจ้าอาวาส มีศักดิ์ในวัดสูงยิ่ง ถึงแม้ว่าชื่อเสียงในยุทธจักรจะไม่โด่งดังเหมือนเทียนซินไต้ซือที่ได้ตำแหน่งราชันย์กระบี่ก็ตาม

          แขกในงานเลี้ยงพอจะทราบว่า หลวงจีนจากเส้าหลิน มิได้เข้ามาเพื่อชิงบุปผา แต่ถูกเชิญให้มาเป็นสักขีพยานว่างานเลี้ยงนี้ถูกจัดขึ้นด้วยความยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย มิได้ใช้เล่ห์ หรือกำลังบังคับ

          เสียงดนตรีที่บรรเลงขับกล่อมในงานพลันหยุดลง ม่านบนเวทีเตี้ยๆที่ถูกจัดขึ้นอย่างสวยงาม ถูกดึงออก สาวงามสะคราญในชุดสีชมพูสลับขาวเดินออกมาช้าๆ เรือนร่างอวบอัดเย้ายวนทำเอาหลายคนในงานเลี้ยงถึงกับจ้องมองอย่างลุ่มหลง ที่เอวคอดกิ่วของสาวงามยังห้อยป้ายหยกที่สลักรูปดอกโบตั๋นและหมายเลขสอง บางคนที่พอมีข้อมูลจึงทราบทันทีว่า สามงามเย้ายวนนางนี้ คือคุณหนูรองแห่งตึกโบตั๋นนี่เอง

          " รบกวนให้ทุกท่านรอนานแล้ว "                                                                          

          คุณหนูรองประสานมือคารวะแขกในงาน บางคนประสานมือคารวะตอบ ต่างกล่าว ไม่เป็นไรๆ หรือไม่ก็เกรงใจไปแล้วๆ ประสานกันอื้ออึง  บางคนยังจ้องมองแต่เรือนร่างของคุณหนูรองไม่ได้ประสานมือคารวะตอบก็มี

          " อย่างที่ทุกท่านทราบ งานเลี้ยงชิงบุปผาครั้งนี้ จัดโดยตึกโบตั๋น มาตรว่า มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ชนะ ได้ผ่านราตรีสุขสันต์กับสาวงามของวังร้อยบุปผา แต่ก็ดำเนินการด้วยความโปร่งใส ด้วยความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย และมีผู้มีเกียรติมาเป็นสักขีพยาน ดังเช่นครั้งนี้ วังของเราได้รับเกียรติจากเทียนคงไต้ซือแห่งวัดเส้าหลิน มาเป็นสักขีพยาน "

          คุณหนูรองกล่าวด้วยเสียงหวานไพเราะ ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ต่างจากบุคลิกยามปรกติที่เย็นชา ขณะกวาดสายตาไปรอบๆ ทำเอาหนุ่มๆหลายคนถึงกับแทบถูกดึงวิญญานออกจากร่าง

          " สำหรับกติกาในการชิงบุปผา ก็เช่นกับทุกๆครั้งที่ผ่านมา บุปผามีสองดอก ท่านใดเสนอมูลค่าสูงสุดของแต่ละดอก คืนนี้น้องสาวของเราจะอยู่ร่วมกับท่านนั้นจนเช้า หากที่เสนอมามิใช่เงิน แต่เป็นสิ่งของ ทางวังของเราจะตีมูลค่าของเป็นเงินให้..."                            

          คุณหนูรองหยุดนิดหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อว่า                                                          

          " แต่ต้องบอกให้ทราบไว้ก่อน ศิษย์ในสังกัดร้อยบุปผาต่างฝึกวิชาดูดเชื้อพลัง หากเป็นผู้มีวรยุทธ ทุกครั้งที่ร่วมสัมพันธ์จะถูกดูดพลังวัตรหนึ่งปี หากไม่มีวรยุทธจะสูญเสียพลังธาตุหยาง ไม่สามารถร่วมหลับนอนกับสตรีได้อีกในช่วงสิบวัน ดังนั้นจึงขอให้ทุกท่านพิจารณาให้ดี "

          เทียนคงไต้ซือ ได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ที่จริงวิชาดูดเชื้อพลังในอดีตเป็นวิชาต้องห้าม ที่ชาวยุทธฝ่ายธรรมะตั้งข้อรังเกียจ แต่ทว่าเวลาผ่านๆไป ก็ไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่นัก เนื่องจากหายสาบสูญไปหลายสิบปี กระทั่งวังร้อยบุปผาจัดงานเลี้ยงชิงบุปผาขึ้นมา จึงได้ทราบกันว่าวิชาดูดเชื้อพลังยังมีอยู่ แต่ทว่าเนื่องจากวังร้อยบุปผาปฏิบัติแตกต่างจากในอดีต ไม่มีการล่อลวงบุรุษ หรือฉุดคร่าชาวยุทธเพื่อไปดูดพลังวัตร กลับเปิดเผยและให้ชาวยุทธยินยอมเองด้วยความสมัครใจ ดังนั้นแม้จะไม่พอใจ แต่ทางเส้าหลินก็ไม่ทราบว่าจะทำอะไรได้เหมือนกัน จึงได้แต่มาคอยสังเกตุในงานว่า จะมีพฤติกรรมเลวร้ายอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่

          " คุณหนูสี่มาแล้ว "                                                                                              

          เสียงของศิษย์ของวังร้อยบุปผานางหนึ่งร้องขึ้นมา สายตาของทุกคู่ในงานก็มองไปบนเวที เห็นสาวงามในชุดเปิดไหล่ขาวสะอาด ผมดำยาวสยายลงมาถึงช่วงเอว สะโพกกลมอวบอิ่ม ทำเอาแขกในงานถึงกับมองจนตาค้าง หลวงจีนจากเส้าหลินบางรูปถึงกลับหลับตา กล่าวอะมิตาพุทธขึ้นมา

          คุณหนูสี่กวาดตาหยาดเยิ้มไปรอบๆเที่ยวหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า                              

          " ผู้ต่ำต้อย เป็นคนที่สี่แห่งตึกโบตั๋น คำนับผู้กล้าทุกท่าน "

          จากนั้นค่อยๆย่อกายคารวะอีกครั้ง ขณะก้มลงหน้าอกอวบอิ่มที่ถูกเสื้อรัดไว้ปริ่มๆยิ่งเด่นชัด ทำเอาบรรยากาศในห้องคึกคักขึ้นมาทันที หลังจากนั้นคุณหนูสี่ค่อยๆหันกายเดินกลับเข้าไปในห้องหลังม่าน สายตาทุกคู่มองตามสะโพกงดงามที่ค่อยๆหายไปอย่างไม่วางตา

          คุณหนูรองปล่อยเวลาให้ผ่านไปสักครู่ จึงเอ่ยว่า                                                    

          " ผู้กล้าท่านใด พึงพอใจในน้องสาวของผู้ต่ำต้อยผู้นี้ โปรดเสนอมูลค่า "                  

          นี่ถ้ายูอันมาอยู่ในงานด้วยคงร้องอ๋อขึ้นมาแล้ว แบบนี้มันเหมือนการประมูลสินค้านี่เอง

          " ห้าพันตำลึง "                                                                                                      

          เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งร้องขึ้น ห้าพันตำลึงนับว่าไม่น้อยจริงๆ ด้วยเงินจำนวนนี้มันสามารถใช้ในการเที่ยวหอคณิกา เลือกสาวงามมาค้างคืนได้ทุกคืนเป็นปี แต่ยินยอมใช้เพื่อร่วมหลับนอนกับคุณหนูสี่คืนเดียว

          " เจ็ดพันตำลึง "                                                                                                    

          เสียงจากชายอายุประมาณห้าสิบปี ดูก็รู้ว่าไม่มีวรยุทธ บางทีอาจจะเป็นพ่อค้าหรือขุนนาง

          " แปดพันตำลึง "                                                                                                  

          เสียงชายหนุ่มคนแรก ดูท่ามันยังไม่ยินยอม

          " หนึ่งหมื่นตำลึง "                                                                                                

          เสียงดังจากชายอีกคน นับแล้วเป็นคนที่สามที่เสนอราคา ถึงตอนนี้เริ่มมีเสียงพึมพำๆขึ้นบ้างแล้ว เงินหนึ่งหมื่นตำลึงมิใช่น้อยๆ มีสักกี่คนในแผ่นดิน ที่ยอมเสียเพื่อหลับนอนกับหญิงสาวเพียงคืนเดียว

          " หนึ่งหมื่นสองพันตำลึง "                                                                                      

          ชายอายุห้าสิบปี ร้องขึ้น ดูท่ามันก็ยังไม่ถอดใจ แต่ดูใบหน้าเริ่มมีเหงื่อซึมๆออกมาให้เห็น

          " หนึ่งหมื่นตำลึง บวกกับมีดสั้นเล่มนี้ "                                                                  

          ชายคนที่สองร้องขึ้นพร้อมกับวางมีดสั้นเล่มหนึ่งบนโต๊ะ ศิษย์ของวังร้อยบุปผานางหนึ่งเดินเข้าไปหยิบมีดสั้น จากนั้นเดินที่กลางห้องโถง ที่จริงศิษย์คนนี้ก็งดงามไม่น้อย เพียงแต่เมื่อมาอยู่ในห้องเดียวกับคุณหนูรองก็ดูด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

          ศิษย์นางนี้ ชักมีดสั้นออกมา ประกายคมวาวจากมีดทำเอาหลายคนที่ดูของเป็น ทราบว่ามีดสั้นเล่มนี้คมกล้าไม่น้อย ศิษย์วังร้อยบุปผาอีกคนเดินเข้าไปยังกลางห้องโถง พร้อมทั้งชักกระบี่ ฟันเข้าใส่ศิษย์คนที่ถือมีดสั้น ท่วงท่าขณะเดิน ชักกระบี่ ฟันกระบี่กลับงดงาม รวดเร็ว ทำเอาหลายคนในห้องโถงถึงกลับร้อง ละอาย อยู่ในใจ แค่ศิษย์ธรรมดาๆกลับมีวิชากระบี่ถึงขั้นนี้

          ศิษย์ที่ถือมีดสั้น ก็หมุนร่าง ตวัดมีดสั้นขึ้นรับอย่างสวยงามเช่นกัน เสียงติงตัง ของดาบกระบี่ปะทะกันห้าหกครั้งก่อนทั้งคู่จะหยุดร่าง และต่างชูทั้งดาบ และกระบี่ให้คนในห้องโถงชม เห็นกระบี่ยาว มีรอยบิ่นอยู่หลายจุด บางจุดแทบทำเอากระบี่หักเป็นสองท่อน ดูท่าหากปะทะกันอีกไม่กี่ครั้งกระบี่คงหักลงแล้ว

          หันมาดูมีดสั้น กลับไม่มีร่องรอยความเสียหายแม้แต่น้อย เสียงหลายคนพึมพำว่า มีดสั้นที่ดีๆ  บ้างก็ว่า มีดสั้นที่คมกล้านักๆ ออกมา

          " สี่พันตำลึง "                                                                                                        

          เสียงดังออกมาจากหลังม่าน คนจากวังร้อยบุปผาต่างทราบว่านี่เป็นเสียงของท่านอาอี้ ที่เป็นผู้ตีราคาให้ของมีค่าต่างๆ ดังนั้นตอนนี้ราคาสูงสุดจึงกลายเป็น หนึ่งหมื่นสี่พันตำลึงแล้ว ทำเอาในงานเลี้ยงเงียบไปชั่วครู่ ชายอายุห้าสิบที่เสนอราคาเป็นคนที่สอง ต้องดึงผ้ามาซับเหงื่อบนใบหน้า มันแม้ลุ่มหลงต่อคุณหนูสี่ ใคร่ได้ผ่านราตรีสุขสันต์กันสักคืน แต่ทว่า หนึ่งหมื่นสี่พันตำลึง - -*

          " หนึ่งหมื่นห้าพันตำลึง "                                                                                        

          เสียงชายอีกคนร้องขึ้น พร้อมทั้งยิ้มกว้างหันคารวะไปทั่ว หลายคนจำได้ ชายผู้นี้คือ หมัดทลายภูผา ลี้น่ำคุนนั่นเอง

          " พี่ลี้ มือเติบยิ่งนัก "                                                                                              

          เสียงกระบี่ไล่ลม กิมกงติก ที่ตามมากับหมัดทลายภูผาพูดขึ้น                              

          " ฮ่า ฮ่า เราถือคติว่า เงินทองหามา ก็ต้องใช้ "                                                      

          หมัดทลายภูผาตอบ ก่อนยิ้มกวาดไปทั่วห้องโถง เห็นไม่มีผู้ใดสู้ราคาก็นึกกระหยิ่ม ถึงแม้จะทุ่มเงินมากมาย แต่ตัวมันเองประกอบอาชีพเปิดบ่อนพนันหลายแห่ง มาตรว่าจะต้องเสียเงินทองจำนวนมาก แต่ทว่า ตั้งแต่มันเกิดมา ยังไม่เคยร่วมหลับนอนกับหญิงสาวที่งามหยาดเยิ้มเช่นนี้มาก่อน คืนนี้คงสมหวังแล้ว

          " น้องหลี่ ท่านไฉนเงียบไปไม่พูดไม่จา "                                                                

          กระบี่ไล่ลมถามชายหนุ่มอีกคนที่มาด้วยกัน                                                          

          " พี่กิม บอกตามตรง เราเกิดมายังไม่เห็นหญิงสาวที่งดงามเช่นนี้มาก่อน ต้องขอบคุณพี่ลี้ ที่ครั้งนี้พาเรามาเปิดหูเปิดตา "                                                            

          หนุ่มแซ่หลี่เอ่ยตอบอายๆ

          " หากไม่มีผู้เสนอราคา น้องสี่ของผู้ต่ำต้อย คืนนี้ก็จะเป็นของท่านผู้นั้นแล้ว..."                

          คุณหนูรองพูดไม่ทันจบก็มีเสียงหนึ่งดังว่า

          " หนึ่งหมื่นหกพันตำลึง !! "

          " ว่ากระไร -*- "                                                                                                    

          หมัดทลายภูผา ที่กำลังจิบสุราถึงกับสะอึก มันที่กำลังนึกถึงคุณหนูสี่ที่กำลังจะได้อยู่ร่วมกันในคืนนี้อยู่แท้ๆ ไม่คิดว่าจะมีผู้ที่สู้ราคาอีก หันไปดูเห็นชายชราแปลกหน้า อายุประมาณห้าสิบกว่าๆ ในชุดแพรมีค่า แล้วยิ่งนึกโมโห แก่จนจะเข้าโลงอยู่แล้ว ยังคิดจะหลับนอนกับสาวแรกรุ่น ดูแล้วไม่น่าจะมีวรยุทธเสียด้วยซ้ำ ไม่กลัวเหนื่อยตายคาเตียงรึไง -*-

          " พี่หลี่...."                                                                                                            

          กระบี่ไล่ลมกับหนุ่มแซ่หลี่ ร้องขึ้นเหมือนจะถามว่า เอาไงดีทีนี้

          หมัดทลายภูผา เห็นสายตาหลายๆคู่ในงานหันมา ก็รู้สึกเสียหน้ายิ่งนัก แต่ทว่าหนึ่งหมื่นหกพันตำลึง ก็ทำเอามันต้องหยุดคิดเหมือนกัน หากว่าเมื่อวาน ถุงเงินของมัน ไม่หายไป ก็ยังพอสู้ไหว แต่เงินที่มีตอนนี้...

          " ท่านผู้กล้าหาญท่านนี้ มิทราบชื่อเสียงว่ากระไร ดูไม่คุ้นหน้านัก "              

          คุณหนูรองเอ่ยถามชายชราเสื้อแพร เนื่องจากเงินหนึ่งหมื่นหกพันตำลึง มิใช่จะกล่าวออกมาลอยๆได้ ยิ่งไม่รู้จักหน้าค่าตาด้วยแล้ว

          " ได้ยินมาว่า งานเลี้ยงชิงบุปผา มิเพียงไม่ต้องเปิดเผยชื่อแซ่ กระทั่งจะปกปิดโฉมหน้า ก็มิเป็นไร "

          ชายชราเสื้อแพรพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

          " ท่านผู้กล้าหาญกล่าวถูกต้องแล้ว "                                                            

          คุณหนูรองรับคำ  

          " เช่นนี้ คุณหนูรองคงเกรงว่า เราจะไม่มีเงินตามที่เสนอราคากระมัง "          

          ชายชราเสื้อแพรเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม        

          " ผู้ต่ำต้อยมิกล้า "                                                                                      

          คุณหนูรองก็ตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

          ชายชราเสื้อแพรดึงถุงเงินขนาดใหญ่กว่าถุงเงินทั่วๆไปออกมา ที่จริงหากจะเรียกว่าถุงเงิน พาลเรียกว่าถุงผ้า จะเหมาะสมกว่า จากนั้นดึงตั๋วแลกเงินปึกใหญ่ออกมาวางกลางโต๊ะ เพียงมองคร่าวๆก็พอเห็นว่านับรวมๆคงไม่ต่ำกว่าหมื่นตำลึง และดูจากถุงเงินที่ยังดูแน่นอยู่ คาดว่าด้านในคงมีอีกไม่ต่ำกว่าหมื่นตำลึง

          หมัดทลายภูผาเห็นแล้วก็ต้องเหงื่อตกเช่นกัน ที่จริงหมัดทลายภูผาเตรียมเงินมาถึงสามหมื่นตำลึง แบ่งเป็นตั๋วแลกเงินในถุงเงินที่ถูกขโมยไปเมื่อวานหนึ่งหมื่น กับอีกสองหมื่นตำลึงที่เก็บไว้ที่โรงเตี้ยม ซึ่งก็คือที่เหลือติดตัวตอนนี้ มันคำนวณว่า หากใช้ในการ ชิงบุปผาเสียหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึง ก็ยังมีเหลืออีกห้าพันตำลึง ไว้ใช้ในการเดินทางไปเที่ยวชมสาวงามที่ลี่เจียง จากนั้นค่อยเดินทางกลับบ้าน

          คุณหนูรองเห็นชายชราเสื้อแพร มีเงินจริง จึงร้องขึ้นว่า                                          

          " หากไม่มีผู้ใด เสนอราคาสูงกว่านี้..."

          " หนะ..หนึ่งหมื่นเจ็ดพันตำลึง "                                                                    

          หมัดทลายภูผากัดฟันร้องขึ้น  แต่ไม่ทันจะร้องจบ ชายชราเสื้อแพรก็ร้องขึ้นว่า                

          " หนึ่งหมื่นแปดพันตำลึง !! "

          " ท่าน !! -*- "                                                                                                        

          หมัดทลายภูผาปวดใจยิ่งหนัก ดูเจ้าแก่คนนี้ ท่าจะไม่เลิกราง่ายๆ

          " พี่หลี่ หรือจะรอคุณหนูคนต่อไปดี รอบนี้ผ่านไปก่อนดีหรือไม่ ..."                          

          กระบี่ไล่ลมเองยังอดลุ้นเองไม่ได้ มันไม่ใช่คนร่ำรวยเงินทองเหมือนหมัดทลายภูผา อย่าว่าแต่หมื่นตำลึง กระทั่งพันตำลึง มันยังไม่เคยมีมาก่อน

          " หึ -*- "                                                                                                                

          หมัดทลายภูผาย่อมคิดเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ทว่า คนรักหน้าตาเช่นมัน หากให้ยอมแพ้ เหมือนกับฆ่ามันอะไรอย่างนั้น สุดท้ายได้แต่กลั้นใจร้องไป

          " หนึ่ง..หนึ่งหมื่นเก้าพันตำลึง "                                                                    

          ถึงตอนนี้หากชำระค่าโรงเตี้ยม ค่าอาหาร คงไม่มีเงินพอไปลี่เจียงแล้ว หรือจะไปจริงๆคงต้องไปอย่างประหยัด จะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรูหราแบบปรกติ คงทำไม่ได้แล้ว

          " หนึ่งหมื่นเก้าพันห้าร้อยตำลึง "                                                                            

          ชายชราเสื้อแพรยังร้องออกมาอีกจนได้ -*- หมัดทลายภูผาหันมาดูเพื่อนรุ่นน้องที่มาด้วยกันครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าไปทางเวทีและร้องว่า

          " สองหมื่นตำลึง "

          บรรยากาศในห้องโถงถึงกับเงียบลงทันที หลายคนมองไปทางชายชราเสื้อแพรว่ายังจะ สู้ต่อ หรือไม่ มีหลายคนเอาใจช่วยหมัดทลายภูผา เพราะเห็นว่า หากให้สาวงามเช่นคุณหนูสี่ ต้องหลับนอนกับชายชราเสื้อแพร มันดูโหดร้ายกับคุณหนูสี่เกินไป

          " เอาเถอะๆ ..."                                                                                                    

          ชายชราเสื้อแพรถึงกับถอนหายใจพูดออกมา มันคงถอดใจยอมถอยแล้ว ดูท่าทางมันเหมือนจะชราลงอีกเกือบสิบปี เห็นมันค่อยๆลุกขึ้นช้าๆ แล้วเดินหลังงอๆออกจากห้องโถงไป    

          " หากไม่มีผู้ใด เสนอราคาอีก คืนนี้น้องสี่ของตึกโบตั๋นเรา จะอยู่ร่วมกับผู้กล้าหาญแซ่ลี้แล้ว "          

          คุณหนูรองร้องขึ้น แต่รออีกครู่ก็ไม่มีผู้ใด เสนอราคาอีก  จึงประกาศด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า          

          " ขอแสดงความยินดีกับผู้กล้าหาญแซ่ลี้ คืนนี้น้องสี่เป็นของท่านแล้ว "

          มีเสียงฮือฮาหลังคุณหนูรองประกาศ มีบางคนเดินเข้ามาแสดงความยินดีกับหมัดทลายภูผา หลายคนอิจฉา ที่เห็นหมัดทลายภูผาจะได้ร่วมหลับนอนกับสาวงามหยาดเยิ้มเช่นคุณหนูสี่ แต่หลายคนก็ไม่รู้จะอิจฉาดีหรือไม่ เพราะเงินสองหมื่นตำลึง มันมากมายมหาศาลจริงๆ

          หมัดทลายภูผาหลังจากประสานมือไปรอบๆห้องโถง จึงหันมาพูดกับกระบี่ไล่ลมกับหนุ่มแซ่หลี่ว่า    

          " บางที ค่าโรงเตี้ยมของเรา คงต้องรบกวนน้องเราทั้งสองก่อน.. "

          " เรื่องนี้พี่ลี้อย่าได้กังวลไป "                                                                                  

          กระบี่ไล่ลมกับหนุ่มแซ่หลี่รีบตอบ ตั้งแต่ร่วมเดินทางกันมา ค่าใช้จ่ายทั้งหมด หมัดทลายภูผาเป็นคนออกมาตลอดอยู่แล้ว แม้มันทั้งสองจะไม่ได้ร่ำรวยมากแต่ก็ยังพอชำระค่าใช้จ่ายได้

          " เรื่องที่พี่ลี้ควรกังวลน่าจะเป็นเรื่องที่ หลับนอนกับคุณหนูสี่หนึ่งครั้ง ต้องเสียพลังวัตรหนึ่งปีมากกว่า "

          กระบี่ไล่ลมเอ่ยขึ้น

          " หากหลับนอนกันสองสามครั้งในหนึ่งคืน คงต้องเสียพลังวัตรถึงสองสามปีเลยทีเดียว "

          หนุ่มแซ่หลี่กล่าวเสริม เพราะพลังวัตรสามปี ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย ตามปรกติต้องหมั่นฝึกเดินลมปราณถึงสามปีเลยทีเดียว และหากไม่ขยันจริงๆการจะได้พลังวัตรสามปี อาจต้องใช้เวลามากกว่านั้น

          " ขอบคุณน้องทั้งสองที่ห่วงใย ผู้พี่จะนึกเตือนสติตัวเองก็แล้วกันว่า อย่าได้มากเกิน ฮ่า ฮ่า "

          " ผ่านคืนนี้แล้ว พี่ลี้อย่าลืมว่าเราทั้งสองจะคอยฟังท่านมาเล่าเหตุการณ์ที่อยู่ร่วมราตรีสุขสันต์กับคุณหนูสี่ว่าเป็นเช่นไรบ้าง "

          " ฮ่า ฮ่า แน่นอน นั่นย่อมแน่นอน "

          " ผู้กล้าหาญแซ่ลี้ เชิญ "                                                                                        

          ศิษย์วังร้อยบุปผานางหนึ่ง มาเชิญหมัดทลายภูผา ไปชำระเงินที่ห้องด้านข้าง

          " คุณหนูห้ามาแล้ว "                                                                                            

          เสียงของศิษย์วังร้อยบุปผาร้องขึ้น เรียกความสนใจจากทุกคนในงานเลี้ยงอีกครั้ง ร่างของคุณหนูห้าเดินออกมาจากม่านช้าๆ ใบหน้าดูอ่อนเยาว์บริสุทธิ์ ราวกับเป็นคุณหนูจากตระ ... ลใหญ่ แต่งกายมิดชิดเรียบร้อยสวยงาม แต่ทว่าด้วยสายตาของชายหลายวัยในงานเลี้ยง ยังมองออกถึงความแน่นรัดของหน้าอกในร่มผ้า ไหนจะช่วงเอวคอดรับกับสะโพกงามเต่งตึง ความงามแบบคุณหนูแต่มีรูปร่างที่เย้ายวนทำเอาหลายคนต้องใจสั่นทีเดียว

          " หนึ่งหมื่นสี่พันตำลึง "                                                                                          

          ชายหนุ่มพร้อมมีดสั้นนั่นเอง ที่แท้ในหนึ่งหมื่นสี่พันตำลึงนี้ หมายถึงเงินหนึ่งหมื่นบวกกับมีดสั้นคมกริบด้ามนั้น มันที่พลาดไปในการแย่งชิงคุณหนูสี่ พอคราวนี้ก็รีบเสนอราคาทันที

          " หนึ่งหมื่นหกพันตำลึง "                                                                              

          เสียงชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปีใส่ชุดแพรสีเหลืองอ่อนเอ่ยขึ้น ดูจากมันอายุยังน้อย แต่กล้าเสนอราคาเช่นนี้ คงเป็นลูกหลานผู้มีอันจะกินแน่นอน         หลายคนในห้องได้แต่สนทนากันอยู่ไปมา มากกว่าครึ่งในห้องนี้เพียงอยากมาชมสาวงามเท่านั้น ไม่มีปัญญาจะแย่งชิงบุปผา ส่วนคนที่ตั้งใจจะมาชิงบุปผา หลายคนก็สำนึกตัวแล้ว บางคนเตรียมมาไม่กี่พันตำลึง หลายคนก็นำมาถึงหมื่นตำลึง แต่ก็เพิ่งได้ทราบว่า เท่านี้ไม่เพียงพอ    

          " หนึ่งหมื่นเจ็ดพันตำลึง "                                                                                      

          เสียงจากชายกลางคนอายุประมาณสี่สิบห้าปี ในชุดสีม่วงหรูหรา มีหลายคนจำได้ว่าชายกลางคนผู้นี้คือประมุขพรรคห้ามัจฉา ที่ทำกิจการเกี่ยวกับเรือโดยสาร การขนส่งสินค้าทางน้ำ ฐานะมั่งคั่งร่ำรวยยิ่ง

          " ประมุขพรรคห้ามัจฉา มีภรรยาแล้วถึงสี่คนแล้วยังมาร่วมชิงบุปผากับผู้อื่นอีก "            

          กระบี่ไล่ลมเอ่ยขึ้นเบาๆ

          " แสดงว่าภรรยาของมันคงไม่ค่อยน่าดูนัก "                                                

          หนุ่มแซ่หลี่ก็เอ่ยด้วยเสียงเบาๆเช่นกัน

          " ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว "                                                                                                      

          เสียงหมัดทลายภูผาพูดขณะเดินกลับเข้ามาร่วมวงสนทนา พอมาถึงก็พูดต่ออีกว่า                            

          " ประมุขพรรคห้ามัจฉาชมชอบเรื่องบนเตียงยิ่ง ภรรยาทั้งสี่ของมันเดิมก็งดงามไม่น้อย เพียง


 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ