Moonstone Sidestory 4 adslman

Moonstone Sidestory 4 adslman

  • 0 ตอบ
  • 3443 อ่าน
*

ออฟไลน์ ~De[@]tH_[N]oTe~

  • Junior Member
  • ***
  • 393
  • 611
  • ลอยไปตามสายลม
    • ดูรายละเอียด
Moonstone Sidestory 4 adslman
« เมื่อ: มกราคม 07, 2015, 09:59:18 pm »
Moonstone Sidestory 4 “ตามล่าฆาตกร...พิพากษา(ห้า)ครั้งสุดท้าย!!!!”

3 มกราคม พ.ศ. 2549 10.30 น....

“...เธอจะว่าอย่างไรบ้าง?...บอกก่อนนะว่าพี่จะไม่บังคับหรือฝืนใจใดๆทั้งสิ้น...ถ้าเอ้ไม่...”
“กระผมเข้าใจเจตนาของท่านพี่ศรเพทายฉะนั้นมิจำเป็นต้องเอ่ยอะไรดอกขอรับ”
“จริงเหรอ?”
“ขอรับ...กระผมจะพยายามช่วยเต็มที่”
“ขะ...ขอบคุณเอ้มากนะ!!!...พี่ขอบคุณจริงๆ”
“ท่านพี่ศรเพทายก็มิจำเป็นต้องรู้สึกผิดเช่นกันแลมิต้องคำนึงว่าอยู่ในฐานะหมอเพราะว่า...”
“?”
“หมอก็หาใช่ผู้วิเศษแต่เป็นมนุษย์เดินดินมีเลือดเนื้อเช่นนั้นจึงมิอาจจะช่วยเหลือใครได้ทุกคนดอก”
“....................................................”
“ทว่ามิใช่ง่ายเพราะครั้งนี้น้องนางศรมุกดาตั้งใจมาก...ดูตะวันเลือดของนางสิขอรับป่านนี้ยังลุกโชนอยู่เลย”
“สุริยะโลหิตของคุณศรมุกดานับว่าพิเศษกว่าของผู้อื่นนะเจ้าคะ...ความโกรธแค้นที่มากมายมหาศาลแลจะมิยอมปล่อยให้มอดดับจนกว่า...”
“จิ๋ว แวงใหญ่กับเสี่ยคำลือจะสิ้นชีพ...นี่แหละที่กระผมเห็นว่ามิใช่ง่ายเลย”
“เอ้...พอจะมีวิธีมั่งหรือเปล่า?”
“กระผมจะไปหารือกับคุณศรไพลินก่อน...หากมองอย่างผิวเผินอาจจะดูคล้ายเป็นการหักหลังแต่กระผมเชื่อว่านางก็ต้องคิดเช่นเดียวกับท่านพี่ศรเพทายนะขอรับ”
“...หัวอกของคนเป็นพี่สาวน่ะนะ”
“คุณเอ้...ถ้านายหญิงอรศินีย์ทราบเรื่องนี้เข้า...มิจบง่ายๆนะเจ้าคะ”
“ฆาตกรก็ย่อมต้องเป็นฆาตกร...มือสังหารก็ย่อมต้องเป็นมือสังหาร...หากได้ลงมือครั้งหนึ่งแล้วก็ย่อมขึ้นชื่อว่าเป็นนักฆ่าตลอดไปหาได้มีวันลบล้างออกไม่...ชิโรเทนเคียว...ดาบเล่มนี้เคยฆ่าฟันผู้คนมานักต่อนักแลกระผมก็ใช้มันปลิดชีวิตศัตรูมาหลายครั้งเช่นกัน...แม้คนที่ตายไปล้วนแต่ชั่วช้าสามานย์ทว่ากระผมจักมิขอรับการยกย่องว่าผู้ผดุงความยุติธรรมดอก...นิด...เธอเตือนช้าเกินไปหน่อยนะ””
“คุณเอ้...”
“ถ้าทุกอย่างจบลงด้วยดีตามที่เราคาดไว้พี่สัญญาว่าจะตอบแทนเอ้แน่ๆ...ไม่ว่าอะไรพี่จะหามาให้”
“อะไรก็ได้หรือขอรับ?”
“อื้อ!!”
“แต่เวลานี้กระผมมิต้องการสิ่งใด...นอกจาก...”
“เอ๊ะ?”
“ท่านพี่ศรเพทายคงรู้ความหมายนี้ใช่ไหมขอรับ?”
“จะเจ้าชู้ก็ดูเวลาดูสถานที่หน่อยสิยะ!!...หนูนิดนั่งหน้างออยู่ข้างๆนั่นไงเล่า!?”
“ฮะๆๆ...นางเข้าใจดีน่ะขอรับ”
“เหลือเกินจริงๆ...อย่าเป็นเหมือนไอ้คุณชายหกหน้าหม้อนั่นได้มั้ย?...ก็ได้ๆ...ขอเพียงงานสำเร็จเอ้จะทำอะไรก็ตามใจ”
“อื้ม!!!...ได้ยินเช่นนี้กระผมก็มีกำลังใจแล้วล่ะ...เช่นนั้นขอตัวก่อนขอรับ”
“เฮ้อ~~...แต่ล่ะคนนะแต่ล่ะคน”
“...................................................”
“หนูนิด...เอ่อ--...คงจะไม่ว่าอะไรถ้า...”
“เปล่าเจ้าค่ะ...หนูหาได้กังวลหรือหึงหวงอะไรคุณเอ้ขนาดนั้นเพียงแต่ทุกอย่างมันจะสำเร็จแลจบลงได้ด้วยดีแน่หรือเจ้าคะ?...คุณศรเพทาย”
“...................................................”
...

“ฮัดเช้ย!!!...ใครนินทาเนี่ย?”
“...................................................”
“ลงไปได้แล้ว--...จะขี่หลังฉันไปถึงไหน?”
“ถึงห้องเรียน”
“พูดเป็นเล่น!?...เธอขี่หลังฉันมาตั้งแต่แวะกินข้าวที่โรงอาหารแล้วนะ”
“ซ้อมไว้ๆ”
“พูดอะไรไม่รู้เรื่อง”
“ปีใหม่บอลไปเที่ยวไหนบ้าง?”
“กลับบ้านน่ะ...พวกเธอล่ะ?”
“ไม่ได้กลับหรอก...ขี้เกียจเสียเงินค่ารถ”
“พวกเธอนี่...ปีใหม่ทั้งทีน่าจะไปให้พ่อแม่เห็นหน้ามั่งน๊า~~”
“กลับไปก็งั้นๆแหละ”
“หึๆ...อู๊ว!!!”
“เป็น’ไร?”
“ไม่...ไม่มี~~”
“...............................................”
“ทำบ้าอะไรยัยผี?...เจ็บนะ!!”
“คุยอี๋อ๋อกับสาวอื่นต่อหน้าเค้ารึ?”
“อี๋อ๋ออะไรเล่า?”
“ฮึ!!”
“ตกลงเธอจะให้ฉันพาไปถึงห้องเรียนจริงๆใช่มั้ย?”
“ก็บอกไปแล้วว่าฝนยังเจ็บขาอยู่ฉะนั้นจะไม่เดินโดยไม่จำเป็น”
“เออๆๆ”
“เจอแล้ว...เป็นเพื่อนร่วมห้องกับเอกคเชนทร์จริงๆด้วย...เราจึงรู้สึกคุ้นหน้าอย่างไรล่ะ”
“เบื้องหน้าก็ดูเป็นเด็กเรียนแท้ๆมิน่าจะมีเบื้องหลังเช่นนี้เลยนะเจ้าคะ?”
“แต่ดูท่าจะยังมิรู้กัน...ใครติดต่อมา?”
“...คุณสุริยาวรรณเรียกดิฉันไปพบเจ้าค่ะ”
“งั้นก็ไปเถิด”
“ยังจะตามดูต่ออีกหรือเจ้าคะ?”
“...อืม”
“.....................................................”
“.....................................................”
“ถึงแล้ว”
“ขอบใจจ้ะ”
“อย่าอยู่ใกล้นักสิเดี๋ยวคนอื่นจะสงสัย”
“ไม่เห็นเป็นไรเลย~~”
“เอาเหอะน่า--”
“เลิกเรียนเค้าจะไปรอตัวเองที่หน้าห้องนะ”
“เพิ่งจะบอกไปหยกๆ!”
...เท่าที่เห็นก็พอจะเดาออกว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่คืบหน้าไปมากทีเดียวหลังจากที่ผ่านพ้นคืนนั้นแล้ว...น้องนางหยาดฝนแสดงตนเป็นคนรักของเอกคเชนทร์อย่างชัดแจ้งแลมิได้คิดจะปิดบังด้วยส่วนคุณชายหกผู้ที่สมควรจะถูกตำหนิมากที่สุดยังนิ่งแลทำตัวเป็นปกติเช่นเดิม...
(แน่นอนว่าเข้าไปใกล้มิได้เราจึงต้องเร่งประสาทสัมผัสทางการได้ยินให้สูงขึ้นแลยืนแอบอยู่บริเวณมุมอับของตึกด้วย)
“พอแล้ว!!”
“แหม~~...แค่จูบนิดจูบหน่อยเอง”
“นี่ไม่ใช่ที่บ้าน...เกิดมีใครมาเห็นจะเป็นเรื่อง”
“วันนี้เพิ่งเปิดเรียนคนคงมาน้อยจ้ะ”
“ถึงงั้นก็เถอะ...ฉันไปล่ะนะ”
“จ้า!!!”
(หากใครมิรู้ว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกันก็คงจะคิดว่าทั้งสองเป็นคนรักอย่างแน่แท้เพราะดูบรรยากาศยังไงก็ใช่)
“พี่แคท!!”
“...มีอะไร?”
(ท่านพี่สุรีย์พรรณเดินขึ้นบันไดมาทว่ามิสนใจเสียงเรียกแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทางเอกคเชนทร์จึงไปดักหน้า)
“ฉันถามว่ามีอะไร?”
“อุ!!...ทำเสียงเหมือนกำลังโกรธผมเลยแฮะ?”
“นี่!”
“!?”
...อะ...เอกคเชนทร์ช่างเป็นผู้ชายที่เหิมเกริมนัก!!!...เขากล้าจับเส้นผมของท่านพี่สุรีย์พรรณตามใจตนเองเชียวหรือ?...มนุษย์เราทุกคนย่อมมิพอใจแน่หากมีใครอื่นถือวิสาสะมาลูบสัมผัสร่างกายโดยมิได้รับอนุญาตแล้วท่านพี่สุรีย์พรรณก็ขึ้นชื่อว่าหวงแหนเส้นผมของตนเป็นอย่างมากด้วย!!!...
“เธอนี่เหลือเกินเลย...อย่าไปทำแบบนี้กับใครเชียวนะโดยเฉพาะคุณป้า”
(อะไรกัน!?...มิโกรธดอกรึ?)
“ป้าเอ็มน่ะไม่ว่าหรอกแต่ผมก็ไม่ทำอยู่แล้วล่ะ”
“..................................................”
“ส่วนพี่เซคกับน้องม่อนก็ยิ่งหาช่องจะจับผิดอยู่ด้วยฉะนั้นทำอะไรให้ระวังซะมั่ง...กลับไปห้องเรียนได้แล้ว!!”
“...ครับ”
“เดี๋ยว”
“?”
“มีแป้งติดที่ริมฝีปาก...มาตรงนี้”
(ท่านพี่สุรีย์พรรณหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดแป้งให้เอกคเชนทร์โดยหาได้มีทีท่าหงุดหงิดหรือรำคาญใจแต่อย่างใดไม่...ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็นับว่าเปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนเช่นกัน!?)
“ขอบคุณครับ”
“ไม่เป็นไร”
“ให้ผมไปส่งที่ห้องนะ”
“พี่ไม่ใช่เด็กอนุบาลที่จะต้องให้ใครพาไปส่งถึงห้องเรียน!!”
“ตกลงโกรธผมอยู่หรือเปล่าเนี่ย?”
“ว่าอะไรนะ?”
“เปล่าๆๆ”
“.................................................”
“ไอ้บอล!!...นึกไงมาเรียนวะ?”
“อ้าวไอ้นี่!?...เปิดเรียนก็ต้องมาสิเว้ย!!”
“ให้ตายสิ!!...คนอะไรมากะลิ้มกะเหลี่ยกับพี่น้องตัวเอง?”
...ถ้าเป็นท่านพี่สุรีย์พรรณในอดีตเอกคเชนทร์แค่จับเส้นผมก็จะโดน “ยมทูตขวาเร็ว” ชกสวนกลับมาทันทีทว่าตอนนี้มันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่เพราะนางเดินจากไปโดยมีรอยยิ้มปรากฏที่มุมปาก!?...ช่วงสองสามวันนี่มันเกิดอะไรกันขึ้นนะ?...
“...ช่างเป็นผู้ชายที่ไร้เสน่ห์ที่สุดในโลก...ลูกรีย์เห็นด้วยมั้ยจ๊ะ?...ฮิๆ”
(ลูกรีย์...ใครกัน?)
“มึงรู้ข่าวที่ผู้หญิงตกตึกตายเมื่อช่วงก่อนปีใหม่หรือยังวะ?”
(!?)
“อืม--...ฆ่าตัวตายใช่มะ?”
“ไม่แน่ว่ะ”
“หา!?”
“เขาว่าอาจจะเป็นการฆาตกรรม”
“อย่าพูดมั่ว”
“พ่อกูเป็นตำรวจนะโว้ย!!”
“ทำคดีด้วยเหรอ?”
“เปล่า...ฟังจากข่าววงในที่เขาลือกัน”
“แล้วใครจะเป็นคนฆ่า?”
“เขาลือกันว่าต้องเป็นสามีนั่นแหละที่จ้างวานใครบางคนมาฆ่าภรรยาตัวเอง”
“...หากมันจริงก็สุดชั่วเลย”
“อื๋อ?”
“บาปกรรมมาก...มันไม่ได้แตกต่างอะไรกับผลักเมียตกตึกด้วยน้ำมือตัวเองเลยสักนิด...กูจะไม่มีวันให้อภัยไอ้คนแบบนี้หรอก!!!”
“นั่นสิ”
“.................................................”
“เอ้ยบอล!!...วันนี้คนมาน้อยว่ะ?”
“เอกคเชนทร์...ความหมายของเจ้าคือ...”
“สงสัยจะหยุดอยู่บ้านกันต่อ...เผลอๆนี่อาจารย์จะปล่อยกลับนะโว้ย!?”
“จะสังหารด้วยน้ำมือตนเองหรือจ้างวานผู้อื่นกระทำก็ถือเป็นความผิดที่จะให้อภัยมิได้”
“ไม่น่าทำตัวเป็นเด็กดีรีบมาเล้ย!!”
“มึงก็พูดเข้า”
“อย่างนั้นหรือ?...นี่คือความนึกคิดของเจ้า...ฮึๆๆ...เพ้อเจ้อ!!!”
(พูดเช่นนี้ออกมาได้ก็แสดงว่ายังมิเคยพบเห็นความจริงที่แสนโหดร้ายในอีกด้านหนึ่งของโลกใบนี้...น้องชายเอ๋ย~~)
...

...เวลา 19.40 น. โกดังร้างนอกเมือง...

“ใกล้จะถึงเวลาตายของนังศรมุกดาแล้ว...”
“มึงอย่าประมาท...สบโอกาสเมื่อไหร่ก็รีบจัดการเลย”
“เสี่ยไม่ต้องกังวล...พอนังนั่นเข้ามาได้ระยะเมื่อไหร่ผมจะกระหน่ำยิงทันที!!!...มันจะไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าตายไปแล้ว”
“จากนั้นก็ให้มึงรีบหนีไปซะ...หายเข้ากลีบเมฆไปเลยชนิดที่ไม่มีใครหาพบทีนี้ต่อให้วิษณุมนตรีมีอิทธิพลมากแค่ไหนก็ยากที่จะสืบสาวมาถึงเราสองคน...มึงหายตัวไปส่วนกูก็ยืนกรานไม่รับแล้วใครจะทำอะไรได้...อ้อ!!...จำไว้ให้ดีๆนะมึงอย่าสบตากับมันเด็ดขาด”
“ได้ครับ...ทุกอย่างจะจบในชั่วพริบตา...เสี่ยรอฟังข่าวดีได้เลย”
“...อืม”
“เฮ้ย!!...มีคนผ่านเข้ามาหรือยัง?”
“ยังพี่”
...นับว่าโชคเข้าข้างที่ได้โกดังเก็บของร้างนี่มาเป็นเวที “เชือด” ศัตรูที่บังอาจเล่นงานแขนขวาของเรา...ต้องล้างแค้นให้ได้ไม่งั้นก็มีแต่ทางตายเท่านั้นเพราะฝ่ายตรงข้ามไม่เอาเราไว้แน่...ครั้งก่อนที่พลาดท่าก็เพราะเริ่มจากนังศรมุกดาเอาถังน้ำมันเปล่ามากระแทกใส่แต่ที่นี่ไม่มีข้าวของเครื่องใช้ที่จะนำมาเป็นอาวุธได้เลย...
(รึต่อให้มันเอาอะไรมาก็ไม่หวั่นเพราะเรายังมีไม้เด็ดซ่อนอยู่อีก...อย่าคิดว่าจะเป็นเหมือนคราวก่อนนะ)
“พี่...พี่จิ๋ว!”
“อะไร?”
“มีคนเดินเข้ามาในซอยแล้วครับ!!”
“ผู้ชายหรือผู้หญิง?...มากี่คน”
“...ผมเห็นคนเดียวครับ...อือ--...ดูจากรูปร่างก็น่าจะเป็นผู้หญิง”
“แต่งตัวยังไง?”
“เอ--...ตรงที่ผมอยู่นี่มันมืดซะด้วยสิแต่รู้สึกจะใส่เสื้อสีขาวนะพี่”
“นี่มันโง่หรือบ้ากันแน่วะ!?”
(ฮึๆๆๆ...เพราะใส่เสื้อขาวเดินเข้าที่มืดแบบนี้ก็มีแต่จะมาเป็นเป้ากระสุนปืนน่ะซี่!!!)
“แต่ช้า...”
“ช้าอะไรหึ?”
“มันเดินช้ามากเลยครับ”
“คงจะระวังตัวแจแหละ...แถวนั้นก็มีแต่พงหญ้าขึ้นสูงเกือบท่วมหัวด้วย”
“ผม...จัดการให้พี่ดีมั้ยครับ?”
“อย่าเสือกนี่เป็นเหยื่อของกู!!!...ปล่อยให้มันเดินมาทางโกดังห้ามทำอะไรทั้งนั้น...มึงติดต่อพรรคพวกให้เอารถไปจอดคอยตรงจุดนัดหมายได้แล้ว...กูทำงานเสร็จเมื่อไหร่ค่อยไปเจอกัน”
“ครับ”
“.................................................”
(แกร๊ก!!)
“อาวุธพร้อม...ต่อให้เหลือแขนซ้ายข้างเดียวก็ไม่มีปัญหาเพราะความเร็วในการชักปืนยิงกูไม่เป็นสองรองใครและก่อนที่มึงจะใช้พลังจิตกระสุนปืนนัดแรกก็เจาะเข้าร่างมึงไปแล้ว!!!!...ฮ่าๆๆๆ”
...

“ตรงเวลาดีมาก...มาคนเดียวจริงๆด้วย”
“เราเป็นคนรักษาสัญญาแลคำพูด”
“ฉันเห็นแล้ว...เธอเดินจากถนนใหญ่เข้ามาเพียงคนเดียว”
“เอาล่ะ...งั้นแกก็จงพูดออกมาเสียที”
“...ได้”
“.................................................”
“แต่มึงต้องเป็นศพก่อน!!!!”
(เปรี้ยง!!!)
“อื๋อ!?”
“วิธีการชั่วๆของอาชญากรน่ะเรารู้ซึ้งดีเลยเทียว...ไร้ประโยชน์!!”
“ห๊ะ?”
“เศษเดนมนุษย์ที่มิรู้จักผิดชอบชั่วดีเช่นแก...เราจะฉีกแขนขาออกจากร่างแล้วโยนให้สุนัขแทะกิน!!!”
...ฮึ่ม!!...นึกว่าจะได้ผลแล้วนะแต่นังปิศาจนี่ระวังตัวมาก...กระสุนปืนที่ยิงออกไปอย่างฉับพลันกลับโดนแค่ชายผ้าคลุมของมันเท่านั้น...
(หาย...หายไปไหนแล้ว!?)
“เข้าใจเลือกสถานที่นี่”
“ข้างหลังเรอะ?”
(เปรี้ยง!!!)
“ขนย้ายข้าวของที่เราอาจจะใช้เป็นอาวุธออกจนหมดเสียด้วย...หัวใสมิเบา”
“มันไม่ใช่แค่นั้น...อุ๊บ!!”
(มาอยู่ด้านข้างของเราก่อนหลบฉากออกไปและเกือบจะสบตาที่แดงโร่ของมันแล้ว...หนอย~~...ขอแค่ไม่มองแกตรงๆก็ปลอดภัยแล้วล่ะโว้ย!!!)
“แกจุดคบไฟไว้เพื่อช่วยในการมองเห็นหรือ?”
“ก็เอาไว้เผาศพของมึงให้ไหม้เป็นตอตะโกไงเล่า!!”
(เปรี้ยงๆ!!!)
“หลบได้อีกแล้ว...ไวนักนะมึง!!!”
(เอ๊ะเดี๋ยวซิ!?...ที่ยัยนี่มันหลบไปมาทั้งซ้ายขวาหน้าหลังก็เพื่อจะหลอกล่อให้เรายิงปืนจนหมดกระสุนสิท่า?)
“หึ!!...กูจับไต๋มึงได้แล้ว...พอที่นี่ไม่มีของเล่นมึงก็เลยจะหลอกให้กูยิงจนกระสุนหมดใช่มั้ย?”
“ชิ!”
“นั่นไง~~...จากนั้นอาศัยจังหวะที่กูเผลอก็ลอบเข้ามาใกล้เพื่อให้กูมองตามึง...ฮึ๊ย!!”
“อุ๊ก!!”
“ฮะๆๆๆ...ไม่ได้แอ้มว้อย!!!”
...ถีบได้ทีนึงแล้วแต่ยังจับตัวไม่ได้...เวลานี้จะต้องใช้สัญชาตญาณและประสาทสัมผัสของตัวเองให้เป็นประโยชน์...ในที่มืดไม่มีไฟฟ้ามีแต่แสงจันทร์ส่องพ้นประตูโกดังเข้ามาบวกกับคบไฟสองสามอันอีกทั้งศัตรูก็เสือกทะลึ่งแต่งกายชุดขาว...อย่างไรเราก็ได้เปรียบ...
“แก...ดื้อด้านเสียจริง...ดิ้นรนหนีความตายอย่างงั้นหรือ?”
“ดิ้นรน?...ใช้คำผิดสถานการณ์ไปหน่อยมั้ง?”
“...............................................”
“มึงกับกูใครจะเป็นฝ่ายพินาศกันแน่?”
(เห็นเงาอยู่ทางด้านซ้าย...งั้นก็ต้อง...)
“อยู่ทางนี้!!...เอ๊ะ?”
“ฮิๆๆ...เราอยู่ทางนี้”
“แก~~”
“มิใช่ๆ...ทางนี้ต่างหาก”
“...............................................”
“มองไปที่ใดกัน?...ผิดแล้ว”
(มันกำลังยั่วให้เราเสียสมาธิฉะนั้นจะไปหลงกลไม่ได้...นิ่งสงบสยบเคลื่อนไหวและไม่ต่อปากต่อคำด้วย)
“ถ้ายืนนิ่งเป็นหุ่นเช่นนั้น...ของดีจะตกจากฟ้า”
“!!!”
...เฮ้ย!?...เมื่อกี้นังศรมุกดาทำอะไรข้างบนถึงเกิดเสียงดังคล้ายระเบิดและหลังคากระเบื้องก็หล่นลงมาที่พื้น?...หนอยแน่ะ!!!...เล่นไม้นี้เองหรอกเหรอ?...
(อุ๊บ!!...ฝุ่นเยอะชะมัด)
“ฮ่าห์~~”
“!!!!!!”
(มันอาศัยช่วงที่ฝุ่นยังลอยตลบพุ่งตัวเข้ามาทางด้านหน้าอย่างรวดเร็วแล้วเอานิ้วชี้จี้หน้าผากของเรา...จะ...จะทำอะไร?)
“แกจบล่ะ!!...จันทร...”
“ไม่มีทาง!!!”
“โอ๊ย!!”
“อย่าหวังว่าจะฆ่ากูได้เลย...ไม่มีวัน!!!”
...ต้องขอบคุณประสบการณ์ที่ผ่านความเป็นความตายมามากมายจึงช่วยให้เรายังมีสติและคิดหาวิธีแก้ไขได้ทัน...เราชิงปัดแขนมันออกแล้วชกสวนไปเต็มแรงซึ่งมันก็ได้ผลดีเยี่ยม...นังศรมุกดารีบถอยฉากไปนั่งเข่าทรุดเอามือกุมท้อง...
“อึ๊ก!!”
“ยังคิดจะสู้รึ?...โดนหมัดของกูเข้าไปเต็มรักแบบนั้น”
“ฮึ่ม!”
“ทำให้ยุ่งยากดีนักแต่กูขอยิงขามึงสักนัดก่อนจะได้หนีไปไหนไม่ได้”
“บังอาจ!!!”
“หึๆๆ”
(รอจังหวะนี้มานานแล้ว...พุ่งเข้ามาแบบนี้ก็เสร็จโก๋สิ...กูไม่ได้ตั้งใจจะใช้ปืนตั้งแต่แรกแล้วโว้ย!!!)
“อั๊ก!?”
“ฮี่ๆๆๆๆๆ”
“อะ...อะไร...กัน?”
...ยังอ่อนๆ...นึกว่ากูจะมีแค่ปืนเป็นอาวุธเท่านั้นเหรอไง?...นักฆ่าที่เก่งฉกาจจะต้องซ่อนงำอาวุธลับไว้ให้มิดชิดแล้วเอาออกมาใช้เมื่อยามที่มีโอกาสซึ่งมีดปลายแหลมที่ซ่อนในแขนเสื้อก็คือ “อาวุธลับ” ของเรา!!!!...
“สำเร็จ--...สำเร็จแล้ว!!!...หึๆๆ...ปวดแขนขวาขึ้นมาเชียว~~”
“มะ...มินึกเลย...ว่าแก...ค่อกๆ...จะมีมีดด้วย?”
“เฮอะ!!...รู้ก็สายไปแล้วนังหนูแต่ทนทายาดดีเหมือนกันนี่?...โดนแทงจ้วงเข้าที่ท้องเต็มๆแต่ยังไม่ยอมขาดใจตายอีก”
(ถึงมันจะร่วงลงไปนอนหงายจมกองเลือดแต่เราก็ไม่ประมาทรีบเข้าใกล้ทันที...มีจังหวะเหมาะเมื่อไหร่จะใช้มีดที่เหลืออีกสามเล่มตัดแขนขานังปิศาจนี่ซะเพื่อชดใช้ให้ความเจ็บปวดที่แขนขวาของเรา)
“เพราะ...ระ...เราประมาทแก...อ๊อก!!!...น่า...น่าเสียดายนัก~~”
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
“แต่...แต่ก่อนที่เรา...จะ...จะตาย...ชะ...ช่วยบอก...อื๊อออออออ”
“มึงอยากรู้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ?...ได้!!...เพื่อที่มึงจะได้ตายตาหลับและก็เอาไปบอกยมบาลด้วยล่ะกันนะว่าใครที่เป็นคนฆ่ามึง?...หึๆๆๆ”
“ค่อกๆๆ”
(กระอักเลือดออกมาจนเลอะเสื้อกับผ้าคลุมไปหมด...ช่างน่าสงสารจริงๆนะคนสวยแต่ใครที่บังอาจมาลองดีกับเราก็ต้องเจอแบบนี้!!!!)
“นังดวงตาน่ะไม่ได้ตกจากตึกลงมาตายเองหรอก”
“...............................................”
“เพราะว่าเธอถูกใครบางคนผลักตกลงมาต่างหากและใครบางคนนั้นก็คือ...กูเอง...จิ๋ว แวงใหญ่คนนี้แหละ!!!”
“!!!!!!!!!!!!!!!”
...

(เพล้ง!!)
“เซค!?”
“ไม่...ไม่เป็นไร”
“แต่หน้าเธอซีดมากเลยนะ”
“ทำไมอยู่ๆหัวใจถึงเต้นแรงแบบนี้?...ทิม...ฉัน...ฉันสังหรณ์ใจไม่ดีเลย...จะเกิดอะไรขึ้นกับม่อนหรือเปล่า?”
“...คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง?...น้องสาวของเธอเก่งจะตายไปเพราะขนาดตำรวจยังหาตัวไม่เจอจนกระทั่งป่านนี้”
“แกกำลังประชดฉันอยู่นะ!!...ฉันบอกเป็นรอบที่ร้อยแล้วว่าคราวนี้ยัยม่อนก็ไม่ยอมพูดว่าจะทำอะไรให้รู้เลยสักนิด”
“เปล่าประชดสักหน่อย...อย่าพาลใส่กันง่ายๆแบบนี้สิ”
“จะไม่เชื่อก็ตามใจเฟ้ยไอ้คนเข้าใจยาก!!!”
“ขี้โมโหเป็นคุณป้าวัยทองไปได้”
“ว่ายังไงนะ?”
“เอ้าๆๆ...ผมไม่มีเวลามาทะเลาะด้วยหรอก...มีอะไรเหรอ?”
“................................................”
“งั้นหรือ?...เขาเป็นใคร?”
“................................................”
“พาเขามาให้ปากคำตอนนี้เลยได้มั้ย?”
“................................................”
“โอเค!!...ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
“มีเรื่องอะไรรึ?”
“เรามีพยานปากสำคัญแล้วล่ะเซค”
“?”
“เขาคนนี้เห็นชายรูปร่างลักษณะตรงกับจิ๋ว แวงใหญ่เข้าไปในบ้านเสี่ยคำลือเมื่อช่วงหัวค่ำของสองคืนก่อนจะเกิดเหตุคุณดวงตาเสียชีวิต...ทีแรกก็ไม่กล้ามาเป็นพยานเพราะกลัวภัยจะถึงตัวแต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนใจแล้ว”
“จริงๆเหรอ?”
“เริ่มจะเห็นปมที่ซ่อนอยู่แล้ว...ถ้าเป็นไปตามที่คิดก็จะปะติดปะต่อกันได้มากขึ้น...จิ๋ว แวงใหญ่คงจับตัวคุณดวงตาไปกักขังที่สำนักงานนั่นแหละซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เสี่ยคำลือจะไม่รู้”
“นอกจากนี้ผลตรวจร่างกายคุณดวงตาก็ยังพบสารออกฤทธิ์ในยานอนหลับด้วย...ถ้าเอาข้อสันนิษฐานสองอย่างนี้มารวมกัน...”
“อืม--”
“มันคือการฆาตกรรมตั้งแต่แรกแล้วครับคุณตำรวจ”
“คุณ...”
“นายชาญ...นักสืบที่ทำงานให้ม่อนนี่นา?...นี่!!...ม่อนอยู่กับนายหรือเปล่า?”
“คุณหนูรองไม่ได้อยู่กับผมหรอกครับ”
“โธ่เอ๋ย!!...แล้วเด็กนั่นจะไปที่ไหนได้อีกนะ?”
“ผมรู้ครับ”
“หา?”
“ที่จริงผมก็ไม่สมควรจะพูดเพราะคุณไหมกำชับนักหนาแต่พอมาคิดอีกที...”
“เลิกพูดจาเยิ่นเย้อแล้วบอกมาเดี๋ยวนี้ว่าน้องสาวฉันอยู่ไหน?”
“โกดังร้างทางทิศตะวันตกนอกเมืองครับ”
“งั้นก็รีบไปกันเลย!!”
“นี่เธอจะไปด้วยเหรอ?”
“แน่อยู่แล้ว...น้องสาวฉันทั้งคนนะ!!!”
“แต่ก็ไม่รู้นะครับว่าจะยังทันหรือเปล่า?”
“คุณหมายความว่ายังไง?”
“เพราะขณะที่เรากำลังคุยกันอยู่นี่ก็อาจจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง...ต้องตายไปแล้วก็ได้มั้งครับ?”
“ไอ้ชาญ~~...แกรู้แต่ไม่ยอมบอกฉัน...คอยดูนะถ้าม่อนเกิดเป็นอะไรไปฉันไม่เอาแกไว้แน่ๆ!!!”
“ผมเอง!!...แจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้ๆรีบไปตรวจสอบโกดังร้างตรง...อะ...อะไรนะ!?...มีชาวบ้านแจ้งว่าได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดจากที่นั่นเลยงั้นเรอะ?...ฮึ่ม!!!...ติดต่อขอกำลังเสริมด่วนอีกไม่เกินสิบนาทีผมจะไปถึง”
“ไม่!!...ม่อนอย่าเป็นอะไรไปเชียวนะ...พี่ไม่ยอม!!!!”
“...คุณนักสืบ”
“?”
“ครั้งนี้นายจ้างของคุณทำเกินไปจริงๆ”
“ผมถึงได้ตัดสินใจมาบอกคุณหนูใหญ่กับผู้หมวดทั้งที่ถูกสั่งให้หุบปากเงียบๆไง”
“หากทุกอย่างจบลงผมจะขอจองตัวคุณไว้เลย...ห้ามหนีไปไหนเด็ดขาด”
“ไม่มีปัญหาหรอกครับ...ผู้หมวดอยากรู้อะไรผมจะบอกทุกอย่าง...ขอแค่ให้คุณหนูรองปลอดภัยก็พอแล้ว”
...

“เป็น...เป็นแกจริงๆ...สา...สารเลวที่สุด!!!!”
“มึงจะด่ากูยังไงก็เชิญเพราะไหนๆมึงก็จะตายอยู่แล้วแต่ทนทรหดเหลือเกินว่ะ...ขนาดโดนฟันแขนขวาขาดแล้วยังมีแรงด่ากูได้อีก?”
“อ๊ากกกกกกกก~~”
“มึงแส่รนหาที่เองว้อย!!!...จงโทษความเสือกของตัวเองไปเถอะที่ตามดมกลิ่นแถมกัดกูไม่ยอมปล่อยแต่ก็ไม่สูญเปล่านี่นะเพราะอย่างน้อยก่อนตายมึงก็ได้รู้ว่าฆาตกรที่แท้จริงคือใคร?...ฮ่าๆๆๆ...ขอปรบมือให้กับความเก่งของมึงหน่อย”
“................................................”
“เอ้า!!...กูจะเล่าให้มึงฟังตั้งแต่ต้นอีกทีก็ได้...อย่าเพิ่งรีบตายซะก่อนล่ะเพราะมันจะสบายไป”
(“หายไปไหนกันหมดนี่ไม่มีใครอยู่บ้านสักคนเลย?...มีอะไรหรือนายจิ๋ว?”
“เสี่ยสั่งให้ผมมารับคุณนายครับ”
“รับ...จะรับไปไหน?”
“ออฟฟิศครับ”
“ฉันไม่รู้เรื่องมาก่อนเลยนะ”
“คือเสี่ยเพิ่งโทรบอกผมเมื่อสักครู่...รีบไปเถอะครับ...มีเอกสารหลายอย่างที่เสี่ยอยากให้คุณนายเซ็นต์”
“...เดี๋ยว!!...ฉันขอคุยกับเสี่ยก่อน”
“เชิญครับ”
“...............................................”
“...............................................”
“ไม่รับสาย...มัวทำอะไรอยู่นะ?”
“เสี่ยก็คงกำลังยุ่งกับเรื่องติดต่องานมั้งครับ?...เรารีบไปกันเถอะอย่าให้เสียเวลาเลย”
“ไม่!!...ฉันจะขับรถไปเอง...ส่งกุญแจมา”
“ผมคง...ปล่อยให้คุณนายทำแบบนั้นไม่ได้!!!”
“แก!!...แกจะทำอะไรฉัน?...อุ๊!...อู้ๆ”
“ฮึ!!...ในเมื่อพูดดีๆไม่ฟังงั้นก็ต้องใช้กำลัง”
“อืออออออออ...อื๊ออออออออ~~...”
โอ้!?...ยาสลบออกฤทธิ์เร็วดีจัง...เรียบร้อย!!...ทีนี้ก็พาขึ้นรถไปที่ออฟฟิศตามแผน”)
“ไอ้...ไอ้ชั่ว...แกจับคุณ...ดวงตา...ไปกักขัง...ถึงสองวันสองคืน...อ๊อก!!!”
“ที่จริงฉันก็ไม่อยากฆ่าหรอกนะแต่มันช่วยไม่ได้เพราะนี่คืองานและก็รับเงินเสี่ยมาเรียบร้อยแล้ว”
“โกหก!!...แก...แกจะต้องฆ่าเพื่อปิดปากต่างหาก!!!”
“ฉลาดนี่นังหนูแต่เสียดายเพราะมึงก็กำลังจะตามเพื่อนผู้รู้ใจไปลงนรกในอีกไม่ช้านี่แล้ว...ก่อนที่จะตัดหัวออกจากร่าง...แขนซ้ายของมึงน่ะขอให้กูเถอะ!!!!!”
“!!!!!!!”
“ฮี่ๆๆๆๆๆๆ...ฉัวะเดียวขาด...อ่อนแอนี่หว่าแก!!”
“โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยย~~”
“ถ้ามึงไม่สาระแนอยากจะเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมก็ไม่ต้องมาพบจุดจบแบบนี้หรอก...จะล้างแค้นให้เพื่อนเรอะ?...ชาติหน้าตอนบ่ายๆเหอะ!!!”
“อ๊ากกกกกกก”
“ฮ่าๆๆๆๆ...ร้องเข้าไปๆ...เสียงร้องที่สุดแสนทรมานของมึง!!!...จำใส่กะลาหัวไว้ว่ามึงกับกูมันคนละชั้น”
“เอ๊อะ!!...โอ๊กกกก”
“ดังนั้นมึงต้องทุกข์ทรมานเจ็บปวดเหมือนนังคุณนายนั่นแหละ...ตอนกูลากมันไปบนดาดฟ้าน่ะร้องให้ขอชีวิตใหญ่เลย”
“อือออออออออออออ”
“แต่กูบอกว่าถ้าไม่อยากโดนฆ่างั้นก็โดดลงไปตายเองสิ...ใช่ๆ...จะจ่ายเงินเพื่อไม่ให้กูฆ่าด้วยนะแต่เผอิญกูเป็นคนดีไม่รับเงินหลายทาง...นังคุณนายจืดชืดเลยต้องตกลงมาโหม่งพื้น...ตาย!!...ฮะๆๆๆๆ”
“.................................................”
“เอาเซ่!!!...ร้องออกมาให้สุดเสียง...ร้องให้ดีใจที่ใกล้จะได้เจอเพื่อนสิโว้ย!!...นี่ๆๆ”
“ยกโทษ...ให้มิได้”
“อ๋า?”
“แก...จะต้องชดใช้...พิ...”
“?”
“...พากษา...ครั้งที่หนึ่ง...หวาดหวั่นเกรงกลัว”
“บ่นพึมพำอะไรของมึงวะ?”
“ครั้งที่...สอง...ลุ่มหลง...ลำพอง”
“มึงพูดบ้าบออะไร?...นี่ๆๆ...จะตายห่-อยู่แล้วยังเล่นบทฮีโร่...เฮอะ!!”
“...ครั้งที่สาม...มายา...ลวงหลอก”
“อีบ้าเอ๊ยแพล่มอะไรของมึง!!!...ยังมีฤทธิ์เดชอีกเรอะ?...ตายๆๆๆๆๆ”
“ครั้งที่...สี่...เจ็บปวด...ทรมาน”
“ฮึ่ย!!...จะแทงไม่นับครั้งเลย...กูเสียเวลากับมึงมามากพอแล้ว...ลงนรกไปซะ!!!”
“ครั้งที่...ห้า...”
“ตายซะนังปิศาจ!!!!”
“อัปยศ...สิ้นศักดิ์ศรี”
“โดนมีดเสียบพรุนทั้งร่างไม่นับครั้ง...เก่งมาจากไหนก็ตายห่-เรียบ...ฮ่าๆๆๆๆๆๆ...ฮะ...เอ๊ะ?”
“เวลา...ที่จะพิพากษาเดียรัจฉานในร่างมนุษย์เช่นแก...มาถึงแล้ว~~”
“!?”
“ฮึเฮอะ!!...ฮะ...ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
“เฮ้ย!!!!!!!!!...ทะ...ทำไมมึง?...”
...เราตาฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย?...ไม่เข้าใจ!!!...ไม่เข้าใจเลยว่าร่างจมกองเลือดที่ไร้แขนสองข้างและเต็มไปด้วยบาดแผลที่เราใช้มีดจ้วงแทงไม่นับครั้งแต่กลับลุกพรวดพราดขึ้นมายืนหัวเราะเยาะอยู่ตรงหน้าเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น!!!!...
“มึง...มึงเป็นตัวอะไรกันแน่วะ?...ทะ...ทำไมมึงยังไม่ตาย?”
“แกพูดไว้ว่าระหว่างเราสองคนใครจะเป็นฝ่ายพินาศใช่ไหม?”
“..........................................”
“มิน่าถาม...มันก็ต้องเป็นแกแน่นอน!!!”
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก”
“คุณหนูเจ้าคะ!!”
“ไหม!?”
“แขน...อั๊ก!!!...แขนขวากู...โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยย”
(ขะ...แขนขวาของเราถูกบิดจนหมุนได้รอบ...ใน...ชั่วพริบตาเป็น...ครั้งที่สอง)
“มาได้จังหวะพอดี...เราพิพากษาเจ้าเดียรัจฉานตัวนี้ไปสามครั้งแลวาระสุดท้ายของมันก็ใกล้จะมาเยือน...ทุกอย่างกระจ่างชัดแจ้งหมดแล้ว”
“พิ...พิพากษาอะไร...กะ...เกิดอะไรขึ้น?...เมื่อกี้มึงยัง...นอนจมกองเลือดอยู่เลย?...แล้วแขนของมึงก็...”
“ก็อยู่บนไหล่แกนั่นไง”
“หวะ...หวา~~”
“หึๆๆๆๆๆๆ...อยากได้นักมิใช่รึ?...เอาไปสิ!!”
“ว้ากกกกกกกกก...บ้า...บ้าไปแล้วววววว...มึงมันไม่ใช่คน!!!!”
(แขนซ้ายขวาลอยกลับไปหาเจ้าของแล้วค่อยๆผสานติดเข้ากับร่างเหมือนเดิมจากนั้นนังศรมุกดาก็ขยับแขนขึ้นลงราวกับจะเยาะเย้ยเรา...มนุษย์ที่ไหนจะทำอย่างนี้ได้?...เอ้ย!!!...นังปิศาจหายไปไหน?)
“แก...หลงติดอยู่ในภาพลวงตาเสียนานเทียวนะ”
“ภาพ...ภาพลวงตาเรอะ?”
(ตัวจริงอยู่ทางด้านหลัง...นี่แสดงว่าตลอดเวลาที่เราติดอยู่ในภาพลวงตามันก็เฝ้าดูอยู่ไม่ห่างเลย!!!)
“ถูกต้อง...แกน่ะทำได้เพียงวิ่งวนอยู่บนฝ่ามือของเรามาตั้งแต่ต้น...รวมทั้งเจ้าเสี่ยชั่วนั่นด้วย”
“ฮึ่ม!!!”
“ต่อจากนี้ก็อย่าเพิ่งหวาดกลัวจนเป็นบ้าไปเสียก่อนล่ะ”
...

“คุณหนูใหญ่กลัวว่าคุณหนูรองจะได้รับอันตรายหรือครับ?”
“ใช่...ฉันรู้ดีว่าเด็กนั่นมีความสามารถอะไรมั่งแต่ก็ยังอดกังวลไม่ได้”
“ผมเข้าใจครับแต่ก็ขออนุญาตที่จะคิดไม่เหมือนคุณหนูใหญ่”
“?”
“คือผมลองมาคิดดูดีๆอีกครั้ง...จิ๋ว แวงใหญ่เป็นมือปืนรับจ้างที่มีประสบการณ์กับฝีมือดีแต่ยังไงก็เป็นคนธรรมดาเพราะฉะนั้นเขาไม่มีทางต่อกรกับคุณหนูรองได้หรอกครับ”
“...นายจะพูดอะไรน่ะ?”
“ที่ขอให้คุณหนูใหญ่มานั่งรถผมก็เพื่อจะคุยเรื่องนี้...เอ่อ--...ผมกำลังหมายถึงบทพิพากษาทั้งห้า”
“นี่...นายรู้ด้วยเรอะ?”
“ผมก็แค่ฟังที่เขาร่ำลือกันน่ะครับ...ว่ากันว่าเป็นวิธีลงทัณฑ์ศัตรูของคุณหนูรองที่น่าสยดสยองที่สุดแต่จะมีอยู่จริงหรือไม่นั้น...”
“มัน...มีจริง”
“เอ๋!?”
“แล้วฉันเชื่อว่าครั้งนี้ยัยแมวหลงทางก็จะใช้แน่นอน”
“จริงหรือครับ?...แต่...แต่ผมยังไม่รู้ความหมายของมันเลย”
“หนึ่งหวาดหวั่นเกรงกลัว...สองลุ่มหลงลำพอง...สามมายาลวงหลอก...สี่เจ็บปวดทรมาน...ห้าอัปยศสิ้นศักดิ์ศรี”
“................................................”
“ถ้าม่อนใช้เมื่อไหร่ก็หมายความว่าศัตรูไม่มีทางเลือกอื่น...จะเดินหน้าหรือถอยหลังก็ไม่ได้...ว่าแต่ข้างหน้าเขาหยุดทำไม?”
“นั่นมัน...”
“ทำไมเหรอทิม?”
“มีใครไม่รู้ตัดต้นไม้ให้ล้มขวางถนนทางเข้า...รถตำรวจเข้าไม่ได้เลย”
“ใช่ฝีมือคนร้ายหรือเปล่า?”
“อาจเป็นไปได้นะ”
“................................................”
“หมู่...มีทางอื่นอีกมั้ย?”
“อ่า--...ผมถามชาวบ้านแล้วบอกว่ายังมีอีกทางตรงฝั่งโน้นครับ...อ้าว!?...ทางนั้นก็มีต้นไม้ล้มขวางด้วยเหรอ?”
“ต้นไม้นี่ไม่ได้ล้มเองแน่แต่มีใครบางคนจงใจโค่นมัน...ดูสิ?...รอยตัดเหมือนกับใช้ของมีคม”
“...คุณหนูใหญ่”
“อืม--...ฝีมือของเอ้”
“ผู้หมวดครับ!!...ต้นไม้มีขนาดใหญ่มาก...ด้วยกำลังของเรากว่าจะขยับออกได้คงเสียเวลามากแน่ครับ”
“................................................”
“เก่งชะมัดแฮะน้องเราคนนี้!...ดูเหมือนจะโค่นลงได้ในทีเดียวซะด้วย”
“ใช้อะไรนะ?”
“อือ--...ดาบอสูร...ชิโรเทนเคียว”
“เห?”
“ชู่ว~~”
“จากที่นี่ไปถึงโกดังนั่นไกลแค่ไหน?”
“น่าจะประมาณ...สี่ร้อยเมตรได้มั้งครับ”
“งั้นเราจะต้องเดินเท้าลุยผ่านพงหญ้าเข้าไปแล้วล่ะ...เจ้าหน้าที่ทุกคนกระจายกำลังเดินเรียงแถวหน้ากระดานและค่อยๆตีโอบล้อมโกดังไว้...เจ้าหน้าที่ที่ฝั่งโน้นก็ให้ทำแบบเดียวกันและพบใครน่าสงสัยก็ควบคุมตัวไว้เลย”
“เอาจริงเรอะ?”
“เซครออยู่นี่แหละ”
“ไม่!!...ฉันก็จะตามไปด้วย”
“จะเข้าไปได้ยังไง?...ป่ารกจะตายและเธอก็นุ่งกระโปรง”
“ถอดสิฟะไม่เห็นยาก!!”
“โอ้!?”
“ข้างในฉันนุ่งกางเกงขาสั้น...แค่นี้ก็ไม่มีปัญหา”
“โธ่~~”
“...เหมือนได้ยินเสียงใครบ่นเสียดายแฮะ?”
“เร็วเข้าเวลาไม่มีแล้ว!!...ทุกคนระวังตัวด้วย”
“คุณหนูใหญ่คอยอยู่ข้างหลังผมนะครับ”
“เออน่า!”
“...................................................”
“พี่ขอโทษเอ้จริงๆ...แต่...ยังไงก็ขอให้เธอไปทันทีเถอะเพราะบทพิพากษาทั้งห้าของม่อนน่ะ...”
...

...แม้ดิฉันจะอยู่ในฐานะมือขวาของคุณหนูรองแต่ก็มิได้พบเจอ “บทพิพากษาห้าครั้งสุดท้าย” มานานมากแล้วซึ่งนั่นเป็นเพราะศัตรูคนใดที่ได้รับมันย่อมต้องถือว่าเป็นบุคคลที่คุณหนูรองมิอาจจะให้อภัยได้...หาได้ต้องร้องขอแลหาได้มีความเมตตาปราณีไม่...
“ครั้งแรก...ที่มึงหักแขนขวากูน่ะรึ?”
“ความจริงแกน่าจะตายไปเสียตั้งแต่ตอนนั้นทว่าต่อมาเราก็คิดขึ้นได้ว่าช่างเป็นเรื่องน่ายินดีที่แกยังมีชีวิตรอดอยู่...บทพิพากษาทั้งห้านี่เราเองก็มิได้ใช้มานาน...นับว่าแกโชคดีนะ”
“นัง...นังมารร้าย!!!...จะเอาไงก็ว่ามาเซ่!!!!”
“ต่อมาแกก็เกิดความหวาดหวั่นแลเกรงกลัวเราเพราะมิเคยเจอศัตรูเช่นนี้มาก่อน...ใช่หรือไม่?”
“กะ...กูไม่ฟังมึงพล่าม!!...อ๊ากกกกกกก...โอ๊ยยยยยยยยยยยยย”
(แขนซ้ายตั้งแต่ข้อศอกลงมาของจิ๋ว แวงใหญ่หมุนคว้างเป็นวงกลมแลมีเสียงกระดูกแตกหักดังกร๊อบๆพร้อมกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนเหงื่อไหลเต็มหน้า...อึ๊ก!!...น่าหวาดเสียว)
“ครั้งที่สอง...เราสะกดจิตให้แกเห็นภาพลวงตาแลนึกคิดไปเองว่าได้ทำร้ายเราอย่างสาสม...แกลุ่มหลงอยู่ในภาพลวงตาที่เราสร้างขึ้นแลลำพองใจว่าแก้แค้นสำเร็จแล้ว...ถูกต้องใช่ไหม?”
“อึ๊ก!!...ปะ...เป็นไปได้ไง?...ก็กูไม่ได้...สบตามึงเต็มๆเลย...ระ...รึว่า?...ทีมึงจี้หน้าผากกูเมื่อตอนนั้น...”
“การสะกดจิตสร้างภาพลวงตาใส่ศัตรูนั้นมิจำเป็นต้องมองตาเพียงอย่างเดียว...สำหรับผู้ที่ใช้พลังจิตแล้วก็นับว่ามีอยู่หลายวิธี”
“ละ...แล้วที่เสี่ยเตือนกูนั่น...”
“หึๆ...มันก็ตกหลุมพรางของเราเช่นเดียวกันนั่นแหละ”
“หา?”
“ที่โรงพยาบาลเราจงใจจ้องหน้าเพื่อให้มันฉุกคิดไปเองว่าเราใช้พลังจิตหยุดการเคลื่อนไหวผ่านทางดวงตา...หึๆๆ...เราก็คาดการณ์ไว้บ้างเช่นกันนะว่าเจ้าเสี่ยนั่นจะต้องเตือนแก”
“หมายความว่า...ตั้ง...ตั้งแต่ต้น...มึง...มึงคำนวณไว้หมดเลยหรือเนี่ย?”
“ฮึๆ”
“อัน...อันไหนจริงอันไหนหลอกกันแน่?...กูก็แทงมึงจนเลือดสาดกระจาย...สะ...สัมผัสนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องโกหกไปได้ยังไงเล่า?”
“แล้วมีเลือดของเราไหลแม้สักหยดหนึ่งไหม?”
“ละ...เลือดที่ปากมึง”
“เกิดจากกำปั้นของแก”
(อ๋อ!!...ที่แท้คุณหนูรองก็โดนชกไปหมัดหนึ่ง)
“เราถึงบอกว่าพวกแกสองคนได้แต่เต้นไปบนฝ่ามือของเราเท่านั้นอย่างไรล่ะ...ลุกขึ้นมา--”
“แก...มึงจะทำอะไรกู?...เฮ่ย!?”
...คุณหนูรองใช้พลังจิตยกตัวจิ๋ว แวงใหญ่ที่มิอาจจะต่อสู้หรือทำอะไรได้อีกเพราะแขนสองข้างของเขาถูกคุณหนูรอง “บิดงอหักกระดูก” จนหมดสภาพแล้ว...เลือดของเขาไหลจากข้อศอกหยดลงพื้นทว่าหาได้มีเลือดของคุณหนูรองแต่อย่างใดไม่เพราะมันคือ “ภาพลวงตา” ที่อยู่ใน “มายา ลวงหลอก” ขั้นตอนที่สามของบทพิพากษาสุดท้ายแห่งชีวิต...
“อั๊ก!!”
“ครั้งที่สี่...เจ็บปวด ทรมาน...เราขอยืมอาวุธลับของมือสังหารชั้นยอดอย่างแกหน่อยล่ะกัน”
“ยะ...อย่านะ!!...ฉัน...ฉันสำนึกผิดแล้ว!!!...อย่า~~”
“คุณหนูเจ้าคะ!!”
“ทำไม?”
“เขา...มิอยู่ในสภาพที่จะ...”
“คุณดวงตาก็มิอยู่ในสภาพจะขัดขืนแต่...”
“ช่วย...ช่วยด้วย!!!!”
“มันกลับผลักลงมาจากตึกจนถึงแก่ความตาย...เราจะมิยกโทษให้โดยเด็ดขาด!!!...ฮิ!...จะเสียบตรงไหนดีนะ?”
(มีดปลายแหลมทั้งสี่เล่มลอยไปอยู่ตรงหน้าจิ๋ว แวงใหญ่ที่มิอาจจะดิ้นรนหรือหลบหลีกได้เพราะถูกพลังจิตของคุณหนูรอง “ตรึง” ไว้ทั้งร่าง!?)
“เลือกได้แล้ว--...นัยน์ตาสองข้าง...กลางอก...ช่องท้อง...ทั้งหมดสี่แผล”
“หยุดเถิดเจ้าค่ะ...บทพิพากษาห้าครั้งมันเหี้ยมโหดเกินไป!!...อ๊ะ?”
...ปลายนิ้วของคุณหนูรองมีแสงสีขาวปรากฏขึ้น...อย่าบอกนะว่าจะใช้ “จันทรกานต์” สุดยอดไม้ตายยิงซ้ำใส่จิ๋ว แวงใหญ่หลังจากมีดทั้งสี่ปักเข้าร่างกายไปแล้ว!!!!...
“เรามิใจร้ายปล่อยให้เดียรัจฉานตัวนี้ทรมานนานนักดอก”
“ดะ...ได้โปรด!!!”
“หัวใจอันสกปรกโสมมของแก...เราจะใช้จันทรกานต์ยิงให้แหลกละเอียดจากนั้นก็ถึงบทพิพากษาครั้งสุดท้าย...อัปยศ สิ้นศักดิ์ศรี”
(น่ากลัวเหลือเกิน...เรามิเคยเห็นคุณหนูรองทำหน้าตาน่ากลัวขนาดนี้มาก่อนเลย)
“จิ๋ว แวงใหญ่เอย...หลังจากแกตายแล้วเราจะทำอย่างไรต่อ?...อยากรู้ไหม?”
“ไม่!!...ไม่!!!...ไว้ชีวิตฉันด้วย!!!!”
“เกิดกลัวตายขึ้นมาแล้วหรือ?....คุณดวงตาก็ขอชีวิตจากแกเช่นกันแต่แกกลับโหดเหี้ยมทำได้ลงคอแล้วบัดนี้จะมาร้องขอชีวิตกับเรา...น่าขำสิ้นดี!!!...เราจะตัดหัวแกออกจากร่างแล้วเอาไปเสียบประจานยังหน้าบ้านเจ้านายที่แกเคารพบูชานักหนาให้ผู้คนได้โจษจันอย่างไรเล่า?...เอ้า!!...จงลิ้มรสอาวุธลับที่แกแสนจะภาคภูมิใจไปซะ”
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”
“เวลานี้แกยังล้มมิได้ดอก...จงยืดอกเตรียมรับผลกรรมที่ก่อไว้ให้ดี!!!”
...มีดทั้งสี่เล่มพุ่งปักเข้าที่ดวงตา,กลางอกแลช่องท้องของจิ๋ว แวงใหญ่ตรงตามที่คุณหนูรองพูดไว้...ยังมิจบเพียงเท่านี้เมื่อคุณหนูรองรวมพลังจิตไว้ที่ปลายนิ้วพลางชี้ไปที่ตำแหน่งหัวใจ...ระยะทางแค่ห้าถึงหกช่วงตัวใช้จันทรกานต์ขั้นแรกศัตรูก็ยากที่จะรอดชีวิต...อะ...อะไรนี่!?...
“โอ๊ยยยยยยยยยย~~...เจ็บ!!!!!...เจ็บปวดเหลือเกินนนนนนนนนนนน!!!!!!!!!”
“คุณหนู...วงแหวนกำลังซ้อนทับเพิ่มขึ้นไปอีกชั้นแล้วนะเจ้าคะ”
“ใช่...จันทรกานต์รวมพลังทวีคูณอย่างไรล่ะ!!!!”
(เรามิอยากจะเชื่อสายตาตนเองแลภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า...คุณหนูรองอาฆาตพยาบาทจิ๋ว แวงใหญ่มากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?)
“พอเถิดเจ้าคะ!!!...ด้วย...ด้วยพลังระดับนี้...”
“จะพอได้อย่างไร?...เริ่มต้นจากคืนนั้นที่เราเอาเลือดคุณดวงตาป้ายริมฝีปาก...พยายามสืบหาความจริงทุกอย่างจนค้นพบในคืนนี้แลมันกำลังจะจบลง...จิ๋ว แวงใหญ่...หัวใจของแกจะแหลกเหลวหาชิ้นดีมิได้!!!!”
“ฮ้า!!?”
(ยัง...ยังจะมีวงแหวนเพิ่มขึ้นอีก?...เพื่อการชำระแค้นให้สหายผู้รู้ใจคุณหนูรองก็ถึงกับจะทุ่มเทพลังจิตทั้งหมดเชียวรึ?...เช่นนี้อย่าว่าแต่หัวใจเลยแม้กระทั่งร่างกายก็จะแหลกเละกระจุยกระจายตามไปด้วย!!!!!!!!!)
“มิ...มิได้นะเจ้าคะ!!!...ถ้าใช้พลังจิตขนาดนั้นแล้วยิงออกไปในคราวเดียวคุณหนูรองอาจจะมีอันตรายถึงแก่ชีวิต”
“บังอาจขวางเรารึ?...ถอยออกไป!!”
“ได้โปรดฟังดิฉันด้วย...ว้าย!!”
“เราบอกว่าอย่ามาขวาง!!!”
“คุณหนู!!!”
“ตาย~~...ไอ้สัตว์นรกเดียรัจฉาน!!!!...ห๊ะ?”
“!?”
(เหตุ...เหตุใดคุณหนูรองจึงมีท่าทีหยุดชะงักทั้งๆที่แสงจันทรกานต์ที่ปลายนิ้วก็ส่องสว่างโชติช่วง?)
“เพ้อเจ้อ...เพ้อเจ้อสิ้นดีเจ้าเด็กบ้า!!!...เอ๊ะ?”
“โอ๊กกกกกกกกกกกกกกก”
“!!!!!!!!”
“คุณสุริยาวรรณ!?”
“ให้มันจบเพียงเท่านี้เถิด...น้องนางศรมุกดา”
...ทันใดนั้นคุณสุริยาวรรณก็ปรากฏตัวออกจากที่ซ่อนแล้วใช้ดาบชิโรเทนเคียวพุ่งเสียบเข้าทางด้านหลังของจิ๋ว แวงใหญ่...ท่าดาบ “อสูรทะลวงตรง” ที่คุณสุริยาวรรณชำนาญที่สุด...จิ๋ว แวงใหญ่อ้าปากค้างก่อนจะค่อยๆทรุดตัวลงนอนแผ่แน่นิ่งส่วนคุณหนูรองก็ตกตะลึงเช่นกันเพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมาก...พอดิฉันเข้าไปเอานิ้วแตะที่รูจมูกก็อดที่จะใจหายมิได้เพราะว่า...
“ไหม...เขาตายสนิทแล้วขอรับ”
(แน่ละ!!!...ท่าทะลวงวิถีตรงของคุณสุริยาวรรณนั้นทรงพลังแลแม่นยำยิ่งนักอีกทั้งยังแทงเข้าตำแหน่งกลางหัวใจพอดีเสียด้วย...จิ๋ว แวงใหญ่จึงต้องจบชีวิตลง ณ โกดังร้างแห่งนี้)
“...หมายความว่าอย่างไรท่านพี่สุริยาวรรณ?”
“รายละเอียดเอาไว้พูดกันทีหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจใกล้จะมาถึงที่นี่แล้ว...หนีกันเถิดขอรับ”
“เดี๋ยวก่อน!!!!”
“หากน้องนางศรมุกดายังมีเพลิงแห่งความแค้นเผาผลาญอยู่ในจิตใจก็ขอให้มาชำระสะสางที่กระผมแต่เพียงผู้เดียวเถิดนะขอรับ”
“......................................................”
“เราต้องรีบไปจากที่นี่แล้วเจ้าค่ะ”
“ก็ได้!!...ถ้าหาได้มีคำอธิบายที่ฟังขึ้นแล้วไม่...เรื่องนี้จักมิจบลงได้โดยง่ายอย่างแน่นอน!!!!”
...ทุกอย่างเป็นไปดังที่คุณหนูใหญ่คาดหวัง...แผนการของพวกเราก็คือรอจังหวะที่นายจิ๋ว แวงใหญ่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนยากจะเอาชีวิตรอดแต่คุณหนูรองยังมิทันลงมือฆ่าเพราะคุณสุริยาวรรณเข้ามาแทรกแซงโดยถือว่าเป็นการช่วยให้“หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน” ที่จะได้รับในอีกมินานต่อจากนี้...
(“การเผชิญหน้าครั้งนี้กระผมเชื่อว่าน้องนางศรมุกดาจักมิเป็นผู้พ่ายแพ้แน่...เช่นนั้นแผนนี้จึงใช้ได้ขอรับ”
“งั้นโอกาสก็มีแค่ครั้งเดียวและจะต้องไม่พลาดโดยเด็ดขาด...ช่วงเวลาที่ม่อนจะเผด็จศึกไหมต้องพยายามถ่วงเวลาเพื่อดึงความสนใจไว้”
“...แล้วจังหวะเพียงชั่วเสี้ยววินาทีกระผมจะชิงลงมือทันที”
“อาจจะเป็นความเห็นแก่ตัวแต่ฉันไม่ต้องการให้ม่อนมือเปื้อนเลือดอีก..เอ้...เธอจะยังยินดีเป็นผู้เสียสละอยู่หรือเปล่า?”
“ขอรับ...กระผมยินดีจะแบกรับบาปทุกอย่างไว้ด้วยความเต็มใจ...ท่านพี่ศรเพทายมิต้องกังวลดอก”
“ดิฉันด้วยเจ้าค่ะ”
“ฉันเองก็เหมือนกันแหละนะ...ทุกสิ่งที่ทำไปก็เพื่อน้องสาวสุดที่รักของเราทุกคน”)
“ทว่ายังเหลือข้อสงสัยอยู่...เจ้าเด็กบ้าที่คุณหนูรองเอ่ยถึงนี่เป็นใครกันนะแต่ที่แน่ๆเขาช่วยให้คุณหนูรองเกิดความลังเลได้ทั้งที่เรานั้นทำมิสำเร็จ!?”
...

5 มกราคม 2549 ...เวลา 09.00 น. ที่สถานีตำรวจ...

“ยังไม่หายเครียดอีกหรือไงครับผู้หมวด?”
“................................................”
“อยากจะเอานายจ้างของผมเข้าคุกมากถึงขนาดนั้นเชียวเหรอ?”
“คุณก็รู้ว่าผมทำไม่ได้เพราะไม่มีหลักฐานกับพยาน”
“ใช่ๆๆ...คุณไม่มีทั้งสองสิ่งที่ชัดเจนหนักแน่นพอจะเอาผิดคุณหนูรองแต่ว่ากันตรงๆนะครับ...ผู้หมวดคิดว่าทางผู้ใหญ่จะเชื่อสำนวนคดีที่ว่าผู้ร้ายใช้พลังจิตสังหารจิ๋ว แวงใหญ่จนถึงแก่ความตาย...งั้นหรือ?”
“...ผมคงกลายเป็นคนบ้าไปแล้ว...ถ้าเสี่ยคำลือยังมีชีวิตอยู่ล่ะก็อะไรจะต้องชัดแจ้งกว่านี้”
“คืนวันที่ 3 มกราคมเขาฆ่าตัวตายเพื่อหนีความผิด...ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ละแวกนั้นให้การเป็นเสียงเดียวกันว่าได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดจากในบ้านพักของเขา”
“ดูท่าทางคุณนักสืบจะมั่นใจมากว่าเป็นการฆ่าตัวตาย?”
“อ้าว!?...ก็ไม่มีวี่แววของผู้บุกรุกและไม่พบร่องรอยการต่อสู้อีกทั้งคราบเขม่าดินปืนที่อยู่บนมือของเสี่ยคำลือมันบ่งบอกชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาใช้ปืนจ่อหัวตัวเองแล้วก็...กริ๊ก!!!”
“แต่มีคำถามที่น่าสงสัยคือทำไมเขาจะต้องยิงตัวตายในเมื่อยังไม่ถึงกับอับจนหนทางซะทีเดียวและเขายังมีลูกที่อีกไม่กี่เดือนก็คลอดแล้ว?...มาด่วนคิดสั้นแบบนี้ผมว่ามันไม่สมเหตุสมผลเลยนะ”
“โธ่ผู้หมวด~~...ในวงการนี้ก็รู้ๆกันอยู่นะครับว่ามันแข่งขันชิงดีชิงเด่นรุนแรงแค่ไหน?...เสี่ยคำลือก็มีศัตรูรอบทิศและถ้าเขาเกิดทำอะไรพลาดขึ้นมาสิ่งเดียวที่จะรับผิดชอบได้นั่นคือพิจารณาตัวเอง...มันเป็นกฏของพวกนักเลงมาเฟียมาแต่ไหนแต่ไร...ข่าวหนังสือพิมพ์ก็ลงไว้”
“....................................................”
“หึ!!...ผู้หมวดคงจะไม่คิดว่ามีใครบางคนเอาปืนยัดใส่มือและสั่งให้เสี่ยคำลือยิงระเบิดขมองตัวเองหรอกใช่มั้ย?”
“หากผมรู้ความจริงก็ไม่มัวมาเสียเวลานั่งคุยกับคุณ”
“แต่อะไรที่ผมรู้ก็บอกไปหมดแล้วนี่ครับ”
“คุณยังบอกผมไม่หมด”
“ถ้าจะมีอะไรที่พูดไม่ได้นั่นย่อมต้องเป็นข้อมูลส่วนตัวของนายจ้างซึ่งผมไม่อาจบอกคนอื่นได้เพราะมันคือจรรยาบรรณของนักสืบอย่างผม”
“รวมทั้งคนที่ตัดต้นไม้ขวางทางรถตำรวจด้วยงั้นสิ?”
“เอ้ย!!...อันนี้ผมไม่รู้เรื่องเลยสาบานได้แต่ที่มั่นใจแน่ๆคือไม่ใช่คุณหนูรองร้อยเปอร์เซ็นต์...ว่าแต่คืนนั้นพวกเราได้เจอเธอกันหรือเปล่า?”
“จะเจอได้ยังไง?...เธอหลบหนีไปก่อน”
“หนีพ้นจากกำลังตำรวจที่ล้อมโกดังทุกทิศทุกทางน่ะเหรอครับ?...คุณหนูรองไม่ใช่เทวดานะที่จะหายตัวได้!!”
“หายตัวไม่ได้อะไรกัน?...เธอต้องใช้พลังจิตเทเลโพเทชั่น...”
“งั้นเชิญผู้หมวดเข้าไปเรียนให้ท่านสารวัตรทราบเดี๋ยวนี้เลย!!...ถ้าไม่โดนแฟ้มขว้างหัวกลับออกมาผมยินดีเลี้ยงข้าวกลางวันผู้หมวดตลอดหนึ่งเดือน”
“ฮึ่ย!!”
“ฮะๆๆๆ...เห็นมั้ยล่ะ?...ผู้หมวดจะเอาผิดนายจ้างผมได้ยังไงในเมื่อไม่มีพยานกับหลักฐานที่สามารถมัดตัวแบบคาหนังคาเขาเลยสักอย่างเดียว?...อย่าหาเรื่องคุณหนูรองอีกเลยน่าเพราะครอบครัวผมเองก็ยังต้องพึ่งพาวิษณุมนตรีอีกนาน”
“ฮึ!...แล้วครั้งนี้นายจ้างที่แสนดีของคุณตอบแทนอะไรมามั่งเล่า?”
“ก็ยกหนี้ทั้งหมดให้และมีเงินก้นถุงมาอีกแสนห้า...โอ๊ะโอ๋!?...นี่ผมตั้งใจว่าจะไม่บอกใครนะเนี่ย?”
“วิษณุมนตรีมีอิทธิพลมากเกินไปแล้ว!!...ผมถูกทางผู้ใหญ่สั่งเด็ดขาดไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับคดีนี้อีกและสำนวนการสอบสวนที่ออกมานั่นมันอะไรกัน?...จิ๋ว แวงใหญ่ตายเพราะเสี่ยคำลือส่งคนมาเก็บเพื่อปิดปากเรื่องที่จ้างวานฆ่าภรรยาตัวเองส่วนเสี่ยคำลือก็ชิงฆ่าตัวตายด้วยสาเหตุปมความขัดแย้งทางธุรกิจผิดกฏหมาย...มั่วสิ้นดีเลย!!!”
“นี่ใจคอผู้หมวดจะเอาผิดคุณหนูรองให้ได้หรือยังไงครับ?”
“ผมพบเธอมาแล้วนะ!!...เธอประกาศชัดเจนว่าจะล้างแค้นให้คุณดวงตาอย่างถึงที่สุด”
“แต่มันก็แค่คำพูดของผู้หมวดเพียงคนเดียวจะเอามาใช้เป็นหลักฐานมัดตัวได้อย่างไรครับ?...แล้วตอนที่จิ๋ว แวงใหญ่หรือเสี่ยคำลือตายน่ะพวกตำรวจได้พบร่องรอยที่เกี่ยวข้องกับคุณหนูรองบ้างสักนิดไหม?”
“..............................................”
“แต่ผมว่าสำนวนนั่นก็มีส่วนของความจริงอยู่มากทีเดียว...เสี่ยคำลือยังไงก็ไม่เก็บจิ๋ว แวงใหญ่ไว้แน่เพราะหมอนี่คือตัวอันตรายที่สุด...ไม่ช้าก็เร็วไอ้มือปืนคนนี้ต้องสิ้นชื่อ”
“อ้อ!...ถ้างั้นช่วยตอบมาทีซิว่าจิ๋ว แวงใหญ่ไปรอพบใครที่โกดังร้างนั่น?”
“ผมจะไปรู้เหรอ?”
“คืนนั้นคุณกับเซคยังบอกปาวๆว่าจะไปช่วยน้องม่อนอยู่เลยผมจำได้”
“เอ๋!?...พูดหรือ?...ไม่ใช่มั้ง?”
“นี่คุณ!!...พริ้วได้ลื่นใหลดีนักนะแต่เซคน่ะเถียงไม่ออกแน่”
“...ผู้หมวดกับคุณหนูใหญ่เป็นเพื่อนกันมานานใช่ไหมครับ?”
“ใช่แล้วจะทำไม?”
“งั้นคุณอยากจะเห็นคุณหนูใหญ่เป็นทุกข์อย่างนั้นเหรอ?”
“...................................................”
“คุณหนูรองคือคนที่คุณหนูใหญ่รักและหวงแหนที่สุด...คุณไม่เคยรู้ถึงความรู้สึกนี้เลยหรือยังไง?”
“...ใครว่า?”
(“ทิม...โตขึ้นนายอยากจะเป็นอะไร?”
“ฉัน...อยากเป็นตำรวจแล้วเธอล่ะ?”
“ฮึๆๆ...ฉันจะเป็นหมอเพราะคุณพ่อขอไว้ก่อนท่านเสีย...ดีเลย!!...ถ้านายถูกคนร้ายยิงมาฉันจะรักษาให้”
“เอ้ย!!...เรื่องอะไรมาแช่งกันอย่างนี้วะ?”
“ล้อเล่นน่า!...นอกจากเป็นความตั้งใจของคุณพ่อแล้วฉันก็อยากจะเป็นหมอเพื่อรักษาดวงตาของม่อนด้วย”
“อืม--...นั่นสินะ...เซคต้องทำได้แน่ๆ”)
“...จะว่าไปก็มีหลายคนเชียร์ให้ผมไปขอเซคแต่งงาน”
“โอ้!!...ผมว่าพวกคุณก็เหมาะสมกันดีนะครับ”
“แต่พอคิดดีๆแล้วไม่เอาดีกว่าเพราะถ้าผมแต่งเข้าเป็นเขยของวิษณุมนตรีจริงๆ...ชีวิตการเป็นตำรวจของผมจบสิ้นแน่”
“หึๆๆๆ”
“เอาล่ะ!!...เราเลิกคุยเรื่องนี้กันได้แล้วเพราะผมยังมีงานที่ต้องทำอีกเยอะ”
“...คุณหนูใหญ่ได้ยินจะต้องดีใจมากแน่ๆ”
“..............................................”
...

...ในขณะเดียวกัน...
(นั่น...คุณดวงตาใช่หรือเปล่าเจ้าคะ?”
“.............................................”
“ใช่จริงๆด้วย!!!...คือม่อน...”
“ไม่ต้องพูดอะไรหรอกนะ...ฉันรู้เห็นทุกอย่างแล้ว...เธอช่วยค้นหาความจริงเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับฉัน”
“แต่ท้ายที่สุดม่อนมิทันได้ลงมือสังหารพวกคนชั่วช้า...”
“ไม่!!...อย่าพูดแบบนั้น...แม้จะสัญญาด้วยการเอาเลือดของฉันป้ายปากแต่ม่อนไม่สมควรจะกระทำให้พวกเขาตายตกตามกันด้วยน้ำมือของตนเอง”
“...มินึกเลยว่าคุณดวงตาจะเป็นดังเช่นที่ท่านพี่สุริยาวรรณกล่าวไว้”
“ฉันจะไม่มีความสุขหรือดีใจเลยสักนิดถ้าม่อนฆ่าคน”
“............................................”
“ฉะนั้นขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงตรงนี้เถอะ...ขอบคุณมาก”
“จะ...จะไปไหนหรือเจ้าคะ?”
“ถึงเวลาที่ฉันจะต้องไปแล้วล่ะ...ขอให้ม่อนจงมีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็งต่อไปนะ”
“คุณดวงตา!!!”
“ขอบคุณ...ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง...ฉันดีใจจริงๆที่ได้รู้จักกับเธอ”)
“เดี๋ยวก่อน...อย่าเพิ่งไป!!”
“คุณหนู...เป็นอะไรหรือเจ้าคะ?”
“...ฝันไปงั้นหรือ?”
“น้ำตาเต็มแก้มเลย...เช็ดหน้าก่อนเถิด”
“............................................”
“ฝันร้ายหรือเจ้าคะ?”
“...คุณดวงตามากล่าวอำลาต่อเรา”
“เอ๋?”
“เธอบอกว่าขอบคุณมาก”
“ถ้าเช่นนั้นก็เป็นฝันดีสินะเจ้าคะ”
“ไหม”
“?”
“ใครสั่งให้เจ้ามาปรนนิบัติเรา?”
“เอ่อ--”
“ได้รับอนุญาตจากเราตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“โธ่คุณหนูเจ้าขา~~...ยังมิหายโกรธดิฉันอีกหรือ?”
“............................................”
(“ว่าอย่างไรนะ?...เสี่ยคำลือ...ตายแล้วหรือ?”
“เจ้าค่ะ”
“มันตายได้อย่างไร?”
“...เขาสิ้นชีพด้วยอาวุธปืนของตนเองเมื่อเวลาสองทุ่มเจ้าค่ะ”
“หมายความว่า...ช่วงเวลาที่เรามาพบกับเจ้าจิ๋ว แวงใหญ่ตอนนั้น...เสี่ยคำลือ...หาได้มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว?”
“............................................”
“จงพูดความจริงมาเดี๋ยวนี้!!...เจ้าทำอะไรกันแน่?”
“อ่า--...”
“พูด!!!”
“น้องนางศรมุกดาอย่าไปเอาโทษกับคุณไหมเลย...มันเป็นความคิดของกระผมเอง”
“อีกแล้วรึ?...ท่านพี่สุริยาวรรณอีกแล้วหรือ?”
“ทั้งหมดที่พวกเราทำไปก็เพื่อคุณหนูนะเจ้าคะ!!”
“พอที!!!...ผลจากการกระทำของทุกคนทำให้เรารู้สึกเสียใจแลเจ็บแค้นนัก”
“หากน้องนางศรมุกดายังรู้สึกเศร้าโศกแลเคียดแค้นเช่นนั้นก็เชิญยิงจันทรกานต์มาที่กระผมได้เลย...กระผมจะมิหลบหลีกหรือปัดป้องใดๆทั้งสิ้น”
“ท้าทายกันเช่นนี้นึกว่า...น้องมิกล้าหรืออย่างไร?”
“อย่างนั้นก็เชิญคุณหนูยิงดิฉันด้วย”
“ไหม!!!...นี่เจ้า?”
“ดิฉันขอพูดในฐานะของคนเป็นพี่สาวที่แม้จะมิได้ร่วมมารดาเดียวกันทว่าก็เฝ้าดูแลเลี้ยงดูคุณหนูรองมาตั้งแต่แบเบาะ...ดิฉันมิอาจทนเห็นคุณหนูรองเป็นเช่นนี้ได้เจ้าค่ะ”
“.................................................”
“ถึงคุณหนูรองจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าใครแต่ในสายตาของดิฉันหรือคุณหนูใหญ่...คุณหนูรองนั้นคือน้องสาวตัวเล็กๆผู้อ่อนโยนอย่างที่มิเปลี่ยนแปลงจากวันวานเลย”
“น้องนางศรมุกดาขอรับ...กระผมนั้นมิเคยพบเจอหรือพูดสนทนากับคุณดวงตามาก่อนแต่กระผมมั่นใจว่านางย่อมมิต้องการเห็นน้องนางศรมุกดาที่จิตใจมีแต่ความอาฆาตพยาบาทมุ่งมั่นจะเข่นฆ่าเอาชีวิตผู้อื่นอย่างแน่นอน”
นั่นเพราะน้องจะล้างแค้นให้...
“แล้วคิดว่าถ้าคุณดวงตาได้รับรู้...นางจะดีใจหรือมีความสุขอย่างงั้นหรือขอรับ?”
“................................................”
“คุณสุริยาวรรณสังหารจิ๋ว แวงใหญ่เพื่อช่วยปลดปล่อยเขาให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานส่วนดิฉันก็สะกดจิตให้เสี่ยคำลือได้เห็นภาพของบาปกรรมที่ตัวเองเคยทำ...”
“...ต่อจากนั้นเจ้าก็ใช้พลังจิตบังคับให้มันใช้ปืนยิงฆ่าตัวตายใช่ไหม?...เพื่อมิให้เราเข่นฆ่าใครเจ้ากับท่านพี่สุริยาวรรณก็ถึงกับ...”
“เจ้าค่ะ...ที่ดิฉันทำไปก็เพื่อจะรับบาปแทนคุณหนูแลคุณสุริยาวรรณก็เห็นด้วยเช่นเดียวกัน”
“เชอะ!!!”
“คุณหนู~~”
“มิเป็นไรดอกขอรับ”
“แต่...”
“กระผมเชื่อมั่นว่าน้องนางศรมุกดาจะต้องเข้าใจถึงความหวังดีของเราทุกคน)
“แต่ล่ะคนทำตามใจตนเองกันทั้งนั้น!!!”
“คุณหนูจะไปที่ไหนหรือเจ้าคะ?”
“ร้านเบเกอรี่...ทำขนมเค้ก”
“......................................................”
...

“อย่าเอาแต่ใจนักสิเจ้าคะคุณหนู...การเข่นฆ่าผู้อื่นนั้นมิใช่...”
“ผิดแล้ว!!...ที่เรายังโกรธก็เพราะทั้งสองคนทำการตามอำเภอใจลับหลังแลมิยอมบอกกล่าวต่างหาก”
“ถ้าบอกคุณหนูแผนการก็ล้มเหลวน่ะสิเจ้าคะ...ยามนั้นคุณหนูยอมรับฟังใครซะที่ไหน?”
“หยุดต่อปากต่อคำกับเราแล้วถือกล่องให้ดีๆ”
“....................................................”
“...อยู่ตรงไหนกัน?”
“คุณหนู...มาหาคุณชายหกหรือเจ้าคะ?”
“แค่เอาของมาให้เท่านั้น...หืม?”
...น้องนางหยาดฝนกำลังโต้เถียงกับลูกสาวของคุณอัจฉราเจ้าของโรงฝึก “ชองมิน” ซึ่งน่าจะมีชื่อว่ากัลยา...เวลาเลิกเรียนเช่นนี้ยังจะเผชิญหน้ากันได้อีกหรือ?...
“คนอย่างหล่อนจะไปรู้อะไร้?”
“นึกว่าฉันอยากรู้อยากเข้าใจนักนี่!!”
“งั้นชาตินี้ยัยวิปริตผิดเพศอย่างหล่อนก็ไม่มีวันได้รู้จักผู้ชาย...ฮ่าๆๆๆ”
“หุบปากไปเลยยัยวิปริตจิตอกุศล!!...บ้าไปแล้วหรือไงถึงคิดจะเอาพี่ชายทำผัวน่ะ?”
“พูดงี้มาซัดกันดีกว่าว้อย!!!”
“เฮอะๆ...จี้ใจจำล่ะซี้!!...ไม่มีปัญญาหาแฟนเลยคว้าลูกพี่ลูกน้องตัวเองซะเลยดีกว่าเพราะมันง่ายดีใช่ม้า?”
“คนอย่างเธอมันคงยากเกินไปที่จะเข้าใจ...บอลคือผู้ชายในอุดมคติของฉันย่ะ!!”
“โอ้!?...แสดงว่าที่ฉันเห็นพวกเธอเดินคลอเคลียไปโน่นมานี่โดยไม่สนใจสายตาชาวบ้านนั่นก็แสดงว่า...เธอทำกับ...พี่ชายตัวเองไปแล้วใช่มั้ย?”
(รู้ด้วยหรือ?...สมกับบุตรีของคุณอัจฉราผู้รอบรู้)
“ก็แล้วแต่จะคิดเหอะ”
“...เธอทำไปแล้วจริงๆด้วย...พี่แคทไม่ว่าอะไรหรือไง?”
“มันไม่เกี่ยวกับเจ๊สักหน่อย”
“เธอต้องเสียใจในภายหลังแน่...หยาดฝน”
“ก็ยังดีกว่าคนที่ฝืนธรรมชาติของตัวเองแหละว๊า~~”
“ว่าไงนะ?”
“ตัวเอง~~...ว่าไงเย็นนี้จะกินอะไรดีจ๊ะ?”
“ได้ยินแล้วขนลุกเลยวุ้ย!!”
“อ๋อ!...สปาเก็ตตี้นะ...ได้จ้า~~”
“แหวะ!!!”
“เค้าไม่ลืมจะใส่หัวใจลงไปด้วยแน่ๆ...ฮิๆ”
“อุ!!...ทนฟังไม่ไหวแล้วว่ะ”
“เหอะๆๆ...อิจฉาล่ะซี่~~”
“ใครจะอิจฉาวะ?”
“ของผู้ชายน่ะ...สุดยอดมากนะเออแต่น้ำหน้าอย่างหล่อนเห็นทีว่าจะไกลเกินเอื้อมเกินไป...เคะๆๆ...ชนิดที่ว่าชั่วชีวิตนี้ก็คงไม่มีวันได้สัมผัสร้อก!!!”
“แก~~”
“ก๊าก!!...ฮะๆๆๆๆๆๆๆ”
“อย่าหนีสิวะ!!”
“ใครหนีเฮอะ!?...มีปัญหาก็เข้ามา!!”
“ย้าก!!”
“ตายซ้า~~”
“คุณหนู...จะมิเข้าไปห้ามหน่อยหรือเจ้าคะ?”
“...คนห้ามน่ะมีอยู่แล้ว”
“พวกเธอสองคน!!...นี่ทะเลาะกันอีกแล้วเรอะ?”
“อึ๋ย~~...อาจารย์!?”
“กี่ครั้งก็ไม่รู้จักเข็ดหลาบ...อยากโดนทำโทษหนักกว่านี้ใช่มั้ย?”
“หนีเร็ว!!!”
“...ราวกับเด็กทะเลาะกันมิผิดเพี้ยน...ปล่อยไปเถิด...จากที่เราเห็นสองคนนี้น่ะยิ่งทะเลาะกันบ่อยเท่าไหร่ก็อาจจะยิ่งสนิทกันมากขึ้นเท่านั้น...กระมัง?”
“....................................................
“อ๊ะ!?...เจอคุณชายหกแล้วเจ้าค่ะ”
“อยู่กับ...ท่านพี่สุรีย์พรรณ”
“เลิกทำแบบนี้ซะที!!”
“ก็ไหนพี่บอกว่าถ้าอยู่กันสองคน...”
“แต่ดูสถานที่หน่อยสิ!!”
“ตรงนี้ปลอดคนแล้วครับ”
“อื้อ!!...ฮืมมมมม--...กลัดมันมาจากไหนหึ?...คนนิสัยรุ่มร่ามแบบนี้พี่เกลียดที่สุดเลย!!!”
“พี่แคทพูดประโยคนี้มาไม่รู้กี่ครั้งแล้วนะรู้มั้ย?”
“แต่เธอก็ไม่รู้จักจำ...ปล่อยได้แล้ว!!”
“ผมปล่อยมือตั้งนาน...อู้ยๆๆๆ”
“แล้วไอ้ที่กำลังจับหน้าอกฉันอยู่นี่มันคืออะไรยะเจ้าคนกะล่อน?”
“ตายจริง!!!...คุณชายหกจะกล้าเกินไปแล้วนะเจ้าคะ?”
“...มิกล้าเกินไปดอกเพราะสองคนนี้มีอะไรๆลึกซึ้งกว่าที่เราคิดมาก...มากอย่างคาดมิถึงเลยเทียว”
“เดี๋ยวเถอะ!!!”
“คือ...คือผมเห็นมีอะไรติดอยู่เลยช่วยจับ...เอ้ย!!...ช่วยดึงออกให้”
“หนอย~~...จะมีอะไรติดที่ก้นพี่จริงๆก็คงมีแต่มือลามกของเธอเท่านั้นแหละ!!...รีบไปตามฝนมาเดี๋ยวนี้เลยนะจะได้กลับบ้าน”
“ครับๆๆ”
“...ผู้ชายไร้เสน่ห์!!”
“....................................................”
“คุณเอกคเชนทร์น่ะหรือเจ้าคะผู้ชายไร้เสน่ห์?”
“...เราพอจะเข้าใจถึงความหมายนี้แต่ยังมิแน่ใจ...ไหม...เจ้าช่วยเอากล่องขนมเค้กไปมอบให้เอกคเชนทร์แทนเราที”
“เจ้าค่ะ”
“ถ้าเขาถามก็บอกไปว่าหาได้มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากเป็นของเหลือจากร้านเบเกอรี่”
“เอ๊ะ!?...แต่เมื่อช่วงสายคุณหนูทำด้วยตนเองมิใช่...”
“ไหม!!”
“จะ...เจ้าค่ะ!!!”
(“...หากมันจริงก็สุดชั่วเลย”
“อื๋อ?”
“บาปกรรมมาก...มันไม่ได้แตกต่างอะไรกับผลักเมียตกตึกด้วยน้ำมือตัวเองเลยสักนิด...กูจะไม่มีวันให้อภัยไอ้คนแบบนี้หรอก!!!”)
...เอกคเชนทร์เอย--...เจ้ามิรู้ตัวดอกว่าคำพูดของเจ้านั้นช่วยดึงสติของเรากลับคืนก็เลยอยากจะมาขอบคุณทว่า...เปลี่ยนใจดีกว่า...
“เรียบร้อยเจ้าค่ะ”
“ว่าอย่างไรบ้าง?”
“ก็ขอบคุณๆหนูเจ้าค่ะแต่ดูเขาจะมีสีหน้าแปลกใจอยู่บ้าง”
“หึ!!...ความจริงเราอยากจะเตือนเอกคเชนทร์ไว้ด้วย”
“?”
“ไหมยังจำที่เราเคยพูดได้หรือเปล่า?...มิว่าใครก็ตามจงอย่าได้ประมาทสองนางแห่งโยนกอุดร”
“จำได้เจ้าค่ะ”
“โดยเฉพาะท่านพี่สุรีย์พรรณ...เรามั่นใจเหลือเกินนะว่านางจักมิสยบยอมเป็นลูกแมวเชื่องๆให้ผู้ใดลูบหัวล้อเล่นได้โดยง่ายดอกแลผลตอบแทนที่จะได้รับกลับคืนหากว่าทำให้นางผิดหวังนั้นก็ช่าง...หนักหนายิ่งนัก!!!!”
“พูดง่ายๆคือคุณชายหกริอาจจะเล่นกับไฟ?”
“อืม--...ถ้าทำเล่นๆมิจริงจังประดุจหมาหยอกไก่....เขาจักเคราะห์ร้ายสุดชีวิตอย่างแน่แท้”
..................................
“ทั้งสองคนหายไปไหนมามิทราบ?”
“ท่านพี่!...คือน้อง...”
“ลืมไปแล้วหรือไงว่ายังจะต้องถูกลงโทษอีกน่ะ?”
“เอ๊ะ?...แต่เมื่อคืนท่านพี่ก็...”
“เมื่อคืนก็ส่วนเมื่อคืนเอามารวมกันไม่ได้!!...ฮึๆๆ...กว่าพี่จะไปเข้าเวรก็ช่วงหัวค่ำโน่นเพราะงั้น...มาซะดีๆ”
“เช่นนั้นไหม...ขอตัวก่อน”
“แน่ะ!?...หล่อนห้ามไปไหนเลยนะยะ!!!”
“นะ...นี่ดิฉันต้องโดนด้วยหรือเจ้าคะ?”
“เจ้าจะทิ้งเราให้รับศึกหนักอยู่เพียงผู้เดียวได้อย่างไรเล่า?”
“ไม่ต้องเกี่ยงงอนกัน--...ทั้งคู่นั่นแหละ!!...รู้มั้ยว่ากว่าที่ฉันจะดับกองไฟที่พวกเธอก่อขึ้นนี่มันยากลำบากแค่ไหน?”
“มิเห็นจะยากลำบากแต่อย่างใดเลย...”
“จริงด้วยเจ้าค่ะ!!...คุณหนูใหญ่น่ะก็แค่อยากทำเรื่องลามกกับ...”
“หนวกหู!!!...จนกว่าฉันจะพึงพอใจพวกเธอไม่มีสิทธิ์บ่นหรือปฏิเสธ”
“ท่านพี่ล่ะก็~~”
“คุณหนูใหญ่~~”
“ทั้งคู่เข้าไปรอข้างในเลย...อ้าว!?...เอ้จะกลับแล้วเหรอ?”
“ขอรับ...ท่านแม่โทรมากำชับว่าเมื่อเสร็จธุระทางนี้แล้วให้รีบกลับ”
“อะไรกันๆ...อีกประเดี๋ยวสวนดอกไม้ต้องห้ามก็จะเปิดให้เชยชมแล้วนะจ๊ะ”
“ฮ้า!!!!”
“จะไม่อยู่ชื่นชมความหอมหวานของกลีบดอกไม้น้อยใหญ่อีกสักหน่อยหรือไง?”
“อยู่ขอรับ!!...กระผมจะอยู่แน่นอนขอรับ!!!”
“คุณเอ้!!!!”
“อึ๋ย~~”
“ฮะๆๆๆๆ...ท่าทางหนูนิดจะไม่ยอมให้เอ้อยู่ต่อแฮะ”
“นิดจ๋า!!...ขอเวลาอีกสักชั่วโมงก็ได้”
“มิได้เจ้าค่ะ!!!...นายหญิงอรศินีย์สั่งให้คุณเอ้กลับบ้านทันที”
“งั้นแค่ครึ่งชั่วโมงก็ยังดี~~”
“ห้ามต่อรองเจ้าค่ะ!!!”
“เรื่องของเรื่องคือหนูนิดหวงเธอต่างหาก...ไม่มีอะไรซับซ้อนหรอก”
“ท่านพี่สุริยาวรรณจะกลับโยนกประจิมแล้วหรือเจ้าคะ?”
“โอ้!?...น้อง...น้องนางศรมุกดา...นั่งแบบนั้น...เห็นกลีบดอกไม้ชัดเลย”
“กำลังชำระร่างกายเจ้าค่ะ...ท่านพี่จะลงโทษน้องกับไหมอีกแล้ว”
“ถ้าพลาดล่ะก็...นะ...น่าเสียดายยิ่งนัก!!!...เอ่อ--...นิดจ๊ะ”
“อย่ามัวชักช้าเจ้าค่ะ!!!!”
“โธ่~~”
“ยังมีโอกาสหน้าอีกน่า--...สวนดอกไม้ต้องห้ามแห่งนี้จะรอต้อนรับเอ้เสมอ”
“แน่นะขอรับ?...ท่านพี่ศรเพทายอย่าหลอกกระผมนะขอรับ!?”
“แล้วพี่เคยหลอกเธอตอนไหนมั่งล่ะ?...อย่างเมื่อคืนเธอก็ทำอะไรๆกับพี่...แหม~~...ดุเดือดไม่ใช่น้อยเลยนี่!?”
“แต่มันยังมิหนำใจเลย...ครั้งหน้ากระผมจะมาอีกนะขอรับ...อีกมินานต่อจากนี้แน่นอน!!!!”
“รีบไปเจ้าค่ะ!!!”
“ยะ...อย่าลากสิ~~”
................................
...ตัวอย่างในตอนหน้า...

“สมมติถ้ากูเป็นมึงนะจะไม่ปล่อยให้พี่แคทกับน้องฝนหลุดมือหรือรอให้หมาคาบไปแดกหรอก!!!”
“ทั้งๆที่พวกเธอเป็นพี่น้องของมึงรึ?”
“พี่น้องแล้วยังไงวะไม่ใช่ผู้หญิงเรอะ?...กูน่ะจะประหลาดใจมากหากมึงพูดว่าไม่เคยคิดอะไรกับพวกเธอ”
..............................................
“ผิดแล้วพี่!!...ลูกพี่ลูกน้องของผมไม่ได้สวยอะไรขนาดนั้น...ลือกันมาผิดๆแล้วล่ะ”
“แต่พี่ได้ยินว่าพี่สาวนายที่ชื่อแคทน่ะสวยสุดยอดไปเลยนี่หว่า?”
“โอ้ยไม่จริงๆ!!...พี่แคทน่ะทั้งอ้วนตุ๊ต๊ะ,ขี้บ่นอย่างกับคุณป้า,ตัวก็ดำแถมจู้จี้จุกจิกพูดมากอีก”
..............................................
“ฉันน่ะเหรออ้วนตุ๊ต๊ะ?...ขี้บ่นเหมือนคุณป้า?...ตัวดำและก็จู้จี้พูดมาก?...คนอย่างฉันเนี่ยนะ?”
“เอ่อ--...พี่แคท...ผม...ผมอธิบายได้นะครับ...อย่าเพิ่งทำหน้าน่ากลัวแบบนั้นสิ”
“อยากรู้จริงๆว่าฉันจะต้องต่อยสักกี่หมัดนะฟันของผู้ชายปากเสียอย่างเธอถึงจะร่วงหมดจนไม่เหลือสักซี่?”

..........................................................................

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 05, 2017, 11:15:05 pm โดย kaithai »

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ