Moonstone Sidestory 1 adslman

Moonstone Sidestory 1 adslman

  • 0 ตอบ
  • 8470 อ่าน
*

ออฟไลน์ ~De[@]tH_[N]oTe~

  • Junior Member
  • ***
  • 393
  • 611
  • ลอยไปตามสายลม
    • ดูรายละเอียด
Moonstone Sidestory 1 adslman
« เมื่อ: มกราคม 06, 2015, 11:37:12 pm »
Moonstone Sidestory 1 “ตามล่าฆาตกร...สืบหา!?”

27 ธันวาคม พ.ศ. 2548 01.00 น.

“ตกจากที่สูงขนาดนี้...ร้อยทั้งร้อยไม่มีรอด”
“ไปเอาผ้าขาวมาเร็ว!!...อย่ามุงครับใครไม่เกี่ยวข้องออกห่างๆ...เจ้าหน้าที่กำลังปฎิบัติงานครับ!!!”
“นี่มันฆ่าตัวตายหรือฆาตกรรม?...น่าสงสาร...เป็นคนช่างพูดช่างคุยดีแท้ๆ”
“...ปล่อยเป็นหน้าที่ตำรวจเขา”
“ฉิบหา-...กู...กูจะอ้วก~~...อุ!!”
“แม่ง~~...เละไปหมด!!”
“หูย~~...ฉันน่ะแทบจะเป็นลมล้มตรงนั้นแถมแขนขาก็อ่อนไปหมดเลยค่ะ...มันสยดสยองจริงๆ”
“สารวัตรครับ”
“คดีนี้ยังมีหลายประเด็นที่น่าสงสัยมาก...จ่าไปติดต่อกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับผู้ตายและเรียกมาให้ปากคำทุกคน...ผมต้องขอเชิญคุณป้าไปให้ปากคำอย่างละเอียดอีกทีนะครับ”
“ค่ะ”
“เจ้าหน้าที่ทุกคนตรวจสอบให้ละเอียดยิบทุกตารางนิ้วทั้งบนดาดฟ้าตึกและพื้นที่บริเวณรอบๆนี้ด้วย!!!...มันจะต้องมีเบาะแสอื่นอีกแน่แล้วถ้าผลชันสูตรออกเมื่อไหร่เราคงรู้อะไรมากขึ้น”
“เออคุณตำรวจ!!...ก่อนฉันจะเดินข้ามถนนไปดูศพก็ได้ยินเสียงคนร้องดังลั่นด้วยค่ะ”
“ผู้ชายหรือผู้หญิงครับ?”
“น่าจะเสียงผู้ชายค่ะ...ร้องตะโกนโหวกเหวกใหญ่เลยว่าผีหลอก...และก็...นังปิศาจมันจะดูดเลือดนี่ล่ะค่ะ”
“ผีหลอก...นังปิศาจจะดูดเลือด...นี่มันอะไรกัน?”
“ก็หมายความว่าผู้ชายคนนั้นอาจจะเป็นผู้ที่พบศพคนแรกก็ได้นะครับสารวัตร?”
“อืม”
...

27 ธันวาคม พ.ศ. 2548 13.00 น.

“โอ้เย้~~... Take my breath away เวอร์ชั่นแดนซ์...สนุกกันหน่อยผู้หมวด!!!”
“ไม่ล่ะ!!...คุณหมออย่าบ่ายเบี่ยงที่ผมถามเมื่อกี้...บอกความจริงมาซะดีๆครับ”
“ฉันจะไปรู้ได้ไง?”
“เซค!!...เธอกับน้องม่อนสามารถทำให้ดวงตาของตัวเองเปลี่ยนเป็นสีแดงได้นะ”
“แค่ตาเปลี่ยนเป็นสีแดงก็แปลว่าผู้หญิงนั้นจะต้องเป็นพวกฉันหรือไงหึ?”
“ก็ถ้าไม่ใช่พวกเธอแล้วจะเป็นใคร?”
“ไม่รุ!!”
“ลำพังคดีผู้หญิงโดดตึกตายเมื่อคืนนี้ก็ทำเอาผมหัวหมุนมากพออยู่แล้วเนี่ย!?...พวกสื่อก็ตามเกาะติดแจเลยเพราะมันเป็นคดีสะเทือนขวัญที่คนทั่วไปให้ความสนใจมาก...เซค...จากคำให้การของคนเก็บขยะ...เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งไปอยู่ข้างศพแล้วใช้นิ้วแตะเลือดก่อนจะเอามาป้ายปากจนแดงเถือกจากนั้นก็หันมายิ้มให้”
“แล้วไง?”
“ก็หมายความว่าไม่เธอก็น้องม่อนที่จะตกเป็นผู้ต้องสงสัยน่ะสิ”
“งั้นจับฉันไปเลย...อ่ะ!”
“ฮึ่ย!!...ถึงจับไปโรงพักก็ต้องปล่อยตัวทันทีและผมยังจะโดนผู้กำกับด่าด้วย”
“ฮะๆๆๆ...รู้ดีนี่หว่า?”
“น่า--...ให้ความร่วมมือกับผมหน่อย...บอกมาเถอะว่าผู้หญิงคนนั้นใช่น้องม่อนหรือเปล่า?”
“ทำไมจะต้องคิดว่าเป็นม่อน?”
“ก็...เธอเป็นคนชอบทำอะไรแปลกๆ”
“ไอ้บ้านี่กล้ามากนะเว้ย!?...จะยุ่งกับน้องสาวฉันมากเกินไปละ!!!”
“ถึงคนเก็บขยะจะสติไม่สมประกอบแต่เขาก็บรรยายรูปพรรณสัณฐานของผู้หญิงได้ตรงกับน้องม่อนเกือบทุกอย่างไม่ว่าจะเค้าหน้า,ทรงผม,รูปร่างรวมทั้งเครื่องแต่งกาย”
“เฮอะ!!...เดี๋ยวนี้ตำรวจเวลาอยากได้เบาะแสต้องเรียกคนบ้ามาสอบปากคำแล้วรึ?”
“เซค...เห็นแก่ที่เราเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยม...บอกความจริงมาดีๆเถอะ”
“นายมั่นใจว่าฉันรู้?”
“ผมมั่นใจ!!!”
“.................................................”
“.................................................”
“เอาล่ะทิม!!...สมมติว่า...ผู้หญิงนั่นคือม่อนจริงๆแล้วนายจะจับงั้นเหรอ?”
“ไม่--...ผมจะเชิญเธอให้ปากคำที่โรงพักในฐานะพยานคนสำคัญ...ผมไม่เชื่อว่าเธอจะเป็นฆาตกร”
“ฮึ!!...แค่พูดก็เป็นไปไม่ได้แล้วเพราะเด็กนั่นไม่ทำตามคำสั่งใครหรอก”
“แต่ไม่ช้าก็เร็วตำรวจก็ต้องสืบรู้ว่าผู้ตายมีความเกี่ยวข้องกับใครบ้างและเมื่อนั้นน้องสาวเธอจะหลีกเลี่ยงไม่ไปไม่ได้”
“ทิม!...ฉันว่าคนที่ฆ่าคุณดวงตาก็คือเสี่ยคำลือสามีเธอนั่นแหละ”
“ถ้าเป็นเรื่องนี้...เขาปฏิเสธอย่างแข็งขันว่าไม่รู้ไม่เห็น”
“อะไรนะ?”
“นายคำลือคือบุคคลแรกที่ตำรวจนึกถึงและเราก็เรียกมาสอบปากคำเรียบร้อยแล้ว...หมอนั่นส่ายหน้าลูกเดียวเลยและในช่วงเกิดเหตุเขาก็ไปธุระต่างจังหวัดซึ่งมีหลักฐานวันเวลาการเข้าพักโรงแรมอย่างชัดเจน”
“...ไปธุระอะไร?”
“เจรจาธุรกิจซื้อขายที่ดินที่ขอนแก่น”
“แต่ฉันมั่นใจว่านี่เป็นการฆาตกรรมไม่ใช่ฆ่าตัวตาย”
“นี่เซครู้อะไรเพิ่มเติมอีกใช่มั้ย?”
“ไม่!...ฉันก็แค่อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์เมื่อเช้า”
“เซค”
“?”
“เราคบเป็นเพื่อนกันมานานและผมก็รู้จักน้องม่อนดี...พอได้ยินว่าตาแดงก่ำเหมือนกองไฟที่ลุกโชนผมก็นึกถึงน้องสาวของเธอขึ้นมาทันที...ผมหัวเราะกับลูกน้องก็จริงแต่ในใจน่ะขำไม่ออกเลย”
“อาจเป็นฉันก็ได้มั้งจ๊ะ?”
“ไม่หรอก...ไม่ใช่เซคแน่นอน...หึ!!...ผมไม่ยอมแพ้หรอกนะ...อย่างไรก็ต้องเจอและถามน้องม่อนให้ได้”
“เชิญเลย!!...ถ้ามีปัญญาหาเจอได้น่ะนะ”
“................................................”
“ฉันขอแนะนำว่านายควรเอาเวลาไปสืบหาหลักฐานเพื่อเล่นงานไอ้เสี่ยคำลือนั่นจะดีกว่ามัวมาตามก้นยัยแมวหลงทางของฉันนะผู้หมวด”
“เพราะก้นน้องม่อนสวยได้รูปดีน่ะ”
“ไอ้บ้า!!...ไอ้ลามกโรคจิต!!!”
“ฮะๆๆๆ...แม้วิษณุมนตรีจะมีอิทธิพลล้นฟ้าแต่ก็ไม่ได้อยู่เหนือกฏหมายหรอกนะ...ถ้าตำรวจรู้ว่าพวกเธอคิดจะทำอะไรไม่เข้าท่าล่ะก็เราเจอกันแน่!!...ฝากความคิดถึงไปให้น้องม่อนคนสวยด้วยนะครับคุณหมอ”
“...............................................”
“...............................................”
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าบ้านี่จะตามกลิ่นมาได้เร็วถึงขนาดนี้?...ม่อน...น้องไม่น่าไปปรากฏตัวอยู่ที่นั่นเลย!”
...

“เมื่อคืนวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2547 เวลาประมาณ 00.30 นาทีเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุมีคนตกตึกเสียชีวิตจึงได้นำกำลังตำรวจพร้อมประสานกับรถพยาบาลและรถกู้ภัยรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ...พบศพผู้หญิงสวมชุดนอนขาสั้นสีส้มในสภาพกระโหลกศีรษะเละแขนขาหักหลายท่อนคาดว่าเสียชีวิตมายังไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง...หือ?...นี่คุณ!!!”
“..........................................”
“โอ๊ยหัวใจจะวาย!!!...ผมล็อคประตูอยู่นะครับ...อย่าใช้วิธีแบบนี้ได้มั้ยขอร้อง?”
“เหตุใดจึงมิออกไปทำงานเล่าแล้วเช่นนี้จะมีเงินใช้หนี้คุณหนูรองได้อย่างไร?”
“โธ่~~...ตอนนี้ผมไม่มีให้จริงๆ...คุณไหมดูสภาพสำนักงานก็น่าจะรู้แล้วนะครับขนาดดอกไม้ในแจกันผมยังไม่มีเงินซื้อมาเปลี่ยน”
“...หาได้มีความละเอียดอ่อนเสียบ้างเลย”
“เอ่อ--...ถ้าเป็นเรื่องสืบประวัติลูกน้องเสี่ยคำลือ...ผมยังหาได้ไม่ครบทุกคน”
“ได้กี่คน?”
“สองครับ”
“...ส่งมา”
“คุณไหมครับ...ผมอยากจะขอ...เบิกเงินล่วงหน้า”
“.............................................”
“คือไปจ่ายค่าเช่าบ้านน่ะครับ...ค้างอยู่สองเดือนแล้ว”
“...หนี้เก่ายังชำระมิหมดสิ้นก็จะก่อหนี้ใหม่อีกรึ?”
“คือคนเราก็ต้องกินต้องใช้นี่นา--...โอ้!?”
“คุณหนูรองเธอทราบดีอยู่แล้วว่าคุณต้องเป็นเช่นนี้”
“1,2...10 ใบก็...หมื่นหนึ่ง...ว้าว!!...ผมมีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านที่ค้างอยู่สองเดือนแล้วแถมยังเหลือซื้อของกินอีก...รอดตาย!!!”
“เช่นนั้นก็เริ่มจากสองคนนี้ก่อน...ฉันไปล่ะ”
“อ่า--...แล้วคุณหนูศรมุกดาจะสืบประวัติเจ้าพวกนี้ไปทำไมกัน?”
“...หนึ่งแสนกับห้าหมื่น...คุณจะเลือกเงินจำนวนไหน?”
“แหม่!!...ก็ต้องหนึ่งแสนสิครับถามได้”
“หนึ่งแสนคือลงมือทำงานโดยมิปริปากถามแต่ห้าหมื่นจะมีให้สำหรับคนพูดมาก”
“อุ!!...เข้าใจแล้วครับๆ...ผมจะไม่เสือกอีกแล้ว”
“ที่เหลืออีกสามคนอย่างช้ามิเกินพรุ่งนี้...จะใช้วิธีการใดก็แล้วแต่คุณแลหากทุกอย่างสำเร็จลุล่วงคุณหนูรองอาจยกหนี้ทั้งหมดให้ด้วย...พยายามให้เต็มที่นะคะคุณนักสืบ”
“.............................................”
(“ม่อนเป็นเด็กน่าสงสารเพราะเธอไม่เคยได้เห็นหน้าพ่อของตัวเองตอนที่ยังมีชีวิตอยู่แม้แต่ครั้งเดียว”
............................................
“เกิดมาได้เพียงสองชั่วโมงคุณพ่อก็สิ้นใจ...นับว่าเขาต่อสู้กับโรคร้ายด้วยความอดทนเพื่ออยู่เฝ้ารอเห็นหน้าลูกสาวคนเล็กก่อนที่จะลาโลกนี้ไป”
............................................
“นอกจากชื่อศรมุกดาที่คุณโยทะกาเป็นคนตั้ง...สิ่งสำคัญอีกอย่างที่เหลือไว้ให้ก็คือพลังจิต”
............................................
“แต่หนูน้อยที่ยังเด็กนักจึงควบคุมพลังของตัวเองไม่ได้...เอาง่ายๆแค่จ้องมองวัตถุสิ่งของมันก็แตกเป็นเสี่ยงแล้ว”
............................................
“ชาวบ้านต่างพากันหวาดกลัวหนูม่อนจึงไม่อาจจะอยู่ในหมู่บ้านเหมือนพี่น้องคนอื่นได้...เคยมีคนดวงซวยไปแกล้งทำให้เธอตกใจซึ่งผลก็คือนิ้วขาดกระจุยเห็นๆเลย!!!!”
............................................
“คนภายนอกอย่าหวังว่าจะได้รู้เรื่องพลังจิตของคุณหนูสี่เพราะไม่มีชาวบ้านคนไหนยอมปริปากพูดแน่...ขนาดลูกหลานของตัวเองแท้ๆพวกเขายังไม่บอกเลย”)
“โชคชะตาช่างเล่นตลกนัก...ทั้งที่คุณหนูอุตส่าห์ได้พบสหายผู้มีความชอบคล้ายคลึงกันแล้วแท้ๆ...คุณดวงตาหาได้ตกจากอาคารลงมาเองไม่แต่เป็นฝีมือของใครสักคนหรือมิเช่นนั้นก็อาจจะเป็น...ไอ้เดนมนุษย์ห้าตัวนี้ทั้งหมดหรือ?”
...

(“พ่อตัดสินใจแล้ว!!!...มะรืนแม่เอ็มจงพาเจ้าม่อนไปพักที่เรือนด้านหลังท้ายหมู่บ้าน...ขืนปล่อยให้อยู่ที่นี่ชาวบ้านมีแต่จะอกสั่นขวัญแขวนมากขึ้นทุกวัน”
“แล้วลูกม่อนต้องอยู่นานสักแค่ไหนกันคะ?”
“อย่างน้อยก็จนกว่าจะควบคุมพลังจิตไม่ให้พลุ่งพล่านอย่างที่เป็นอยู่...ขนาดแค่มองเฉยๆก็ทำข้าวของแตกกระจายผู้คนบาดเจ็บกันแบบนี้มันไม่ไหวแล้วนะ...พ่อต้องเห็นความเดือดร้อนของคนส่วนมากมาก่อนครอบครัว”
.............................................
“ตอนนี้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ลูกม่อนแล้วนอกจากฉัน,ลูกเซคและก็หนูไหมเท่านั้น...แม่...ฉันต้องทำยังไงดีคะ?”
“ตาของแม่หนูน้อยมีปัญหาตั้งแต่เกิดสินะ?...งั้นเจ้าหาผ้ามาปิดทั้งสองข้างไปเลยเพราะอีกไม่นานตาของแม่หนูน้อยก็จะบอดสนิท”
“อะไรนะคะ?...ลูกม่อนจะ...ตาบอด!!!!”
“แต่เจ้ามิต้องกังวลดอกเพราะเด็กคนนี้สามารถใช้จิตมองเห็นทุกสิ่งทดแทนตาเนื้อได้...ศรมรกตเอ๋ย~~...เติบโตไปภายหน้าแม่หนูนี่จักมีพลังจิตที่เหนือล้ำกว่าพี่สาวทั้งสอง...โยทะกาพ่อของเธอแลข้าที่เป็นย่า...เจ้าจงฟูมฟักเลี้ยงดูให้ดีเถิด”
..............................................
“ตากับยายกลัวม่อนจะทำร้ายคนอื่นเลยห้ามไม่ให้ออกไปไหน...เพราะพลังจิตบ้านี่ทำให้ม่อนไม่ได้เจอน้องสาวไม่ได้เล่นกับพี่เอ้!!!...ม่อนเกลียดพลังจิต!!!!”
“เกลียดไม่ได้นะจ๊ะเพราะนี่คือตัวแทนของคุณพ่อของลูกและที่ลูกมองเห็นหน้าแม่กับพี่เซคได้ก็เพราะพลังจิตนี่ไม่ใช่หรือ?”
“เดือนหน้าน้านีย์จะมาสอนให้ม่อนควบคุมพลังจิตได้ใช่ไหมคะ?”
“จ้ะ...ถ้าลูกควบคุมมันได้แล้วก็จะได้ออกไปเล่นข้างนอกสมใจอยาก...ได้เล่นกับพี่ๆน้องๆด้วย”
..............................................
“วันๆนีย์ให้ลูกม่อนนั่งสมาธิเท่านั้นเองเหรอ?...มันช่วยให้จิตใจสงบไม่คิดฟุ้งซ่านพี่ก็รู้หรอกนะแต่ดูเหมือนพลังจิตของลูกม่อนจะแข็งแกร่งขึ้นทุกทีๆ...พี่กังวลจังเลย”
“เพราะหลานม่อนตั้งใจเพิ่มพูนพลังของตนน่ะสิเจ้าคะซึ่งผิดกับหลานเซคที่เจตนาจะละทิ้งมิยอมพัฒนา...น้องก็มิทราบว่าหลานม่อนกระทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร?”
“คิดจะทำอะไรกันแน่เนี่ยเจ้าลูกคนนี้?...ไหนจะสุริยะโลหิตที่นานวันก็ยิ่งแผดแสงแรงขึ้น”
“สุริยะโลหิตสัมพันธ์กับจิตใจอย่างแยกจากกันมิได้...น้องก็อยากเห็นว่าอนาคตของเด็กคนนี้จะเป็นเช่นไรบ้าง?”
.............................................
“พี่ตั้งใจทอดทิ้งหนูไว้คนเดียว!!!...พี่ต้องการให้หนูหลงอยู่ในป่านั่นจนอดตายใช่มั้ย?”
“มิใช่!!...พี่หาได้มีเจตนาทิ้งเธอไว้คนเดียวเลยนะ!!!...พี่จะไปตามคนมาช่วยต่างหาก”
“หุบปาก!!...เสียแรงที่หนูไว้ใจเชื่อใจพี่ทุกอย่าง...คนทรยศ!!!...หนูจะไม่มีวันให้อภัยพี่ม่อนเด็ดขาดและต่อไปนี้ไม่ต้องมาเป็นพี่เป็นน้องกันอีกแล้ว!!!!”
“อ๋อมฟังพี่ก่อนมันมิใช่อย่างที่น้องคิด!!!”)
“.............................................”
“หนู”
“.............................................”
“หนู!!...ลุงจะปิดร้านแล้ว”
“...ขออภัย”
“เอ--...หน้าหนาวแท้ๆแต่กลับมีฝนตกซะได้!!...อ้าวแม่หนู!?...จะเดินตากฝนไปจริงๆเรอะ?”
“.............................................”
“อะไรก็ไม่รู้แฮะ?...แม่สาวคนนี้”
...หากสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างหนาเม็ดนี่จะช่วยชะล้างจิตใจอันโศกสลดของเราได้ก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีแต่กลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่...เราน่าจะฉุกคิดได้เร็วกว่านี้...ทำไม?...ทำไมหนึ่งในสหายรู้ใจที่มีเพียงหยิบมือของเราจึงต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาจเช่นนั้น!?...
(“ท่าทางเธอก็จะชอบสะสมโดราเอม่อนเหมือนกันนะ?”
“?”
“คือฉันเห็นเธอมาซื้อตุ๊กตากับหนังสือการ์ตูนที่นี่หลายครั้งแล้ว”
“...คุณก็ชอบโดราเอม่อนหรือ?”
“จ้ะ...ชอบมากๆ...ตอนนี้ที่ห้องก็มีแต่ของสะสมเต็มไปหมด”
“หึๆ...เหมือนเราเลยเจ้าค่ะ”
“งั้นเธอซื้อตัวนี้ไปเถอะ”
“มิได้ดอก...คุณเห็นก่อนเช่นนั้นมันจึงเป็นของคุณ”
“แต่”
“เรารอให้ทางร้านสั่งมาใหม่ก็ได้”
“ตกลงๆ...ว่าแต่เธอชื่ออะไรเหรอ?”
“ศรมุกดา...เอ่อ--...เรียกม่อนเถิดเจ้าค่ะ”
“ฉันชื่อดวงตา...เรียกตาเฉยๆก็ได้”
“จะให้เอ่ยเพียงชื่อก็ดูกระไรอยู่...เราขอเรียกคุณดวงตาเพราะคุณมีอาวุโสมากกว่า”
“จ้ะ”)
“ตกหนัก...เสียจริง...แม้กระทั่งฟ้ายังร้องให้เป็นเพื่อนเรา...”
“คุณหนู...คุณหนูรองเจ้าคะ!!!”
“...มาช้านะไหม...เรารอเจ้าอยู่หลายชั่วโมงจนร้านปิดเทียว”
“ขออภัยเจ้าค่ะที่ดิฉันมาช้าแต่คุณหนูมิควรออกมาเดินตากฝนเช่นนี้...รีบขึ้นรถเถิดเจ้าคะ”
“มิเป็นไร...เราอยากตากฝนให้ตัวเปียกสักครู่”
“แต่คุณหนูจะมิสบายเอาได้”
“ธุระที่ให้ไปทำเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เรียบร้อยเจ้าค่ะ...คุณหนูอย่าได้ห่วงเรื่องอื่นมากกว่าสุขภาพของตนเลย”
“ขณะนี้เจ้าสั่งเราในฐานะอะไร?”
“เอ๊ะ!?”
“ลูกน้องกับเจ้านายหรือ...พี่สาวกับน้องสาว?”
“.............................................”
“จงตอบมา--”
“ดิฉันมิได้สั่งคุณหนูเจ้าค่ะแต่...ขอร้องในฐานะพี่สาวอีกคนหนึ่ง”
“เช่นนั้นรึ?”
“.............................................”
...นับว่าคำตอบตรงกับที่เราต้องการจะได้ยิน...ใครต่อใครต่างทราบว่าไหมคือผู้ติดตามเพียงหนึ่งเดียวของเราแต่น้อยคนที่จะรู้ว่าแท้จริงแล้วนางเป็นพี่สาวต่างมารดาของเรากับท่านพี่...ศรไพลิน ราศีกาญจนา...บุตรสาวคนแรกของท่านพ่อโยทะกา...
“หากเมื่อกี้ดิฉันตอบว่าลูกน้องกับเจ้านายล่ะเจ้าคะ?”
“เราก็จะไล่เจ้าให้กลับไปบ้านคนเดียว...หึๆ”
“คุณหนู~~”
“ขอบคุณที่ยังมิลืมว่าเราเป็นน้องสาว”
“โธ่~~...อย่าเอาแต่ใจเช่นนี้อีกนะเจ้าคะ...หากคุณหนูมิสบายไปนายหญิงศรมรกตต้องเอาความดิฉันแน่”
“พวกเรามิปริปากพูดเสียแล้วใครจะรู้?...เอาล่ะ...ส่งประวัติลูกน้องเสี่ยคำลือมาให้เราซิ”
“นี่เจ้าค่ะ”
“................................................”
“อีกสามคนที่เหลือนายชาญกำลังไปสืบเจ้าค่ะ”
“อืม--...หนึ่งในห้าคนสนิทของเสี่ยคำลือ...ชายที่ชื่อวัฒน์อาศัยอยู่ใกล้ๆนี่เองมิใช่หรือ?”
“เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเริ่มต้นจากหมอนี้...ไปง้างปากมันเพื่อเค้นเอาความจริงบัดเดี๋ยวนี้เลย!!”
...เพื่อทวงความยุติธรรมให้คุณดวงตาสหายผู้มีความชื่อชอบแมวสีฟ้าจากโลกอนาคตเช่นเดียวกัน...ต่อให้ต้องถูกตราหน้าเป็นปิศาจร้าย...เราก็ยินดีจะแบกรับมันไว้ด้วยความเต็มใจ...
...

“พวก...พวกแกต้องการอะไร?...ปล่อยกูเดี๋ยวนี้นะ!!...อึ๊ย~~...โธ่โว้ย!!!”
“เปล่าประโยชน์...ต่อให้เจ้าร้องจนกล่องเสียงแตกก็หาได้มีผู้ใดจะได้ยินไม่เพราะบิดามารดาแลภรรยาของเจ้า...หลับกันหมดแล้ว”
“แก~~...โอ๊ย!!!”
“หุบปากเงียบๆ...เราหนวกหู!!”
“มะ...เมื่อกี้มึงเอาอะไรตบหน้ากูน่ะ?”
“โดนมัดแล้วยังปากดีได้อีกนะเจ้าคะ...สมุนของเสี่ยคำลือเป็นเช่นนี้ทุกคนหรือเปล่า?”
“หากมิใช่จะมาเพื่อเค้นเอาความจริง...เราจะให้เจ้าเอาผลมะพร้าวยัดปากมันเสีย”
“พวกแกยืนอยู่ตรงนั้นแล้วทำไม?...ฮึ่ม!!...แน่จริงถอดหน้ากากปัญญาอ่อนนั่นออกมาสิวะไอ้พวกขี้ขลาด!!!...อั๊ก!!!!”
“คุณหนู!...เดี๋ยวมันจะหมดสติไปเสียก่อนเจ้าค่ะ”
“สลบก็ทำให้ฟื้นได้...หน้ากากปัญญาอ่อนหรือ?...ข้อนี้เราเห็นด้วย”
“โธ่~~”
...ไหมซื้อหน้ากากยอดมนุษย์มาจากแผงขายของเล่นข้างทางระหว่างมาที่บ้านของ “วัฒน์” หนึ่งในห้าลูกน้องคนสนิทของเสี่ยคำลือ...เฮ้อ!!...ก็มิได้มีปัญหาดอกที่จะต้องสวมหน้ากากแต่เจ้านี่มันสุดทนจริงๆเพราะเราหาใช่เด็กสามขวบอย่างวันวานแล้ว...
(หากท่านพี่ได้เห็นจะต้องหัวเราะเยาะด้วยความตลกขบขันอย่างแน่แท้...เสร็จธุระครั้งนี้แล้วเราจะมิยอมใส่อีกเป็นครั้งที่สอง!!)
“ตอบคำถามเจ้านายฉันมาตามตรงแล้วนายจะได้รับอิสรภาพ”
“คำถามอะไร?...แล้วพ่อแม่กับเมียกูล่ะ?”
“พวกเขาแค่หลับไปเท่านั้นแต่...มันก็ขึ้นอยู่กับนายนะ”
“แกล้งหลอกว่าเป็นพนักงานขายของแล้วเล่นทีเผลอจับกูมัดแถมวางยาทำให้คนในบ้านสลบ...เชอะ!!...มึงสองคนไม่แน่จริงนี่หว่า?”
“เสียใจด้วย...เรามิใช่ผู้ผดุงความยุติธรรมแลนี่ก็หาใช่ละครไม่ที่จะมาถือปืนคนละกระบอกแล้วนับถึงสิบก่อนดวลกัน”
“ใช่...พวกมึงมันขี้ขลาดถึงใส่หน้ากากปิดบังไง!!!”
“โง่เขลา...ผู้ร้ายที่ไหนจะเปิดเผยโฉมหน้าให้ใครเห็น?”
(ถูกต้อง...ครั้งนี้เรากับไหมรับบทผู้ร้ายเต็มตัวเทียวล่ะ...ไหมรับหน้าที่เคาะประตูเรียกส่วนเราแอบเข้าไปหลบในบ้านแลหาจังหวะสะกดจิตทุกคนให้หลับใหลจากนั้นจับนายวัฒน์มัดติดเก้าอี้แล้วค่อยคลายสะกด)
“เลิกพูดจามากความซะที!!...เจ้าเป็นคนฆ่าคุณดวงตาใช่หรือไม่?”
“หา?...กูเปล่านะ!!!”
“เจ้าเป็นผู้ผลักคุณดวงตาตกลงมาจากตึก”
“ไม่!...กูไม่ได้ทำ!!...คุณนายกระโดดตึกลงมาตายเองต่างหาก”
“เหลวใหล!!”
“อ๊อก!!!”
“จะพูดความจริงไหม?”
“กะ...กูก็บอกอยู่นี่ว่าไม่ได้ทำ...อุ๊ก!!!...คุณ...ดวงตา...ฆะ...ฆ่าตัวตายเอง”
“ถ้ายังกล้าโป้ปดมดเท็จอีกเราจะทำให้เจ้าพูดมิได้ตลอดไป!!!”
“เอ๊าะ~~...อ๊อก!!!!”
...ศรมุกดาผู้นี้สามารถใช้ “พลังจิต” ได้ดังใจปรารถนาหรือดุจขยับมือเท้า...เพ่งสมาธิกางมือแล้วงอนิ้วทั้งห้าลงมาเพียงนิดก็จะมีแรงกดที่มองมิเห็นบีบคอเป้าหมายให้หายใจลำบากทว่ากระทำแค่ชั่วขณะเพื่อข่มขู่...นี่คือวิธีทรมานศัตรูขั้นต้นๆของเรา...
“ฮ่าห์!!...ฮ่า~~”
“ยังจะตอบว่ามิรู้เรื่องอีกไหม?”
“โธ่ว้อย!!!...พูดไม่รู้เรื่องก็บอกจนปากจะฉีกแล้วว่ากูไม่...อ๊ากกกกกกก!!!!”
“บอกเจ้านายฉันไปเถิดอย่าปิดบังให้เจ็บตัวเปล่าเลย...มิเช่นนั้นจะได้รับความทรมานสาหัสกว่านี้”
“เอ๊อะ!?...อื๊อออออออออ”
“เจ้าจะตายด้วยน้ำมือของตนเองในอีกมิช้าหรือเราจะชิงหักคอเจ้าซะก็ย่อมกระทำได้”
“อั๊กกกกกกก”
“ขาดอากาศหายใจจนถึงแก่ความตาย...ศพจะทุเรศมากทีเดียวนะ!!...ตาเหลือกลิ้นจุกปาก”
“ไม่รู้!!...ผม...ผมไม่รู้เรื่องเลย...ปล่อยผมไปเถอะ!!!”
“เจ้าเป็นลูกน้องคนสนิทจะมิรู้มิเห็นได้อย่างไร?”
“โอ๊ย!!!”
“สาดน้ำใส่มันซิ”
“อุ๊บ!!...แค่กๆ”
“คุณหนูเจ้าคะ...บางทีผู้ชายคนนี้อาจจะมิรู้เรื่อง”
“หรือมิเช่นนั้นก็ปากแข็งเพื่อปกป้องเจ้านายผู้แสนดี...ฮึ!...อีกเดี๋ยวจะได้รู้กัน...ไปหยิบมีดพับของมันมา”
“เจ้าค่ะ”
“จะทำอะไรน่ะ?”
“มีดสวยดีนี่?...เจ้านายฉันอยากเห็น”
“ตะ...ต่อให้ฆ่าผมตายพวกคุณก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกเพราะผมไม่รู้”
“เจ้า...กลัวความตายไหม?”
“................................................”
“ตอบเจ้านายของฉันไปซี่!!”
“คะ...ใครๆก็กลัวทั้งนั้นแหละ!!!”
“...เมื่อคืนวานเจ้าอยู่ที่ไหน?”
“ผม...ผมอยู่ที่บ้านนี่แหละ...พ่อแม่และเมียผมเป็นพยานได้”
(อะไรนะ!?)
“จริงๆ...ใช่ๆๆ...หัวค่ำเพื่อนผมมาหาและเราก็นั่งกินเหล้ากัน...ผมเพิ่งมารู้ข่าวว่าคุณนายตกตึกตายก็เมื่อเช้านี้...ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย...อื๋อ?”
“กล้าใช้ชีวิตตนเองเป็นเดิมพันหรือไม่?”
“จะ...จะให้ผมไปสาบานที่ไหนก็ได้!!!...ผมไม่มีทางฆ่าคุณนายแน่ๆเพราะท่านมีพระคุณต่อครอบครัวของผม”
“แล้วลูกน้องคนอื่นเล่า?”
“มะ...ไม่รู้ครับ...เมื่อเย็นวานหลังจากที่เสี่ยสั่งให้พวกเราทั้งหมดกลับบ้านก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยจนได้ข่าวว่าคุณนายเสียชีวิตแล้ว...ตำรวจเรียกผมไปสอบปากคำผมก็ไป”
“ทั้งหมดที่ว่า...พวกนายห้าคน?”
“ไม่ใช่...ลูกน้องเสี่ยมีเป็นสิบๆก็สั่งให้กลับบ้านทุกคน”
(ชักจะมีอะไรแปลกๆ!?)
“...เราทราบมาว่าเจ้านายของเจ้าไปขอนแก่น...มีคนติดตามไปด้วยหรือไม่?”
“............................................”
“พูด!!”
“ทะ...เท่าที่ผมทราบ...เสี่ยขับรถไปเพียงคนเดียวครับ”
“?”
...สั่งให้ลูกน้องทุกคนกลับบ้านแลขับรถไปขอนแก่นเพียงลำพัง!?...นี่ต้องมิใช่เหตุปกติเพราะเจ้าเสี่ยคนนี้ก็มีศัตรูทางธุรกิจฉะนั้นจึงควรจะมีผู้คุ้มกันเหลือไว้สักคนสองคนมิใช่หรือ?...
(เริ่มจะมองเห็นหางของมันรางๆแล้ว)
“ทีนี้ก็...ปล่อยผมได้หรือยัง?”
“...นึกหรือว่าคำแก้ต่างเพียงเท่านี้จะทำให้เราหลงเชื่อได้?”
“แล้วพวกคุณต้องการอะไรอีกเล่า?”
“ความจริงจากก้นบึ้งในหัวใจ”
“!?”
“เราจะทำให้เจ้าหวาดกลัวเพิ่มขึ้นมาอีกนิด”
...

“นายวัฒน์คนนี้มิได้มีส่วนรู้เห็นจริงๆ”
“อืม--”
(“จะ...จะทำอะไร?”
“มีดพับเล่มนั้นจะขยับเข้าใกล้ดวงตาของเจ้าทีละน้อย...วัฒน์เอ๋ย~~...นี่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว”
“พวก...พวกคุณเป็นใครกันแน่?...ภูติผีปิศาจเรอะ?...มีดลอยกลางอากาศได้เอง!!!!...เราตาฝาดหรือเปล่าเนี่ย?”
“แต่อีกมินานต่อจากนี้ตาข้างหนึ่งของเจ้าจะบอดตลอดกาล...จงดูสิ...ปลายมีดกำลังจะเจาะเข้าตาดำขวาของเจ้าอย่างแม่นยำเทียว”
“ไม่!!...ไม่รู้~~...ผมบอกไปหมดทุกอย่างแล้ว...ผมไม่ได้ฆ่าคุณนาย!!!!...ได้โปรด~~)
“มนุษย์ทุกคนย่อมรักชีวิตตนเองรวมไปถึงอวัยวะในร่างกายด้วย...มีดยังอยู่ตั้งไกลทว่าร้องห่มร้องให้ออกมาดังลั่น...ใจเสาะเช่นนี้อย่าว่าแต่เอาชีวิตคนเลย...เชือดเป็ดฆ่าไก่จะเคยกระทำหรือเปล่ายังสงสัย?”
“เขาคงตกใจกลัวแลหาสาเหตุมิได้ที่มีดลอยอยู่กลางอากาศโดยหาได้มีผู้ใดถือ...ฮิๆ...ถึงกับต่อว่าคุณหนูเป็นภูติผีปิศาจเชียวนะเจ้าคะ”
“ใจปลาซิวขลาดเขลาเช่นนี้เป็นลูกน้องเจ้าพ่อได้อย่างไรกัน?...ช่างเถอะ...ตัดออกไปได้หนึ่งแล้วเหลืออีกสี่”
“แต่เมื่อกี้เกือบไปนะเจ้าคะ...หากเราออกมาช้าอีกนิดจักต้องประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่ตรงๆอย่างแน่แท้”
“จงคว้าน้ำเหลวไปเถิด...นายวัฒน์แลครอบครัวของเขาพอฟื้นคืนสติมาก็จดจำอะไรมิได้เพราะเราลบความทรงจำออกไปจนหมดสิ้นแล้ว”
“..............................................”
“ไหม...อีกคนเป็นใครฤา?”
“เอ่อ--...เขาชื่อนายชัย...บุรุษผู้มักมากในกามคุณเรียกใช้ผู้หญิงขายบริการอยู่เป็นนิจ...เขาอาศัยอยู่เพียงผู้เดียวแลยังโสดเจ้าค่ะ”
“...สำหรับหมอนี่มิน่าจัดการยากแค่ขู่จะตัดลึงค์ทิ้งก็พอ”
“ใช้แผนนกต่อดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“หยุด!!...เรามิต้องการให้เจ้าไปถูกชายโสมมเช่นนี้แตะแม้เพียงปลายเล็บ...เอาแค่รู้ว่ามันมักจะไปที่ใดบ่อยๆก็พอ”
“..............................................”
“ครั้งนี้เราจะลงมือแลมอบบทเรียนอันแสนล้ำค่าให้กับมันเอง!...เจ้าชู้มักมากรึ?...เราเกลียดนักผู้ชายอุปนิสัยเลวทรามเช่นนี้!!!”
...

Sapphire Sub Moonstone

“นายชัยใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับการเที่ยวซ่องหรืออาบอบนวดครับแต่เขามีผู้หญิงคนหนึ่งที่มักจะชวนมาค้างที่ห้องเช่าเป็นประจำ...เธอชื่อน้อย”
“หญิงขายบริการ?”
“ประมาณนั้นครับ...เธอเป็นหมอนวดแผนโบราณ”
“วันนี้หล่อนไปทำงานหรือไม่?”
“ทำครับ...ผมไปเช็คมาแล้ว”
“แล้วนายชัย”
“เอ่อ--...ลูกน้องผมรายงานว่าตลอดทั้งวันหมอนี่ยังไม่ออกไปไหนเลย...หากคุณไหมไปตั้งแต่ตอนนี้ก็น่าจะได้เจอตัวครับ”
“ขอบใจมาก”
“อย่าลืมโบนัสด้วยนะครับ...ฮี่ๆ”
“...ขอคุณหนูเองสิ”
“เออะ!!”
...รู้ที่อยู่ของนายชัยลูกน้องคนสนิทลำดับที่สองของเสี่ยคำลือแล้ว...ถ้ารีบพาคุณหนูไปเสียแต่ตอนนี้ล่ะก็ย่อมเจอตัว...เวลาสองทุ่ม...สามชั่วโมงหลังจากเสร็จสิ้นการสอบปากคำนายวัฒน์...ดิฉันพาคุณหนูกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนชุดแลทานอาหารเย็นที่บ้าน...
“จะไปกันได้หรือยัง?”
“เจ้าค่ะ...เวลานี้ทางสะดวก...”
“ตกใจอะไร?”
“เหตุใดจึงแต่งหน้าทาปากด้วยเจ้าคะแลชุดชั้นในนั่น?...ของคุณหนูใหญ่”
“เราเห็นมันอยู่ในลิ้นชักเลยลองหยิบมาใส่ดู...ใช้ได้ไหม?”
“ว้าว!!!...ระ...ไร้ที่ติเจ้าค่ะแต่...ปกติคุณหนูมิชอบสวมใส่ชุดชั้นในวาบหวามเช่นนี้นี่นา?”
“คนที่พวกเราจะไปพบขึ้นชื่อว่าบ้ากามนักหนามิใช่รึ?...ดังนั้นจึงสมควรจะสร้างความตื่นเต้นให้เขา”
“สร้างความ...ตื่นเต้น?”
...แม้จะได้ชื่อว่าเป็นคนสนิทรู้ใจที่รับใช้คุณหนูมานานหลายปีนักทว่าบางครั้งดิฉันก็คาดเดาความคิดแลเจตนาของเธอมิถูก...
(สร้างความตื่นเต้นหรือ?...ประโยคนี้แหละที่เราหวั่นเกรงนัก!!!)
...

“มะ...มีความสุขไหมจ๊ะ?”
“มากเลยล่ะพี่ชัยขา~~...ไม่มีใครเย็ดมันส์เท่าพี่อีกแล้ว”
“!?”
“คุณหนูเจ้าคะ...พวกเขากำลัง...”
“................................................”
“พี่ยังไปเที่ยวกะหรี่อยู่ป่ะ?”
“ไม่...ไม่ได้ไปแล้ว”
“จริงเหรอ?”
“ก็จริงสิจ๊ะ...เย็ดกะหรี่มันก็งั้นๆสู้น้อยของพี่ชัยไม่ได้หรอก”
“ต๊าย!!...ปากหวาน”
“อูยยยยย...พี่เสียวควยมากเลยน้อยจ๋า...อื้อหืม?...หีดูดควยเหลือเกินเนี่ย...โออออออออออ”
“ซีดสสสสสสสสส...น้อยไม่...ไม่ค่อยให้แขกอ๊อฟหรอกเพราะ...เพราะไม่มีใครเย็ดมันส์เท่าพี่ชัย...อึ๊ยยยยยยยยยยย”
“ใช่ๆๆ...เดี๋ยวหีหลวมล่ะแย่เลย”
“พูดอะไรก็ไม่รู้...อ๊าววววววววววว...เสียวที่สุดเลยพี่ชัยขา~~”
“อู๊ยยยยยยยยยยยยยยย...จะออกแล้วววววว...รีบอ้าปากเร็ว”
“อ้า~~”
“ฮึ๊ยยยยยยยยยย...โอววววววววววววว”
“ออกมาเยอะจริงๆ”
“ซีดสสสสสสสสส...ละ...เลียให้พี่ด้วยสิ...อูยยยยยย...ดีมาก”
“ไหม”
“เจ้าคะ?”
“ผู้หญิงคนนั้นกลืนน้ำสีขาวนั่นลงคอ...มันอร่อยรึ?”
“เอ่อ--...ดิ...ดิฉันมิทราบเจ้าค่ะ”
“มาได้จังหวะเหมาะพอดี...เช่นนั้นก็น่าจะจัดการเสียทั้งคู่”
“มิได้ดอกคุณหนู!!...งานของเราสมควรจะให้ผู้อื่นรู้เห็นน้อยที่สุด”
“.................................................”
“ฮัลโหลเจ๊”
“.................................................”
“อ๋อ!!...ฉันออกจากบ้านมากินข้าวข้างนอก...อีกครึ่งชั่วโมงนะเจ๊”
“จะไปแล้วเหรอ?”
“เจ๊โทรตามจ้ะพี่...วันนี้เด็กที่ร้านลากลับหลายคนฉันเลยต้องไปเร็วกว่าเดิม”
“เธอจะออกไปแล้ว”
“หึ!...แต่เราต้องการมอบบทเรียนให้แก่หญิงชั่วนี่พร้อมๆกันด้วยเหลือเกิน”
“................................................”
“คืนนี้อย่าออกไปกับใครนะ”
“จ้า!!...ถึงให้เงินเยอะแต่ถ้าฉันไม่ถูกใจซะอย่างก็ไม่เอาหรอก”
“นั่นเธอพูดจริงหรือ?”
“มิใช่เจ้าค่ะ...ดูจากจริตก้านแล้วผู้หญิงคนนี้ทำได้ทุกอย่างเพื่อเงิน”
“...ชายโฉดหญิงชั่ว”
“ค่อยสบายตัวหน่อยดีกว่าออกไปตีกะหรี่เป็นไหนๆ...เลียหีก็ไม่ได้ถุงยางก็ต้องใส่...แบบนั้นจะสนุกอะ...เฮ้ย!?”
...พอออกมาจากที่ซ่อนคุณหนูก็ใช้ “พลังจิต” เหวี่ยงนายชัยกระเด็นจากเตียงไปนอนแอ้งแม้งอยู่กลางห้อง...นับว่าครั้งนี้เธอกระทำอย่างอุกอาจแลเฉียบขาดกว่าทุกทีซึ่งเป็นเพราะอารมณ์ที่ขุ่นมัวแลสมาธิปั่นป่วน...
(อย่างไรคุณหนูก็เป็นปุถุชนมีเลือดเนื้อแลความรู้สึก...ใบหน้าของเธอยังแดงก่ำอยู่เลย)
“ลากกลับขึ้นเตียงแล้วมัดแขนขามัน!!”
“เจ้าค่ะ”
“ปล่อย!!...พวกแกเป็นใคร?...ต้องการอะไรกัน?”
“เจ้าเป็นคนฆ่าคุณดวงตาใช่หรือไม่?”
“มึงพูดอะไรกูไม่เข้าใจ!?...ช่วยด้วย!!!...ใครอยู่ใกล้ๆ...อั๊ก!!...อู้~~”
(เห็นแล้วอดเสียวไส้มิได้...นั่นเป็นจุดยุทธศาสตร์ของผู้ชายทว่าคุณหนูรองเพ่งพลังจิตแลกำหมัดทุบอย่างหาได้มีความลังเลไม่ซึ่งมันได้ผลมิแตกต่างกับการชกตรงๆ...งานนี้จุกจนหน้าเขียวพูดมิออกเทียว)
“ร้องเรียกให้คนช่วยอีกสิ”
“โอ๊ย!!!”
“แล้วครั้งนี้เราจะใช้มีดเฉือนลึงค์ของเจ้าแน่”
“อือออออออ”
...กรรไกรจากโต๊ะลอยขึ้นด้วยอำนาจพลังจิตของคุณหนูรอง...นายชัยตาเบิกโพลงอ้าปากค้างด้วยเพราะมิอาจจะสามารถหาคำตอบให้ตนเองได้ว่ากรรไกรอันนั้นลอยมาเข้ามือเจ้านายของดิฉันเองได้อย่างไร?...
“ว่าอย่างไร?...ขอเพียงพูดความจริงเราก็จะปล่อยเจ้าโดยหาได้มีส่วนไหนในร่างกายบุบสลายไม่แต่เจ้าบังอาจโป้ปดมดเท็จแม้คำเดียว...หึๆๆ...เจ้ากลายเป็นขันทีชั่วชีวิตแน่นอน”
“จะพูดความจริงไหม?”
“คะ...ครับ”
“ดี--...แล้วเจ้าจะมีชีวิตยืนยาวต่อไปโดยมิได้สูญเสียอะไรต่ออะไร”
...

“หมอนี่ก็มิรู้เห็นแต่มันน่าแปลกนัก”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ”
(“เจ้ามั่นใจแน่นะว่ามิรู้เห็นอะไร?”
“ที่ผมพูดไปคือความจริงทุกอย่าง...ผมไม่ได้ฆ่าคุณนายและเมื่อคืนก็ไม่ได้ออกไปไหนเลยแม้แต่ก้าวเดียว...เจ้าของหอพักเป็นพยานให้ได้...เอา...เอากรรไกรออกไป!!...อย่าตัดของผมทิ้งนะ!!!”
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับคำตอบของเจ้า...ว่าจะเป็นความจริงสักเพียงใด?”
“ผมสาบานได้...ว้าก~~...ไม่นะไม่...ขาด...ขาดแล้ว!!!!”
“................................................”
“ขาด...ฮือ--...ฮือ~~”
“ขลาดกลัวจนร้องให้เทียว...เบิ่งตาดูให้ดี!!...ที่ขาดไปคือขนเงาะของเจ้าต่างหาก”
“ห๊ะ!?...ยะ...ยังอยู่!!!...ลูกพ่อยังอยู่!!!!”
“หยุดร้องสะอึกสะอื้นแลจงตอบคำถามเจ้านายของฉันไป!!!”
“...ครับ”
“เจ้านายเดินทางผู้เดียวแล้วลูกน้องเช่นพวกเจ้าจะมีไว้เพื่ออะไร?”
“คือ...คือบางทีเสี่ยก็ชอบไปตามลำพังโดยไม่บอกใครครับ”
“สรุปคือเจ้ามิรู้อะไรเลย?”
“ไม่เลยสักนิด...ผมมารู้ว่าคุณนายเสียชีวิตก็เกือบค่อนแจ้งแล้ว...คดีนี้มันเป็นการฆ่าตัวตายนะครับไม่ใช่ฆาตกรรมแล้วพวกคุณจะยังสงสัยอะไรอีก?”
“คุณหนู”
“...ถามต่อไปก็ไร้ประโยชน์...จงทำให้หลับแลลบความทรงจำไปซะ”)
“เหตุใดนายวัฒน์และนายชัยจึงยืนยันเสียงแข็งว่าคุณดวงตาฆ่าตัวตายทั้งที่ตำรวจยังมิได้สรุปผลที่แน่ชัดออกมาเลย?”
“ราวกับมีใครบางคนสั่งพวกเขาให้กล่าวไปในทิศทางเดียวกัน”
“เสี่ยคำลือ!!...เขาจะต้องบอกลูกน้องทุกคนเป็นแน่เจ้าค่ะคุณหนู”
“สองในห้าตัดออกเหลืออีกสามแต่มิรู้จะได้ความเพิ่มเติมหรือเปล่า?”
“คุณหนูอย่าเพิ่งท้อนะเจ้าคะ...ความจริงจะต้องกระจ่างในมิช้า...พุร่งนี้ชาญน่าจะได้ที่อยู่ของสามคนที่เหลือ”
“................................................”
“คุณหนู”
“...พาเราไปที่อาคารหลังนั้นแลเรียกนายชาญให้มาพบ”
“เจ้าค่ะ”
“สีหน้าเคร่งเครียด...เจ้าเป็นอะไร?”
“เปล่าเจ้าค่ะ”
“อยากมีชายมาให้กอดหรือ?”
“คุณหนูล่ะก็...”
“เมื่อครู่เราสังเกตเห็นเจ้ามีอาการกระสับกระส่าย...เจ้าคงมีความต้องการสินะ?”
“แต่อย่างไรมันก็หาได้มีความสำคัญยิ่งกว่างานเจ้าค่ะ”
“.................................................”
...

“อยู่ไหน...อ้อ!!...รถคันนั้นเอง”
“เข้ามานั่งแลปิดประตูด้วย”
“คุณหนูศรมุกดา...ทำไมถึงสวมชุดคลุมนอนล่ะครับเนี่ย?”
“...........................................”
“จุ๊ๆๆ...ยกทรงกับขาอ่อนขาวๆแพลมออกมา...โตเร็วแท้น้อ!!...เผลอแป๊บเดียวเป็นสาวสวยขนาดนี้เลย~~”
“เห็นคุณหนูรองมาตั้งแต่แบเบาะเก็บอาการเสียบ้างนะนายชาญ...อยากนิ้วขาดอีกครั้งหรืออย่างไร?”
“อึ๋ย!!!...ครั้งเดียวก็เกินพอแล้วครับ”
“เอาล่ะ...มีสิ่งใดคืบหน้าบ้าง?”
“อ่า--...อีกสามคนที่เหลือผมรู้ชื่อหมดแล้วแต่ที่อยู่ยังไม่ชัดเจนครับและมันก็ไม่ง่ายด้วย...มีนายหนู,นายแสงและนายจักรครับ”
“มิง่ายหรือ?”
“คือสามคนนี้ทำงานมานานและเสี่ยคำลือก็ไว้ใจมากๆครับ...นอกจากนี้พวกมันยังเป็นมืออาชีพเวลาไปที่ไหนก็จะระแวดระวังตัวเสมอว่ามีใครแอบสะกดรอยตามมั้ย...เมื่อตอนบ่ายผมทำทีมานั่งกินข้าวที่ร้านตรงข้ามอาคารหลังนี้เพื่อสังเกตการณ์และโชคดีที่ทั้งสามคนนี้ก็มากินด้วยครับ”
“แล้วอย่างไร?”
“ก็อย่างที่ผมบอก...พวกนี้มันมืออาชีพ...เลือกโต๊ะข้างในสุดและนั่งหันหน้าออกนอกร้านทุกคนแถมเวลากินก็คอยผลัดกันชำเลืองดูตลอดว่ามีใครน่าสงสัยหรือเปล่า...ผมเองก็ไม่กล้ามองหน้าตรงๆหรอกครับ...กลัวมีพิรุธ”
“เล่นยากเหมือนกัน...แล้วหลังจากทานอาหารพวกเขาไปไหนต่อ?”
“ในอาคาร”
“ไม่ครับ...ตอนนี้อาคารถูกปิดห้ามไม่ให้ใครเข้ามาใช้เพราะเพิ่งเกิดคดี”
“อืม--”
“นายหนูกับนายแสงไปด้วยกันส่วนนายจักรแยกไปคนเดียวครับแต่ถึงผมจะไม่ตามก็มีคนรู้จักพอแกะรอยได้ว่าพวกมันไปไหนมั่ง”
“นักสืบนี่ก็ต้องรู้จักคนให้เยอะไว้สินะ...หือ?...คุณหนูเจ้าคะ...ตรงนั้น!!”
“?”
“นั่นใครกำลังเข้าไปในอาคาร”
“หรือจะเป็นลูกน้องเสี่ยคำลือไหนเจ้าพูดว่าอาคารหลังนี้ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปใช้ไงล่ะ?”
“ผม...ผมก็ไม่รู้”
“เจ้านี่คงได้รับคำสั่งจากเสี่ยคำลือเป็นแน่เจ้าค่ะ”
“...เช่นนั้นเราน่าจะหาโอกาสเข้าไปเยี่ยมเยียนสักครานะ”
“เออใช่!!...ผมได้ข้อมูลมาอีกอย่าง”
“?”
“เสี่ยคำลือติดใจอาหารร้านตรงข้ามนี้เป็นพิเศษและชอบสั่งใส่กล่องไปทีละเยอะๆ...คงจะไปแจกจ่ายลูกน้อง”
“เขามักสั่งเวลาไหน?”
“มื้อเที่ยงเกือบทุกวันเลยครับ...เมื่อทางร้านทำเสร็จก็จะให้ลูกจ้างหิ้วข้ามถนนไปส่ง”
“หากว่าเราจะแปลงโฉมเป็นลูกจ้างร้านนี้แล้วเอาข้าวกล่องไปส่งจากนั้นก็หาโอกาสเข้าไปในอาคาร”
“เผื่อว่าจะมีหลักฐานหลงเหลืออยู่หรือเจ้าคะ?”
“ใช่”
“ไม่ได้หรอกครับ...ถ้าเป็นหลักฐานผมคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจน่าจะเก็บไปหมดแล้วนะครับและที่สำคัญ...ถึงจะสั่งอาหารร้านตรงข้ามเป็นประจำแต่ไม่มีลูกจ้างคนไหนได้เข้าไปข้างในเลย”
“อะไร?”
“การจะเข้าไปในอาคารไม่ใช่เรื่องง่าย...ขนาดเอาอาหารไปส่งยังทำได้แค่อยู่ที่หน้าประตู”
“แค่หน้าประตูเองรึ?”
“หากได้แค่นั้นก็มิสมควรกระทำ...เราคิดอุบายออกแล้ว”
“จะแอบเข้าไปหรือเจ้าคะ?”
“มะ...มันเสี่ยงมากนะครับ!!!...ถ้าเกิดอะไรขึ้นผมว่าไม่คุ้มค่า”
“มิต้องกังวลดอก...แอบน่ะใช่แต่เราจะให้ผู้อื่นเข้าไปด้วย”
“ผู้อื่น?”
“คุณหนูหมายถึง...”
“งานนี้จะสำเร็จลุล่วงได้จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากท่านพี่”
...

29 ธันวาคม 2548

“ดูเหมือน...พวกคุณจะรู้ดีจังนะครับว่าผมมาเข้าออฟฟิศเวลาไหน?”
“เสี่ยอย่าเพิ่งเข้าใจไปอย่างนั้น...เผอิญผมยังมีข้อสงสัยก็เลยจะมาถาม”
“อะไรหรือ?”
“ก่อนอื่นเลยผมไม่ค่อยเห็นด้วยที่เสี่ยเข้ามาใช้อาคารหลังนี้เพราะมันเพิ่งจะเกิดเหตุ”
“ผู้หมวด--...เจ้าหน้าที่เขาก็ตรวจสอบที่นี่อย่างละเอียดแทบทุกตารางนิ้วและเก็บหลักฐานต่างๆไปแล้ว...ผมว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะ?”
“แต่น่าจะปล่อยให้ผ่านไปสักระยะหนึ่ง”
“ผู้หมวดครับ...แม้คนอื่นเขาจะหยุดสิ้นปีแต่ผมหยุดไม่ได้หรอกนะเพราะมีคิวออกไปติดต่องานหรือนัดหมายลูกค้าตั้งหลายคนแล้วไหนจะงานศพภรรยาผมอีก...ถ้าไม่ติดว่าลูกน้องต้องกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ญาติพี่น้องที่บ้านผมก็อยากจะเรียกให้กลับมาช่วยงานด้วยซ้ำ”
“นั่นแหละค่ะที่พวกเราอยากรู้”
“หือ?”
“ผมได้ยินมาว่าในคืนเกิดเหตุเสี่ยปล่อยให้ลูกน้องทุกคนกลับบ้านหมด”
“อ้าว!?...ก็ช่วงนี้มันใกล้จะถึงเทศกาลปีใหม่ผมเลยสั่งให้ลูกน้องกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ลูกเมีย...มันแปลกตรงไหนล่ะครับ?”
“แปลกสิคะ”
“เอ--...คุณหมอสาวสวยนี่มิทราบว่าเกี่ยวข้องกับผู้หมวดในฐานะอะไร?...อยู่ในทีมสอบสวนด้วยเหรอ?”
“ไม่ใช่หรอกค่ะ...ดิฉันเป็นผู้ช่วยแพทย์ที่ชันสูตรศพคุณดวงตา...ผู้หมวดก็เลยชวนดิฉันมาพบเสี่ยด้วย”
“อ๋อ!!...คุณหมอ...ศรเพทาย...ผมรู้จักคุณนะครับ...อายุเพิ่งจะ 26 แต่ก็ได้เป็นถึงหัวหน้าแผนกศัลยกรรม...แสดงว่าคุณหมอต้องเก่งมากๆ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ...ฮะๆ”
“แล้วที่คุณหมอพูดว่าแปลกน่ะ...ยังไง?”
“คืออย่างน้อย...เสี่ยน่าจะเหลือลูกน้องไว้อยู่เป็นเพื่อนคุณดวงตาสักคนสองคนเผื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นไม่ใช่เหรอคะ?”
“อ่า--...เมียผมยังสาวและสวย...ถ้าใครรู้ว่าอยู่กันตามลำพังกับลูกน้องที่เป็นผู้ชายมันจะไม่ดีต่อเธอครับและนี่ก็เป็นความต้องการของตาเอง”
“ความต้องการ?”
“ผมชวนตาไปขอนแก่นด้วยกันแต่เธอว่าไม่อยากไปเพราะไม่ค่อยสบายครับ...ผมเสียใจจริงๆที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับตา...หากรู้แต่แรกต่อให้ต้องบังคับจับขึ้นรถผมก็จะทำ”
“อืม--“
“ผมคือสามีของตาฉะนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยแต่ขอบอกพวกคุณไว้ตรงนี้เลยว่า...ผมไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆทั้งสิ้น...คืนเกิดเหตุผมอยู่ที่ขอนแก่นในโรงแรมที่สั่งจองห้องไว้...มีหลักฐานการเข้าพักและพยานที่ช่วยยืนยันตัวตนและความบริสุทธิ์ของผมได้นั่นคือพนักงานกับลูกค้าที่นัดมาติดต่อคุยเรื่องงานกัน”
“เสี่ยครับ”
“มีอะไร?”
“เชิญทางนี้หน่อยครับ”
“ผมขอตัวก่อนนะ...คุณหมอกับผู้หมวดเชิญตามสบาย”
“..................................................”
“..................................................”
“เสี่ยคำลือสามารถยืนยันที่อยู่ตัวเองได้แน่ชัดกับมีพยานด้วยหรือว่าเขาจะไม่มีส่วนรู้เห็นจริงๆ?”
“ผมก็บอกเซคแล้วว่ามันต้องเป็นอย่างนี้แต่ยังไม่มีหลักฐานอื่นที่น่าเชื่อถือพอ”
“ไอ้ที่เก็บๆไปน่ะช่วยไม่ได้เรอะ?”
“เรายังไม่พบข้อสงสัย”
“อะไรๆที่มันเนี้ยบเกินน่ะผิดปกติแล้วเฟ้ย!!”
“ไม่ต้องสอนผมหรอกน่า--”
“แค่พูดคุยกันเบื้องต้นฉันก็มั่นใจว่าเขามีส่วนรู้เห็นแน่ๆเพราะทุกอย่างดูประจวบเหมาะกันเกินไปเหมือนกับมีการวางแผนล่วงหน้า”
“เซนต์ของผู้หญิงเรอะ?”
“...จะว่างั้นก็ได้”
“ขอโทษที่ให้รอ”
“มีอะไรหรือครับ?”
“แค่มีคนสติไม่ดีมาร้องขอตังค์น่ะครับ...ไม่ไหวเลยไอ้ลูกน้องพวกนี้ต้องให้ผมออกหน้า”
“คนสติไม่ดี”
“...............................................”
...

“เฮ้ย!?...ได้เงินแล้วก็ไสหัวไปเซ่!!!”
“แฮะๆๆๆ”
“น่ารำคาญจริง!!...พวกมึงสองคนไปอยู่หน้าห้องเสี่ย”
“ครับพี่จักร”
“ให้ตายเถอะ!...วันนี้ไอ้พวกที่บ้านอยู่ไกลก็กลับไปเกือบหมดเหลือแค่สองสามคนแล้วใครจะอยู่ช่วยงานศพคุณนายเนี่ย?...หวังว่าเสี่ยคงจะมีโบนัสพิเศษให้มั่งน๊า~~”
“อิๆๆ...เพ่”
“อะไรของมึงอีกไปไหนก็ไปไป๊!!...ขืนอยู่ทำหน้ากวนตีนแถวนี้อีกอย่าหาว่ากูโหดล่ะ?...กับคนบ้ากูก็เตะกระเจิงหมดนะโว้ย!!!”
“เพ่...ชื่อจักรเหรอ?”
“เออทำไม!?...ชื่อเหมือนพ่อมึงเรอะไง?”
“ม่ายเหมือนและม่ายทำไม...แต่...จงมองตาเราซะ!!!!”
“!?”
“ด้วยเนตรมุกดาหารหมอกมัวนี่...เจ้าจักต้องตกอยู่ในอำนาจสะกดจิตของเรา...ใช่ก็เหมือนมิใช่คล้ายก็เหมือนมิคล้าย...เจ้าหาได้เป็นตัวของตัวเองอีกต่อไปไม่แลบัดนี้ชีวิตของเจ้าก็อยู่ในกำมือของเราแล้ว!!!”
“............................................”
“เอาล่ะ...ไหนลองชกปากตนเองซิ”
“............................................”
“ทำ!!!”
“อุ๊ก!!”
“ดี!...เชื่อฟังดีมาก...อีกข้าง!!”
“โอ๊ก!!!”
“นี่คือโทษฐานที่เมื่อครู่เจ้าปากเสียกับเราแลท่านพ่อ...หึๆ”
“ชกปากจนเลือดออกทว่าก็มิฟื้นคืนสติ...อำนาจสะกดจิตระดับนี้...แม้คุณหนูจะสั่งให้เชือดคอตนเองเขาก็ย่อมกระทำตามโดยมิอาจขัดขืน”
“ไหม...พาชายผู้หยาบช้าคนนี้ไปยังที่ลับตาคนแลเราจะสอบถามมันด้วยตนเองจากนั้นเจ้าค่อยไปดูต้นทาง”
“เจ้าค่ะ”
...

Exclusive!!!!...บทสัมภาษณ์พิเศษของน้องม่อน...

AM         “กว่าจะตามตัวเจอก็เล่นซะเหนื่อย”
“............................................”
AM         “ม่อน”
“............................................”
AM         “น้องม่อนหลับอยู่หรือเปล่า?...แฮ่ม!!...ถ้าไม่ตื่นงั้นผมจะจูบ...ไม่สิ...จับหน้าอกล่ะนะ”
“...หากมิต้องการมือข้างนั้นแล้วก็จงลองดู”
AM         “อุ๊ย!!...ตื่นอยู่ก็ไม่บอก”
“มีธุระอันใดก็รีบว่ามา”
AM        “คืออยากรู้เรื่องพลังจิตน่ะ...มีคนสงสัยฝากมาถาม”
“จะรู้ไปด้วยเหตุใดกัน?”
AM        “เพื่อให้แฟนคลับกับนักอ่านได้เข้าใจไงล่ะ”
“................................................”
AM        “น่านะ”
“...ถามมา”
AM        “น้องม่อนใช้พลังจิตอะไรได้มั่งครับ?”
“...หลักๆก็สะกดจิต,เคลื่อนย้ายวัตถุ,เคลื่อนย้ายร่าง”
AM        “ช่วยอธิบายหน่อย”
“เคลื่อนย้ายวัตถุหรือเทเลคิเนซิสคือพลังจิตที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายวัตถุให้ขยับหรือลอยไปมาในอากาศแลรวมไปถึงทำให้วัตถุเปลี่ยนสภาพ,บิดงอตลอดจนแตกระเบิดก็ย่อมสามารถกระทำได้...เทเลคิเนซิสเป็นพลังจิตที่เราชำนาญที่สุด”
AM        “บิดงอ...แตกระเบิด...ไม่ว่าสิ่งของนั้นจะหนักสักเพียงใดเหรอ?”
“มิใช่...ด้วยสามัญสำนึกของมนุษย์เพียงผู้เดียว...เรามิอาจยกหรือเคลื่อนย้ายอาคารบ้านเรือนได้อยู่แล้วนะ”
AM         “จริงด้วย”
“แลที่ควรทราบไว้คือยิ่งสิ่งของมีน้ำหนักหรือจำนวนมากก็ย่อมต้องใช้พลังจิตมากขึ้นตามไปด้วย”
AM        “แบบนี้นี่เอง...แล้วพลังเคลื่อนย้ายร่าง”
“เทเลโพเทชั่น...เราทำได้แต่ในระยะทางเพียงสั้นๆ”
AM        “แค่ไหนครับ?”
“...ไกลสุดก็ประมาณสองช่วงเสาไฟฟ้า”
AM        “สัก...ร้อยเมตรราวๆนี้สินะ?”
“แต่เรามิใช้พร่ำเพรื่อเพราะสิ้นเปลืองพลังจิตมากแลจะใช้ก็นอกเสียจากว่าอยู่ในภาวะคับขันเท่านั้น”
AM        “พาคนอื่นไปด้วยได้มั้ย?”
“...ได้เพียงคนเดียว”
AM        “ยอดเลยนะเนี่ย!!”
“หากเป็นเทเลโพเทชั่น...ไหมเหนือกว่าเราซะอีก...เธอสามารถเคลื่อนย้ายร่างไปได้ในรัศมีครึ่งกิโลเมตร”
AM         “โอ้โห!?...ต่างกันเกือบห้าเท่าเชียว!!!...สรุปว่าม่อนโดดเด่นในพลังเทเลคิเนซิสแต่เทเลโพเทชั่นต้องยกให้ไหม”
“.................................................”
AM        “แล้วเทเลพาทีล่ะครับ?”
“อ่านใจ...เรากับไหมทำมิได้เพราะหาได้ฝึกฝนอย่างจริงจังมาตั้งแต่ต้น...ผู้มีพลังจิตก็มิได้เพียบพร้อมไปซะทุกด้านดอกส่วนการสะกดจิตนั้นเป็นความสามารถรองลงมาทั้งสะกดผู้ที่ยังตื่นหรือผู้ที่หลับแล้ว”
AM        “ที่แล้วๆมาน้องม่อนสะกดจิตเพื่ออะไร?”
“...รู้ในสิ่งที่อยากรู้”
AM        “หือ?”
“เคยได้ยินประโยคที่ว่าคนนอนหลับจักมิเอ่ยวาจาโกหกบ้างหรือเปล่า?”
AM        “มะ...หมายความว่าน้องม่อนชอบสะกดจิตตอนคนกำลังหลับสนิทเพื่อล้วงเอาความลับรึ?”
“...ถูกต้อง...จะลองดูไหม?”
AM        “ไม่ๆๆๆ...ไม่เด็ดขาด!!!”
“ท่าทาง...ท่านเองก็จะมีความลับที่มิอยากบอกใครอยู่นะ?”
AM        “ปละ...เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า”
“..............................................”
AM        “อ๋อมมีฉายาว่านางพญาเสือส่วนแคทก็ยมทูตขวาเร็ว”
“แล้วอย่างไร?”
AM        “ม่อนมีฉายาอะไรเท่ๆบ้างมั้ย?”
“...แมวหลงทาง”
AM        “โอ้โฮ~~...ชื่อนี่ไม่ได้น่าเกรงขามอะไรเล้ยแถมยังตลกอีก!!”
“ก็เรามิใช่นักบู๊อย่างสองคนนั่น”
AM        “แล้วเป็นอะไร?”
“สาวน้อยธรรมดา”
AM        “อ่านะ...ธรรมดา...ใช่ๆๆ...เซคชอบเรียกม่อนว่าเอสเปอร์”
“ถูกต้อง”
AM        “แต่ม่อนก็มีชื่อเรียกแทนตัวเองอยู่อีก... Angel Eyes ใช่มั้ย?”
“รู้ดีซะจริง”
AM        “ดวงตาของนางฟ้า...มันมีความหมายยังไงเหรอครับ?”
“...แล้วแต่จะตีความ”
AM        “อ่า--...งั้นก็ไม่รู้ว่าจะมีใครเดาถูกหรือเปล่านะเนี่ย...คำถามต่อไป...ระหว่างม่อนกับแคท...ใครสวยกว่ากันเอ่ย?”
“ท่านแม่แลอีกหลายคนมักเอ่ยว่าเราทั้งสองนั้นสวยพอกันทว่าส่วนตัวเรามิเห็นด้วย”
AM        “ทำไมล่ะครับ?”
“เราเป็นเพียงสาวบ้านนอกไหนเลยจะงดงามเทียบเท่าท่านพี่สุรีย์พรรณได้เล่า?”
AM        “แค่นั้น?”
“อือ--”
AM        “นี่ก็...ยังต้องเป็นข้อถกเถียงกันต่อไป...คำถามสุดท้ายที่มีคนอยากรู้มากๆ...ม่อนชอบบอลมั้ย?”
“...ชอบ”
AM        “โอ้!!!”
“แต่นั่นคืออดีต...ปัจจุบันเรามิอาจรับกับพฤติกรรมของเขาได้แลที่สำคัญที่สุด...เรามิต้องการไปแก่งแย่งชายผู้นี้กับน้องนางหยาดฝนหรือสองนางเสือ...เชิญท่านกลับไปได้แล้ว”
AM        “คราวหน้าจะมาคุยด้วยอีกนะจ๊ะ”
“ถามกันสักคำหรือยังว่าเราอนุญาตไหม?”
AM        “น่า--...คุยกับน้องม่อนสนุกดี”
“สนุก!?”
...

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 05, 2017, 06:05:23 pm โดย kaithai »

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ