จิตราคะ ตอนที่ 3 - แสงแห่งจิต

จิตราคะ ตอนที่ 3 - แสงแห่งจิต

  • 8 ตอบ
  • 9930 อ่าน
*

ออฟไลน์ assasin008

  • Junior Member
  • ***
  • 291
  • 28602
    • ดูรายละเอียด
จิตราคะ ตอนที่ 3 - แสงแห่งจิต
« เมื่อ: กันยายน 23, 2015, 10:00:54 pm »
จิตราคะ ตอนที่ 3 - แสงแห่งจิต
............................................................
Assasin008 2014-09-01

   จีวรเดินออกจากห้องอาบน้ำห้องใหญ่มานั่งบนโซฟาหน้าจอทีวีขนาดยักษ์ด้วยใบหน้าอันผ่องใส เมื่อครู่นอกจากเขาเพิ่งได้รับประสบการณ์แช่น้ำในอ่างจากุชชี่ทำการล้างเนื้อตัวจนสะอาดเอี่ยมแล้ว เขายังได้ลงมือช่วยตัวเองปลดปล่อยความอัดอั้นจากสิ่งที่ได้เห็นบนถรถออกมาอีกสองรอบ โดยที่นางเอกในจินตนาการแห่งความใคร่นั้นก็มิใช่ใครอื่น แต่เป็นเมญ่านางเอกสาวสวยที่กำลังเปล่งประกายอยู่ในหน้าจอทีวีนี้เอง

   จินตนาการของเขาฟุ้งซ่านมากกว่าเดิม เมื่อละครฮิตติดลมบนเรื่องนางฟ้าเดินดินที่เมญ่านำแสดงเป็นนางเอก กำลังดำเนินเรื่องไปถึงตอนที่เมญ่าโดนตัวร้ายมอมยาปลุกเซ็กส์ และทำท่าจะโดนปลุกปล้ำข่มขืน เสื้อผ้าของเธอโดนตัวร้ายฉีกกระชากหลุดออกมาทีละชิ้น แต่มุมกล้องไม่ได้ถ่ายให้เห็นเรือนร่างของเมญ่า นอกจากเสื้อผ้าและยกทรงที่โดนฉีกกระชากติดมือตัวร้ายออกมา

   เมื่อเห็นเช่นนี้ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเมญ่าไม่ได้อวดเรือนร่างขาวผ่องของเธอจริง ๆ และมันเป็นเพียงแค่มุมกล้อง แต่จีวรก็แอบรู้สึกพลุ่งพล่านใจดั่งเช่นที่แฟนคลับละครรู้สึกไม่ได้ โดยเฉพาะตัวเขาเองนั้นเพิ่งจะผ่านประสบการณ์จินตนาการเห็นเรือนร่างขาวเปลือยของเธอมาหมาด ๆ อารมณ์กระสันของเขาจึงกลายเป็นพลุ่งพล่าน จนต้องใช้มือลูบคลำเป้ากางเกง พลางแอบจินตนาการว่าตัวเองเป็นตัวร้ายที่กำลังกระทำปู้ยี่ปู้ยำเมญ่าอยู่

   อารมณ์ของเขาขาดชะงักเล็กน้อย เมื่อพระเอกโผล่มาช่วยเหลือได้ทันท่วงทีตามแบบฉบับของนิยายน้ำเน่า แต่ก็คึกคักขึ้นมาอีกรอบ เมื่อตัวร้ายหนีไปตามระเบียบ หลงเหลือก็แต่นางเอกที่กำลังออกอาการร่านเพราะฤทธ์ยา จีวรแอบลุ้นสุดตัวเมื่อพระเอกในหน้าจอทีวีกำลังก้มหน้าลงไปอย่างเชื่องช้าเพื่อประกบปากกับเมญ่า แต่แล้วก็ต้องอารมณ์ขาดตอนอีกรอบ เพราะละครกลับตัดจบตอนราวกับจะกลั่นแกล้งเขา

   "โอย ลุ้น หัวใจจะวาย ตอนหน้าจะเป็นยังไงเนี่ย เมญ่าจะโดนไอ้หน้าหล่อนั่นจูบจริงหรือเปล่า ไม่หรอกมั้ง คงจะเล่นมุมกล้องมากกว่า"

   จีวรส่งเสียงบ่นอุบราวกับหมีกินผึ้งที่เรื่องราวในละครไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งความจริงเขาเองก็ไม่แน่ใจนัก ว่าตนเองคาดหวังอะไร คาดหวังให้เมญ่าโดนตัวร้ายในละครข่มขืนให้สำเร็จ อยากให้เธอเสร็จสมกับตัวเอก หรือว่ารอดตัวมาได้กันแน่

   "ไม่โดนจูบหรอก ฉากหน้าตอนกำลังจะโดนจูบ เพื่อนนางเอกก็โผล่เข้ามาพอดี พระเอกก็เลยอดจ้ะ"

   ขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้น เสียงหวานใสเสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลัง จีวรจึงสะดุ้งโหยงลุกพรวดพราดขึ้นยืนและรีบหันหลังกลับไปมอง และเมื่อได้เห็นเจ้าของเสียง หัวใจของเขาก็สั่นสะท้านแทบหยุดเต้นต่อความงามของเธอ กลิ่นหอมของสบู่อ่อนจางที่โชยมาทำให้เขารู้ว่าเธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จ  และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเธอในสภาพชุดนอน

   "เอ่อ แหะ แหะ เมย์มานานแล้วเหรอ?"

   จีวรยิ้มแห้ง ๆ ไม่กล้าสบสายตากับเธอมากนัก เพราะเขากำลังกังวลว่า หากเมญ่าเพิ่งมาก็แล้วไป แต่หากเธอมาสักพักแล้ว เธอก็อาจจะได้เห็นเขาแสดงความหื่นด้วยการเอามือลูบเป้ากางเกงเป็นแน่น

   "มาซักพักแล้วล่ะ เป็นไงบ้าง ขาดเหลืออะไรอีกมั้ย จะได้เรียกพี่แม่บ้านมาดูให้?"
   
   เมย์ตอบแบบยิ้ม ๆ จีวรจึงแปลความหมายไม่ออกว่าเธอเห็นท่าทางทุเรศของเขาหรือไม่ แต่จะให้ถามก็ใช่ที่ จึงได้แต่พยายามยิ้มตอบ และพุดคุยเปลี่ยนเรื่อง

   "ไม่หรอก แค่นี้รบกวนจะแย่แล้ว มีทั้งห้องนอน แถมยังมีข้าวให้กินอีก"

   "อื้ม ถ้ามีอะไรก็เรียกพี่แม่บ้านได้ตลอดเลยนะ ถ้าห้องนอนไม่สบายก็ขอเปลี่ยนห้องไปนอนบ้านใหญ่ได้"

   จีวรพยักหน้าส่งเสียงรับปากอืมด้วยความรู้สึกอันยากจะบรรยาย เขาสอดส่ายตาไปมาเพื่อสำรวจความใหญ่โตโอ่อ่าของบ้านหลังใหญ่ที่ถูกแปรสภาพเป็นสำนักงานอีกครั้ง ข้าวของเครื่องใช้ในที่แห่งนี้ล้วนแล้วแต่สวยงามหรูหราสมกับที่เป็นบ้านของคนมีอันจะกิน แต่ในขณะเดียวกันนี่ก็ทำให้เขารู้สึกสะทกสะท้อนใจในความแตกต่างเกินไปของเขาและเมย์

   ทีแรกที่เขาได้เห็นสำนักงานแห่งนี้ เขาก็รู้สึกทึ่งในความโอ่อ่าใหญ่โตอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ทราบเพิ่มเติมว่าบ้านหลังใหญ่เนื้อที่ร้อยกว่าตารางวาหลังนี้ เป็นแค่พื้นที่ส่วนน้อยที่ถูกแบ่งมาจากพื้นที่ของบ้านหลังใหญ่ เขาก็ยิ่งทึ่งหนักเข้าไปอีก

   สิ่งที่เมย์เรียกว่าสนามหญ้าหน้าบ้านนั้น เขาแทบอยากใช้คำว่าสนามฟุตบอลแทน เพราะเนื้อที่ของมันใหญ่โตเท่าสนามฟุตบอลจริง ๆ และนี่ยังไม่รวมถึงสนามบาสกลางแจ้ง สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ สวนกล้วยไม้ และลานจอดเฮลิคอปเตอร์ตรงสวนหลังบ้าน!!!

   "คิดซะว่านอนบ้านตัวเองก็แล้วกัน อืม ... วอนกินนมมั้ย?"

   เมย์ยิ้มหวานพลางยื่นเอาแก้วที่มีน้ำนมอยู่ค่อนแก้วให้ด้วยความมีน้ำใจไมตรี แต่คนฟังกลับรู้สึกคันหัวใจยุบยิบ เพราะเขากำลังแอบลอบมองสำรวจหน้าอกที่เด้งชูชันดันเสื้อยืดแขนกุดสีขาวออกมา เป็นก้อนกลมดิกด้วยความรู้สึกหิวโหย

   "กิน กินครับ"

   จีวรพยายามฝืนยิ้มตอบแล้วยื่นมือออกไปรับแก้วนมมาถือไว้ แต่สองตายังคงไม่อาจละจากเรือนร่างที่เต็มไปด้วยสัดส่วนโค้งเว้าของเมย์ได้ แม้แต่วินาทีเดียว เขาลอบมองลำคอขาวผ่องของเธอ มองดูท่อนขาขาวเพรียวที่โผล่พ้นกางเกงผ้ายืดขาสั้นกุดด้วยความรู้สึกอัดอั้น ไม่มีครั้งใดเลยที่เขาไม่บังเกิดอารมณ์หื่นเมื่อมองดูเธอคนนี้

   "อะแฮ่ม วอนจ๊ะ ที่เมย์ชวนกินคือนมในแก้วนะ ไม่ใช่อย่างอื่น แล้วถ้ายังแอบมองมากกว่านี้ เมย์จะโกรธแล้วนะ"

   เมย์เหมือนจะรู้ตัว เธอจึงหันมาส่งเสียงดุใส่ จีวรจึงสะดุ้งโหยง รีบเบือนหน้าหลบไปทางอื่นแทบไม่ทัน ในใจก็ได้แต่รำพึงว่างานนี้เขาคงย่ำแย่แล้ว

   "วอน ... เมย์ขอแนะนำอะไรหน่อยนะ ไม่มีผู้หญิงคนไหนชอบหรอก ถ้าโดนผู้ชายจ้องเอาจ้องเอาแบบไม่มีมารยาทแบบนี้ ถ้าวอนจะมองก็แอบมองแบบเนียน ๆ ไม่ใช่จ้องเอาจ้องเอา ทำท่าเหมือนจะจับเมย์กินแบบนี้ เข้าใจมั้ย?"

   "ขอโทษ เราขอโทษ ขอโทษจริงๆ"

   จีวรหน้าซีดเผือดขึ้นมาทันที เมื่อเจอกับคำพูดแบบตรงไปตรงมาของเมย์ เขาได้แต่ก้มหน้าก้มตาเอ่ยคำขอโทษ เพราะไม่มีเหตุผลอันใดให้ยกขึ้นมาแก้ตัวได้เลยแม้แต่นิดเดียว ตอนนี้เขาจึงหัวใจตกวูบแอบคิดไปว่าเมย์คงจะเกลียดเขาเข้าแล้ว

   "สำนึกผิดจริง ๆ ใช่มั้ย?"

   "ใช่ เราขอโทษ เราสำนึกผิดจริง ๆ เราไม่ได้ตั้งใจ แต่พอเห็นเมย์ทีไร เราก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ ต้องแอบมอง แล้วเผลอเอาไปจินตนาการทุกที ขอโทษนะ"

   "เอาล่ะ ถ้าสำนึกผิดแล้วก็โอเค ครั้งนี้ยกโทษให้ แต่อย่าทำแบบนี้อีกนะ เมย์ไม่ชอบ"

   "... เมย์ ... ยกโทษให้จริง ๆ เหรอ?"

   "อื้ม ยกโทษให้เฉพาะครั้งนี้นะ ถ้ายังทำอีก คราวหน้าเมย์จะเกลียดจริง ๆ แล้ว เรื่องหื่นน่ะเป็นเรื่องธรรมชาติ ผู้ชายมองผู้หญิง ผู้หญิงมองผู้ชายเรื่องธรรมดา แต่ก็ต้องรู้จักควบคุมด้วย ไม่ใช่มองเอามองเอาเหมือนคนโรคจิต"

   "ขอโทษ เราเป็นเด็กบ้านนอกน่ะ ยังไม่เคยเห็นคนสวยเหมือนนางฟ้าแบบเมย์มาก่อน ก็เลยยังควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่เราสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก"

   "อืม เอาเถอะ ไม่ต้องขอโทษแล้ว แค่อย่าทำอีกก็แล้วกัน"

   เมย์พูดพลางเดินนำไปทางห้องที่ติดกับประตูใหญ่ เธอยืนมองไปมาทำท่าเหมือนกับกำลังสำรวจความเรียบร้อย วอนจึงพยายามบังคับสายตาออกจากเรือนร่างแสนยั่วเย้าของเธอ แล้วมองไปรอบด้านบ้าง ก่อนที่สายตาของเขาจะสะดุดเข้ากับป้ายขนาดใหญ่ด้านหลังเคาน์เตอร์รับแขก ป้ายสีสดใสนั้นเขียนว่า "บริษัท บำบัดผี"

   "สงสัยใช่มั้ย ว่าทำไมตั้งชื่อแบบนี้?"

   เมย์เหมือนจะรู้ว่าวอนกำลังคิดอะไร เธอหันมายิ้มให้แล้วเอ่ยปากถาม ก่อนจะหันหลังเดินไปตรวจสอบประตูหน้าว่าปิดล๊อคดีแล้วหรือไม่ จีวรจึงหันมามองเธอ และอดไม่ได้ต้องแอบลอบมองเรือนร่างด้านหลังของเธอด้วยแววตาชื่นชมทั้งที่เขาเพิ่งจะโดนตำหนิไปเมื่อครู่

   "บริษัท บำบัดผี? ที่นี่ทำอะไรเหรอ? อย่าบอกนะว่าเหมือนในหนังบริษัทกำจัดผี?"

   "วอนเชื่อเรื่องวิญญาณหรือเปล่าล่ะ?"

   "ไม่รู้ซิ เราอยู่วัดตั้งแต่เด็ก ก็ยังไม่เคยเห็นผีสักครั้ง แต่จะบอกว่าไม่เชื่อก็ไม่ใช่ เพราะเราพิสูจน์ไม่ได้ว่ามันมีหรือไม่มี เรียกว่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก็แล้วกัน"

   เขาตอบไปตามจริง และดูเหมือนว่าเมย์จะพอใจกับคำตอบของเขาอยู่บ้าง เธอจึงยิ้มให้และขยับเดินไปนั่งบนโต๊ะเคาท์เตอร์แล้วเริ่มสนทนาต่อ

   "รู้มั้ย ถ้าเมื่อกี้วอนบอกว่าไม่เชื่อ เมย์ก็จะหยุดคุยเรื่องนี้ทันที แต่แบบนี้แหละดี อย่าเพิ่งเชื่อถ้ายังไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง"

   "เมย์คิดว่าผีมีจริงเหรอ?"

   เขาถามด้วยความสนอกสนใจ แต่เมย์กลายเป็นนิ่งเงียบครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้า แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

   "อย่าเรียกว่าผีเลย เรียกว่าวิญญาณจะเหมาะสมกว่า เมย์เชื่อว่าแต่ละชีวิตจะมีสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณ เพียงแต่วิญญาณนั้นอยู่ในอีกสภาพหนึ่งที่คนปกติจะมองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้"

   "ถ้านิยามว่ามองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ ก็จะกลายเป็นพิสูจน์ไม่ได้น่ะซิ ว่ามีหรือไม่มี"

   "แล้ววอนนิยามคำว่าพิสูจน์ได้ยังไงล่ะ?"

   "อืม ก็เช่น มองเห็นได้ สัมผัสได้"

   "แปลว่า ถ้าวอนมองเห็น และสัมผัสกับวิญญาณได้ วอนก็จะเชื่อว่ามีจริงซินะ?"

   "ใช่"

   "ดี งั้นเราไปดูวิญญาณกันเลย โอเคมั้ย?"

   เมย์พูดด้วยท่าทีสบาย ๆ แล้วเริ่มเดินนำออกไป ท่าทางของเธอเหมือนกับกำลังจะพาเขาไปดูสัตว์เลี้ยงสักตัว จีวรจึงกลายเป็นตื่นตกใจขึ้นมา เพราะเริ่มรับรู้ได้ถึงความเชื่อมั่นอันล้นเหลือของเมย์ เขาจึงได้แต่เดินตามสะโพกงามงอนไปด้วยความรู้สึกสับสน ไม่แน่ใจว่าเมย์กำลังจะพาเขาไปที่ไหนกันแน่

   "ที่พวกเราไม่ใช้คำว่ากำจัดผี แต่ใช้คำว่าบำบัดผี เพราะว่าพวกเราไม่อยากทำลายล้างวิญญาณ พวกเราแค่อยากช่วยให้พวกเขาพ้นจากบ่วงกรรม ไปสู่ภพภูมิที่เหมาะสมกว่า เพราะจะยังไงพวกเขาก็เคยเป็นคนมีชีวิตเหมือนพวกเรามาก่อน"

   ขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินอยู่ในสนามหญ้าหน้าบ้าน เธอก็อธิบายต่อโดยไม่ได้หันหน้ามามองดู รอบด้านก็ไม่มีผู้ใดนอกจากความมืด และแสงไฟที่จัดวางเป็นเส้นทางเดินอยู่ห่างกันเป็นระยะ จีวรจึงได้โอกาสแอบลอบมองสะโพกผึ่งผายและท่อนขาขาวของเมญ่า หากทว่ามองได้ไม่นานนักเขาก็เริ่มรู้สึกหนาวยะเยือกแปลก ๆ ทั้งยังบังเกิดความรู้สึกเหมือนกับว่า มีสายตาหลายคู่กำลังลอบมองดูพฤติกรรมของเขาอยู่จากความมืดรอบด้าน

   "... หมายถึงช่วยให้หลุดพ้นเหมือนศาสนาพุทธอะไรแบบนี้น่ะเหรอ?"

   "ไม่หรอก เรื่องหลุดพ้นมันไกลเกินไป ไม่มีใครช่วยใครได้ พวกเราแค่จะพยายามเจรจา ช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ เพื่อให้เขาหมดห่วงในภพภูมินี้ เขาจะได้จากไปโดยไม่มีห่วง"

   "เดี๋ยวนะ เดี๋ยว ช่วยยังไง เราไม่เข้าใจ"

   "ยกตัวอย่างเช่น แม่ที่เลี้ยงดูลูกคนเดียว แต่ต้องเสียชีวิตเพราะโดนรถชนตาย วิญญาณของเธอจึงเป็นห่วงลูก คอยตามลูกไม่ห่าง ไม่ยอมไปยังภพภูมิอื่น ยอมให้ตัวเองกลายเป็นผีเร่ร่อน ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด จนเป็นที่หวาดกลัวของญาติพี่น้อง ญาติพี่น้องจึงต้องหาหมอผีมาจับเธอถ่วงน้ำ ... วอนว่าห่วงของวิญญาณนี้คืออะไร?"

   เมย์พูดคุยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เหมือนยกตัวอย่างออกมาเล่น ๆ หากทว่าเมื่อจีวรรับฟังจนจบ เขาก็เกิดอาการสะท้าน ชะงักหยุดเดิน มองดูเมย์ด้วยแววตาสับสนพิกล และเมื่อเขาหยุด เธอก็หยุด จากนั้นเธอจึงค่อยหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มปลอบประโลม ราวกับว่าเธอรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่

   "... เรื่องนี้ ..."

   "ขอโทษนะ ... เมย์ให้คนแอบสืบข่าวเกี่ยวกับจีวรเองแหละ เมย์อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับวอน เมย์สงสัยเรื่องสีที่เปลี่ยนรวดเร็วเกินไป แต่กลับไปค้นเจอข่าวที่น่าเศร้าเมื่อสิบกว่าปีก่อนเข้า ... เสียใจด้วยนะ"

   เมย์หันมาก้มศีรษะให้หนึ่งครั้ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ สีหน้าของจีวรจึงกลายเป็นปั้นยากขึ้นมา เพราะใจหนึ่งนั้นเขาแอบรู้สึกยินดีที่ผู้หญิงในฝันอย่างเมญ่าให้ความสนใจในตัวเขา แต่ว่าอีกด้านหนึ่งเขากำลังรู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องราวในอดีต

   น่าเสียดายที่นั่นเป็นเรื่องราวที่เขาไม่ได้สัมผัสด้วยตนเอง เนื่องจากยังเยาว์วัยเกินไป แต่เพียงแค่ฟังจากคำบอกเล่าของหลวงปู่ เขาก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง กระนั้นก็ยังรู้สึกได้ถึงความรักที่แม่ของเขามอบให้ ... แม่ของเขาตายตั้งแต่เขายังแบเบาะ และคอยตามเฝ้าดูแล แต่ต้องโดนญาติพี่น้องเรียกหมอผีไปจับใส่หม้อถ่วงน้ำ โดยที่ปัจจุบันเขาก็ยังไม่อาจทราบได้ว่า วิญญาณของแม่จะเป็นตายร้ายดีอยู่ที่ใด

   "ไม่หรอก ... เรื่องนี้จะจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ... มีแต่คนเล่าให้วอนฟังแบบนั้น วอนว่าน่าจะเป็นเรื่องเหลวไหลมากกว่า"
 
   "ถ้าเมย์บอกว่านั่นไม่ใช่เรื่องเหลวไหลล่ะ? เมย์บอกรายละเอียดไม่ได้ว่าเมย์รู้ได้ยังไง แต่เชื่อเถอะ ว่าวิญญาณแม่ของวอนยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด เธอยังติดอยู่ในโลกของคนเป็นที่ไหนสักแห่ง"

   "... นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะเมย์"

   เขาพยายามฝืนยิ้ม แต่ทราบว่าร่างตัวเองกำลังสะท้าน โดยเฉพาะเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังหดหู่ของเมย์ เขาก็บังเกิดความเชื่ออย่างสนิทใจว่าเธอไม่ได้หยอกล้อเขาเล่น ทั้งยังมั่นใจว่าเธอกำลังพูดความจริงไม่ได้โกหกเขาแม้แต่คำเดียว

   "ไม่หรอก เรื่องนี้มันไม่จริงอยู่แล้ว วิญญาณไม่ได้มีจริงซะหน่อย เมย์อย่ามาแกล้งเราแบบนี้ซิ"

   เขาพยายามพูดด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือเพื่อปลอบใจตัวเอง เรื่องที่เขาพยายามลืมเลือนไปนี้ย้อนกลับมาเล่นงานเขาอีกครั้งจนเจ็บปวดหัวใจ ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อเรื่องนี้ เพียงแต่เขาพยายามหลบเลี่ยงไม่อยากให้มันเป็นเรื่องจริง เพราะหากนี่คือเรื่องจริง คนที่น่าสงสารที่สุดก็คือแม่ของเขาไม่ใช่หรอกหรือ

   "ไม่เป็นอะไรหรอกวอน ... ถ้าอยากร้องไห้ ก็ร้องออกมาเถอะนะ"

   เมญ่าที่เขาหลงรักเดินกางแขนเข้ามาโอบกอดเขาด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น เธอจับโน้มใบหน้าของเขาแนบกับทรวงอกอวบอิ่มของเธอจนสติของเขากลายเป็นขาวโพลนขึ้นมา หากว่านี่เป็นช่วงเวลาปกติ เขาคงต้องบังเกิดอารมณ์กลัดมันของผู้ชายอย่างแน่นอน หากทว่าเวลานี้ อารมณ์ที่เคยกดทับเอาไว้ในเบื้องลึกกลับพลุ่งพล่านปะทุขึ้นมาจนสุดระงับ

   เขากอดรัดเรือนร่างบอบบางของเมญ่าไว้จนแน่น ทั้งซุกหน้าแนบกับทรวงอกอันหอมกรุ่นเต่งตึงของเธอ หากทว่าเขาไม่ได้บังเกิดความรู้สึกทางเพศต้องการลวนลามเธอแม้แต่น้อย เขาเพียงรู้สึกโศกเศร้าโหยหา เขากอดเธอไว้จนแน่น ร่างสั่นสะท้านราวกับลูกนกเปียกน้ำ ก่อนจะปล่อยเสียงโฮร่ำไห้ออกมาด้วยความโศกเศร้าอาดูรอันลึกซึ้ง

   น้ำตาของลูกผู้ชายที่กักเก็บไว้เนิ่นนาน หลั่งไหลออกมาจนชุ่มสกปรกเลอะเทอะไปทั่วทั้งทรวงอกของดาราสาวชื่อดัง หากทว่าเธอหาได้มีทีท่ารังเกียจแต่อย่างใด กลับยังคงโอบกอดลูบแผ่นหลังที่สั่นสะท้านของเขา ปลอบประโลมเขาด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นเฉกเช่นเดียวกับอ้อมกอดของมารดา อ้อมกอดที่เขาแทบจดจำไม่ได้ หากทว่ายังคงคลับคล้ายคลับคลาอยู่ในจิตใจเบื้องลึก

   "... ขอโทษนะ ทำเสื้อเมย์เลอะเทอะหมด"

   ผ่านไปครู่ใหญ่ จีวรจึงค่อยรู้สึกตัว เขารีบผงะออกจากทรวงอกของเธอ และส่งเสียงขอโทษขอโพย เนื่องจากสังเกตเห็นว่าเสื้อยืดสีขาวที่เธอสวมใส่นั้นเปียกชุ่มจนแนบสนิทลงไปบนเนื้อสาว

   "ไม่เป็นอะไรหรอกจ้ะ วอนโอเคแล้วนะ?"

   "โอเคแล้วล่ะ ขอบใจเมย์มาก ... เมย์รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เปียกแบบนี้เดี๋ยวไม่สบายเอา"

   "อืม ไม่เอาอ่ะ ขี้เกียจเดินกลับไปที่บ้านใหญ่ นี่ก็ใกล้จะถึงแล้วด้วย ... อืม เอาแบบนี้ก็แล้วกัน วอนไปเดินนำข้างหน้า ห้ามหันกลับมามองเด็ดขาดเลยนะ"

   "หา ทำไมให้วอนเดินหน้าล่ะ ไปทางไหนก็ไม่รู้"

   "เดินนำไปเถอะน่า เมย์จะถอดเสื้อมาสะบัดหน่อย แวบเดียวน่าจะแห้ง"

   เมย์จับไหล่ของเขาแล้วผลักให้เดินนำ แล้วพูดหน้าตาเฉย แต่จีวรนั้นกลายเป็นตื่นตะลึงในความหาญกล้าของเมย์จนอารมณ์พลุ่งพล่านอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อได้ยินเสียงสะบัดผ้าดังพึ่บพั่บตามหลังมา และนั่นแปลความได้ว่าตอนนี้เมญ่าที่เดินตามอยู่ด้านหลังไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า?

   "เมย์ รีบไปใส่เสื้อผ้าดีกว่านะ ทำแบบนี้มันไม่ดี เดี๋ยวมีคนเห็นเข้า"

   "ไม่มีใครเห็นหรอก แม่บ้านนอนกันหมดแล้ว ถ้าจะเห็นก็คงมีแต่ผีบ้านผีเรือน"

   "แต่เราเป็นผู้ชาย ถ้าเราเกิดคลั่งขึ้นมา เมย์จะทำยังไง"

   "คิก ไม่กลัวหรอก ต่อให้มีชายหื่นสักสิบคนล้อมอยู่ เมย์ก็เอาตัวรอดได้สบาย และที่สำคัญจีวรไม่ใช่ผู้ชายแบบนั้นหรอก"
 
   เธอตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจสบายอารมณ์ ผิดกับจีวรที่กำลังอารมณ์พลุ่งพล่านพยายามต่อสู้กับมโนธรรมของตนเองอย่างเต็มที่ เพราะเขาไม่เชื่อนักว่าเมย์จะเอาตัวรอดได้ หากผู้ชายอกสามศอกเช่นเขาตบะแตกลงมือปลุกปล้ำเธอเข้าจริง ๆ

   "เอาล่ะ กลับมาคำถามเดิม ถ้าวิญญาณนั้นไม่ใช่แม่ของวอน ถ้าวอนมีพลัง มีอำนาจ มีพร้อมทุกอย่าง กรณีนี้วอนจะทำยังไง? จับเธอถ่วงน้ำ กักขังเอาไว้ หรือทำลายวิญญาณเธอให้สลายไปเสีย จะได้ไม่มายุ่งกับคนเป็นอีก วอนเลือกทำแบบไหน?"

   "... ทำไมต้องทำเรื่องโหดร้ายแบบนั้นด้วยล่ะ เธอก็แค่เป็นแม่ อยากดูแลลูกไม่ใช่เหรอ พวกเราก็แค่ทำให้เธอเห็นว่าลูกของเธอมีคนเลี้ยงดูแล้ว พูดคุยกับเธอให้เข้าใจ เธอก็จะหมดห่วงแล้วยอมไปเกิดเอง"

   แม้ว่าเมย์จะพยายามสมมติว่าไม่ใช่แม่ของเขาแล้ว แต่จีวรก็ยังอดพูดโพล่งตอบกลับด้วยอารมณ์อันพลุ่งพล่านไม่ได้ ตอนนี้เขาเชื่อเธอจนหมดใจ เพียงแต่แค้นใจที่ไม่อาจช่วยเหลือแม่ของเขาได้

   "ใช่แล้ว วิญญาณสามารถพูดคุยได้ เพียงแค่ทำให้พวกเขาหมดห่วง และไปเกิดใหม่ก็พอ นั่นแหละคือความหมายของคำว่าบำบัดผี ... ส่วนเรื่องแม่ของวอน หากพยายามหน่อย ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางช่วยเธอ"

   "จริงเหรอ!!!"

   จีวรส่งเสียงร้องโพล่งออกมาด้วยความดีใจ เขาถึงกับลืมตัวหันกลับหลังมามองเมย์เพื่อขอคำยืนยัน เขาจึงหันมาเห็นเรือนร่างงามที่เกือบจะเปลือยเปล่าของเมย์เข้าจนเต็มตา ผิวขาวผ่องของเธอสะท้อนแสงไฟสนามเป็นประกายนวลเนียน ร่างท่อนบนมีเพียงยกทรงสีสวยรัดรั้งทรวงอกอวบอิ่มเอาไว้ โดยที่ในมือของเธอกำลังสะบัดเสื้อยืดที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาของเขาอยู่

   "... ว้ายยย"

   เมย์ยืนชะงักไปครู่หนึ่งเหมือนจะคาดไม่ถึงเช่นกันว่าจีวรจะหันกลับมามอง กว่าจะรู้ตัวยกผ้าขึ้นมาปิดทรวงอกและส่งเสียงร้องว้าย จีวรก็ได้ประทับตราตรึงเอาภาพแห่งความงามของเธอเอาไว้จนเป้ากางเกงปวดหนึบแล้ว

   จีวรเพิ่งจะรู้ตัวเช่นกัน เขารีบส่งเสียงขอโทษขอโพยแล้วหมุนตัวกลับไปทางอื่น และเวลานั้นเองที่เขาเริ่มรู้สึกถึงภาพที่หลั่งไหลเข้ามาอีกครั้ง เขามองเห็นเมญ่าและมายด์ในสภาพเกือบเปลือยกายนอนอยู่บนผืนหญ้าตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ผิวกายที่สะท้อนกับแสงจันทร์กำลังโดนชายคนเดิมลูบไล้ไปทั่ว บิกินี่สีแดงโดนถลกขึ้นไปกองเหนือราวนม ก่อนที่ปลายถันจะโดนบีบขยี้สลับกับดูดเม้มจนเมย์สะดุ้งสะท้าน สะโพกขยับโยกกระเด้าซอยอัดใส่ร่างของเมย์ถี่ยิบ จนกระทั่งเขาและเธอสำเร็จความใคร่ใต้แสงจันทร์ไปพร้อมกัน

   "นายลามก เห็นแค่นี้ก็เปลี่ยนเป็นสีเทาขมุกขมัวเลยเหรอ"

   เมย์ส่งเสียงประท้วง หากทว่าไม่ได้ใส่อารมณ์โกรธเกลียดแต่อย่างใด จีวรจึงแอบทอดถอนหายใจโล่งอกทั้งที่ใบหน้ายังคงเปื้อนรอยยิ้ม เขาหลับตาพยายามบันทึกภาพอันแสนงดงามของเมย์เอาไว้ตั้งใจไม่ให้ลืมเลือนแม้สักตารางนิ้ว

   "ขอโทษ เราไม่ได้ตั้งใจ"

   "หันไปเลยนะ ถ้าหันมาอีกแม้แต่ครั้งเดียว เมย์จะไม่พูดด้วยตลอดชาติ"

   "ขอโทษ ... เอ๊ะ เดี๋ยวนะ สีเทาอะไร เห็นเมย์พูดแบบนี้หลายครั้งแล้ว ตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อนล่ะ"

   จีวรขอโทษอีกรอบ และถามย้อนกลับไปด้วยความสงสัย แต่เมย์ยังไม่ยอมตอบ เขาจึงแอบใจเสียเล็ก ๆ เกรงว่าเธอจะโกรธเขาเข้า

   ".... เอ๊ะ ... ทำไมกลายเป็นสีขาวหม่นอีกแล้วล่ะ?"

   หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ เธอก็ส่งเสียงด้วยความประหลาดใจ เขาจึงเกือบเผลอหันไปถามเธออีกครั้ง แต่ยังดีที่ยังควบคุมตัวเองได้ จึงเพียงส่งเสียงถามเธอย้อนกลับไป

   "อะไรสีขาวหม่นเหรอ เดี๋ยวก็สีเทา เดี๋ยวก็สีขาว?"

   "... เข้าไปข้างในก่อน อย่าหันมาเด็ดขาดเลยนะ"

   เมย์ยังไม่ตอบ ทั้งยังส่งเสียงด้วยความเง้างอน เธอผลักเขาให้เดินไปทางอาคารขนาดเล็กหลังหนึ่ง นั่นเป็นอาคารที่ดูแข็งแรงทนทานราวกับว่าต่อให้โดนโดนระเบิดใส่ก็จะไม่พังทลายง่าย ๆ

   เขาพยายามมองสำรวจโดยรอบอีกครั้ง แต่ไม่เห็นอะไรมากนักนอกจากสีดำทะมึนน่าสะพรึงของความมืดจนขนลุก แต่มองได้เพียงครู่เดียวเมย์ก็ผลักเขาให้หันไปทางอื่น จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงดังตื้ด ๆ เหมือนเมย์จะเดินไปกดรหัสเปิดประตูที่แข็งแกร่งคล้ายกับประตูนิรภัยของธนาคาร

   "ในนี้มีอะไรเหรอเมย์ ... ดูน่ากลัวจัง"

   เขาถามเสียงสั่น รู้สึกเหมือนฟันตัวเองกำลังกระทบกันส่งเสียงดังกึกกึก เนื้อตัวของเขาก็กลายเป็นสั่นเทิ้มขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาไม่ทราบว่าเขากำลังกลัวอะไร เขาทราบเพียงว่าเขาไม่อยากเข้าไปในอาคารหลังนี้ และแทบไม่อยากให้เมย์เปิดประตูที่คล้ายจะพาเขาลงนรกบานนี้ออกมา แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงประตูโลหะเปิดดังเอี๊ยดที่ฟังคล้ายกับเสียงใครโหยหวน จากนั้นเมย์ก็ส่งเสียงหวานสดใสของเธอออกมาจนเขาเกือบช๊อคอยู่ตรงนั้น

   "อ้าว ลืมไปแล้วเหรอ ... เมย์บอกว่าจะพาวอนมาดูวิญญาณไงล่ะ"

............................................................

   จีวรเหม่อมองดูตู้ลิ้นชักขนาดเล็กนับร้อยช่องที่จัดวางเรียงรายคล้ายกับช่องใส่อัฐิคนตายอยู่รอบด้านด้วยความรู้สึกอันแปลกประหลาด ในฐานะเด็กวัดนั้น เขาเคยติดตามหลวงปู่ไปธุดงค์ในสุสานนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งแม้ว่าเขาจะรู้สึกหนาวเย็นหวาดกลัวไม่น้อยเมื่ออยู่ในสถานที่เหล่านั้น แต่ยังไม่เคยมีครั้งใดเลย ที่เขาจะรู้สึกขนลุกซู่หวาดกลัวจนตัวสั่นสะท้านขนาดนี้

   "เมย์ ... ที่นี่คืออะไรเหรอ?"

   เขาส่งเสียงถามเมย์โดยไม่ได้หันหน้าไปมอง เนื่องจากเธอยังคงมิได้สวมใส่เสื้อปิดบังร่างกายเอาไว้ เธอทำอะไรบางอย่างส่งเสียงดังก๊อกแก๊ก จากนั้นเธอก็ตอบด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นคล้ายกับว่ากำลังโกรธเคืองเขาอยู่บ้างไม่น้อย

   "สุสาน"

   "สุสาน!!! อย่าบอกนะว่าลิ้นชักเล็ก ๆ พวกนี้ เก็บอัฐิคนตายเอาไว้!!!"

   "เปล่าหรอก ไม่ได้เก็บอัฐิ กายหยาบพวกนั้นเก็บไว้ก็เปล่าประโยชน์"

   จีวรถอนหายใจด้วยความโล่งอก รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้างเมื่อได้เธอยินเช่นนั้น แต่เมื่อเธอพูดต่ออีกประโยคหนึ่ง เขาก็กลายเป็นตัวแข็งทื่อเบิกตาโพลงมองดูลิ้นชักแต่ละอันด้วยอาการเกร็งจนแทบขยับตัวไม่ได้

   "ลิ้นชักพวกนี้เอาไว้เก็บวิญญาณที่เป็นอันตรายกับคนเป็นและยังหาวิธีให้ไปเกิดไม่ได้ต่างหาก ในนี้มีทั้งวิญญาณเร่ร่อน วิญญาณตายโหง วิญญาณคลั่งแค้น แล้วก็วิญญาณอสูร ทั้งหมดก็เจ็ดสิบสองตนไม่ขาดไม่เกิน"

   "วะ วะ วิญ วิญญาณ ... เจ็ด ... เจ็ดสิบสองเลยเหรอ!!!"

   เขามองไปโดยรอบและพูดติดอ่างขึ้นมากะทันหัน แต่เมย์ยังคงพูดตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งไม่รู้สึกรู้สาอันใดทั้งสิ้น

  "อืม วิญญาณเจ็ดสิบสองดวง แบ่งตามระดับแสง พวกสีเทาอันตรายไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นพวกวิญญาณเร่ร่อน หรือวิญญาณที่มีบ่วง พวกสีแดงอันตรายหน่อย เป็นพวกวิญญาณตายโหง กับคลั่งแค้น ... ส่วนพวกวิญญาณสีดำ พวกวิญญาณอสูร ... พวกนี้ใครเจอเข้าล่ะก็ ..."

   "ถ้า ถ้าเจอสีดำแล้วเป็นยังไงเหรอ?"

   "ตายน่ะซิ รอดยาก แต่ไม่ต้องห่วงนะในนี้มีสีดำแค่สองดวง พี่เอกเขาตั้งใจจะกักวิญญาณให้อ่อนแรงอาฆาตลงก่อน แล้วค่อยหาทางบำบัด แต่พวกเราก็ยังไม่เคยทำสำเร็จนะ สีดำมีแต่ความชั่วไปถึงขั้วใน พวกเราไม่เคยเปลี่ยนแปลงได้"

   "สี ... สีอันนี้คือสีที่เมย์พูดถึงก่อนหน้านี้หรือเปล่า?"

   "ใช่แล้ว พวกเราเรียกว่าแสงแห่งจิต แสงนี้จะแทนอัตลักษณ์ความบริสุทธ์ของจิต เช่นเด็กทารกเมื่อเกิดมาจะเป็นสีขาวบริสุทธ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็จะค่อยโดนจิตอกุศลย้อมดำทีละน้อย จนกลายเป็นสีเทา ... คนส่วนใหญ่จะเป็นแสงสีเทา ... มีส่วนน้อยที่บ้าคลั่งจนเป็นสีแดง ... และมีนับนิ้วได้ ที่เป็นสีดำสนิท"

   "เมย์บอกว่าสีของเราเป็นสีขาวหม่นหรือเปล่า แต่ว่าบางครั้งก็บอกว่าเป็นสีเทา"

   "สีปกติของวอนจะเป็นสีขาวหม่น ถือว่ามีจิตใจดีกว่าคนปกติที่มีรักโลภโกรธหลง แต่ที่แปลกก็คือบางครั้งกลับเปลี่ยนเป็นสีเทา แถมยังเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้เร็วมากเสียด้วย"

   "ผิดปกติเหรอ ก็เมย์บอกว่าสีแห่งจิตมันเปลี่ยนกันได้?"

   "สีแห่งจิตเปลี่ยนได้ แต่ไม่ใช่ในเวลาอันสั้นรวดเร็วขนาดนี้ และต้องไม่เปลี่ยนยอกย้อนกลับไปกลับมา กรณีของวอนจึงถือว่าไม่ปกติ"

   "แล้วมันจะมีอะไรไม่ดีหรือเปล่า?"

   "เมย์ยังไม่รู้ เมย์ก็เลยพยายามสืบดูว่าเป็นเพราะอะไร แต่ถ้าให้เดาตอนนี้ คงขึ้นกับความคิดด้านลบของวอนเอง เช่นเมื่อกี้สีของวอนกลายเป็นสีเทาทันทีที่หันมาเห็นเมย์โป๊ ... ครั้งก่อนหน้านี้ตอนอยู่บนรถ สีก็เป็นสีเทาแวบนึง ตอนที่วอนแอบมองมายด์แล้วช่วยตัวเอง ... ส่วนอีกครั้งก็เมื่อสองอาทิตย์ก่อน ตอนทำรายงาน วอนแอบมองผ่านร่องกระดุมของเมย์ แล้วแอบช่วยตัวเอง ตอนนั้นก็กลายเป็นสีเทาเหมือนกัน"

   เมย์อธิบายออกมายาวเหยียดจนคนฟังปากอ้าตาค้าง เพราะเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าเมย์แอบสังเกตเห็นความหื่นของเขาตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นตอนอยู่บนรถ หรือแม้แต่ตอนทำรายงาน ... แล้วแบบนี้เขาจะยอมเป็นข้าทาสให้ต่ายใช้แรงงานไปเพื่ออะไร?

   "เอ่อ ... เมย์ ... เราขอโทษ แต่เราไม่ได้ตั้งใจนะ ตอนนั้นเรา ... เรา ... เอ่อ เราขอโทษ เราแค่แอบมอง แต่เราไม่รู้เรื่องจินตนาการนั่นเลยนะ อยู่ ๆ มันก็เข้ามาในหัวเอง"

   "จินตนาการอะไร?"

   "ก็อย่างเมื่อกี้ก่อนจะเข้ามาในนี้ ผมก็เห็นภาพเมย์กับมายด์นอนบนพื้นหญ้า มายด์นอนหอบเหมือนเพิ่งเสร็จไปหนึ่งรอบ แต่เมย์กำลังโดนผู้ชายคนนั้น ... เอ่อ ... มีเซ็กส์ด้วย ... เรายังเห็นด้วยว่าเมย์ใส่ชุดว่ายน้ำสีแดง"

   จีวรพยายามหาข้ออ้างแก้ตัว และข้ออ้างนั้นก็เหมือนจะได้ผลไม่น้อย เพราะเมย์กลายเป็นเงียบไป ก่อนที่จะบอกให้เขาเล่ารายละเอียดมากกว่านี้ เขาจึงเล่าใส่รายละเอียดในสิ่งที่ได้เห็นมากกว่าเดิม ทั้งยังรวมไปถึงภาพที่เห็นตอนอยู่บนรถ และตอนทำรายงานที่มหาวิทยาลัยด้วย

   "แปลกจัง ..."

   เมย์ส่งเสียงอุทานเมื่อได้รับฟังจนหมด จากนั้นเธอก็เงียบเสียงลงไปอีกพักใหญ่

   "วอน ... นั่งนิ่ง ๆ นะ ห้ามขยับเด็ดขาดล่ะ ไม่งั้นเมย์จะไม่ถือเป็นเพื่อนอีก เมย์จะทดลองอะไรหน่อย"

   จีวรไม่ทราบว่าเธอกำลังคิดทำอะไร แต่เมื่อเขาส่งเสียงตกปากรับคำ ก็ได้ยินเสียงเดินก๊อกแก๊ก พร้อมกับการปรากฎตัวของเรือนร่างขาวโพลนที่เบื้องหน้าในระยะประชิด

   เขาได้แต่ปากอ้าตาค้าง เธอเดินมายืนที่เบื้องหน้าเขาในสภาพไม่ได้สวมใส่เสื้อยืดปิดบัง ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อคล้ายเขินอายหากทว่านัยย์ตาแฝงความเด็ดเดี่ยว แต่เขาไม่มีเวลาสนใจใบหน้าของเธอนัก เพราะสายตาและสมาธิทั้งมวลกำลังโดนทรวงอกอวบอิ่มที่มีเพียงยกทรงรัดรั้งเอาไว้ดึงดูดไปจนหมดสิ้น

   จีวรกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ หอบหายใจฟืดฟาด ความเป็นชายตื่นตัวขึ้นจนถึงขีดสุด หากเธอยังไม่หยุดยั้งลงเพียงแค่นั้น เมย์กำลังทำในสิ่งที่เขาไม่เคยนึกไม่เคยฝัน เธอยิ้มให้เขาคล้ายเชิญชวนคล้ายยั่วเย้า ทั้งยังยกปลายนิ้วไล้สัมผัสเรือนร่างของเธอเองด้วยกิริยายั่วสวาทสุดขีด

   เธอยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากสีชมพูอ่อนของเธอเอง ก่อนจะยิ้มให้แล้วแลบลิ้นออกมาเลียวนที่ปลายนิ้ว สลับกับแหย่แยงนิ้วเข้าไปในโพรงปากจนสุดโคน จีวรจึงเผลอจินตนาการไปว่าเธอกำลังละเล่นอยู่กับดุ้นเอ็นของเขา และอดไม่ได้ต้องขยับมือลงไปบีบขยำนวดเป้ากางเกงที่กำลังปวดหนึบ

   จากนั้นเมย์ก็ส่งเสียงครางแผ่วเบาหากทว่ายั่วเย้าจนเขาอารมณ์เตลิด เธออ้าปากคายเอานิ้วที่เปียกชุ่มน้ำลายไล้ต่ำลงไปที่ลำคอ หัวไหล่ ไล่ตามสายยกทรงลงไปเขี่ยวนที่กลางร่องนม เธอสอดนิ้วนั้นมุดเข้าไปในยกทรงตรงตำแหน่งของปลายถัน แล้วสั่นสะท้านส่งเสียงอูยออกมาคำหนึ่ง

   จีวรเริ่มทานทนไม่ไหว เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเธอต้องแสดงท่าทียั่วเย้าเช่นนี้ แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ต้องล้วงมือลงไปในกางเกงเพื่อนวดเฟ้นดุ้นเอ็นตัวเองให้คลายจากความอัดอั้น กระนั้นเธอก็ยังไม่หยุด สองเต้าอวบโอฬารโดนสองมือของเธอเองบีบจากด้านข้างจนบิดเบี้ยว ก่อนที่เธอจะมองเขาด้วยสายตายั่วยวน ขยับมือลงไปลูบไล้ที่หน้าท้องของเธอ แล้วสอดล้วงเข้าไปในกางเกงผ้ายืดขาสั้นทำท่าเหมือนจะตกเบ็ดสำเร็จความใคร่ให้ตัวเอง

   "อูยยยสสส ไม่ไหวแล้วเมย์ ... โอยยยย โอยยย ... อู้วววววว"

   เมื่อเห็นเช่นนี้จีวรก็หมดสิ้นซึ่งความอาย เขาล้วงเอาดุ้นเอ็นขนาดใหญ่กว่ามาตรฐานชายไทยเล็กน้อยขึ้นมากระถอกเป็นระวิง ก่อนจะส่งเสียงครางอู้ว ระเบิดน้ำกามพุ่งปรี๊ด ๆ ด้วยความแรงจนไปเปรอะเลอะอยู่บนหน้าท้องของเมญ่า และนี่เป็นสภาพการณ์เหมือนกับที่เขาเคยแอบฝัน เขาฝันเช่นเดียวกับผู้ชายทั่วไป ที่จะได้มีโอกาสระเบิดน้ำกามจนแปดเปื้อนนางในฝันของตัวเองสักครั้ง

   รอคอยจนอารมณ์กระสันลดทอนลง เขาก็ได้แต่แค่นยิ้มด้วยความอาย เวลานี้เขาได้แสดงธาตุแท้ของผู้ชายให้เธอได้เห็นอย่างเต็มตาแล้ว เขารับรู้ได้ว่าเขาคลั่งไคล้เธอถึงเพียงนั้น แต่เขายังไม่ทราบว่าเธอมองเขาเยี่ยงไร เพราะตอนนี้เธอเดินหลบไปอยู่ด้านหลังของเขาอีกครั้ง โดยที่เขาเพียงทันมองเห็นใบหน้าอันแดงซ่านของเธอแค่แวบเดียว

   เธอหยุดนิ่งเงียบที่ด้านหลังอยู่พักใหญ่ แต่เขาก็ไม่ทราบว่าควรทำอย่างไรต่อดี เขาไม่แน่ใจว่าเธอกำลังยั่วยวนเขาทางอ้อมหรือไม่ เธอกำลังรอคอยให้เขาแสดงความเป็นลูกผู้ชายด้วยการเปิดสะพานปล่อยให้เขารุกรานเข้าหาหรือเปล่า ในใจของเขาจึงพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว หากทว่าเพียงแวบเดียวเขาก็ต้องรู้สึกเหมือนโดนน้ำเย็นราดใส่หัว เมื่อเธอส่งเสียงออกมาว่า

   "... ยังเป็นสีขาวหม่นไม่เปลี่ยนแปลง ... แปลว่าสีแห่งจิตของวอนไม่ได้เปลี่ยนไปตอนที่วอนมีอารมณ์ใคร่ ... แต่ว่าวอนน่าจะสามารถรับสัมผัสจินตนาการ หรือความต้องการของคนอื่นได้ ก็เลยโดนย้อมดำแบบชั่วคราวด้วยกิเลศของคนนั้น ... เอ้านี่กระดาษทิชชู่"

............................................................

( เพิ่มเติมเนื้อหา 29/11/2559 )

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 29, 2016, 11:49:21 pm โดย kaithai »

*

ออฟไลน์ medsay

  • Gold Member
  • *****
  • 1190
  • 1061
    • ดูรายละเอียด
Re: จิตราคะ ตอนที่ 3 - แสงแห่งจิต
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 18, 2016, 12:58:37 pm »
เอิ่ม....ฟินไปสิครับ อยู่ดีๆก็มีสาวมายั่วต่อหน้า ไม่แตกให้รู้ไป ขอบคุณครับ

*

ออฟไลน์ dayto

  • Junior Member
  • ***
  • 509
  • 441
    • ดูรายละเอียด
Re: จิตราคะ ตอนที่ 3 - แสงแห่งจิต
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 20, 2016, 04:35:41 pm »
ตื่นเต้นมาก ลุ้นๆตรับ ขอบคุณมาก

*

pinmonkey

Re: จิตราคะ ตอนที่ 3 - แสงแห่งจิต
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 22, 2016, 02:06:30 pm »
การทดลองสุดเสียว อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป  ขอบคุณมากครับ

*

ออฟไลน์ jamemy007

  • Full Member
  • **
  • 240
  • 85
    • ดูรายละเอียด
Re: จิตราคะ ตอนที่ 3 - แสงแห่งจิต
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กันยายน 24, 2016, 09:39:40 pm »
ฟินสุดๆคับ เมย่า

*

i_robot

Re: จิตราคะ ตอนที่ 3 - แสงแห่งจิต
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กันยายน 29, 2016, 06:48:58 pm »
เมย์ลองของซะแล้ว

*

ออฟไลน์ pepejang

  • Full Member
  • **
  • 81
  • 102
    • ดูรายละเอียด
Re: จิตราคะ ตอนที่ 3 - แสงแห่งจิต
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2016, 12:39:31 am »
ขอบคุณมากครับ เมย่าลองของ ดูสิจะเป็นยังไงต่อ

*

ออฟไลน์ gfthebc

  • Senior Member
  • ****
  • 771
  • 4
    • ดูรายละเอียด
Re: จิตราคะ ตอนที่ 3 - แสงแห่งจิต
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: กันยายน 30, 2017, 11:03:45 pm »
ไม่​นะ​น้อง​เมย์​ อย่า​มี​คน​อื่น​นอก​จาก​พี่​เอก​เลย​นะ​ครับ​ ทำ​ใจ​ไม่​ได้​จริงๆ​

*

ออฟไลน์ armfine

  • Full Member
  • **
  • 69
  • 50
    • ดูรายละเอียด
Re: จิตราคะ ตอนที่ 3 - แสงแห่งจิต
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: เมษายน 05, 2019, 06:00:29 pm »
มีลุ้น....อ่านสนุกจริงๆ

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ