เจาะเวลาหาฉิมพลี (ภาคยุทธจักร) .. ตอน 29 พี่ชาย

เจาะเวลาหาฉิมพลี (ภาคยุทธจักร) .. ตอน 29 พี่ชาย

  • 0 ตอบ
  • 12259 อ่าน
*

ออฟไลน์ koper2sunfad

  • Senior Member
  • ****
  • 734
  • 612
    • ดูรายละเอียด
ให้เครดิตคุณ uijiro ด้วยนะครับ อย่าลืมไปcomment กระทู้ด้วยครับ


      ขณะที่การชิงบุปผาในตึกใหญ่ด้านหน้ากำลังคึกคัก บริเวณตึกด้านหลังกลับมีเงาร่างบอบบางเล็กๆ พุ่งกายวูบไปมาหลบเลี่ยงการเฝ้าระวังของยามรักษาการที่ประจำอยู่ตามจุดต่างๆ สุดท้ายร่างเล็กในชุดรัดกุมสีดำก็พุ่งกายเข้าไปตัวตึกด้านหลังได้สำเร็จ


          " ก็ไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิด คิคิ "


          ร่างเล็กในชุดสีดำพูดออกมาเบาๆ


          " เฮอะ ! "


          เสียงแค่นเบาๆดังขึ้นที่ด้านหลัง ทำเอาร่างเล็กในชุดสีดำใจหายวูบ รีบย่อเข่าก้มตัว มือขวาสะบัดมีดบินบางเบาแต่คมกริบไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็วแคล่วคล่อง และอาศัยจังหวะที่คิดว่าเจ้าของเสียงทางด้านหลังกำลังรับมือกับมีดบิน รีบดีดกายเข้าหลบยังเสาไม้ของตัวตึก ก่อนจะหันหน้ากลับมาดูว่าใครกันที่สามารถมาแค่นเสียงที่ด้านหลังได้โดยที่ตัวเองไม่รู้สึกตัว


          เมื่อมองไป เห็นชายชราอายุประมาณห้าสิบกว่าๆในชุดแพรมีค่า ยืนยิ้มอยู่ในเงามืด นิ้วมือทั้งสองยังคีบมีดบินคมกริบที่ตัวเองซัดเข้าใส่เมื่อครู่ แทนที่ร่างเล็กสีดำจะแตกตื่น กลับร้องออกมาเบาๆว่า


          " ท่านปู่ -*- ผู้อื่นแทบหัวใจวายตายแล้ว "


          ท่านปู่ที่ว่า โบกมือเล็กน้อยเหมือนบอกว่าหยุดบ่นได้แล้ว ก่อนจะเดินเข้ามาแล้วพูดเบาๆว่า


          " มือดีของวังร้อยบุปผาล้วนอยู่ในงานเลี้ยง และเฝ้าระวังบริเวณตึกหน้า พวกเราต้องรีบ ดำเนินการ แล้วรีบกลับออกไป ก่อนที่งานเลี้ยงจะเสร็จสิ้น "


          " ท่านปู่ ท่านปลอมแปลงโฉมเช่นนี้กลับดูอ่อนเยาว์ลงไปอีกสักสิบปีได้ นี่ไม่มีผู้ใดในงานเลี้ยงสังเกตเห็นเลยหรือไร ? "


          " ฮ่า ฮ่า หากมีผู้ใดสังเกตเห็นได้ ปู่คงไม่ถูกเรียกว่าขโมยมือวิเศษแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ปู่ยังเสนอราคาแข่งกับเจ้ามือทลายหินอะไรนั่นด้วยเลย "


          " ท่านปู่ของเซี่ยวเง็กยอดเยี่ยมไม่มีใครเกินจริงๆ "


          " ไว้กลับไปค่อยสนทนา " ท่านปู่กล่าวตัดบทยิ้มๆ


          " ทราบแล้ว "


          เซี่ยวเง็กในชุดสีดำรับคำ จากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกัน คนหนึ่งไปทางตะวันออก คนหนึ่งไปทางตะวันตก คาดว่าคงแยกย้ายกัน ดำเนินการ อะไรสักอย่าง


          " โอ้โห วังร้อยบุปผาช่างร่ำรวยนัก "


          เซี่ยวเง็กร้องออกมาเบาๆหลังจากลอบเข้ามายังห้องๆหนึ่ง ในห้องเต็มไปด้วย ... บใส่ก้อนเงินหลาย ... บ บาง ... บเต็มไปด้วยของตกแต่งและเครื่องประดับมีค่า และมีอีกสอง ... บที่เล็กกว่าบรรจุตั๋วแลกเงินมูลรวมๆค่าไม่ต่ำกว่าห้าหกหมื่นตำลึง


          เซี่ยวเง็กยืนคิดอยู่ชั่วครู่ เห็นว่ายังไงๆก็คงไม่สามารถแบก ... บใหญ่ๆที่เต็มไปด้วยก้อนเงิน หรือเครื่องประดับออกไปโดยไม่มีใครพบเห็นได้ จึงกวาดเอาตั๋วแลกเงินทั้งหมดใส่ถุงผ้าที่เตรียมมา จากนั้นปิด ... บเล็กๆสอง ... บนั้นไว้เช่นเดิม ก่อนจะก้าวเท้าหมายกลับออกจากห้อง


          " เสียดายที่เราสองคนได้แต่อยู่ตรวจตราที่ตึกหลัง ไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงทางด้านหน้า..."


          เสียงสนทนาและเสียงฝีเท้าดังขึ้นบริเวณหน้าห้อง เซี่ยวเง็กถึงกับตัวแข็งทื่อไปชั่วครู่ ก่อนที่จะรีบขยับร่างเข้าหลบหลัง ... บใบใหญ่อย่างไร้เสียง


          " ท่านส่งเงินกลับไปให้ทางบ้านแล้วหรือไม่ "


          อีกเสียงหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมา


          " อืมม เรายังแนบจดหมายไปด้วยว่า เราสบายดีมิต้องเป็นห่วง..."


          " ทางบ้านของพวกเราคงอยู่สุขสบายได้อีกหลายปี เราเองถึงต้องลำบากกว่านี้ก็มิเป็นไร "


          "........"


          ร่างเล็กในชุดสีดำ ถึงกับโมโหยิ่งนัก ในใจได้แต่นึกด่าเจ้าสองคนที่น่าตาย ทำไมต้องมาหยุดสนทนากันที่หน้าประตูด้วย แต่นึกไปนึกมาก็ถือว่าโชคยังดี ที่สองคนนี่ไม่ได้เปิดประตูเข้ามาตรวจภายในห้อง


          " ท่านได้ยินเรื่องเจ้าหนุ่มที่พวกเราเก็บมาได้ระหว่างทางหรือไม่ ? "


          " อืมม ฟังว่า มันอาจได้รับเลือกให้เป็นบุรุษพู่กัน "


          " ระหว่างทางเราควรดูแลมันให้มากไว้ ให้เรียกพี่เรียกน้องกับมันได้ยิ่งดี "


          " ท่านหมายความว่าให้พวกเราประจบเอาใจมัน ? "


          " ท่านเองก็ทราบ หากมันได้รับเลือกเป็นบุรุษพู่กัน เงินทองของมันที่จะได้รับยังมากกว่าพวกเราเป็นสิบเท่าร้อยเท่า หากสนิทสนมกับมัน คงได้รับการจุนเจือบ้างไม่น้อย "


          " แต่หากไม่ได้รับเลือก มันก็คงกลายเพียงเด็กรับใช้ทั่วไปเท่านั้น หรือดีไม่ดีอาจถูกเชือดแล้วโยนทิ้งลงหุบเหวหลังวังก็เป็นได้ "


          " ถือว่าเป็นการพนันอย่างหนึ่งก็แล้วกัน "


          เสียงพูดได้ยินเบาลงๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าของทั้งสองที่จากไป ร่างเล็กๆรีบนำตัวเองออกมาจากห้องสมบัติทันที ขณะย่องเข้าไปในระเบียงชั้นสองก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าของคนเดินมาอีก ร่างเล็กๆในชุดสีดำหันซ้ายขวา ไม่เห็นมีที่ซ่อนดีๆที่เหมาะสม จึงดันประตูห้องๆหนึ่งทางขวามือแล้วเบียดร่างเข้าไปทันที


          " ท่านไม่ใช่คนของวังร้อยบุปผากระมัง ? "


          เสียงหนึ่งดังขึ้นเบาๆ ทำเอาร่างเล็กๆที่เพิ่งเข้าห้องมาสะดุ้งเฮือก รีบพุ่งกายเข้าหาที่มาของเสียงทันที แว๊บหนึ่งเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ มือเล็กๆขาวสะอาดยื่นไปปิดปากชายหนุ่มผู้นั้นไว้ อีกมือหนึ่งก็จี้สกัดจุดไปที่ร่างชายหนุ่มคนนั้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นพุ่งกายกลับไปยังประตูแล้วย่อตัวลงเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าจากภายนอก เมื่อแน่ใจแล้วว่าเสียงฝีเท้าได้ห่างออกไปแล้ว จึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก


          " คงเป็นพวกยามที่คอยเดินตรวจตราน่ะ "


          เสียงชายหนุ่มดังขึ้นมาในห้อง ทำเซี่ยวเง็กถึงกับใจหายวาบ พอหันมาก็เห็น ชายหนุ่มที่ตัวเองเพิ่ง สกัดจุดเอาไว้ พับหนังสือที่กำลังอ่านแล้วยิ้มให้อย่างเป็นมิตร


          " ทะ ท่าน ...ทำไม...."


          เซี่ยวเง็กไม่กล้าขยับกายอย่างวู่วาม สมองแล่นคิดทบทวนอย่างรวดเร็ว เมื่อครู่ตัวเองสกัดจุดไว้แล้วอย่างแน่นอน แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับยังเคลื่อนไหวร่างกายได้ แถมยังพูดได้อีก หรือฝ่ายตรงข้ามจะเป็นสุดยอดฝีมือที่มีกำลังภายในลึกล้ำ สามารถเดินลมปราณทะลวงจุดเองได้ ... ไม่ใช่ๆ ท่านปู่บอกว่า ต่อให้สุดยอดฝีมือถ้าจะเดินลมปราณทะลวงจุดเองก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วยาม (สองชั่วโมง) แต่นี่มันแค่พริบตาเดียวเท่านั้น แถมดูยังไงฝ่ายตรงข้ามก็ดูไม่เหมือนคนฝึกวรยุทธ อืมม ใช่แล้ว อาจจะสวมเกราะอ่อนวิเศษไว้ภายใน จึงสลายพลังที่เราจี้ไปจนหมดสิ้น พอคิดได้เช่นนี้ก็คลายใจลง เพราะถ้าเป็นคนไม่มีวรยุทธ แค่หาอะไรมามัดมือมัดเท้า หาอะไรปิดปากไว้ก็เรียบร้อยแล้ว ไม่จำเป็นต้องสกัดจุดอะไร แถมเดี๋ยวค้นดูถ้าพบเกราะอ่อนอะไรที่ชายผู้นี้สวมอยู่ ก็จะได้ หยิบยืม เอาไปด้วยเลย *-*


          " น้องสาวไม่ต้องตกใจ เราเองก็ไม่ใช่คนของวังร้อยบุปผา "


          ยูอันเห็นเด็กสาวในชุดสีดำทำหน้าแตกตื่นก็รีบบอกไป ใช่แล้วชายหนุ่มคนนี้ก็คือยูอันนั่นเอง


          " เมื่อไม่ใช่แล้วไฉนท่านถึงมาอยู่ที่นี่เล่า ? "


          เซี่ยวเง็กที่ตอนนี้แน่ใจแล้วว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่รู้จักวรยุทธ ตนเองเพียงขยับก็จัดการกับฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแน่นอน ค่อยๆเดินมานั่งที่เก้าอี้


          " เอ่อ...เราเพียงถูกเก็บ มาจากระหว่างทางเท่านั้น - - "


          ยูอันไม่รู้จะบอกยังไงเหมือนกัน


          " อ้อออออ ท่านคือชายหนุ่มที่จะถูกนำไปเป็นพู่กันอะไรนั่น "


          เซี่ยวเง็กร้องอ้อยาวๆออกมา หลังจากนึกถึงเรื่องที่ยามสองคนคุยกันที่ห้องเก็บสมบัติ เด็กหญิงไม่ทราบว่าเป็นพู่กันคืออะไร แต่ได้ยินว่าอาจถูกนำไปโยนทิ้งลงเหวก็ได้ จึงรู้สึกเห็นใจยูอันยิ่ง


          " กำ -*- "


          ยูอันถึงกับหลุดคำอุทานติดปากในยุคปัจจุบันออกมา นึกอายไม่น้อยที่เรื่องนี้ถูกกล่าวออกมาจากปากเด็กหญิงอายุสิบสองสิบสามปี ต้องก้มหน้าซ่อนความอับอายของตัวเอง


          " พี่ชายไม่ต้องเศร้าใจไป เซี่ยวเง็กจะช่วยพี่ชายออกไปเอง "


          เซี่ยวเง็กที่จิตใจดีงามเห็นยูอันก้มหน้า ก็เข้าใจผิดคิดว่ายูอันคงเศร้าใจในชะตาชีวิตที่ถูกคนของวังร้อยบุปผาจับตัวมา


          " เอ่อ..."


          ยูอันได้ฟังน้ำเสียงใสๆแต่จริงใจของเซี่ยวเง็กก็ถึงกับอึ้งพูดไม่ออก ในใจรู้สึกละอายอย่างบอกไม่ถูก ความจริงถ้าจะบอกว่าตนเองถูกจับมาก็ไม่ถูกนัก แถมตอนหลังยังจะยินดีไปยังวังร้อยบุปผาเองเสียด้วย - -


          " ทางบ้านของพี่ชายคงเป็นห่วง รอพี่ชายกลับไปหาอยู่ "


          เซี่ยวเง็กรู้สึกเห็นใจพี่ชายคนนี้ไม่น้อย จึงยื่นมือเล็กๆไปกุมมือของยูอันเอาไว้


          ยูอันรับรู้ถึงความบริสุทธิ์จริงใจของเซี่ยวเง็กได้ จึงเงยหน้ามองเซี่ยวเง็กอย่างตื้นตันแล้วพูดว่า


          " เซี่ยวเง็ก พี่ชายเป็นคนไม่มีวรยุทธ เกรงว่าจะเป็นตัวถ่วง..."


          เซี่ยวเง็กเองเป็นเด็กเฉลียวฉลาด พอฟังก็รู้สึกว่า การจะนำยูอันหนีออกไปด้วย ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ตนเองแม้มีวิชาตัวเบาที่ถูกฝึกมาอย่างดี แต่ทว่า ด้านพลังการฝึกปรือกลับไม่ดีนัก ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงเด็กอายุสิบกว่าปี จะให้แบกชายหนุ่มที่ตัวโตขนาดนี้ออกไปโดยไม่มีคนพบเห็นแทบเป็นไปไม่ได้ คิ้วน้อยๆของเซี่ยวเง็กต้องขมวดเข้าหากัน ครุ่นคิดอย่างวุ่นวายๆ


          " เซี่ยวเง็ก รีบกลับออกไปเถอะ อีกสักครู่ก็จะมีคนเข้ามาตรวจในห้อง ก็จะย่ำแย่แล้ว "


          ยูอันเร่งให้เซี่ยวเง็กรีบจากไป


          " มีแล้ว มีแล้ว พี่ชาย "


          เซี่ยวเง็กร้องขึ้นอย่างดีใจ ก่อนจะพูดต่อว่า


          " ถ้าเป็นท่านปู่ ต้องแบกพี่ชายออกไปด้วยได้อย่างแน่นอน ได้การแล้ว เราสองคนรีบไปกันเถอะ "


          เซี่ยวเง็กลุกขึ้นแล้วใช้มือเล็กๆคว้ามือข้างหนึ่งของยูอันจากนั้นค่อยพากันออกจากห้อง ยูอันเองก็ไม่อาจหักใจต่อความตั้งใจของเซี่ยวเง็กได้ จึงตามออกมาโดยดี ใจหนึ่งก็คิดว่าถ้ากลับไปหาคุณหนูจางได้ก็คงดีกว่าไปวังร้อยบุปผาอยู่บ้าง ยังไงก็ปลอดภัยกว่า แถมการกลับไปหาคุณหนูจางก็คงได้ฝึกปราณชมพูสวรรค์เช่นเดียวกัน


          เซี่ยวเง็ก ค่อยๆพายูอันหลบเลี่ยงยามตามจุดต่างๆ ถึงกลับออกมาจากตัวตึกได้จริงๆ เหลือเพียงหลบเข้าไปในสวนดอกไม้ทางด้านหลัง ที่นัดพบกับท่านปู่ไว้ จากนั้นให้ท่านปู่พายูอันออกไป เท่านี้ก็เรียบร้อย


          พอเข้ามาในสวนดอกไม้ เซี่ยวเง็กรู้สึกไม่ถูกต้องอะไรบางอย่าง บรรยากาศดูเยือกเย็นจนผิดปรกติ ต้องกุมมือยูอันแน่น ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆ จริงดังคาด เพียงพริบตา มีร่างของชายคลุมหน้าหลายคน โผล่ออกมาจากเงามืด ดูจากท่าทางก็แน่แก่ใจว่ามีวรยุทธสูงกว่าเวรยามที่เคยเห็น


          เซี่ยวเง็กล้วงกระบี่สั้นออกมาถือไว้ด้วยมือขวา ส่วนมือซ้ายก็ดึงมีดบินใบหลิวมากุมไว้ ก่อนจะค่อยๆก้าวเดินออกมายืนบังหน้ายูอันเอาไว้ ในใจอันใสบริสุทธิ์ของเซี่ยวเง็กรู้สึกว่าต้องปกป้องพี่ชายที่ไม่มีวรยุทธผู้นี้เอาไว้


          " เด็กหญิงน้อย วางอาวุธรับการจับกุมเถอะ "


          เสียงชายชุดดำคลุมหน้าคนหนึ่งพูดขึ้นมา


          " ไม่ "


          เซี่ยวเง็กตอบเสียงดังฟังชัด


          " เซี่ยวเง็ก รีบหาทางจากไปเถอะ อย่าได้สนใจพี่ชายแล้ว "


          ยูอันร้อนใจขึ้นมา เกรงว่าเซี่ยวเง็กจะต้องเป็นอันตรายเพราะอยากช่วยตัวเองออกไป


          " พี่ชาย..."


          เซี่ยวเง็กร้องออกมา ก่อนจะส่ายหน้าไปมา


          " หมายเลขสี่สิบสอง "


          เสียงชายชุดดำคนหนึ่งร้องขึ้น เสียงไม่ทันจะจบ ชายชุดดำอีกคนหนึ่ง ที่คาดว่าคงเป็น หมายเลขสี่สิบสอง ก็เดินเข้าหาเซี่ยวเง็ก กระบี่ในมือมันถูกชักออกมาพร้อมทั้งแทงเข้าใส่เซี่ยวเง็กอย่างรวดเร็ว


          เซี่ยวเง็กขยับร่างเบี่ยงไปทางซ้ายเล็กน้อย ก่อนจะกวาดกระบี่สั้นเข้าใส่บริเวณชายโครงของชายชุดดำ ชายชุดดำรีบเปลี่ยนกระบวนท่าตวัดกระบี่ฟันลงด้านล่างอย่างรวดเร็ว เซี่ยวเง็กไม่กล้าปะทะได้แต่หมุนกายหลบหนึ่งรอบก่อนจะเงื้อเท้าเตะไปยังช่วงเอว ชายชุดดำไม่หลบ แต่ยกท่อนแขนขึ้นกัน เสียงเท้ากับแขนกระทบกันดังตึ๊บเบาๆ ก่อนเซี่ยวเง็กจะเสียงหลัก ร่างกระเด็นถอยหลังไปเล็กน้อย ทราบว่าด้านกำลังภายในตนเองเป็นรองชายชุดดำ จึงรีบเปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้ เน้นการใช้กระบี่สั้นที่รวดเร็วแทนการใช้พลังการฝึกปรือปะทะโดยตรง


          ชายชุดดำเห็นตนเองได้เปรียบด้านพลังการฝึกปรือก็เบาใจ เร่งลงมือหนักหน่วงขึ้น ทุกกระบวกท่ากระบี่ล้วนอัดไปด้วยพลังปราณ เซี่ยวเง็กพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะ ใช้ความคล่องแคล่วคอยหาช่องว่างแทงกระบี่สั้นเข้าใส่ มองเข้าไปเห็นร่างเล็กๆกับร่างสูงใหญ่สู้กันไปๆมาๆ


          ผ่านไปหลายสิบกระบวนท่า ชายชุดดำเริ่มรู้สึกเสื่อมเสียหน้าอยู่บ้าง เนื่องจากคู่ต่อสู้เป็นเพียงเด็กหญิงอายุสิบกว่าปีเท่านั้น ท่ามกลางองครักษ์อีกหลายคนที่ดูอยู่ จึงรู้สึกทนทานไม่ได้ จึงเร่งมือหนักหน่วงขึ้นๆ


          เซี่ยวเง็กเอง ถึงจะมีจุดเด่นด้านวิชาตัวเบา และความคล่องแคล่ว แต่ก็มีอายุเพียงสิบกว่าปี หลังถูกกดดันมาหลายสิบกระบวนท่า พลังกำลังก็เริ่มลดลง กระบวนท่ากระบี่หลายกระบวนท่า ถูกบังคับให้ปะทะกันตรงๆ ทำเอาเด็กหญิงถึงกับข้อมือสั่นสะท้าน พลังปราณเริ่มถูกกระแทกทำร้ายมากขึ้นๆ แขนขาเริ่มอ่อนล้าขึ้นทุกทีๆ


          " เซี่ยวเง็ก ปู่มาแล้ว !! "


          เสียงชายชราดังขึ้น พร้อมกับร่างที่พุ่งเข้ามาในสวนอย่างรวดเร็ว มีดบินเล่มบางถูกซัดออกจากมือของยอดขโมยเข้าใส่ชายชุดดำทันที ชายชุดดำรีบขยับร่างถอยออกจากเซี่ยวเง็ก แล้วใช้กระบี่ฟาดมีดบินที่พุ่งเข้ามา มิคาดมีดบินที่กำลังจะปะทะกับกระบี่ กลับโค้งวูบ หลบกระบี่พุ่งเข้าปักที่ต้นแขนขวาของชายชุดดำจนจมลึกเสมอด้าม


          " ฮึ่มม.."


          ชายชุดดำร้องขึ้นมาอย่างเจ็บปวด ได้แต่กัดฟันถอยออกไป มีดนี้ปักเข้ามาลึกจนเกินไป หากมันไม่รีบกลับไปทำแผล ต่อไปคงไม่อาจจับกระบี่ได้อีก


          " ท่านปู่..."


          เซี่ยวเง็กร้องขึ้นอย่างดีใจ แต่ไม่ทันที่สองปู่หลานจะได้พูดอะไรกัน ชายชุดดำสามคนก็พุ่งเข้าหายอดขโมยทันที ทั้งดาบทั้งกระบี่ถูกชักออกมาระดมใส่ยอดขโมยอย่างพร้อมเพรียง


          " ฮ่า ฮ่า เราเพียงพาหลานสาวมาเดินเล่นเท่านั้น พวกเจ้าอย่าได้โมโหไป "


          ขโมยมือวิเศษร้องก่อนจะควักกล้องยาออกมารับมือกับชายชุดดำทั้งสาม เซี่ยวเง็กค่อยๆเดินเข้าไปหายูอันช้าๆ ก่อนจะค่อยๆเรียกลมปราณที่สูญเสียไปให้กลับคืนมาบ้าง


          ยูอันกุมมือเซี่ยวเง็กพร้อมจ้องมองอย่างตื้นตัน เด็กสาวตัวเล็กๆเพียงเท่านี้ กลับต่อสู้กับองครักษ์ของวังร้อยบุปผาได้อย่างสูสี ตัวเองเป็นผู้ชายตัวโตแท้ๆกลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย


          พอมองไปยังการต่อสู้ ยอดขโมยมือวิเศษแม้รับมือกับองครักษ์สามคน ยังรับมือได้อย่างสบาย แต่ทว่าจะให้เอาชนะเลยก็ยังไม่ง่ายเช่นกัน เพราะองครักษ์ทั้งสามต่างรับมือ ช่วยเหลือประสานกันได้เป็นอย่างดี จึงร้องว่า


          " เซี่ยวเง็ก คืนนี้ลมแรง บางทีฝนจะตก พวกเราคงต้องหาที่หลบฝนกันแล้ว "


          เซี่ยวเง็กได้ยินก็ทราบว่า นี่เป็นท่านปู่บอกให้แยกย้ายกันหลบหนี โดยให้ตัวเองรีบจากไปก่อน แล้วท่านปู่จะค่อยหาทางปลีกตัวตามไป แต่ทว่าจะให้ปลีกตัวไปได้อย่างไร ในเมื่อไม่สามารถพายูอันกระโดดข้ามกำแพงไปด้วยกันได้


          " ท่านปู่ พี่ชายท่านนี้ก็ต้องหาที่หลบฝน..."


          เซี่ยวเง็กร้องบอกไปว่า ต้องหาทางช่วยยูอันไปด้วย


          " เพ้ยย มันจะเปียกฝน หรือจะหลบฝนที่ใด เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเรา -*-  ดีไม่ดีมันอาจจะชอบเล่นน้ำฝนก็เป็นได้ "


          ท่านปู่ของเซี่ยวเง็กตอบกลับมาอย่างไม่แยแส


          " ท่านปู่..." เซี่ยวเง็กขยี้เท้ากับพื้นด้วยความขัดใจ


          " หมายเลขสามสิบหก หมายเลขสามสิบแปด " เสียงองครักษ์ชุดดำคนแรกเอ่ยขึ้นอีก ดูท่ามันมีศักดิ์ศรีสูงกว่าองครักษ์คนอื่นๆ พอสิ้นเสียงองครักษ์อีกสองคนก็เข้าร่วมกลุ้มรุมยอดขโมยมือวิเศษทันที พอเปลี่ยนจากหนึ่งต่อสาม เป็นหนึ่งต่อห้า ยอดขโมยมือวิเศษเองก็เริ่มหนักแรงแล้ว กวาดตามองเห็นยังมีชายชุดดำที่ยังไม่ได้ลงมืออีกสองคน ถ้ายังไม่รีบหาทางปลีกตัว ต่อไปคงปลีกตัวยากแล้ว


          " เซี่ยวเง็กเอ้ยย ฝนจะตกแล้ว "


          ยอดขโมยร้องบอกเซี่ยวเง็กว่า ถ้าชักช้าก็คงไม่ทันการแล้ว


          " หมายเลขสามสิบห้า " เสียงร้องสั่งอีก ชายชุดดำอีกคนจึงเดินเข้ามา แต่ทว่าไม่ได้เดินไปทางยอดขโมยมือวิเศษ กลับเดินเข้ามาทางเซี่ยวเง็กกับยูอัน ในมือมันถือดาบเล่มหนึ่ง ดาบที่ดูคมกริบยิ่ง


          เซี่ยวเง็กกระชับกระบี่สั้นในมือแน่น ได้พักเพียงไม่กี่อึดใจฟื้นฟูลมปราณกลับมาได้เพียงสองส่วน ขอเพียงองครักษ์ที่กำลังเดินมามีฝีมือระดับเดียวกับหมายเลขสี่สิบสองที่สู้กันในรอบแรก ตนเองคงรับมือไม่ไหวแล้ว มือเล็กๆอดสั่นบ้างไม่ได้ ถึงอย่างไรเซี่ยวเง็กก็เป็นเพียงเด็กหญิงอายุสิบสองปีเท่านั้น


          ยูอันเดินออกมาบังหน้าเซี่ยวเง็กเอาไว้แล้วพูดขึ้นว่า


          " ท่าน ปล่อยนางไปเถอะ "


          " เจ้าถอยออกไป ที่นี่ไม่มีเรื่องของเจ้า "


          หมายเลขสามสิบห้าพูดเสียงเย็นชา ในบรรดาองครักษ์ที่มาครั้งนี้ มันมีระดับสูงกว่าคนอื่นๆ เพียงรองจากหมายเลขสามสิบ ที่เป็นผู้ออกคำสั่งเท่านั้น


          ยูอันยังคงยืนบังร่างของเซี่ยวเง็กเอาไว้ ถึงแม้จะไม่มีวรยุทธ ก็ดูออกว่า เซี่ยวเง็กอ่อนล้าแทบจะหมดแรงอยู่แล้ว


          " เราบอกให้เจ้าหลบออกไป "


          หมายเลขสามสิบห้าตวาดเสียงดังขึ้น ที่จริงมันมีความโหดเ ... ้ยมเลือดเย็นยิ่ง แต่ทว่ามันก็ทราบว่ายูอัน เป็นคนที่คุณหนูรองตั้งใจนำกลับไปเป็นบุรุษพู่กัน ดังนั้นจึงอดกลั้นต่อยูอันเป็นพิเศษ


          " ถ้าท่านจะลงมือต่อนาง..ก็..ลงมือกับเรา...ก่อนเถอะ - - "


          ยูอันไม่ได้ไม่กลัวตาย ไม่ได้เป็นวีรบุรุษอะไรแบบนั้น แต่ทว่า จะให้เซี่ยวเง็กต้องมาเป็นอันตรายเพราะจะช่วยตัวเองได้อย่างไร แถมยังดูออกว่าที่เซี่ยวเง็กไม่ยอมหนีไปแต่แรกเพราะเป็นห่วงตัวเอง


          " นี่เป็นเจ้าแส่หาที่เอง "


          หมายเลขสามสิบห้าร้องออกมาพร้อมตวัดดาบเข้าใส่ยูอัน ใจจริงหมายเลขสามสิบห้าเพียงตั้งใจจะขู่ยูอันแค่นั้น กะจะหยุดดาบไว้ที่ซอกคอของยูอัน ให้ยูอันแตกตื่นไปเท่านั้น แต่ทว่าเซี่ยวเง็กไม่ทราบ ดังนั้น ร่างเล็กๆของเซี่ยวเง็กจึงพลักยูอันออกไป พร้อมทั้งยกกระบี่สั้นรับดาบนี้แทน


          เสียงดาบกระบี่ปะทะกันดังเปรี้ยง เซี่ยวเง็กกลิ้งกระเด็นไปทางด้านหลังทันที ง่ามมือที่จับกระบี่ฉีกขาด เลือดสีแดงฉานทะลักออกมาทันที


          " เซี่ยวเง็ก !!! "


          ยูอันกับยอดขโมยร้องออกมาพร้อมกัน แต่ยอดขโมยเสียหายมากกว่านั้น พริบตาที่เสียสมาธิ กระบี่ขององครักษ์คนหนึ่งก็ปาดเอาใส่บริเวณต้นขา แม้จะไม่สาหัสแต่ก็ทำเอาความคล่องแคล่วลดลงไปไม่น้อย ยิ่งไม่มีโอกาสสกัดจุดห้ามโลหิต ยิ่งสู้นานก็จะยิ่งย่ำแย่แล้ว


          หมายเลขสามสิบห้าที่โหดเ ... ้ยมไม่สนใจว่าคู่ต่อสู้จะเป็นเพียงเด็กหญิง ก้าวเท้าเข้าหาพร้อมตวัดดาบเข้าใส่ เซี่ยวเง็กรีบพริ้วกายหลบ แต่ทว่าการปะทะเมื่อครู่ทำให้ได้รับความบอบช้ำภายใน ลมปราณที่ใช้ไม่ปะติดปะต่อ ร่างเล็กๆกลับสะดุดวูบ ดาบที่คมกริบที่กวาดเข้าใส่บริเวณช่วงแขนซ้าย คาดว่าแขนเล็กๆบางๆข้างนี้คงต้องถูกฟันขาดกระเด็นออกไปแล้ว


          นี่เป็นดาบที่คมกริบยิ่ง เสียงดาบกรีดเข้าไปในเนื้อ เหมือนกรีดผ่านหยวกกล้วย เลือดสีแดงสาดกระเซ็นออกมาอย่างมากมาย


          " นี่ นี่ เจ้า ..."


          หมายเลขสามสิบห้าร้องออกมา


          " พี่ชายยยย "


          เซี่ยวเง็กกรีดร้องออกมาแทบสิ้นสติ ร่างเล็กๆถูกยูอันพุ่งเข้ามาทับเอาไว้ เลือดอุ่นๆของยูอันไหลออกมาจากแผลดาบที่กลางหลังอย่างมากมาย หมายเลขสามสิบห้าก็แตกตื่นเช่นกัน หากคุณหนูรองทราบว่า มันฟันว่าที่บุรุษพู่กันของตึกโบตั๋นตายไปในดาบเดียว มันคงไม่ตายดีแน่ - - เหมือนเบื้องบนมีเนตร สวรรค์มีตา เสียงเย็นชาของหญิงสาวนางหนึ่งก็ดังขึ้นมา


          " หยุดมือให้หมดเดี๋ยวนี้ !!! "


 


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ติดตามตอนอื่นได้


ภาคแรก    จบภาคแรกแล้ว


ภาคสอง


 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ