อาจาง ย้อนเวลา ตอนที่ 10

อาจาง ย้อนเวลา ตอนที่ 10

  • 7 ตอบ
  • 8565 อ่าน
*

ออฟไลน์ nonstopper

  • Full Member
  • **
  • 175
  • 1465
    • ดูรายละเอียด
อาจาง ย้อนเวลา ตอนที่ 10
« เมื่อ: สิงหาคม 03, 2015, 01:06:43 AM »
     อาจางใช้เวลาที่เหลือก่อน ตำหนักเทพโอสถ เปิดรับศิษย์รุ่นใหม่ไปกับการพักผ่อนรักษาบาดแผล โดยมีฮูหยินจางคอยเข้ามาดูอาการตลอดทั้งวัน และมีชุยถงคอยอยู่ดูแล ตลอดเวลา ทั้งล้างแผล เปลี่ยนยา และอาหารบำรุงราคาแพงมากมาย เวลาเพียง 3 วัน บาดแผลบนต้นขาก็หายสนิทแทบไม่เห็นร่องรอยบาดแผลที่ถูกฟันอีก อาจางสามารถกลับมาเดินได้ตามปกติไม่มีอาการใดๆหลงเหลือ ทั้งยังรู้สึกกระชุ่มกระชวยด้วยซ้ำเพราะได้พักผ่อนร่างกายอย่างเพียงพอ ทั้งยังได้ทานยาบำรุงชั้นดีมากมาย แม้จะใช้แรงไปกับชุยถงบ้างแต่เป็นฝ่ายชุยถงเสียมากกว่าที่เป็นคนออกแรงบริหารริมฝีปาก

     อาจางออกจากบ้านมาแต่เช้า หลังจากกล่าวอำลาฮูหยินจางเรียบร้อยแล้ว โดยนั่งรถม้าคันเดิมมี เซียงยี่ เป็นคนขับ มีชุยถงตามมาด้วยเช่นเคยนั่งอยู่ด้านข้างอาจาง ด้านหลังรถม้าที่อาจางโดยสารอยู่มีเทียมเกวียนตามมาด้วย 1 เล่ม โดยบรรทุกเสื้อผ้าของอาจางและชุยถงเอาไว้ และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มีทหารคอยคุ้มกันขบวน เพราะ ตำหนักเทพโอสถนั้นต้องใช้เวลาเดินทางจากบ้านอาจางหลายชั่วยาม ฮูหยินจางจึงให้อาจางย้ายไปอาศัยอยู่ยังบ้านอีกหลังซึ่งฮูหยินจางพึ่งซื้อมาใหม่ใกล้กับตำหนักเทพโอสถโดยฮูหยินจางได้จัดการเอาไว้ก่อนแล้วตั้งแต่อาจางขออนุญาตเข้าเรียนที่นี่

     อาจางรู้สึกตื่นเต้นกับการที่ตนเองกำลังจะได้เข้าเรียนวิทยายุทธ เมื่อก่อนอาจางเคยฝันเอาไว้ว่าอยากลองเป็นจอมยุทธใช้วิชาตัวเบา เหาะเหินเดินอากาศแบบในนิยายกำลังภายในที่เคยอ่านผ่านตามาบ้าง ไหนจะวิชาสกัดจุดที่เพียงลงมือก็สามารถทำให้ศัตรูลงไปนอนนิ่งกับพื้นได้ทันที แค่เพียงคิดฝันทำเอาเวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนชุยถงเข้ามาเขย่าตัวเรียก

     “คุณหนู ใกล้จะถึงแล้ว”

     อาจางที่กำลังวาดฝันอยู่ว่าตนจะฝึกวิชาสกัดจุดไปใช้กับ 2 สาวฝาแฝดยังไงดีอยู่ค่อยรู้ตัว รับคำคราหนึ่ง

     “อ่ะ เดี๋ยวก่อน เจ้ารู้ได้ยังไงว่าเราใกล้ถึงแล้ว” อาจางเกิดสงสัยขึ้นมาเพราะฮูหยินจางบอกว่าบ้านหลังนี้พึ่งซื้อมาไม่กี่วัน ชุยถงที่อยู่กับเขาตลอดไม่น่าจะเคยมาที่นี่
     ชุยถงนิ่งไปซักพักค่อยตอบ “... คือ ฮูหยินบอกสถานที่คร่าวๆที่บ่าวฟังก่อนเดินทางมาแล้ว บ่าวจึงพอทราบตำแหน่งอยู่บ้าง โดยบ้านที่ฮูหยินซื้อเอาไว้นั้นอยู่ที่ตีนเขา ของตำหนักเทพโอสถ ซึ่งเมื่อสักครู่บ่าวเห็นภูเขาสูงทางขวามือจึงคิดว่าพวกเราน่าจะเดินทางใกล้ถึง ‘ภูเขาหมื่นโสม’แล้ว”

     อาจางมองออกไปนอกหน้าต่างทางขวามือ เห็นภูเขาสูงเสียดฟ้าบนยอดปกคลุมไปด้วยก้อนเมฆที่ลอยผ่านมาจนไม่เห็นยอด ทั้งภูเขายังเขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้มากมาย ประดับไปด้วยสีสันของดอกไม้ ผลไม้ที่แซมอยู่ทั่ว นกป่ามากมายบินไปมาอยู่ทั่ว ได้ยินเสียงร้องมาแต่ไกล หากเป็นยุคปัจจุบัน ภาพแบบนี้คงมีอยู่แต่ในภาพวาดเท่านั้น ยากที่จะหาสถานที่อุดมสมบูรณ์ได้เช่นนี้อีก อาจางชมทิวทัศน์ที่งดงามอย่างตื่นตาตื่นใจ

     ยามใกล้เที่ยงอาจางก็เดินทางมาถึงบ้านที่ฮูหยินจางซื้อเอาไว้ ตอนแรกอาจางได้ยินว่าเป็นบ้านหลังเล็กๆให้อาจางทนอยู่ไปก่อนจนกว่า ฮูหยินจางจะหาบ้านหลังใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้ค่อยย้ายไปอยู่ที่ใหม่ คิดว่าคงเป็นบ้านแบบปกติทั่วไปซึ่งอาจางก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรอยู่แล้วเพราะ เมื่อก่อนบ้านของอาจางเองก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ห้องนอนของอาจางยังมีขนาดใหญ่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของห้องอาบน้ำบ้านตระกูลจางด้วยซ้ำ

     แต่เมื่ออาจางได้เห็นบ้านที่ฮูหยินจางบอกว่าเล็กนั้น ต้องเปลี่ยนความคิดตักกะคำว่าเล็ก ของฮูหยินจางเสียใหม่ เพราะบ้านหลังนี้แทบจะใหญ่โตที่สุดสำหรับบ้านแถบนี้ทั้งหมดด้วยซ้ำบ้านที่ใหญ่กว่ามีเพียงสำนักคุ้มภัย ที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย ในบ้านมีทั้งคอกม้าขนาดเล็กให้ม้าอยู่ได้ 5 ตัวโดยไม่แออัด รวมทั้งมีที่จอดรถม้าด้านข้าง ด้านหน้าเป็นเรือนรับรอง สามารถรองรับผู้คนได้พร้อมกันเกือบ 20 คน คนละโต๊ะ ด้านหลังเป็นบ้าน 3 หลังเรียงเป็นแนวมีระเบียงหลังคาเชื่อมทางเดินติดกัน โดยหลังกลางเป็นตึกหลัก มี ขนาดใหญ่กว่าตึกด้านข้างเกือบเท่าตัว

     อาจางที่พึ่งเดินผ่านประตูใหญ่เข้ามาถึงกับตะลึงกับภาพที่เห็น ชุยถง ที่เดินตามมาเห็นอาจางหยุดเดินก็คิดเอาเองว่าอาจางคงรับไม่ได้กับบ้านที่เล็กเกินไป เพราะถ้าเทียบกับบ้านตระกูลจางแล้วที่นี่มีขนาดเพียง 1 ใน 5 เท่านั้น

     “ขอคุณหนูอดทนพักที่นี้ไปก่อน ฮูหยินกำลังจะติดต่อขอซื้อสำนักคุ้มภัยอยู่ อีกไม่นาน คุณหนูก็สามารถย้ายไปอยู่ได้แล้ว”

     อาจางได้ฟังถึงกับอึ้ง แม้จะรู้ดีว่าตระกูลจางของเขาร่ำรวยมาก แต่ก็คิดไม่ถึงว่าถึงกับสามารถซื้อบ้านหลังขนาดนี้ได้ง่ายๆโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด เพียงแค่อาจางประมาณคร่าวๆ บ้านหลังนี้สมควรมีราคาไม่ต่ำกว่า ทองคำหลายสิบชั่ง ยิ่งได้ยินว่าฮูหยินจางจะซื้อสำนักคุ้มภัยอีกนั้นสมควรรวมเป็น ทองคำเกือบ 100 ชั่ง

     “ชุยถง รีบส่งคนกลับไปบอกท่านแม่เดี๋ยวนี้เลยว่าไม่ต้องซื้อ สำนักคุ้มภัยนั่นหรอกแค่บ้านหลังนี้ข้าก็อยู่ได้อย่างสบายแล้ว” อาจางรีบร้องสั่งทันทีถึงแม้จะไม่ใช่เงินที่อาจางหามาได้เองยังไงเขาก็ยังรู้สึกเสียดายเงินอยู่ดี
     “เรียนคุณหนู ฮูหยินจางเคยบอกว่าต้องการซื้อสำนักคุ้มภัยแห่งนี้แต่แรกอยู่แล้ว เพื่อขยายกิจการเข้ามายังพื้นที่นี้ด้วย ไม่ใช่เพื่อให้คุณหนูใช้เป็นที่พักอาศัยอย่างเดียว

     อาจางได้ฟังก็ไม่มีอะไรจะพูดถ้าหากมันเป็นการลงทุนเพื่อผลประโยชน์นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาจางจึงเลิกสนใจเดินเข้าบ้านไปก่อน ภายในเรือนรับรองมีคนรับใช้ตั้งแถวรออยู่ก่อนแล้วเมื่ออาจางเดินเข้าไปแต่ละคนก็ต่างคำความเคารพก่อนจะมีหญิงวัยประมาณ 40 ผู้หนึ่งเดินออกมา ท่าทางจะเป็นหัวหน้าดูแลบ้านหลังนี้ แม้จะอายุมากแล้วแต่ยังคงความงามเอาไว้อยู่ แทบไม่เห็นริ้วรอย หากอายุน้อยกว่านี้สัก 10 ปี อาจางเชื่อว่าต้องงามกว่าชุยถงแน่นอน

     “เรียน คุณหนูจาง บ่าวเรียกว่า ชุยเหนียง เป็นหัวหน้าแม่บ้าน ที่นี่หาก คุณหนูต้องการสิ่งใดสามารถเรียกใช้พวกเราทุกคนที่นี่ได้ทุกเมื่อ” ชุยเหนียงกล่าวจบก็ก้มหน้าคารวะอีกรอบพร้อมกับคนอื่นๆอีกครั้ง
    “ชุยเหนียง เจ้าเป็นอะไรกับ ชุยถง รึเปล่า” อาจางถามดูเมื่อเห็นชื่อทั้ง 2 คล้ายๆกัน
     “เรียนคุณหนู ชุยเหนียง และ  ชุยถง หาได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดแต่อย่างใด เพียงแต่ถูกฮูหยินรับมาอุปการะด้วยกันทั้งคู่ ชื่อ ชุยเหนียง นี้เป็นฮูหยินท่านช่วย ตั้งขึ้นมาให้บ่าวใหม่” ชุยเหนียงเงยหน้าขึ้นมาตอบ ซึ่งอาจางก็พยักหน้ารับเอาไว้

     อาจางพอรู้ว่าฮูหยินจางมีรับเด็กหญิงหลายคนมาอุปการะบางคนเป็นกำพร้าบางคนเป็นทาสถูกขายมา ฮูหยินจางก็จะจับมาฝึกฝนอบรมให้ดูแลงานต่างๆตามความสามารถแต่ละคนไป ชุยเหนียง คงเป็นหนึ่งในนั้น

     อาจางมองสำรวจเรือนร่าง ชุยเหนียงแล้วอดเสียดายในใจไม่ได้ เพราะปทุมถันของ ชุยเหนียงนั้นดูอวบใหญ่แทบจะเท่ากับเยี่ยฮูหยินเลยทีเดียวหากไม่ถูกชุดคนใช้นั้นรัดเอาไว้จนแน่นเห็นเป็นเต้าออกมาชัดเจน รูปร่างแม้จะดูอวบไปบ้างแต่กับสะโพกใหญ่นั้นแล้วทำให้ดูยั่วราคะซะมากกว่า ใบหน้าสวยนั้นเหมือนจะยินยอมให้อาจางเข้าไปย่ำยีได้ทุกเมื่อ แต่เมื่อมองไปที่รอยแผลเป็นไฟลวกตามแขนซ้ายจนถึงลำคอขาวแล้วทำเอาอาจางอดรู้สึกสงสารขึ้นมาไม่ได้

     อาจางเดาว่า ชุยเหนียงน่าจะเคยเป็นภรรยาน้อย หรือนางบำเรอในบ้านคนใหญ่คนโตมาก่อนจากกิริยามารยาทที่แสดงให้เห็นแต่คงเกิดอุบัติเหตุจนทำให้เกิดแผลเป็นขึ้นทำให้ถูกขายออกมา ยุคนี้การขายทาส ขายนางบำเรอยังเป็นเรื่องปกติ การขายลูกสาวแลกเงินมีให้เห็นอยู่ได้ทั่วไปแม้แต่อาจางยังรับไม่ได้

     อาจางค่อยเดินไปนั่งที่ตำแหน่งเจ้าบ้านก่อนจะรอให้คนใช้แต่ละคนแนะนำตัวเองทีละคนจนครบ

     “ตั้งแต่นี้ นอกจากชุยเหนียงข้าจะให้ ชุยถงเป็นหัวหน้าดูแลที่นี่ร่วมกัน ให้ทุกคนทำตามคำสั่งของชุยถงด้วย”

     เมื่ออาจางกล่าวจบทุกคนก็กล่าวรับคำก่อนอาจางจะพูดต่อ

     “ชุยเหนียงเดี๋ยวเจ้าใช้ให้คนไปขนของเข้าที่ให้เรียบร้อย ข้าจะไปยังตำหนักเทพโอสถนี่ก็สายมากแล้ว”

     ชุยเหนียงรับคำก่อนจะส่งอาจางเดินทางออกจากบ้านโดยมีเพียงทหารหญิงติดตามมาด้วย ปล่อยชุยถงอยู่ดูแลเก็บข้าวของเข้าที่อยู่ที่นี่ไป อาจางเห็นว่าเกือบจะบ่ายแล้วจึงแวะโรงเตี๊ยมข้างทางสั่งกับข้าว 2 3 อย่างมากินก่อนรีบเดินทางขึ้นเขาไปยังตำหนักเทพโอสถต่อไป

     ตามรายทางยิ่งใกล้ภูเขาหมื่นโสม ผู้คนก็ยิ่งมากขึ้น มีทั้งชาวบ้านที่มาขอรับการรักษา มีบ้างเป็นชาวยุทธที่ได้รับบาดเจ็บมา และพ่อค้าผู้มีอันจะกินที่ต้องการเดินทางมาขอซื้อยาต่างๆไปขาย หรือคนที่จะมาสมัครเข้าเรียนแบบอาจางแต่ละคนแต่งกายเหมือนบัณฑิตคงแก่เรียน ไม่ก็แต่งกายเหมือนซินแสรักษาโรค

     อาจางเดินทางขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ชมทิวทัศน์ 2 ข้างทางที่เต็มไปด้วยสมุนไพรมากมายที่ถูกดูแลอย่างดี ส่งกลิ่นหอมชื่นใจตลอดทาง อาจางเดินจนถึงตำหนักเทพโอสถ ซึ่งมีขนาดใหญ่พอๆกับหมู่บ้านแห่งหนึ่งเลยทีเดียว ขณะนี้ประตูยังปิดอยู่ เพราะตำหนักเทพโอสถมีผู้คนเดินทางมามากมายเพื่อเป็นการป้องกันผู้คนแออัดภายในมากเกินไป และป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีแทรกซึมเข้ามาได้ง่าย จึงแบ่งให้ผู้คนได้เข้าไปเป็นรอบๆครั้งละไม่เกิน 50 คน เพื่อง่ายต่อการควบคุมดูแล

     สำหรับอาจางที่มีฮูหยินจางหนุนหลังไม่จำเป็นต้องต่อแถวรอแต่อย่างใด ยังไม่ทันถึงหน้าประตูดี ทหารติดตามข้างกายคนหนึ่งก็เดินนำหน้าเข้าไปพูดคุยกับคนดูแลประตูก่อนแล้ว อาจางเห็นทหารหญิงคนนั้นโชว์ป้ายหยกในมือให้ดู คราหนึ่งคนดูแลประตูนั้นก็ร้องสั่งเปิดประตูให้คณะของอาจางเข้าไปได้อย่างง่ายดายก่อน คนดูแลประตูนั้นจะเรียกลูกน้องคนหนึ่งมานำทางให้แก่อาจาง

     ระหว่างทางเห็นผู้คนที่เข้ามาก่อนแล้วแยกย้ายกันต่อแถวตามจุดต่างๆ คนที่มาขอรับการรักษาก็จะต่อแถวตามอาการที่ ศิษย์ตำหนักเทพโอสถแยกเอาไว้ ก่อนจะถูกรักษาโดย ศิษย์ที่เรียนอยู่มีอาจารย์ยืนเฝ้าคอยดูการรักษาอยู่ใกล้ๆ
     หรือคนที่มาสมัครเป็นศิษย์ ก็จะเข้ารับการทดสอบตามฐานต่างๆเมื่อผ่านเกณฑ์ที่กำหนดถึงจะถูกรับเข้าเป็นศิษย์  แต่สำหรับอาจางไม่จำเป็นต้องเข้ารับการทดสอบก็สามารถฝากตัวเป็นศิษย์ได้แล้ว

     อาจางเดินจนถึงตึกใหญ่กลางตำหนักก่อนจะเข้าไปด้านใน ซึ่งถูกประดับอย่างเรียบง่ายผิดกับความใหญ่โตของสถานที่ เก้าอี้ใหญ่กลางห้องถูกนั่งอยู่โดยชายหญิงคู่หนึ่งแต่ดูจากราศีที่แผ่ออกมาอาจางก็สามารถทราบได้ทันทีว่าผู้ที่นั่งอยู่นั้นคือใคร

     “คารวะท่านเจ้าสำนักหลิน คารวะฮูหยิน” อาจางรีบเข้าไปคุกเข่าอยู่ด้านหน้าของทั้ง 2
     “หืม เจ้าคงเป็น อาจาง สินะฮูหยินจาง ส่งคนมาแจ้งให้ข้าทราบก่อนแล้ว นางบอกว่าเจ้าสามารถอ่านตำราแพทย์ ของข้าจนเข้าใจได้ทั้งหมดโดยที่นางไม่ต้องแนะนำเลยเป็นความจริงรึ”
     “ตำราแพทย์ของท่าน?”
     “ตำราแพทย์หลี่ฟูอย่างไรละ เป็นตำราแพทย์ที่ข้าแต่งขึ้นมาเอง” เจ้าสำนักเทพโอสถหรือ ‘หลินจิ่งถง’  พูดขึ้นมาเมื่อเห็นว่าอาจางไม่รู้จักหนังสือของตน
     “อ้อ เป็นหนังสือเล่มนั้นที่มารดาข้าแนะนำให้ข้าอ่านนี่เอง เป็นเช่นนั้นจริง พอดีข้าน้อยพอมีความรู้ด้านการแพทย์ติดตัวอยู่บ้างจึงพอสามารถเข้าใจได้บ้าง”

     หลินจิ่งถง เห็นอาจางบอกว่าสามารถเข้าใจหนังสือที่ตนเขียนมาได้หมดก็เกิดความสนใจลอง ถามคำถาม อาจางอยู่หลายข้อซึ่งอาจางก็ตอบได้ทั้งหมด

     “ฮาๆๆ ดูท่าข้าไม่ต้องลำบากใจในการรับเจ้าเข้าสำนักแล้ว ดีๆๆ ต่อไปนี้ข้าจะให้เจ้าอยู่ในกลุ่มเกา(สูง) เจ้าไปรายงานตัวได้แล้ว” หลินจิ่งถง พูดจบก็มีคนพาจางออกจากตึกไปยังลานด้านหลัง

     ที่นี้ผู้คนยืนเข้าแถวเรียงอยู่เกือบ 50 คน ซึงเป็นผู้ที่ผ่านการทดสอบมาได้ ดูจากปริมาณผู้ที่มาขอเป็นศิษย์หลายพันคนแต่มีผู้ผ่านเพียง ไม่ถึง 50 ก็เป็นที่ทราบได้ถึงเกณฑ์ ที่เข้มงวด (ยกเว้นแต่จะใช้เส้นแบบอาจาง) โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม เกา จุง และ ปี่ กลุ่มเกาที่อาจางมาอยู่นั้นในรุ่นนี้ยังไม่มีแม้แต่คนเดียว พออาจางมายืนหน้าธง เกา ก็ทำเอาคนที่เหลือฮือฮา ชี้มือมาทางอาจางก่อนจะซุบซิบกันดังระงมไปหมด

     กลุ่มเกานั้นจะต้องผ่านการทดสอบทั้งหมดถึงจะมีสิทธิอยู่ในกลุ่มนี้ กลุ่ม จุง ต้องผ่านอย่างน้อย 3 ใน 4 ส่วน  และกลุ่ม ปี่คือผ่านอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

      “ไม่นึกเลยว่ารอบนี้จะมีคนได้อยู่กลุ่มชั้นด้วย” เสียงใสๆดังขึ้นมาด้านหลังของอาจางจนอาจางสะดุ้งก่อนจะค่อยหันกลับไปมอง

      ด้านหลังของอาจางที่ว่างเปล่าเมื่อสักครู่ตอนนี้ถูกแทนที่ ด้วยสตรีชุดขาวบริสุทธิ์ทั้งตัว ปกปิดมิดชั้นแม้แต่ศีรษะยังถูกสวมหมวกเก็บเส้นผมเอาไว้เหลือเพียง ใบหน้างามกับมือขาวเรียวยาวขวา คู่หนึ่งเท่านั้น แต่เพียงแค่นี้ก็ทำเอาอาจางถึงกับตาค้างได้แล้ว

     ดวงตากลมใส คล้ายพูดได้ ประดับด้วยคิ้วเข้มเรียวยาว อย่างพอเหมาะ ปากสีชมพูสดที่ยิ้มน้อยๆ จนเห็นลักยิ้มทั้ง 2 ข้าง จมูกโด่งเป็นสัน อยู่บนใบหน้ารูปไข่อย่างลงตัว เหมือนผลงานที่ถูกแกะสลักขึ้นมาจากศิลปินชั้นเลิศ น่าเสียดายที่ชุดที่นางใส่ชุดขาวคลุมเอาไว้อีกชั้นทำให้อาจางไม่สามารถมองเห็นเรือนร่างของนางได้สะดวกนัก แต่เพียงแค่ใบหน้านี้ก็สามารถสะกดสายตาของผู้ชายทั่วหล้าได้อยู่หมัด เพียงแต่ อาจาง นั้นอยู่อาศัยกับหญิงงามอย่างฮูหยินจางที่งามกว่าอีกขั้นนึงมาทั้งชีวิตจึงทำให้อาจางเรียกสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว

     “คารวะข้าน้อย อาจาง ไม่ทราบท่านคือ”
     “ข้าหลินหนิง เป็นครูฝึกของกลุ่มเกานี้ ดูเหมือนเจ้าจะเป็นคนแรกในรอบหลายปีที่ได้อยู่กลุ่มเกานี้ ทำให้ตอนนี้มีเพียงเจ้าและข้าเท่านั้น” หลินหนิงยิ้มน้อยๆอย่างชอบใจที่ตนเองจะได้มีลูกศิษย์ให้สั่งสอนบ้างแล้ว หลังจากว่างงานมานาน

     อันที่จริงหลิงหนิงเป็นถึงลูกสาวของเจ้าสำนัก ปีนี้อายุย่างเข้า 25 แล้ว แต่ด้วยอัจฉริยภาพของนาง กลับสามารถฝึกวิชาแพทย์ได้เทียบเคียงกับ บิดา แต่เพราะด้วยความเก่งเกินไปทำให้ไม่มีบุรุษคนไหนมีความสามารถผ่านเกณฑ์ของนาง ทำให้นางอยู่ครองตัวเป็นโสดอยู่ถึงตอนนี้ หลินจิ่งถงเองก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะต้องการเขยที่มีความสามารถเช่นกัน เลยให้นางมาเป็นครูฝึกกลุ่มเกานี้ ที่รู้กันว่าแทบจะไม่มีคนหลุดเข้ามาได้เลย

     หลินจิ่งถง เองตอนแรกทราบว่าฮูหยินจางจะฝากบุตรชายตนเองมาเป็นศิษย์ ก็ไม่ได้คิดอะไรแต่เมื่อทราบถึงสติปัญญาของอาจางก็เกิดความสนใจขึ้นมา หากได้เขยตระกูลจางที่มีทั้งอำนาจและทรัพย์สมบัติมหาศาลนับเป็นเรื่องดี เหลือเพียงแต่จะเข้าตาของลูกสาวตนเองหรือไม่เท่านั้น จึงตัดสินใจให้อาจางอยู่กลุ่มเกาทั้งๆที่ไม่ได้เข้ารับการทดสอบใดๆ

     หลังอาจางได้อยู่รอถึงเย็นหมดเวลารับสมัครแล้วก็ไม่มีผู้ใดผ่านเกณฑ์กลุ่มเกาอีก ทำให้ทั้งกลุ่มนี้มีเพียงอาจางคนเดียว หลินหนิงเข้ามารับอาจางเป็นศิษย์โดยสมบูรณ์โดย ก่อนจะพูดคุยรายละเอียด การฝึกต่างๆคร่าวๆ ก่อนจะปล่อยอาจางกลับไปเพราะดึกมากแล้วโดยปกติ ศิษย์ที่เข้าสำนักจะพักในตำหนักเทพโอสถโดยจะเสียเงินค่าที่พักจำนวนหนึ่ง แต่อาจางมีบ้านอยู่ตีนเขาจึงไม่ได้พักอยู่ในตำหนัก หลินหนิงที่รู้เรื่องก็ไม่ไดว่าอะไรแต่เพิ่มตารางเรียนมาให้อาจางทันที คือการตื่นเช้าวิ่งขึ้นเขามาให้ถึงตำหนักก่อนตะวันขึ้น

     อาจางคิดถึงตอนที่เขาเดินขึ้นเขามาใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วยามหากให้ขึ้นเขามาถึงตำหนักก่อนตะวันขึ้นเขาต้องตื่นนอน ตี4 เป็นอย่างน้อยเพื่อความแน่ใจ

     อาจางกลับมาถึงบ้าน ชุยเหนียงก็รีบเข้ามาถอดเสื้อคลุมให้กับเขาทันทีก่อนจะสอบถอบความต้องการของอาจาง อาจางยังไม่หิวจึงคิดจะไปอาบน้ำก่อน ค่อยออกมาทานข้าว

     “ชุยถง ไปไหนแล้ว ทำไมถึงไม่เห็นหน้า” อาจางถามชุยเหนียงที่เดินนำทางไปยังห้องอาบน้ำ แต่สายตากลับจ้องไปที่สะโพกผายที่เดินสะบัดไปมาด้านหน้าไม่วางตา
     “เรียนคุณหนู ชุยถงบอกว่าขาดของใช้จำเป็นบางอย่างที่ไม่ได้นำติดมาด้วย จึงออกไปหาซื้อในเมืองคาดว่าจะกลับมาค่ำๆ” ชุยเหนียงตอบกลับมาโดยไม่ได้หันหน้ากลับมา อาจางพอรู้แล้วก็อดถอนใจไม่ได้เขาคิดว่าวันนี้โอกาสดีแล้วแท้ๆที่จะได้เปิดบริสุทธิ์ชุยถงยิ่งเขาอัดอั้นมาจาก อาจารย์หลินหนิงด้วยอีก

     อาจางตามชุยเหนียงจนถึงห้องอาบน้ำ ที่นี่มีขนาดเล็กกว่าห้องอาบน้ำบ้านตระกูลจางเกือบครึ่งหนึ่งไม่มีสระน้ำกลางห้องมีเพียงถังน้ำขนาดใหญ่พอๆกับอ่างจากุซซี่ในยุคปัจจุบัน ภายในบรรจุน้ำเอาไว้อยู่แล้วครึ่งหนึ่ง ด้านข้างมีอ่างน้ำร้อนซึ่งถูกอุ่นอยู่ส่งไอน้ำพวยพุ่งตลอดเวลาเอาไว้ใช้เติมน้ำในอ่างให้อุ่นตามที่ต้องการ

     อาจางที่เข้ามาคิดว่าวันนี้คงต้องอาบน้ำด้วยตัวเองคนเดียวแล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรลงมือถอดเสื้อผ้าตัวเองไปแต่กลับมีมือขาวคู่หนึ่งเลื่อนเข้ามาจับชุดของอาจางถอดออกมาช้าๆ ทำให้อาจางรู้ตัวว่าชุยเหนียงยังคงอยู่ภายในห้องอาบน้ำพร้อมกับเขา

      “อ่ะ..”อาจางตอนแรกกะจะไล่ชุยเหนียงออกไปก่อนแต่คิดๆดูแล้วยังไงเขาก็ต้องอาศัยอยู่ที่นี้อีกนาน ชุยเหนียงเองก็จัดเป็นสาวงามแม้จะมีรอยแผลเป็น แต่หุ่นอวบอัดเย้ายวนนั้นสามารถชดเชยได้เป็นอย่างดีสนิทสนมเอาไว้แต่เนินๆก็นับเป็นเรื่องดีต่อไปเขาจะได้ทำอะไรได้สะดวกขึ้นไม่ต้องมาคอยระวังชุยเหนียงรู้เรื่อง จนฮูหยินจางทราบข่าว

      คิดได้แล้วอาจางก็ปล่อยให้ชุยเหนียงค่อยๆถอดชุดของตนออก สายตาก็มองเรือนร่างอวบที่คุกเข่าอยู่กำลังถอดกางเกงให้กับเขา
     ทันทีที่กางเกงหลุดลงไปถึงข้อเท้าของอาจางมังกรน้อยที่อึดอัดมาตั้งแต่บ่ายเพราะหลินหนิงก็ตื่นตัวขึ้นมาจ้องหน้าชุยเหนียงที่ตอนนี้หน้าแดงขึ้นมาแต่ไม่ได้ว่าอะไรยังคงเก็บเสื้อผ้าของอาจางที่ถอดเสร็จแล้วลงในตระกร้าด้านข้าง

     “ชุยเหนียงเจ้าไม่ถอดเสื้อผ้าด้วยรึ”
     “บ่าว... บ่าวอายุมากแล้ว”
     “เจ้าพูดเรื่องอะไรกัน? เดี๋ยวชุดก็เปียกหมดหรอก”
      “บ่าว....”ชุยเหนียงอายหน้าแดงอยู่สักพักแต่พอเห็นสายตาอาจางที่ยังจ้องอยู่ไม่ลดละก็ค่อยๆถอดชุดของตนเองออก

      ชุดสาวใช้ที่ชุยเหนียงใส่นั้นไม่ได้ฟู่ฟ่า ห้อยย้วยเหมือนชุดหญิงสาวทั่วไป ไม่มีชุดคลุมหลายๆชั้นเป็นเพียงเสื้อกันเปื้อนชั้นนอก 1 ชั้นกับชุดขาวด้านใน

     โดยชุดนอกนั้นชุยเหนียงถอดออกไปได้อย่างรวดเร็วเผยชุดขาวด้านในชิ้นเดียวปกคลุมจนถึงข้อเท้า เหมือนชุดคลุมอาบน้ำยุคปัจจุบันเพียงแต่เป็นเนื้อผ้าบางเบาพอจะมองทะลุได้เลือนราง อาจางที่เห็นปทุมถันขนาดใหญ่จนแทบล้นดันชุดขาวออกมาเป็นเต้าให้เห็นได้อย่างชัดเจน ชุยเหนียงตอนนี้หน้าแดงยิ่งกว่าเดิมแต่สองมือยังค่อยๆเลื่อนขึ้นมาปลดปมเชือกที่มัดไว้ข้างเอวช้าๆ อาจางเห็นมือทั้งคู่นั้นสั่นเล็กน้อยทำเอาอาจางรู้สึกคันที่หัวใจยิ่งขึ้น

      ชุยเหนียงที่เห็นอาจางจ้องมาที่ตนเหมือนจะกลืนกินเข้าไปยิ่งก้มหน้าแดงแต่มือยังคงแก้ปมเชือกช้าๆ ปล่อยให้เสื้อที่ใส่อยู่ค่อยๆหลุดออกทีละน้อยๆ จนหมดแต่สองมือยังจับปกเสื้อเอาไว้แน่นไม่ยอมถอดออกมา

      อาจางที่สังเกตอยู่ตลอดเวลาเห็นสายตาชุยเหนียงมองไปที่แขนซ้ายตัวเองก็พอทราบเรื่อง ชุยเหนียงคงกลัวว่าเขาจะเห็นรอยแผลเป็นของเธอ
     อาจางเดินเข้าไปหาช้าๆชุยเหนียงก็ยืนนิ่งปล่อยให้อาจางเข้าไปกุมมือนุ่มนิ่มทั้งคู่ก่อนจะค่อยๆง้างมือออกปล่อยให้เสื้อผ้าที่เหลืออยู่ค่อยๆไหลลงไปกองอยู่ที่พื้น ชุยเหนียงนั้นหลับตาแน่นหันหน้าไปทางอื่นปล่อยให้อาจางชมดูเรือนร่างของตัวเองได้เต็มที่

     อาจางมองไปที่รอยแผลเป็นตามแขนซ้ายของชุยถงแล้วรู้สึกสงสารนางจับใจ เพราะหากนางไม่มีตำหนิเช่นนี้ชีวิตนานคงไม่ได้เป็นเพียงแม่บ้านเช่นนี้ ตอนนี้คงสามารถเป็นฮูหยินของตระกูลใหญ่ใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญแน่นอน

     “ชุยเหนียงทำไมเจ้าช่างงามเช่นนี้”ปากอาจางพูดไปก่อนค่อยๆก้มลงไปจูบที่รอยแผลเป็นของชุยเหนียงตั้งแต่ แขนซ้ายขึ้นมาเรื่อยๆ

     ชุยเหนียงที่หลับตาอยู่พอรู้สึกว่าอาจางจูบไปที่แขนซ้ายของตนก็ตกใจรีบหันหน้ากลับมามองเห็นอาจางกำลังเลียไปตามแผลเป็นของตนอยู่อย่างไม่รังเกียจ

     “คุณหนูอย่า ชุยเหนียง... ชุยเหนียง... “ เหมือนนางจะสมองโล่งไปแล้ว เมื่อเห็นอาจางเลียไปตามแผลของนางอย่าง ทะนุถนอมจนทั่วไม่เว้นแม้แต่จุดหนึ่ง
     “เจ้าอย่ากลัวไปเลย ทุกคนไม่ได้สมบูรณ์พร้อมไปหมด ข้าว่าเจ้ายิ่งงามกว่าเก่าเสียด้วยซ้ำ” พูดจบอาจางก็โลมเลียมาถึงเต้าซ้ายของ ชุยเหนียงแล้วก่อนจะเอื้อมมือไปด้านหลังปลดเอี๊ยมของชุยเหนียงลงมา เผยให้เห็นปทุมถันอวบใหญ่ที่สุดเท่าที่อาจางได้สัมผัสด้วยมือตนเองมา แต่จากสายตาคะเนว่าเล็กกว่าเยี่ยฮูหยินเล็กน้อยเท่านั้น รอบแผลเป็นนั้นลามมาถึงครึ่งเต้าซ้ายของชุยเหนียงพอดีถึงเม็ดบัวของนางขึ้นไปจนถึงต้นคอ

     อาจางไม่รอช้าใช้มือทั้ง 2 ข้างเข้าไปบีบขยำปทุมถันอวบใหญ่เต็มๆมือ ซึ่งอาจางสามารถกุมได้เพียงครึ่งเต้าเท่านั้น อาจางกลับไปเลียแผลเป็นของชุยเหนียงต่อถึงต้นคอค่อยกลับมา อ้าปากอมเม็ดบัวด้านซ้ายของชุยเหนียงเข้าไปเต็มปากเต็มคำ

     “อ้า....”ตอนนี้ชุยเหนียงมีน้ำตาไหลซึมออกมาน้อยๆ อย่างเป็นสุขที่อาจางไม่ได้รังเกียจนางแม้จะเห็นรอยแผลเป็นของนางแล้ว 2 มือโอบศีรษะอาจางเอาไว้ให้อาจางจัดการปทุมถันของนางได้อย่างเต็มที่

     อาจางทั้งบีบ ทั้งดัน ทั้งขบกัด ไปทั่วปทุมถัน แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตามพอปล่อยมือออกมาปทุมถันคู่นี้ก็จะกลับมาสู่สภาพเดิม จน อาจางแทบไม่อยากเชื่อว่าเจ้าของปทุมถันคู่นี้มีอายุ 40 กว่าแล้ว ชุยเหนียงเองก็แอ่นปทุมถันให้อาจาง จัดการได้เต็มที่ ตัวเองก็เม้มปากแน่นไม่ให้หลุดเสียงครางออกมา

     อาจางเล่นกับปทุมถันจนพอใจค่อยละปากออกมา ชุยเหนียงเองหลังจากพยายามกั้นเสียงของตัวเองอยู่นานเมื่ออาจางละปากออกไปแล้วค่อยโล่งอกขึ้น สองตาที่หลับพริ้มเมื่อครู่ค่อยๆลืมตาขึ้น แม้จะยังเรียกสติกลับมาได้ไม่ครบก็ตาม เห็นตอนนี้อาจางเดินไปตักน้ำราดตัวเองอยู่ด้านข้างอ่างแล้ว

     ชุยเหนียงรีบเดินเข้าไปช่วยอาจางโดยเร็ว ก่อนจะไปนั่งอยู่ด้านหลังอาจางหยิบกระบวยตักน้ำราดใส่หลังอาจางช้าๆพร้อมหยิบใยบวบขึ้นมาถูหลังให้อาจาง แต่กลับถูกอาจางหันกลับมาจับมือเอาไว้เสียก่อน

    “ไม่ต้องใช้นี่หรอก” อาจางค่อยๆหยิบใยบวบออกจากมือชุยเหนียงก่อนจะหยิบกระบวยจากมือชุยเหนียงมาตักราดน้ำลงบนปุทมถันของชุยเหนียงก่อนจะค่อยๆใช้มืออีกข้างถูกจนทั่วปทุมถัน โดยเฉพาะปลายเม็ดบัวที่แข็งเป็นไตใหญ่กว่านิ้วโป้งอาจางเสียอีก

     ยิ่งบริเวณร่องปทุมถันอาจางแทบจากแทรกฝ่ามือลงไปถูไม่ได้เพราะถูกปทุมถันอวบคู่นี้รัดจนแน่นแต่ไม่เกินความพยายามของอาจาง จนอาจางแน่ใจว่าได้คำความสะอาดปทุมถันคู่นี้จนทั่วดีแล้ว ค่อยบอกให้ชุยเหนียงใช้ปทุมถันคู่นี้ถูหลังให้ตัวเองบ้าง

     อาจางลุกขึ้นมายืนเพื่อชุยเหนียงขยับตัวได้ถนัดขึ้นเพราะชุยเหนียงตอนนี้สูงกว่าอาจางเกือบช่วงศีรษะ(อาจางพึ่ง 15 นะอย่าลืม)ชุยเหนียงตักน้ำราดลงบนหลังอาจางใหม่อีกครั้งพร้อมราดน้ำลงบนปทุมถันตัวเองด้วยก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปแนบปทุมถันกับแผ่นหลังของอาจางช้าๆ อาจางรู้สึกได้ถึงความอุ่นจากปทุมถันของชุยเหนียงที่แนบกับแผ่นหลังตัวเองและ เม็ดบัวทั้ง 2 เม็ดที่กดอยู่บนหลังของเขา ก่อนความอุ่นนั้นจะค่อยๆเลื่อนลงไปด้านล่างแล้วเลื่อนขึ้นมาใหม่ จนชุยเหนียงรู้สึกฝืดขึ้นมาก็ค่อยตักน้ำราดลงมาใหม่จนอาจางรู้สึกเย็นขึ้นมาตามแผ่นหลังก่อนจะค่อยกลับมาอุ่นใหม่อีกครั้ง ชุยเหนียงก็ทำต่อไปเรื่อยๆ จนอาจางรู้สึกสบายเป็นที่สุด

     “ชุยเหนียงล้างแขนให้ข้าด้วยสิ”

     ชุยเหนียงค่อยยอมถอนปทุมถันออกมาจากแผ่นหลังของอาจางก่อนจะจับมืออาจางวางลงไปกลางร่องปทุมถันใหญ่ โดยที่อาจางไม่ต้องบอก จนหายไปทั้งแขนก่อนจะใช้มือบีบปทุมถันตัวเองเข้าหากันรัดแขนอาจางเอาไว้ก่อนขยับรูดไปตามแขนของอาจาง

     อาจางหลับตาปล่อยร่างกายให้ชุยเหนียงดูแลซึมซับสัมผัสนุ่มนวลที่ชุยเหนียงคอยปรนนิบัติเขาอย่างเต็มใจและเหมือนชุยเหนียงจะเป็นงาน เป็นอย่างดีเพราะขณะที่ชุยเหนียงถูไปตามแขนของอาจางชุยเหนียงเองก็อ้าปากดูดนิ้วของอาจางไปพร้อมๆกัน อาจางรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นในโพรงปาก ลิ้มนุ่มที่คอยเลียไปตามนิ้วของเขา และแรงดูดที่เหมือนจะรีดน้ำออกมาจากนิ้วของเขา และทุกครั้งที่ชุยเหนียงดูดจนนิ้วของเขาหลุดออกมาจะต้องมีเสียง “จุ๊บ”ดังขึ้นมาทุกครั้ง

     อาจางปล่อยให้ชุยเหนียงล้างแขนของเขาทั้ง 2 ข้างจนทั่ว ก่อนชุยเหนียงจะมายืนหันหน้าเข้าหาอาจาง หน้าของชุยเหนียงยิ่งแดงกร่ำขึ้นไปอีกเมื่อเห็นอาจางสบตากับเธอตลอดไม่กระพริบ

     เป็นอาจางที่เริ่มทนไม่ไหวเดินเข้าไปหาชุยเหนียงเองก่อนจะเขย่งเท้าเลื่อนปากเข้าไปประกบกับชุยเหนียงที่ตกใจอ้าปากปล่อยให้อาจางส่งลิ้นเข้าไปคว้านจนทั่วโพรงปากที่ดูดนิ้วของเขาจนครบ ชุยเหนียงเองเหมือนจะมีประสบการณ์มาแล้วเมื่อลิ้นของอาจางเข้ามาเกี่ยวพันกับลิ้นของเธอ ชุยเหนียงก็ส่งลิ้นออกไปพัวพันด้วยไม่หยุดจนน้ำลายไหลออกมาจากมุมปากของทั้งคู่

     เหมือนชุยเหนียงจะรู้ว่าอาจางเขย่งขึ้นมาหาเธออยู่จึงย่อเข่าลงมาให้อาจางลงมือได้ถนัดขึ้น ทั้งสองสนใจแต่รสจูบที่ได้รับจนแทบไม่สนใจรอบตัวปล่อยให้ สองมือต่างกอดก่ายลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างฝ่ายตรงข้าม ต่างส่งลิ้นให้อีกฝ่ายดูดเลีย จนแทบลืมหายใจ กว่าทั้งคู่จะยอมถอนปากออกมา ทั่งคู่ก็ต่างหอบหายใจอย่างรุนแรงด้วยกันทั้งคู่แล้ว

     อาจางที่พึ่งเคยสัมผัสกับรสรักแบบใหม่ก็ยิ่งตื่นเต้นยินดี กับชุยเหนียงที่เหมือนจะมากประสบการณ์สร้างความแปลกใหม่ให้กับอาจางได้เป็นอย่างดี ต่างจาก 2 สาวที่ไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อนที่ปล่อยให้อาจางรุกรานอยู่ฝ่ายเดียว แต่กับชุยเหนียงที่ทั้งตอบรับตอบสนองกลับมาจนอาจางรู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่ชุยเหนียงเก็บกดเอาไว้ เพียงแค่อาจางเข้าไปสะกิดเพียงเล็กน้อยก็เหมือนจะทำให้ชุยเหนียงหลุดออกมาจากกรงที่ปิดกั้นอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ออกมา

     ตอนนี้อาจางเลิกคิดที่จะละเล่นอาบน้ำแล้วกับชุยเหนียงที่พร้อมจะตอบรับเขาอย่างเต็มที่เช่นนี้ มีแต่จะเสียเวลาอาจางรีบจับชุยเหนียงลงไปคุกเข่าเข้าหามังกรน้อยที่พร้อมรบเต็มที่อยู่แล้ว ซึ่งชุยเหนียงเหมือนจะทราบความต้องการของอาจางได้เป็นอย่างดี ชุยเหนียงค่อยๆจับมังกรของอาจางอย่างทะนุถนอมเข้าไปอยู่ในร่องอกใหญ่นั้นจนหายเข้าไปทั้งตัว ก่อนจะใช้ 2 มือบีบปทุมถันของตัวเองให้รัดมังกรของอาจางเอาไว้จนแน่นก่อนจะขยับปทุมถันขึ้นลงตามแนวยาวของมังกรอาจาง ปล่อยให้ส่วนหัวมังกรของอาจางโผล่ออกมาเล็กน้อย

     เพียงแค่ถูกชุยเหนียงใช้ปทุมถันรัดเอาไว้ก็ทำเอาอาจางแทบจะไปไม่รอดแล้วตอนนี้หัวมังกรอาจางมีพิษไหลซึมออกมาจนเยิ้ม แต่ก็ถูกชุยเหนียงอ้าปากลงมาดูดกลืนเข้าไปจนหมดทั้งยังละเลงลิ้นจนทั่วหัวมังกรของอาจางไม่หยุด มือ ทั้ง 2 ยังคงจับปทุมถันขึ้นลงตลอด

     อาจางเจอทักษะของชุยเหนียงเข้าไปถึงกับทนไม่ไหวรีบกดศีรษะชุยเหนียงเอาไว้แน่นกดเข้าหาตัวเอง ชุยเหนียงเองก็พอรู้แล้วว่าอาจางใกล้จะถึงสวรรค์ก็ปล่อยมังกรของอาจางออกมาจากร่องอกของตัวเองก่อนจะดูดมังกรของอาจางหายเข้าไปในปากทั้งตัว มังกรอาจางเองหลังจากถูกบีบรัดมานานอยู่ๆเปลี่ยนมาถูกดูดอย่างรุนแรง ทำเอาแทบทนไม่ไหวอาจางเองก็รีบถอนมังกรออกมาไม่อยากให้มังกรคายพิษรวดเร็วเช่นนี้

     แต่เหมือนอาจางจะประเมินชุยเหนียงต่ำทรามไปเพราะอาจางถอดมังกรออกมาได้เพียงครึ่งตัว ก็ถูกชุยเหนียงดูดมังกรกลับเข้าไปนอนนิ่งในโพรงปากอีกครั้งแล้ว ด้วยแรงดูดมหาสารและลิ้นที่คอยโลมเลียไปทั่วลำตัวมังกร อาจางพยายามถอนมังกรได้เพียง 3 ครั้งก็ทนไม่ไหว ปล่อยให้มังกรพ่นพิษเข้าไปเต็มปากของชุยเหนียงแทบหมดตัว ชุยเหนียงเองก็แสดงฝีปากเต็มที่สามารถดูดกลืนพิษของอาจางเข้าไปได้ทั้งหมดแทบไม่มีหกออกมาสักหยด

     ทั้งยังคงดูดมังกรอาจางต่อไม่หยุดเหมือนจะพยายามรีดพิษของอาจางออกมาให้หมดทั้งตัวจนมังกรของอาจางที่อ่อนตัวไปกลับมาผงาดขึ้นมาเหมือนเดิม

     อาจางรีบถอนมังกรออกมาจากปากชุยเหนีย


*

ออฟไลน์ kaichang

  • Tiny Member
  • *
  • 38
  • 64
    • ดูรายละเอียด
Re: อาจาง ย้อนเวลา ตอนที่ 10
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2016, 12:32:38 AM »
 ::Glad:: ขอบคุณคร้าบ

*

ออฟไลน์ sittinilas

  • Junior Member
  • ***
  • 349
  • 43
    • ดูรายละเอียด
Re: อาจาง ย้อนเวลา ตอนที่ 10
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2016, 10:04:50 PM »
thankyou

*

ออฟไลน์ ryu27

  • Full Member
  • **
  • 114
  • 148
    • ดูรายละเอียด
Re: อาจาง ย้อนเวลา ตอนที่ 10
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2016, 08:35:15 PM »
ยอดเยี่ยม

*

ออฟไลน์ xonly4545

  • Tiny Member
  • *
  • 36
  • 80
    • ดูรายละเอียด
Re: อาจาง ย้อนเวลา ตอนที่ 10
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: สิงหาคม 03, 2016, 06:09:01 AM »
ขอบคุณครับ

*

ออฟไลน์ NaJoNaJo Aresanasuwan

  • Tiny Member
  • *
  • 1
  • 0
    • ดูรายละเอียด
Re: อาจาง ย้อนเวลา ตอนที่ 10
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2016, 06:09:13 PM »
ขอบคุณครับ

*

ออฟไลน์ thanwasom

  • Junior Member
  • ***
  • 310
  • 369
    • ดูรายละเอียด
Re: อาจาง ย้อนเวลา ตอนที่ 10
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2016, 06:22:29 PM »
อ่านกี่ครั้งก็ยังสนุก

*

ออฟไลน์ jozo

  • Full Member
  • **
  • 51
  • 0
    • ดูรายละเอียด
Re: อาจาง ย้อนเวลา ตอนที่ 10
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2016, 01:33:33 PM »
ขอบคุณคับ ::Thankyou:: ::Thankyou::

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ