เทพมารสะท้านทรวง ตอนที่ 2 - นางฟ้าโปรยบุปผา

เทพมารสะท้านทรวง ตอนที่ 2 - นางฟ้าโปรยบุปผา

  • 1 ตอบ
  • 11791 อ่าน
*

ออฟไลน์ assasin008

  • Junior Member
  • ***
  • 291
  • 28602
    • ดูรายละเอียด
คุยเรื่อยเปื่อย

อย่างที่บอกนะครับ ว่าเรื่องนี้เขียนทิ้งไว้นานแล้ว และอยู่ในสถานะดอง
แต่ลองเอาแปะดู เพราะมีคนอยากลองอ่าน
หากอ่านแล้วเกิดอาการค้างคาหรืออย่างไรก็ต้องขออภัยเอาไว้ล่วงหน้า ณ ที่นี้ด้วย

เทพมารสะท้านทรวง ตอนที่ 2 - นางฟ้าโปรยบุปผา
...................................................................................
Assasin008

ปลายฤดูหนาว รัชสมัยราชวงศ์ถัง
 
ยุทธภพอยู่ในห้วงฝันร้ายแห่งการแก่งแย่งชิงอำนาจระหว่างค่ายพรรค ชาวยุทธ์ต่างพากันแบ่งขั้ว
ออกเป็นสองฝักสองฝ่าย อันได้แก่ฝ่ายธรรมะที่ประกอบด้วย วัดเส้าหลิน บู๊ตึ๊ง ง้อไบ๊ พรรคกระยาจก
และตระกูลถัง

ในขณะที่ฝ่ายอธรรมนั้นประกอบไปด้วยพรรคเล็ก พรรคน้อยจำนวนมาก และมีพรรคใหญ่เพียงสาม
ค่ายพรรค อันได้แก่พรรคมารฟ้าเก้าจันทรา พรรคอสูรตะวันแดง และพรรคปลาวาฬ (โจรสลัดทะเลใต้)

พรรคมารฟ้าเก้าจันทราได้ชื่อว่าเป็นค่ายพรรคที่ซุกซ่อนตัวตนอยู่ในเงามืดอันลึกลับและน่าหวาด
กลัวที่สุด ทั้งนี้เพราะสมาชิกทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นสตรีโฉมสะคราญน่าทะนุถนอม กระนั้นสตรีเหล่า
นั้นกลับล้วนแล้วแต่มีฝีมือเชิงยุทธ์สูงเยี่ยมมิแพ้บุรุษเพศ ทั้งยังเชี่ยวชาญการใช้เสน่ห์ยั่วเย้าหลอก
ลวงล้วงข้อมูล และลอบสังหารเป้าหมายอย่างเลือดเย็นโดยที่เหยื่อแทบมิทันได้รู้ตัว

มิมีผู้ใดทราบแน่ชัดว่าพรรคมารฟ้ามีจำนวนสมาชิกมากน้อยเพียงใด หรือแม้แต่สถานที่ตั้งของค่าย
พรรค สิ่งที่ผู้คนในยุทธภพรับทราบนั้นมีแต่เพียงว่าสมาชิกทุกคนของพรรคมารฟ้าคือสตรีเพศ เนื่อง
จากนั่นเป็นกฎเหล็กของผู้ก่อตั้งที่ประกาศเอาไว้ว่าห้ามสอนวรยุทธ์ หรือให้บุรุษเพศอยู่ในที่ทำการ
ของพรรคใหญ่โดยเด็ดขาดนั่นเอง

กระนั้นกฎเหล็กที่ถูกบัญญัติเอาไว้ ก็ได้ถูกทำลายไปแล้วห้าส่วน เพราะเด็กชายผู้หนึ่งได้อยู่อาศัย
และเติบใหญ่มาในสำนักแห่งนี้ตั้งแต่แรกเกิดจนอายุครบ 15 ขวบปีแล้ว ส่วนที่กล่าวว่าครึ่งหนึ่งนั้นก็
คือแม้จะสามารถอยู่อาศัยได้ แต่เด็กน้อยผู้นั้น กลับมิเคยได้รับการสั่งสอนวรยุทธ์ใด ๆ จากทางสำนัก
เลยแม้แต่กระบวนท่าเดียว

...................................................................................
 
ร่างสูงใหญ่กำยำเกินวัยของอี่เทียนฟงเดินย่ำเท้าลัดเลาะอ้อมไปตามโขดหิน สองหัวไหล่แข็งแรง
ของมันสุมทับไว้ด้วยไม้ฟืนที่ถูกมัดรวบเอาไว้สองกองใหญ่จนหนักมิใช่น้อย กระนั้นเด็กน้อยวัยสิบ
ห้าขวบปีที่ไร้วรยุทธ์ผู้นี้กลับมีเรี่ยวแรงพละกำลังสามารถแบกหามไต่เดินขึ้นเนินสูงไปได้อย่างไม่
กินแรงมากนักทั้งนี้เพราะนี่คือสิ่งที่มันต้องกระทำทุกวันมาตั้งแต่จำความได้

ตื่นเช้าตรู่ไปตัดต้นไม้เพื่อนำมาทำเป็นไม้ฟืน จากนั้นก็ต้องขนไม้ฟืนไปตามโรงครัวและสถานที่อื่น
เท่าที่จำเป็น ซึ่งกว่าจะกระทำการทุกอย่างได้เรียบร้อยก็แทบจะถึงยามเย็นแล้ว

เทียนฟง หยุดยืนบนโขดหินอันสูงลิบก้อนหนึ่ง ดวงตาของมันเหม่อมองไล้ไปตามแนวเทือกเขาและ
ผืนดินสีขาวโพลนที่ทอดยาวไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา ที่แท้ตัวมันกำลังยืนอยู่บนยอดเขาสูงลิบแห่ง
หนึ่ง ซึ่งมันไม่ทราบด้วยซ้ำว่าที่แห่งนี้คือที่ใด สิ่งที่มันรู้มีเพียงว่าที่นี่เป็นที่ตั้งของสำนักมารฟ้าเก้า
จันทราอันเลื่องชื่อ

สิบห้าปีที่ผ่านมามันไม่เคยมีโอกาสได้ออกไปสัมผัสกับโลกภายนอกด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะกฎของสำนัก
ได้ตราเอาไว้อย่างชัดเจน ว่าผู้ที่จักสามารถเข้าออกสำนักได้นั้นมีบุคคลเพียงสอบประเภทเท่านั้น แบบ
แรกนั้นคือต้องมีวรยุทธ์กล้าแข็งพอที่จะผ่านการทดสอบจากผู้คุ้มกฎได้เสียก่อน หรือแบบที่สองก็คือ
บุคคลที่สิ้นลมหายใจแล้วเท่านั้น

เทียนฟง ทอดถอนลมหายใจออกมาเป็นละอองสีขาวคราหนึ่ง เด็กน้อยที่ไม่มีโอกาสร่ำเรียนวรยุทธ์
เช่นมัน จะอย่างไรก็มิมีทางผ่านการทดสอบไปได้ กระนั้นมันก็คงมิอาจอดทนรอจนตนเองสิ้นลมหายใจ
เพื่อที่จะได้ออกไปจากที่แห่งนี้เป็นแน่ แต่จักให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อมันเองก็คงไม่มีปัญญาที่จะหลบ
หนีผ่านเวรยามอันเข้มงวดเหล่านี้ไปได้แม้แต่เพียงก้าวเดียว

เสียงตวาดเจื้อยแจ้วของสตรีเพศที่ดังขึ้นดึงดูดจนเทียนฟงทอดถอนสายตาจากทิวทรรศน์อันเวิ้งว้าง
ของเทือกเขาสูงหันต่ำไปมองทางต้นเสียง ที่แห่งนั้น เด็กสาวอาภรณ์สีชมพูสดใสกำลังยืนทรงกายอยู่
บนเส้นเชือกเส้นเล็กที่พาดขึงอยู่ระหว่างกลางขอบเหวด้วยปลายเท้าเพียงข้างเดียว

ร่างของเด็กสาวแกว่งไกวไปตามแรงลมหุบเขาที่กรรโชกใส่อย่างน่าหวาดเสียว ซ้ำร้ายดวงตาของเด็ก
สาวยังถูกผ้าสีดำโพกปิดเอาไว้ด้วยอีกหนึ่งชั้น ซึ่งหากผิดพลาดร่วงหล่นลงไปแล้ว เด็กสาวแสนงดงาม
ผู้นี้คงต้องกระแทกกับโขดหินจนร่างแหลกเละเป็นแน่

อี่เทียนฟงเบิกตากว้างแทบลืมหายใจด้วยความรู้สึกเป็นห่วง เพราะเด็กสาวแสนสวยที่ยืนบนเส้นเชือก
ในสภาพที่ถูกปิดตาอยู่นั้นก็คือ เฉินเหม่ยลี่ (สตรีอันงดงาม) ผู้ซึ่งเป็นคู่นอนของมันในค่ำคืนที่ผ่านมานั่นเอง
ในยามที่เทียนฟงยังคงรู้สึกใจหายวาบอยู่นั้น บนโขดหินทั้งสองฟากข้างของปลายเส้นเชือกก็ปรากฎ
สตรีสี่นางตวัดมือสะบัดส่งอาวุธนานาชนิดพุ่งเข้าใส่เหม่ยลี่ที่ยืนอยู่กลางหุบเหวจากทิศทางที่แตกต่าง
กันอย่างพร้อมเพรียง

ประกายวิบวับสีเงินยวงสะท้อนแสงแดดกระจายเกลื่อนทั่วฟ้า และดูสวยงามดุจหยาดพิรุณพราวพร่าง
เทียนฟงคงอยากจะนั่งดูความสวยงามเหล่านี้อีกเนิ่นนาน หากมิใช่ว่าประกายสีเงินเหล่านั้นคืออาวุธร้าย
เช่นเข็มบิน และตะปูดูดเลือดที่กำลังพุ่งตรงเข้าเชือดเฉือนเรือนร่างอันบอบบางของเด็กสาวคู่รักของมัน

เวลาเพียงชั่วกระพริบตาที่เทียนฟงแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าอาวุธเหล่านั้นประกอบด้วยอะไร และมีจำนวนกี่
ร้อยชิ้นนั้น เหม่ยลี่ที่ถูกปิดดวงตาเอาไว้พลันตวาดส่งเสียงเจื้อยแจ้วออกมาอีกครา ร่างบอบบางกระโดด
หมุนตัวบนเส้นเชือกราวกับลูกข่าง ฝ่ามือขาวผ่องละมุนทั้งสองข้างพลิกคว่ำแล้วหงายก่อนสะบัดวูบด้วย
ท่วงท่าราวเทพธิดาโปรยบุปผา หากสิ่งที่ถูกปรายโปรยนั้นกลับปรากฎเป็นประกายสีเงินยวงวิบวับระยับ
กระจายไปทั่วบริเวณ

ประกายสีเงินที่พุ่งออกจากสองมือของเด็กสาว กระแทกประทะเข้ากับประกายสีเงินที่พุ่งเข้าหาส่งเสียง
ดังเคร้งคร้างระรัว จากนั้นก็ปรากฎประกายสีเงินยวงกลุ่มใหญ่ร่วงหล่นกราวลงไปในหุบเหว วินาทีนั้นเด็ก
สาวอาภรณ์สีชมพูก็หมุนคว้างพริ้วกายลงยืนบนเส้นเชือกด้วยปลายเท้าในท่วงท่าอันสวยงามเช่นเดิม ราว
กับว่ามิเคยได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายแม้เพียงปลายก้อย

เด็กสาวแสนสวยที่ยืนหยัดมั่นคงบนเชือกเส้นขนาดเล็กท่ามกลางประกายแสงของอาวุธลับคร่าชีวิตที่
กำลังร่วงหล่นสู่ผืนดินจึงแลดูคลับคล้ายนางฟ้าแสนสวยที่ลอยตัวเหินบินอยู่ท่ามกลางดวงดาวในยาม
ค่ำคืนก็มิปาน เทียนฟงที่กำลังจ้องมองด้วยดวงตาเหม่อลอยชื่นชมก็คือผู้หนึ่งที่คิดเช่นนั้น

"ใช้การมิได้ เจ้าเป็นถึงลูกศิษย์อันดับหนึ่งแห่งหอบุปผาลับของข้า แต่ใยเจ้ากลับใช้การมิได้ถึงเพียงนี้
ข้าย้ำนักย้ำหนามิใช่หรือ ว่ากระบวนท่านางฟ้าโปรยบุปผานั้นจักต้องสามารถรับมือการจู่โจมจากทั่วทุก
ทิศทางได้ในคราเดียว แต่นี่เจ้ากลับพลาดพลั้งปล่อยให้เข็มบินเล่มหนึ่งหลุดรอดเข้าไปได้เยี่ยงไร เช่น
นี้แล้วการประลองยุทธ์เฟ้นหาศิษย์เอกในคืนพระจันทร์เต็มดวงที่จะถึง ตัวเจ้าซึ่งเป็นความหวังของเรา
คงไม่แคล้วได้เพียงอันดับสี่เช่นเดิมกระมัง"

เสียงตวาดด่าทอของสตรีนางหนึ่งแทบทำลายบรรยากาศของนางฟ้าอันแสนงดงามไปเสียจนหมดสิ้น
เทียนฟง ถลึงตามองไปยังสตรีวัยกลางคนต้นเสียงด้วยความโกรธแค้นแทนสตรีของตน กระนั้นมันก็
ทำได้แค่เพียงจ้องมองและด่าทอบรรพบุรุษของสตรีนางนั้นอยู่ในใจ เพราะสตรีนางนั้นคือหนึ่งในสี่ผู้
คุ้มกฎแห่งหอบุปผาลับที่มีศักดิ์ฐานะเพียงเป็นรองจากเจ้าสำนัก

"ศิษย์ขออภัย ศิษย์ยังอ่อนด้อยความสามารถยิ่ง"

เฉินเหม่ยลี่ ปลดผ้าสีดำที่คาดดวงตาทั้งสองข้างออก ก่อนกระโดดพริ้วกายจากเส้นเชือกมายืนเบื้อง
หน้าสตรีโฉมสะคราญที่มีแววตาแฝงความดุร้ายดุจนางแมวป่าผู้นั้น บัดนี้เทียนฟงจึงค่อยพบว่าต้นขา
อันขาวผ่องของเหม่ยลี่นั้นปรากฎเลือดสีแดงสดไหลซิบออกมา ที่แท้แล้วมีเข็มเล็ก ๆ เล่มหนึ่งปักลึก
เข้าไปในเลือดเนื้ออ่อนละมุนของเด็กสาว

"โอ๊ยย ... "

เหม่ยลี่ร้องเสียงหลงร่างสะท้านคราหนึ่ง เมื่อเข็มเล่มเล็กนั้นโดนอาจารย์ของเธอถอนดึงออกไป ก่อน
จะโดนโปะด้วยตัวยาห้ามเลือดบนบาดแผลที่มีโลหิตไหลริน

"เราห้ามเลือดให้แล้ว เจ้าจงไปนอนพักผ่อนเสียให้มาก รุ่งเช้าจึงค่อยมาฝึกฝนใหม่อีกครั้ง ... ไปได้แล้ว"

สิ้นเสียงตวาดอันดังของผู้เป็นอาจารย์ เหม่ยลี่ก็ก้มศรีษะน้อมคำนับ ก่อนเดินคอตกอ้อมไปอีกทางหนึ่ง
เทียนฟงเห็นเช่นนั้นก็รีบแบกไม้ฟืนเร่งเดินอ้อมลัดเลาะกระโดดตามโขดหินไปยังทิศทางเดียวกับที่คู่รัก
ของตนก้าวเดินนำไปก่อน


...................................................................................

เทียนฟงหอบหิ้วไม้ฟืนวิ่งกระโจนไปตามโขดหินจนเหงื่อชุ่มโชก หากก็ยังมิอาจเห็นแม้เพียงเงาแผ่นหลัง
อันบอบบางของเหม่ยลี่ ทั้งนี้เพราะมันมิได้เรียนรู้วรยุทธ์อย่างวิชาตัวเบาเช่นที่เหม่ยลี่ได้ร่ำเรียน อีกทั้งยัง
มีไม้ฟืนอันหนักอึ้งที่ถ่วงพันธนาการมันเอาไว้อีกชั้น เทียนฟงจึงได้แต่ทอดถอนหายใจยอมแพ้และหยุดยืน
หอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนตรงขอบหน้าผาสูงชันแห่งหนึ่ง

ขณะที่ยังมิทราบว่าจะไปค้นหาตัวเหม่ยลี่ได้จากที่ใดนั้น ก็พลันปรากฎเสียงร้องไห้กระซิกอันแผ่วเบาแว่ว
มาตามสายลมที่โกรกพัดไหว เทียนฟงเร่งรีบวางไม้ฟืนที่หอบหิ้วอยู่แล้วเดินลัดเลาะไปตามขอบเหวอันน่า
หวาดเสียว ก่อนจะพบว่าเด็กสาวในอาภรณ์สีชมพูที่มันตามหานั้นกำลังนั่งขดตัวร้องกระซิกอยู่ข้างขอบเหว

"เม่ยเม่ย (น้องสาว)ของข้าพเจ้า เจ้าบาดเจ็บ เป็นอะไรหรือไม่"

เทียนฟงกล่าวถามพร้อมเดินเข้าไปโอบกอดร่างบอบบางด้วยห่วงใย

"อี่เกอเกอ (พี่ชายแซ่อี่) ... ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า ... ข้าพเจ้ากลับอ่อนด้อยไร้สามารถใช้การมิได้อย่างยิ่ง ...
ฮือ ฮือ ฮือ ..."

เด็กสาวเมื่อรับทราบว่าผู้มาเป็นใครก็โผซุกเข้าไปในอ้อมกอดของเด็กชาย ก่อนส่งเสียงร่ำไห้โฮออกมา
อย่างสุดกลั้น ด้านเด็กชายก็โอบกอดปลอบประโลมปล่อยให้เด็กสาวร่ำไห้จนสงบลงแล้วค่อยกล่าวปลอบ
ใจขึ้นมาว่า

"ผู้ใดบังอาจดุด่าเฮ่าเม่ยเม่ย(น้องสาวอันแสนประเสริฐ)ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปเสี่ยงชีวิตกับมันเอง"

"เกอเกอ ท่านอย่าได้ทำสิ่งใดแล้ว หาได้มีผู้ใดดุด่าว่ากล่าวข้าพเจ้าไม่"

"มิได้ดูด่าเช่นไร ข้าพเจ้ากลับเห็นอาจารย์นางมารปากสุนัขของเจ้าดุด่าว่ากล่าวเจ้าราวกับเป็นสุกรสุนัข"

"... เกอเกอ ... ท่านทราบได้เยี่ยงไร ? แต่นั่นเป็นเพราะข้าพเจ้าไร้ความสามารถเองทั้งสิ้น อย่าได้ว่ากล่าว
อาจารย์ของข้าพเจ้าแล้ว"

"ไร้ความสามารถเช่นไร ... หากอัจฉริยะเช่นเจ้าเรียกว่าไร้ความสามารถ ข้าพเจ้าที่ไร้วรยุทธ์คงเป็นได้เพียง
หนอนเน่าในโคลนตม ... จากประวัติศาสตร์ราวสองร้อยปีตั้งแต่ก่อตั้งสำนักมา มีผู้คนเพียงห้าคนที่สำเร็จ
ยอดวิชาเช่นนางฟ้าโปรยบุปผา อีกทั้งยังมิเคยมีใครสำเร็จวิชาได้ก่อนอายุ 40 แม้แต่เพียงผู้เดียว ... ยกเว้น
เพียงแต่นางปีศาจเฒ่าเจ้าสำนักรุ่นปัจจุบันเท่านั้นที่สำเร็จได้ตั้งแต่อายุ 15 ขวบปี"

"เกอเกอของข้าพเจ้ากลับรอบรู้ยิ่ง ท่านทราบเรื่องราวเหล่านี้ได้เยี่ยงไร ท่านคงมิได้แต่งเติมเรื่องราวมา
ปลอบประโลมใจข้าพเจ้ากระมัง"

เด็กสาวหยุดร้องไห้เงยหน้าใช้ดวงตาอันกลมโตสดใสจ้องมองเด็กชายด้วยความรู้สึกทึ่งและชื่นชม

"เรื่องราวเหล่านี้ถูกบันทึกอยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์ของสำนักอย่างไรเล่า ข้าพเจ้าอ่านจนจำได้แม่นยำยิ่ง"

"บันทึกเหล่านั้นจัดเก็บอยู่ในหอตำราหวงห้ามที่อณุญาติเพียงระดับผู้คุมกฎและเจ้าสำนักมิใช่หรือไร เกอเกอ
ท่านกลับสามารถเข้าไปได้"

"ผู้ใดใช้ให้บิดาต้องทำหน้าที่รักษาความสะอาดในห้องหอตำราทั้งหมดเล่า เมื่อกล้าให้ข้าพเจ้าเข้าไป ข้าพ
เจ้าก็กล้าอ่านตำราลับเหล่านั้นเสียให้หมด วันใดข้าพเจ้าได้ออกไปเบื้องนอก ข้าพเจ้าจะนำเรื่องราวไปป่าว
ประกาศโพนทนาเสียให้หมดสิ้น"

"อาา ... ที่แท้ท่านกลับอ่านตำราลับหมดสิ้นแล้ว ... ข้าพเจ้ากลับลืมเลือนไปว่าเกอเกอของข้าพเจ้าเป็น
หนอนหนังสือที่หิวโซยิ่ง เกอเกอของข้าพเจ้าคงอ่านตำรับตำราลับจนหมดสิ้นแล้วกระมัง"

เด็กสาวกล่าวถามพลางเบิกตากลมโตจ้องมองเด็กชายราวกับมิค่อยเชื่อเท่าไรนัก

"ยาโถวน้อย (คำด่าเด็กสาวว่าโง่เขลา) เช่นเจ้ากลับมิยอมเชื่อข้าพเจ้าหรือไร ... เช่นนี้ข้าพเจ้าจักพิสูจน์ให้
เจ้าดู ... หอบุปผาลับมีสุดยอดวิชาแห่งอาวุธลับสี่ท่วงท่าด้วยกัน ได้แก่ ... นางฟ้าโปรยบุปผา ... ประหารพัน
ก้าว ... ไร้รูปไร้เงา ... และ... แสงอรุณรุ่ง ใช่หรือไม่"

"โอออ ... เกอเกอ ... ท่านกลับรับทราบกระบวนท่าลับสุดยอดของหอบุปผาลับจนหมดสิ้น ..."

"เฮอะ มิใช่เพียงหอบุปผาลับหรอก ... ทุกสรรพวิชาของสำนักล้วนแล้วแต่ถูกบันทึกบรรยายในตำรับตำราแทบ
หมดสิ้น ... น่าแค้นใจก็เพียงสิ่งเดียว ... ที่มิมีบันทึกวิธีการฝึกปรือ กลับบันทึกเพียงรูปแบบเท่านั้น"

"เกอเกอ ท่านกลับยังมิยอมล้มเลิกความคิดที่จะฝึกวรยุทธ์ของสำนักอีกหรือไร ... ท่านเจ้าสำนักมีคำสั่งไว้
แล้วว่าหากมีผู้ใดกล้าฝ่าฝืนกฎสอนวรยุทธ์ให้แก่ท่านแม้สักกระบวนท่าเดียว คนผู้นั้นจักโดนสังหารทิ้ง และ
จักทำลายวิชาฝีมือ และเส้นเอ็นของท่านพี่ด้วย ... เกอเกอ ท่านอย่าได้คิดฝึกวิชาฝีมืออีกต่อไปแล้ว"

"บุรุษที่ไร้วิชาฝีมือจักปกป้องผู้ใดได้ ข้าพเจ้าเพียงต้องการวิชาไว้คุ้มครองผู้คนที่ข้ารัก อีกทั้งเพื่อผ่านการ
ทดสอบวรยุทธ์ของสำนักจากนั้นข้าพเจ้าก็จักสามารถมีอิสระออกไปโลกภายนอกได้เสียที"

"เกอเกอ ถ้าท่านจากไปแล้ว ข้าพเจ้าจะทำเช่นไรเล่า"

"ก็ไปกับข้าพเจ้าด้วยเช่นไรเล่า ข้าพเจ้าอยากท่องเที่ยวไปทั่วหล้ากับสตรีที่รู้ใจข้าพเจ้า"

"เกอเกอ .. ท่านทราบหรือไม่ว่าเหตใดข้าพเจ้าจึงตัดสินใจเข้าร่วมประลองยุทธ์ชิงตำแหน่งศิษย์เอกใน
ครานี้"

"ข้าพเจ้ากลับคิดว่า ยาโถวเช่นเจ้าคงโดนอาจารย์ของเจ้าบีบบังคับ ผู้ใดใช้ให้เจ้าเป็นเด็กอัจฉริยะมีฝีมือ
ล้ำหน้าบรรดาศิษย์พี่ที่ฝึกปรือมาหลายสิบปีกันเล่า"

"นั่นกลับถูกต้องเพียงส่วนหนึ่ง ... เกอเกอ ... ท่านทราบหรือไม่ว่า ที่ข้าพเจ้าตั้งใจฝึกฝนมาตลอดนั้น ...
ข้าพเจ้า ... ที่แท้ข้าพเจ้าทำเพื่อเกอเกอของข้าพเจ้า"

"เพื่อข้าพเจ้าหรือ ?"

"เกอเกอมิอาจฝึกวรยุทธ์ ข้าพเจ้าจึงต้องการเป็นผู้คุ้มครองดูแลเกอเกอ อีกทั้งหากข้าพเจ้าได้เป็นศิษย์
เอก และได้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักแล้ว... ข้าพเจ้า ... ข้าพเจ้า ... ข้าพเจ้าจักสามารถเลือกหาคู่ครอง
ของข้าพเจ้าได้ตามต้องการ มิต้องไปทอดเสน่ห์ยั่วยวนชายอื่นเพื่อผลประโยชน์ของสำนัก ... หากถึงเวลา
นั้น ... เกอเกอท่านจักยินยอมเป็นคู่ครองของข้าพเจ้าหรือไม่"

เหม่ยลี่ กล่าวพลางโอบแขนทั้งสองข้างกอดรอบคอของเทียนฟง ดวงตากลมโตจับจ้องมองส่งความรัก
อันหวานซึ้งอย่างมิมีปิดบัง เด็กสาวเผยออ้าเสนอริมฝีปากสีชมพูสดใสต่อเด็กชาย ทั้งยังแอ่นปทุมถันอัน
นุ่มแน่นอวบเกินวัยบดเบียดแนบเข้ากับแผงอกกำยำของเด็กชายไปพร้อมกัน

ความวาบหวามลึกซึ้งที่เด็กสาวส่งมอบให้แทบทำให้เด็กชายลืมสิ้นทุกสิ่งอย่าง แรกทีเดียวมันรู้สึกน้อย
เนื้อต่ำใจที่มิได้ฝึกปรือพลังฝีมือเช่นผู้อื่นในสำนัก กระนั้นมันกลับเพิ่งตระหนักได้ว่าความทุกข์ของมันช่าง
น้อยนิดยิ่ง หากต้องเทียบกับสิ่งที่เด็กสาวแสนสวยผู้นี้ต้องพบเจอ

เป็นที่ทราบกันว่า ลูกศิษย์ของสำนักมารฟ้าล้วนแล้วแต่ต้องฝึกปรือฝีมืออย่างหนักหน่วงเจียนตายเพื่อต่อสู้
แย่งชิงอำนาจให้กับพรรค มีไม่น้อยที่ถูกสั่งให้ใช้เรือนร่างเข้ายั่วเย้าบุรุษที่มีพลังอำนาจเพื่อสยบบุรุษเหล่า
นั้นเอาไว้ใต้ชายกระโปรง และเหม่ยลี่ของมันก็อาจจะต้องเป็นหนึ่งในสตรีเหล่านั้นในอนาคตที่ใกล้เข้ามา

ความนึกคิดอันสับสนหลากหลายโดนปัดเป่าจนกระเจิดกระเจิงหมดสิ้น เมื่อเด็กสาวเขย่งปลายเท้าประทับ
ริมฝีปากจิ้มลิ้มของนางบนริมฝีปากของเด็กชาย เทียนฟงโอบกอดลูบไล้แผ่นหลังเนียนนิ่มของเด็กสาวไป
พร้อมกับตอบสนองรสจูบอันหอมหวานอย่างเร่าร้อนรุนแรง


ไม่ทราบว่าสองคู่รักกอดจูบคลอเคลียจนเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด รู้แต่เพียงว่าริมฝีปากของทั้งสองนั้น
มิได้แยกห่างออกจากกันเลยแม้แต่ครั้งคราเดียว สองร่างยังคงโอบกอดแนบชิดอยู่ท่ามกลางสายลมของ
หุบเหวที่พัดโกรกกรรโชกโดยมิกริ่นเกรงต่อความหนาวเหน็บ

เทียนฟงจับประคองร่างบอบบางของเหม่ยลี่เอนลงนอนหงายข้างขอบเหวโดยที่ยังคงยึดครองริมฝีปากของ
นางเอาไว้ เสียงสวบสาบแผ่วเบาแว่วดังขึ้นเมื่ออาภรณ์เริดหรูสีชมพูของเด็กสาวโดนเด็กชายปลดเปลื้องออก
ไปอย่างเร่งร้อน เริ่มจากผ้ารัดเอวที่โดนกระชากดึงออกไป ตามมาด้วยเสื้อ และปราการด่านสุดท้ายเช่นผ้าชั้น
ใน ซึ่งยังดีอยู่บ้างที่เด็กชายไม่ลืมหยิบเอาก้อนหินมาวางทับเสื้อผ้าเอาไว้มิให้ปลิวลอยไปตามแรงลม มิเช่นนั้น
เมื่อเสร็จกามกิจเด็กสาวคงต้องย่ำแย่เพราะมิมีเสื้อผ้าสวมใส่แล้ว

"อืมมมม ... เกอเกอ ... อือออออออออ .... อูวววววววววววว"

เทียนฟงปลดปล่อยริมฝีปากของนางให้เป็นอิสระ ก่อนเปลี่ยนเป้าหมายที่ทรวงอกอวบเกินวัยของนาง ก้อน
เนื้ออันเต่งตึงเด้งสะท้อนของนางโดนเด็กชายใช้สองมือบีบขยี้ไปพร้อมกับดูดเม้มขบกัดจนเจ้าของร่างงาม
ดิ้นเร่ากระตุกอย่างสุขแสน ริมฝีปากบางเผยออ้าส่งเสียงร้องครวญครางผสานแว่วไปกับเสียงของสายลมหนาว
แห่งหุบเหวอย่างกลมกลืน

เทียนฟงละเลงปลายดรรชนีกดกระตุ้นจุดชีพจรชิงจวุงตรงกลางทรวงอก สลับกับนวดเฟ้นจุดอิ้วหยู่เสี้ยและ
จว่อหยู่เสี้ยที่อยู่ใต้ฐานทรวงอกด้านขวาซ้ายไปพร้อมกันตามเนื้อหาในตำราถงจื๊อ(สมสู่อภิรมย์)ที่มันเคยอ่าน
ศึกษามาจากหอตำราลับ มาตรแม้นว่าเด็กชายมิมีพลังลมปราณเข้าไปทะลวงจุดสำคัญเหล่านี้เพื่อให้ปรากฎ
ผลเต็มที่ หากนั่นก็มากเกินพอแล้วที่จะทำให้เด็กสาวแสนงดงามนางนี้สุขสมหฤหรรษ์จนกำลังภายในแทบ
แตกซ่าน

"โอวววว เกอเกอ ... ข้าพเจ้า ... ข้าพเจ้ามิอาจทานทนไหวแล้ว ... อูววววว ... เกอเกอ"

เด็กชายรับฟังซุ้มเสียงแฝงอารมณ์หฤหรรษ์ของเด็กสาวด้วยหัวสมองอันพองโต มันอยากจะเล้าโลมเด็กสาว
ให้สุขสมมากกว่านี้ หากแต่ความสวยงามของเรือนร่างขาวผ่องกลับเร้าอารมณ์ของมันอย่างรุนแรงยิ่งจนแทบ
แตกระเบิดออก และเมื่ออดรนทนไม่ไหว เด็กชายก็ถอดกางเกงเก่าขาดของมันออก ก่อนจับสองขาขาวอวบ
ของเด็กสาวอ้าถ่างออก แล้วสอดใส่หัวมังกรของมันหยั่งลึกเข้าไปในกลีบหงส์อันร้อนรุ่มของเด็กสาว

เด็กชายวัยคึกคะนองขยับบั้นเอวบรรเลงเพลงกระบี่แห่งความใคร่ฟาดฟันเข้าใส่ร่างของเด็กสาวอย่างกลัดมัน
รุนแรง หากเด็กสาวก็โยกร่อนสะโพกผายผ่องเด้งตอบรับทุกกระบวนเพลงของเด็กชายอย่างมิยอมแพ้พ่าย

เด็กชายขยับควงบั้นเอวด้วยกิริยาที่แลดูคล้ายดิบเถื่อนรุนแรง หากความจริงแล้วแก่นกระบี่ของมันกลับกำลัง
ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปตามหลักการสมสู่อภิรมย์ของตำราถงจื๊อที่มันอ่านจนแตกฉาน แก่นกระบี่ทิ่มแทง
ครูดคราดกระตุ้นจุดสำคัญในร่องรักของเด็กสาวสลับไปมามิมีซ้ำซาก

แก่นกระบี่บ้างจู่โจมด้านซ้าย บ้างจู่โจมด้านขวา สลับบนล่าง บ้างลึก บ้างตื้น บ้างหนักหน่วง บ้างแผ่วเบา
บ้างบิดโยกบดคลึงขยี้กลีบหงส์อันงดงามของเด็กสาวจนยับยู่ย่น จึงกล่าวได้ว่าลีลากระบี่ใต้สะดือของเด็ก
ชายอ่อนวัยผู้นี้นับเป็นอันดับหนึ่งไม่เป็นสองรองใครได้อย่างมิต้องสงสัย

ภายใต้สุดยอดกระบวนท่าแห่งการสมสู่อภิรมย์นั้น เด็กสาววัยสิบห้าเช่นเหม่ยลี่จึงส่งเสียงหวีดร้องถึงจุดสุด
ยอดไปแล้วสองครั้งติดกัน และเมื่อใกล้จะสุขสมเป็นรอบที่สาม เด็กชายก็โหมร่ายรำเพลงกระบี่แห่งความ
ใคร่กระแทกกระทั้นเข้าใส่ด้วยเรี่ยวแรงสิบส่วนเท่าที่จะสามารถรีดเร้นออกมาได้

ปลายนิ้วเรียวงามของเด็กสาวอัจฉริยะด้านอาวุธลับกดจิกแผ่นหลังของเด็กชายผ่าฟืนจนเลือดซิบ หากเด็ก
ชายก็ยังคงตะบี้ตะบันร่ายรำแก่นกระบี่โดยมิสนใจความเจ็บปวด ความหฤหรรษ์ที่กำลังตอดรัดแก่นกระบี่ของ
มันนั้นเล่ากลับทำให้มันลืมเลือนแทบทุกสรรพสิ่ง


เทียนฟงอัดกระหน่ำแก่นกระบี่สอดลึกเข้าไปร่างของเด็กสาวสุดแรงเป็นการปิดท้าย ก่อนส่งเสียงร้องครางอูววว
ออกมาพร้อมกับน้ำพิสุทธ์ที่ระเบิดทะลักหลั่งไหลเข้าไปในร่างของเด็กสาว และนั่นก็เป็นเวลาเดียวกับที่อารมณ์
ของเด็กสาวไต่ทะยานไปจนถึงสุดยอดแห่งสรวงสวรรค์เป็นครั้งคราที่สาม

ลมหนาวพัดวูบไหวมาอีกครา เกร็ดหิมะสีขาวเริ่มโปรยปรายร่วงหล่นลงมาจากผืนฟ้าที่เริ่มมืดทึม หากสองร่าง
ของเด็กชายและเด็กสาวกลับยังคงกอดจูบลูบไล้ซึ่งกันและกันอยู่บนขอบเหวอย่างมิสนใจสิ่งอื่นใด ซึ่งเพียงมิ
เนิ่นนานนัก บั้นเอวของเด็กชายก็ค่อยเริ่มขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวบรรเลงเพลงกระบี่ขึ้นมาอีกครา โดยที่เด็กสาว
แสนสวยก็พรักพร้อมร่อนสะโพกตอบสนองกระบวนท่าลีลารักอย่างมิยอมแพ้ เสียงครวญครางอันสุขสันต์จึงแผ่ว
แว่วขึ้นมาอีกครา โดยมิมีผู้ใดตอบได้ว่าทั้งสองจักหยุดลงเมื่อใด

 
................................................................................................
 


*

ออฟไลน์ attosang

  • Junior Member
  • ***
  • 429
  • 372
    • ดูรายละเอียด
Re: เทพมารสะท้านทรวง ตอนที่ 2 - นางฟ้าโปรยบุปผา
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 16, 2016, 03:39:05 pm »
ขอบคุณมากครับ ตอนนี้กำลังเริ่มเสียดายแล้วที่จะไม่มีตอนต่อเพราะมันสนุกมากครับ

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ