กามลิขิต ชีวิตหฤหรรษ ตอนที่ 9

กามลิขิต ชีวิตหฤหรรษ ตอนที่ 9

  • 1 ตอบ
  • 7985 อ่าน
*

ออฟไลน์ saradio

  • Full Member
  • **
  • 98
  • 4865
    • ดูรายละเอียด
กามลิขิต ชีวิตหฤหรรษ ตอนที่ 9
« เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2015, 06:34:02 PM »
[align=center]
                                                      น้องก้อย[/align]
 
                      พอหลังจากที่เราตกลงไปทะเลกันอาทิตย์หน้าแล้วทั้งกลางและแอนต่างตื้นเต้นกระดี๊กระด๊ากันอย่างมากต่างก็ไปซื้อชุดว่ายน้ำเล่นน้ำทะเลกันคนละชุด 2 ชุด แต่ละชุดก็แสนจะหวือหวามองแล้วน้ำลายจะไหล พอใส่แล้วอยากจะล่อทั้งคู่ค่าชุดจริงๆก็ติดที่ว่าพวกเธออาทิตย์นี้ต้องทำงานเคลียร์คิวที่จองพวกเธอเอาไว้ให้หมดขืนผมล่อไป 2สาวหมดแรงก็ไม่ต้องไปรับแขกกันพอดี

             แล้วในที่สุดก็ถึงวันที่เราจะไปทะเลกันทุกคนดูเบิกบานและตื้นเต้นกันมาก โดยเฉพาะ สองสาว วุ่นวายแพ็กเป้กระเป๋ากันแต่เช้าพอเสร็จแล้วก็พากันออกจากบ้านไปสถานีรถไฟ ตอนนั้นเรายังไม่ได้ซื้อรถยนต์เพราะเห็นว่าไม่จำเป็นในชีวิตประจำวันของพวกเราซึ่งใช้มอเตอร์ไซด์สะดวกกว่า ทีนี้พอจะไปเที่ยวที่ไกลๆก็ต้องอาศัยรถทัวร์ รถไฟรถประจำทางนี่แหละ

            ก็นั่งจากข่อนแก่นเข้ากรุงเทพต่อจากกรุงเทพลงใต้เพื่อจะไปจังหวัดกระบี่ ระหว่างที่นั่งจากขอนแก่นใกล้ถึง กทมพวกเราหลับซบกันไปทั้งหมด โดยมีผมนั่งกลาง เอามือกอดเอวทั้งคู่ แล้วเธอ 2 คนก็เอาหัวอิงไหล่ผมทั้ง2 ข้าง ผมว่าผู้ชายหลายคนในรถไฟ คงอิจฉาผมน่าดู ที่มีสาวสวยหุ่นน่าฟัด 2คนแนบชิดประกบข้าง และคงคิดสงสัยในความสัมพันธ์ของเรา 3 คนว่าเป็นอะไรกันเพราะดูเป็นพี่น้องกันก็ไม่น่าจะใช่

            ตอนนั้นเสียงโทรศัพท์กลางดังขึ้นเธองั่วเงียขึ้นมาล้วงเอาโทรศัพท์มาดูว่าใครโทรมา เมื่อเห็นเป็น นาง ก็พูดว่า"จ้า พี่"โดยที่เธอยังงั่วเงียไม่ตื่นดี

          "กลาง พี่มีข่าวดีจะบอก พี่โปรโมทเพลงเสร็จแล้วมีเวลาพักหลายวัน พี่ก็เลยจะไปหากลาง เพราะก้อยมันก็อยากเจอกลางเหมือนกัน เนี่ยพี่กำลังจะเตรียมตัวออกไปกันแล้ว ถึงโน้น ก็คงมืดหน่อย เลยโทรมาบอกก่อน"

          กลางหายงัวเงีย เมื่อนางบอกจะไปหา ต้องขยับตัวลุกขึ้น พูดว่า

            "พี่นาง ตอนนี้นู๋ไม่ได้อยู่บ้านนะ นู๋ออกมาเทียวทะเลพี่ไปก็ไม่เจอนู๋นะสิ"

          "อ่าว.. แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้ว ไปเที่ยวทะเลที่ไหน"

          "ก็..จะไปกระบี่ ..ตอนนี้ก็น่าจะใกล้จะถึงกรุงเทพแล้ว"

          "งั้นก็ดีสิ งั้นพี่ไปรับเธอ ที่หัวลำโพงแล้วไปทะเลด้วยกันเลยดีกว่า เดี๋ยวพี่ไปรอที่หัวลำโพงนะ"

          กลางก็ตื่นเต้นจะได้เจอพี่เจอน้องบวกกับอารมณ์เพิ่งตื่นสมองยังสั่งงานไม่เต็มที่จนลืมเรื่องของผมที่ไม่อยากให้นางรู้ผมอยู่กับกลาง ก็ตกลงรับปากไปจนผมงั่วเงียลืมตาขึ้นมาเห็นเธอคุยโทรศัพท์ ก็ถามว่าใครโทรมานั่นแหละ กลางถึงนึกออก

          "ฉิบหายแล้วพี่ใหญ่ พี่นางจะมารับที่หัวลำโพง และจะไปทะเลด้วยกันกับเรา"

          ผมสะดุ้งเฮือก ดีดตัวตั้งจนแอนหัวหงายหลุดจากไหล่ผมไปกระแทกพำนักเสียงดังโป๊ก ร้องโอ้ย

            "อะไรนะ"

          ผมถามย้ำอีกที

            "เมื่อกี้ พี่นางโทรมา แล้วนู๋บอกว่าจะไปเที่ยวทะเล พี่นางก็เลยบอกว่าจะไปด้วยนู๋ลืมไปว่าพี่ไม่อยากให้พี่นางเจอ เลยรับปากไป "

          "อ่าว .. แล้วทำยังไงดีวะเนี่ย"

          ผมพูดอย่างคิดอะไรไม่ออก แต่แอนกลับปากไวว่า

            "สงสัยได้เป็น อี ขลิก อีกรอบ"

          "เออ.. อีขลิก พี่ใหญ่ต้องเป็นอีขลิกแล้วหละ"

          กลางพูดอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ตามที่แอนบอก แล้วรีบจับผมแต่งหน้าทาปากอีกครั้งจนคนบนรถไฟหันมามองกัน ส่วนไอ้ผู้ชายที่มองผมด้วยความอิจฉาแต่แรก ก็อมยิ้มหัวเราะและมองผมด้วยสายตาเหยียดหยาม คงนึกในใจว่า โธ่ กูก็นึกว่ายอดชาย ควงหญิงที่ละ 2ที่ไหนได้กระเทยนี่หว่า

            พอรถไฟถึงหัวลำโพงทั้งคู่รีบไปที่ร้านค้าหาเสื้อผ้าผู้หญิงไซด์ใหญ่ๆ มาให้ผมใส่ ผมต้องร้องเฮ้ย

            "คราวนี้ถึงกับต้องแต่งหญิงเลยเหรอวะ"

          "เอาน่า ก็ชุดพี่คราวนี้ มันดูไม่เข้าเปลี่ยนๆไปก่อน หรือพี่อยากให้พี่นางจำได้ ก็แล้วแต่พี่นะ"

          กลางบอกแกมขู่ จนผมต้องยอม พอแต่งออกมาแล้ว มันจะหญิงก็ไม่หญิงจะชายก็ไม่ชาย มันเหมือนกระเทยภูธร ที่ไม่สะเด็ดน้ำ จะไปทางไหนก็ไม่ไปสักอย่าง

          ผมยืนอายตัวเองจนพูดไม่ออกแต่ก็ต้องทำแถมซ้ำร้ายยังต้องเรียนแบบท่าทางกระเทยด้วย ตอนนั้น โทรศัพท์กลางดังขึ้นมาอีกนางโทรมาถามว่าถึงไหนแล้ว กลางก็เลยบอกว่าถึงแล้ว นางดีใจบอกว่ารออยู่จอกรถ

            พวกเราก็เลยเดินออกไปหาตอนนั้นใจผมตุ่มๆต่อมๆ ไม่รู้ทำไมเวลาเจอนางทุกทีใจผมต้องเป็นอย่างนี้ทั้งที่บอกว่าจะตัดใจแล้ว แต่ก็ระงับความรู้สึกไม่ได้

            จนพวกเราเจอกันที่ลานจอกรถนางยืนข้างรถตู้ เธอสวมหมวก ใส่แว่วดำ และแต่งตัวค่อนข้างมิดชิด ที่เป็นเช่นนี้เพราะเธอกำลังดังมาก เลยต้องพรางตัวนิดหน่อยเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ เธอยังมากับคนอีก2 คน คนหนึ่งเป็นผู้ชายหน้าตาดี แต่งตัวดี ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิงหน้าใสอยู่ในวัยสวยน่ารักอายุ ประมาณ 18 แต่งตัวสดใส ทันทีที่ผมเห็น ก็รู้ได้เลยว่าเธอคือก้อยถึงเธอจะเปลี่ยนไปมากเพราะโตขึ้น แต่ก็มีเค้าเดิมให้ผมจำได้อยู่แต่ที่คิดไม่ถึงก็คือ เมื่อเธอโตแล้วเธอจะมีหน้าอกใหญ่เกินตัว

            ก้อยตะโกนเรียก พี่กลางแล้วก็วิ่งอย่างดีใจเข้ามาหา ก่อนที่พวกเราจะถึงรถตู้ด้วยซ้ำก้อยเข้ามากอดกลางอย่างคิดถึงที่ไม่เจอกันนาน แล้วก็พากันเดินกอดเอวไปหานางที่ยืนรออยู่สามสาวยืนคุยทักทายกันจนลืมคนอื่นไปชั่วขณะ จนสักพักนางก็หันมาทักผม

            "อ่าว พี่ขลิกก็มาด้วยเหรอ"

          ผมปั้นหน้ายิ้มรับ ก่อนจะดัดน้ำเสียงรับว่า ฮ่ะแล้วจากนั้นนางก็หันไปทักทายกับแอน แล้วจู่ๆ ผู้ชายที่มาด้วยกันกับนางและก้อยก็กระแอมไอ เหมือนเรียกร้องความสนใจ ก่อนยิ้มบอกกับนางว่า

            "ใจคอ นาง จะไม่แนะนำให้ผมได้รู้จักกับน้องและเพื่อนๆของนางบ้างเลยหรือครับ"

          ผู้ชายคนนั้นพูดด้วยสีหน้ายิ้มกริ่มกับนาง นางก็มีท่าทีเหมือนนึกได้ยิ้มหัวเราะ แล้วพูดหยอกว่า

            "ก็แนะนำตัวเองสิ"

          น้ำเสียงที่เธอพูดกับผู้ชายคนนั้น มันเหมือนกับผู้หญิงพูดกับแฟนที่เพิ่งคบกันใหม่ๆแล้วผู้ชายคนนั้นก็ยิ้มให้ทุกคนแล้วพูดว่า

            "สวัสดีครับ ทุกคน ผมชื่อ กิตติ เรียก ว่ากิต ก็ได้นะ.. เอาละพวกเราขึ้นรถกันดีกว่า จะได้ออกเดินทางกัน งานนี้ไม่ต้องห่วง ผมเป็นเจ้าภาพเอง"

          กลางดูว่าผู้ชายคนนี้สนิทสนมกับพี่นางมาก ก็เลยกระซิบถามก้อยว่าคนนี่เป็นใคร ก้อยก็ยิ้มบอกเบาๆว่า เป็นแฟนพี่นางตอนนั้นผมยืนอยู่ข้างหลังกลางกับก้อย ได้ยินชัดเต็มสองรูหูรู้สึกเหมือนโดนต่อยเข้าปลายคางจนน็อกไป 10 วิมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนแอนเรียกให้ขึ้นรถ ถึงได้เดินตามขึ้นไป

            รถตู้คันนี้เป็นรถตู้คันใหญ่ราคาแพงเหมือนเป็นรถตู้ที่พวกดาราชอบใช้ ทำให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายมีกระทั้งตู้เย็นและคาราโอเกะในรถ      

            ตอนนั้นนางไปนั่งคู่คนขับตอนหน้าซึ่งคนขับก็คือกิตที่ก้อยบอกเป็นแฟนเธอทำให้กลางมีโอกาสถามก้อยถึงเรื่องกิตติมากขึ้นซึ่งผมก็ได้ยินได้ฟังด้วยเพราะนั่งใกล้กัน ถึงได้รู้ว่า กิตติคนนี้เป็นคนที่พานางไปงานประกวดร้องเพลงและเป็นคนติดต่อให้นางไปเซ็นสัญญากับค่ายเพลงจนเป็นนักร้องตอนนี้กิตติเลยเป็นผู้จัดการของนางด้วย ซึ่งจริงๆ ผม กลาง และแอนเคยเจอคนนี้มาแล้วแต่พวกเราจำไม่ได้ คนนี้ก็คือคนที่มาตามนางที่หลังเวทีตอนที่เราไปหานางที่เวทีขอนแก่น

            ช่วงเวลานั้นผมรู้สึกเหมือนวิญญาณออกจากร่าง ไม่ค่อยรับรู้และตอบสนองอะไรจนกลางต้องมาเอามือผมไปจับกุมไว้เหมือนปลอบใจ แต่เธอก็ยังทำตัวปกติสนุกสนานไปกับการคุยกับพี่น้อง และที่สำคัญผมรู้สึกว่ากลางจะสนุกมากขึ้นด้วยซ้ำ เหมือนดีใจที่เห็นพี่สาวเธอมีแฟนเพราะผมจะได้ตัดใจจากพี่สาวเธอให้เด็ดขาดเสียที และนี่อาจจะเป็นการเห็นแก่ตัวเล็กๆของกลาง ก็ได้ เพราะนั่นหมายความว่าผมไม่อาจทิ้งพวกเธอไปหานางได้อีกแล้ว ถึงเธอไม่พูดไม่เคยหึงหวงผมผมก็ดูออก

            ตอนนั้น กิตก็บอกนางว่า

            "เปิดคาราโอเกะให้น้องร้องเพลงกันสิ จะได้สนุกสนานกัน"

           นางก็เปิดให้ แต่แอนก็บอกว่าอยากฟังนางร้องมากกว่า นางก็เลยร้องเปิดก่อน โดยเพลงที่ขึ้นมา เป็นเพลงของ ต่ายอรทัย ชื่อเพลง ขอใจกันหนาว และเธอก็ร้องในน้ำเสียงสไตล์ของเธอ

[align=center]เมื่อเลิกงานเดินเหงา
มีเงาเป็นเพื่อนเข้าซอย
ผู้สาวบ้านไกลใจลอย
บ่มีคนคอยเคียงเงา
อยู่ในเมืองใหญ่
อุ่นกายแต่หัวใจหนาว
วันๆมีหลายเรื่องราว
รุมเร้าให้คอยหวั่นไหว
[/align]

นางร้องเพลงนี้ เหมือนนึกถึงเรื่องราวของตัวเองหน้าตาเธออินมาก

[align=center]ปัญหาหลายอย่าง
สู้ตามลำพังบ่ไหว
พรุ่งนี้สิเดินอย่างไร
ถ้าใจบ่มีคนเคียง
[/align]

พอถึงท่อนที่ว่า

[align=center].อยากมีพี่เลี้ยง
เคียงข้างบนทางเปื้อนฝุ่น
มอบใจอุ่นๆ
กันหนาว กันท้อพอเพียง
ยามเจ็บเห็นหน้า
ยามมีปัญหายืนเคียง
ยามเหงาได้โทรฟังเสียง
หล่อเลี้ยงหัวใจทุกคราว
[/align]

            ท่อนนี้เธอร้องและหันไปประสานสายตากับกิตด้วยสายตาที่หวานซึ้งเหมือนจะบอกความนัยให้กันและกัน ถ้าคนอื่นมองดูคู่นี้ก็จะรู้สึกว่าหวานน่ารักและน่าอิจฉาแต่ผมกับรู้สึกหม่นหมอง จนอยากร้องบอกฟ้าว่า กูมานั่งทำเหี้ยอะไรที่นี่วะต้องมาทนดูภาพบาดตาบาดใจ

            ตอนนี้นั้นไม่รู้ว่ากลางเห็นอาการผมและนึกมันไส้หรือป่าวเธอกดเลือกเพลงเอง และขอร้องต่อจากนาง พออินโทเพลงขึ้น แอนถึงกับหัวเราะ เหมือนรู้ว่าทำไมกลางถึงขอเพลงนี้เธอรีบขยับตัวมาเบียดนั่งด้วยกับผมและกลางเพื่อช่วยร้องทันที มันชื่อเพลงเมื่อไหร่จะพอ ของ เดือนเพ็ญ อำนวยพร

[align=center]           ไม่ใช้ไม่รู้ว่าเธอเจ้าชู้กับใครไปเรื่อยไม่ใช่ไม่เหนื่อยกับการรอคอยให้เธอเห็นใจ
แต่ที่ทำเฉยเฉย ไม่เอ่ยไม่พูดอะไร เพราถึงยังไงเธอก็ลื่นก็ไหลอยู่ดี
ร้องให้ก็แล้วตามหึงก็แล้วเธอยังไปต่อ ไม่เคยจะพอเหมือนจุดอิ่มตัวของเธอไม่มี
จึงได้แต่ภาวนาให้เธอเห็นค่าความดี ที่ไม่ยอมหนีเพราะยังมีหวังในใจ
[/align]

พอถึงท่อนสร้อยพวกเธอประสานเสียงร้องอย่างสนุกสนาน และมองผมบอกความหมายเป็นนัยๆ เหมือนตัดพ้อ

[align=center]* เมื่อเธอพอ.... ฉันจะรออยู่ตรงนี้ลองให้เต็มที่.... ไปมีคนโน้นคนนี้ตามสบาย
เมื่อเธอพอ.... ฉันจะรออยู่ตรงนี้ เอาให้เต็มที่.... รับรองไม่มีฉันไปกวนใจ
แต่หากมีสักนิด... ที่เธอฉุกคิดขึ้นได้ ให้รู้ว่าหัวใจ ฉันรอ แบบคลอน้ำตา

ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเธอเจ้าชู้ลับหลังอยู่เรื่อยไม่ใช่ไม่เหนื่อยแต่เพราะรักเธอจึงยอมเรื่อยมา
หากเธอจะใจร้าย หลายใจไม่ยอมเลิกรา ฉันก็ไม่ว่าเมื่อเธอพอ จะรออยู่ตรงนี้
[/align]

ความจริงผมควรจะโกรธที่พวกเธอร้องแควะในภาวะที่ผมอารมณ์แบบนี้ แต่ถ้าฟังดีๆ เหมือนกับพวกเธอให้คติปลอมใจผมมากกว่าว่า คนที่ควรรัก ก็มีอยู่แล้วตั้ง 2 คน แล้วจะมัวไปวิ่งตามคนอื่นอยู่ทำไมเมื่อรู้ว่ารักไม่ได้ผมจึงยิ้มขึ้นมา และแกล้งทำท่าขบเขี้ยวใส่

            พอเพลงจบ กิต ก็แซวว่า

            "โห น้องร้องกันอย่างกับมีแฟนเจ้าชู้เลยนะครับ"

          "ตัวพ่อเลยค่ะ ขนาดอยู่กับนู๋ยังคิดถึงคนอื่นเลยจริงมั๊ยกลาง"

          แอนบอกอย่างที่เล่นทีจริงและชวนกลางเข้ามาเออออด้วย จนคนอื่นหัวเราะที่แอนพูดรับอย่างตรงไปตรงมา

          บรรยากาศในรถเริ่มสนุกขึ้น และผมเองก็เลิกที่จะเศร้า ผมคิดในใจว่าถ้าเธอมีแฟนที่ดีผมควรจะดีใจไปกับเธอด้วย และอย่าทำตัวไปทำลายบรรยากาศคนอื่นเลยก็เริ่มที่จะสนุกสนานตามน้ำไป ทำตัวเป็นกระเทยตลกคอยยิงมุกเรียกเสียงฮา ขนาดกลางกับแอนยังไม่เชื่อสายตาว่าผมจะตีบทแตกได้ขนาดนี้

            ตอนนั้นก้อยก็รู้สึกชอบผมเพราะเห็นผมเป็นกระเทยตลกดี ก็ชอบมาแหย่ชอบมาคุยก้อยยังเหมือนเดิมที่เป็นเด็กน่ารักช่างเจรจา เธอพูดกับผมได้ไม่หยุดจนคนอื่นเริ่มทยอยหลับไปหมดแล้ว เธอก็ยังคุยอยู่ จนง่วงทนไม่ไหวนั่นแหละถึงได้ยอมเงียบหลับไป

            รถตู้มาถึงกระบี่ ตี 2 กว่ากิตพาไปพักรีสอร์ทแห่งหนึ่ง โดยจองที่พักลักษณะเป็นบ้านมีห้อง3ห้อง ที่พักสวยมากดูหรูหราไฮโซแถมติดชายทะเล ผม กลางและแอน มองไปรอบๆอย่างตื่นตาตื่นใจแบบไม่เคยเห็นมาก่อนและทำตัวกันไม่ค่อยถูกรู้สึกประหม่าเหมือนพวกบ้านนอกเข้ากรุงแต่ดูนางและก้อยจะวางตัวได้อย่างกลมกลืนไปกับความหรูหรามีระดับแบบนี้ไปแล้ว

          พอถึงที่พักพวกเราก็นอนกันเลย 3พี่น้องขอนอนด้วยกันห้องหนึ่งผมกับแอนนอนด้วยกันอีกห้อง ส่วนกิตก็นอนคนเดียวอีกห้องหนึ่ง แต่คืนนั้นผมนอนไม่หลับผมออกไปนั่งตรงระเบียงหน้าบ้าน เพื่อให้สายลมทะเลและเสียงคลื่นปลอบใจผม

            ตอนนั้นกลับได้ยินเสียง ห้องของนางกลางและก้อย มีคนเปิดประตูออกมาเบาๆ ตอนแรกผมนึกว่ากลางแอบออกมาหาผมแต่กลับเป็นนางที่เปิดประตูออกมาเบาๆ แล้วไปเปิดประตูห้องของกิตที่ไม่ได้ล็อกเหมือนเปิดรอไว้อยู่แล้ว วินาทีที่เธอเข้าห้องไปผมก็เดาได้แล้วว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น แม้ใจหนึ่งผมไม่อยากเห็นและไม่อยากรับรู้แต่อีกใจหนึ่งผมก็อยากให้เห็นกับตาผมเคลื่อนตัวไปตรงข้างหน้าต่างห้องกิตอย่างไม่อาจยับยั้งชั่งใจและแอบมองผ่านหน้าต่างกระจกเลื่อนบานใหญ่ที่ไม่ได้เอาผ้าม่านลงเหมือนมองดูจอทีวีจอใหญ่ ที่เห็นความเคลื่อนไหวภายในทั้งหมด

             ตอนนั้นกิตนุ่งผ้าขนหนูเพียงผืนเดียวเหมือนเตรียมรออยู่แล้วและดึงนางเข้ามาหอมและกอดอย่างคนกระหายความคิดถึงโดยนางยิ้มเขินและหัวเราะจั๊กกระจี้

            "พี่กิต นี่ละก็ รอพรุ่งนี้ก็ไม่ได้ วันนี้ขับรถทั้งวันไม่เหนื่อยหรือไง"

          "เหนื่อยแค่ไหน พี่ก็แคร์หรอกจ๊ะขอให้มีโอกาสอยู่กับนางก็พอ"

          ไอ้หมอนี่ปากหวานเข้าไส้มันพูดไปพร้อมกับถอดเสื้อผ้าของนางออกทีละชิ้นโดยที่นางไม่ได้อิดออดหรือขัดขืนมันแม้แต่น้อย เพียงครู่เดียวนางก็ล่อนจ้อนไม่มีอะไรติดตัวผมมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกโหวงเหวงมือเท้าเย็นเฉียบเหมือนคนเป็นลมแต่ก็พยายามคิดว่า เขาทั้งคู่เป็นแฟนกัน ไอ้การทำอย่างนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องผิด

            นางถูกอุ้มขึ้นบนที่นอนถูกจูบซุกไซด์ไปทุกสัดสวน ผิวขาวเนียนที่ได้รับการดูแลอย่างดาราถูกมันโลมเลียจนไม่เหลือที่ว่างสักตารางนิ้วนางแอ่นตัวซีดส์ปากด้วยความเสียวซ่าน จนปทุมถันคู่งามชูชันโดดเด่นแล้วปทุมถันคู่นั้นก็โดนลิ้นละเลงเล่นจนหนำปากไอ้กิต ก่อนที่มันจะลงไปเบิร์นหีนางอย่างอร่อยปาก

            นางซีดส์ปากส่ายสะโพกรับลิ้นไอ้กิตด้วยความสุขภาพที่ผมเห็นมันทำให้ผมคิดได้ว่าเธอไม่ใช่สาวบ้านนาคนเดิมที่รอคอยผมอีกต่อไป และเธอเลือกชีวิตใหม่ที่ไม่มีผมไปตั้งนานแล้วอาจจะก่อนที่ผมจะเจอกับกลางก็ได้

            ตอนนั้นกิตจับนางถ่างขาและขึ้นเย็ดแบบท่าเบสิกทั้งกระเด้าทั้งกอดจูบ จนนางร้องครางครวญ แล้วไม่นานทั้งคู่ก็เสร็จไปด้วยกัน

            ผมมองภาพนั้นด้วยใจที่พยายามจะปลงให้ตกและค่อยๆ ถอยหายเข้าไปในความมืด กลับไปที่ที่ตัวเองควรอยู่ ผมกลับเข้าไปนอนและตื่นมาพร้อมกับทุกคนในวันรุ่งขึ้นตอนเกือบเที่ยง ทำตัวตลกโปกฮาเหมือนปกติทั้งที่จิตใจยังคงวนเวียนอยู่กับภาพบาดตาในคืนนั้น

            กิตชวนไปกินอาหารกลางวันที่รีสอร์ทจัดไว้ให้ ทุกคนกินร่วมกันและพูดคุยกันอย่างสนุกโดยเฉพาะสามสาวพี่น้องที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแล้วพูดคุยกันถึงสมัยตอนเด็ก แต่หลายเรื่องที่เล่าของสามสาว เมื่อนึกดูดีๆมักจะมีผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย แล้วจู่ๆ ก้อยก็พูดมาว่า

            "นู๋อยากเจอพี่ใหญ่จัง ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหนถ้าพี่ใหญ่มาอยู่ทีนี่ด้วย คงสนุกกว่านี้"

            คำพูดของก้อยทำเอาเงียบกันทั้งโต๊ะ โดยเฉพาะนาง ที่สีหน้าเปลี่ยนไปจนเห็นได้ชัดกิตนึกสงสัย ถามนางว่า

            "พี่ใหญ่ที่พูดถึงนี่ใครเหรอ"

          "อ๋อ ก็เป็นคนพเนจร ที่เคยมาอาศัยทำงานที่บ้านไม่มีความสำคัญอะไรหรอก"

          นางบอกกิต ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะเต็มเสียงนัก

            "ไม่นะ พี่ใหญ่ สนิทกับพวกเราจะตายพอเลิกจากทำนาก็ชอบพาพวกเราไปเที่ยวเล่นด้วยกันบ่อยๆ พี่ใหญ่ยังเคยสัญญาว่าจะแต่งงานกับนู๋เลย"

          คำพูดของก้อย เหมือนเป็นเรื่องใหม่ที่ ทั้งกลางและนางไม่เคยได้ยินกลางถึงกับสำลักน้ำที่กำลังกินอยู่แล้วหันมามองเขม่นผมแถมเอาเท้ามาเตะสะกิดเหมือนจะถามว่าเคยไปพูดกับยัยก้อยไว้ตอนไหนผมนึกยังนึกไม่ค่อยออกเลย สงสัยเคยพูดกับยัยก้อยไว้ตอนยัยก้อย 10 ขวบมั่งเหมือนตอนนั้นเด็กมันถามก็ตอบเอาใจเด็กไปอย่างนั้นไม่คิดว่ายัยก้อยจะจำมาถึงตอนนี้

            ตอนนั้นนางก็กลืนน้ำลายลงคอนิดหน่อยก่อนพูดว่า

            "ก้อย เธอจะไปเอาอะไรกับคนแบบนั้น พูดอะไรสัญญากับใครเคยจำอะไรที่ไหนขนาดบอกว่าจะกลับมาเยี่ยมทุกปีตอนวันสงกรานต์แล้วเคยมามั๊ยแล้วตอนที่พ่อกับแม่เสีย เขาเคยโพล่หัวมามั๊ย แล้วเขาบอกว่าเขาจะไปหางานทำงานมีเงินแล้วจะมารับพวกเราไปอยู่ด้วย นี่ผ่านไป 6ปีแล้วไหนละสัญญาที่ให้ไว้ ถึงทำงานไม่มีเงินก็ควรส่งข่าวกลับมาบ้าง แต่นี่ไปแล้วไปลับไม่กลับมาเลยเขาลืมพวกเราไปหมดแล้ว เธอไม่รู้หรือไง จะมาจำอะไรกับคำพูดที่ให้ไว้กับเด็ก"

          นางยิ่งพูดอารมณ์ยิ่งขึ้น เหมือนระบายความในใจตัวเองมากกว่าพูดถึงก้อยแต่กลางกลับเถียงแทนผมขึ้นว่า

            "พี่ใหญ่ เขาอาจมีความจำเป็นอะไรก็ได้ ที่ไม่มาตอนพ่อกับแม่เสียเพราะหลังจากนั้นเบอร์ที่ติดต่อกันมันก็ไม่มี แล้วพวกเราก็ย้ายออกจากบ้านเขาอาจจะกลับมาแล้วไม่เจอ และอาจกำลังตามหาพวกเราอยู่ก็ได้"

            "กลาง ตอนนี้พี่เป็นนักร้องที่คนรู้จักทั่วประเทศนะ ถ้าเขาตามหาเราเขาจะไม่รู้เลยหรือว่าพวกเราอยู่ไหน"

          กลางเถียงไม่ออก เลยเงียบไป กิตเห็นว่าบรรยากาศเริ่มไม่ดีพี่น้องจะถกเถียงกันเรื่องไอ้ใหญ่ ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ ก็เลยเปลี่ยนเรื่องชวนคุยว่า

            "ตอนนี้แดดไม่ค่อยมี น่าลงเล่นน้ำนะ พวกเราไปเล่นน้ำกันดีกว่า"

          แล้วก็ชวนทุกคนไปเล่นน้ำทะเล ทำให้บรรยากาศกลับมาคึกคักอีกครั้ง กลางและแอนรีบไปเปลี่ยนใสชุดบีกินี่ที่ซื้อมาอวดโฉมแข่งกันชุดบีกีนี่ของพวกเธอมันดูโป๊และยั่ว เกินกว่าคนไทยจะกล้าใส่ส่วนใหญ่จะเห็นแต่ชาวต่างชาติที่ใส่แบบนี้ ส่วนนางกับก้อยใส่เพียงขาสั้นและเสื้อยืดธรรมดาจริงๆ ก้อยก็อยากจะใส่บีกีนี่มั่ง แต่นางไม่ให้ใส่และดุห้ามไว้ มาบ่นกับผมมุบมิบๆว่า

            "ที่พี่กลางใส่ พี่นางไม่เห็นว่าเลย แต่พอนู๋บอกว่าจะใส่มั่ง พี่นางกลับห้ามนู๋ก็อยากใส่แบบพี่กลางมั่งนี่น่า ดูสิพี่กลางกับพี่แอนดูสวยจะตาย"

          ผมมองดูก้อยที่หัวเสียจากนางมานั่งบ่นกับผม รู้สึกว่าเธอ กำลังอยู่ในวัยแหกกรอบไปตามค่านิยมมากกว่าที่จะทำตามพี่สาวในทุกเรื่องเหมือนตอนเด็กๆผมก็เห็นด้วยกับนางที่ไม่ต้องการให้ก้อยโตเร็วหรือแก่แดดมากเกินไป ก็เลยบอกว่า

          "ก็น้องก้อย ยังเด็กนี่ฮ่ะ จะไปใส่แบบนั้นได้ยังไงพี่ขลิกว่า น้องก้อยเชื่อพี่นางนะดีแล้ว"

          ผมดัดเสียงกระเทย บอกก้อย

            "นู๋เด็กที่ไหน พี่ขลิก 18 แล้วนะ ดูนมนู๋สิใหญ่กว่าพี่นางอีกพอๆกับพี่กลางเลยนะ"

            "อันนี้ พี่ขลิกไม่เถียง ฮ่ะ คุณน้อง แต่ที่ว่าเด็กหนะหมายถึงความคิดฮ่ะไม่ใช่นม"

          "พี่ขลิกอ้า... นู๋นึกว่าพี่จะอยู่ข้างนู๋เสียอีกพอเลยไม่คุยด้วยแล้ว"

          ก้อยพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อเหมือนโกรธผม แล้วเธอก็ลุกไปจากผมตามพี่ๆไปเล่นน้ำผมเลยนั่งคนเดียวอยู่บนชายหาดดูพวกเขาเล่นน้ำกัน ตอนนั้นผมสังเกตว่ากิตพยายามจะตีสนิทกับสาวๆ ทุกคน โดยเฉพาะกลางกับแอน หากดูเผินๆ ก็จะดูเหมือนเป็นผู้ชายที่อบอุ่นพยายามเอาใจน้องของแฟนเพื่อให้สนิทเข้ากันได้แต่ผมรู้สึกสังหรณ์ใจว่า กิตติไม่ได้คิดเพียงแค่นนั้น เพราะเวลาที่มันมองกลางและแอนในชุดบีกินี่ผมมักเห็นแววตาที่เหมือนซ่อนอะไรไว้ภายใน แต่นั้นอาจเป็นผมคิดไปเองเพราะเกิดอคติกับมันก็ได้

            ตอนนั้นขณะที่ผมกำลังเหม่อลอยคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยฉับพลัน เสียงกลางตะโกนเรียกผมอย่างแตกตื่น

            "พี่ใหญ่ช่วยด้วย ช่วยไอ้ก้อยเร็ว ไอ้ก้อยจมน้ำ"

          ผมตื่นจากภวังค์ มองไปในทะเลเห็นก้อยถูกคลื่นซัดไปห่างจากฝั่งสภาพเหมือนกำลังจะจมน้ำ ทุกคนตกใจทำอะไรไม่ถูกกลางร้องตะโกนเรียกผมไม่ขาด วินาทีนั้น ผมวิ่งจากชายหาดพร้อมถอดเสื้อผ้าผู้หญิงที่ใส่ออกอย่างเร็วจนเหลือกางเกงในตัวเดียวแล้วกระโจนตัวพุ่งลงทะเล ว่ายฝ่ากระแสคลื่นไปหาก้อย

            ผมว่ายจ้ำอย่างไม่คิดชีวิตจนเหลือห่างกันไม่กี่เมตรผมจะถึงตัวก้อย แต่ก้อยก็พยุงตัวไม่ไหว จมดิ่งลงไปผมเลยต้องดำลงไปควานหาตัว และในที่สุดก็คว้าตัวขึ้นมาได้ผมรีบพยุงว่ายพาเธอเข้าฝั่ง และปั้มหัวใจผ่ายปอดให้เธอรู้สึกตัวท่ามกลางเสียงร้องไห้ตกใจของกลางและนาง

            "ฟื้นสิก้อย อย่าทำอย่างนี้น่า นู่ยังเด็กนะ ไม่ควรมาตายแบบนี้"

          ผมพูดพร่ำเรียกเธอ พร้อมกับปั้มหัวใจ แล้วก้มลงไปผ่ายปอดอีกแล้วก็มาปั้มหัวใจ

            "ไม่เอาน่า ก้อย เธออยากเจอพี่ไม่ใช่เหรอ พี่ใหญ่ อยู่นี่แล้วเธอฟื้นมาสิ ฟื้นขึ้นมา"

          ตอนนั้นผมอยู่ในอารามแตกตื่นลืมตัว กลัวก้อยจะตาย พูดพร่ำเรียกเธอโดยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว

          วินาทีนั้น ก้อยก็กระอักน้ำออกจากปาก ไอ โขลกๆ รู้สึกตัวขึ้นมาทุกคนรู้สึกยินดีจนจะร้องไห้เพราะรู้ว่าเธอปลอดภัยแล้ว ผมเลยอุ้มเธอขึ้นพาดบ่าเขย่าให้น้ำที่เธอสำลักเข้าไปออกมาให้หมด ตอนนั้นกู้ภัยที่ดูแลบริเวณชายหาดมาพอดีรีบเอาอุปกรณ์ช่วยชีวิตมาใส่ให้เธอ แล้วพาเธอไปส่งโรงพยาบาลทุกคนรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าตามเธอไปโรงพยาบาล แต่ตอนนั้นนางกลับไม่ขยับไปไหนยืนมองผมนิ่งน้ำตาคลอ ตอนนี้เธอคงรู้แล้วว่าผมคือใหญ่สายตาที่มองมามันแฝงไปด้วยความโกรธความเจ็บช้ำและความคิดถึงคะนึงหาเธอเหมือนมีคำถามมากมายที่อยากจะถาม แต่ไม่มีอะไรเอ่ยออกจากปากได้แต่ยืนมองผมนิ่งไม่ไหวติง

            จนกิตต้องเรียกเร่งให้เธอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปดูก้อยที่โรงพยาบาล เธอจึงผละจากผมไปด้วยน้ำตาที่ไหล

          เย็นวันนั้นทุกคนไปอยู่ที่โรงพยาบาลกันหมดยกเว้นผมเพราะผมรู้สึกเข้าหน้านางไม่ติด พอหมอบอกว่าก้อยปลอดภัยแล้วไม่มีอะไรให้นอนพักคืนหนึ่ง พรุ่งนี้ก็ออกจากโรงพยาบาลได้ ทุกคนก็สบายใจลง    จากนั้นนางจึงไปถามกลางเรื่องผมรวมถึงเรื่องอาชีพของกลางด้วย เพราะนางแอบสงสัยมาตลอดว่ากลางจะขายตัวไม่อย่างนั้นคงไม่มีเงินส่งให้เธอได้เดือนละหลายหมื่นตอนยังไม่เป็นนักร้อง เมื่อสองเรื่องถูกเค้นมาในคราเดียวมันก็ไม่เหลืออะไรที่กลางจะบ่ายเบี่ยงปิดบังได้อีก ต้องพูดความจริงออกไปนางสะเทือนใจอย่างหนักที่รู้ว่าผมเป็นเอเย่นให้น้องตัวเอง

          คืนนั้นนางแอบออกจากโรงพยาบาลมาพบผมที่รีสอร์ทโดยมากับกิตผมเมื่อเห็นเธอกับกิตเข้ามายังที่พักตรงมาหาผม ต้องประหม่าทำอะไรไม่ถูกรีบปั้นหน้ารับ พูดว่า

            "ก้อยเป็นยังไงบ้าง"

          นางไม่ตอบแต่ตบหน้าผมอย่างแรง จนผมเจ็บสะท้านไปถึงใจนางร้องไห้น้ำตาไหล โวยวายใส่ผมว่า

            "พี่ยังเป็นคนอยู่มั๊ย พี่ทำกับกลางอย่างนี้ได้ยังไง พี่ไม่ละอายใจบางเหรอที่ต้องส่งกลางไปนอนกับคนอื่นเพื่อแลกเงิน นางผิดหวังในตัวพี่จริงๆนางไม่คิดเลยว่าพี่จะเป็นคนแบบนี้"

          เธอทั้งตบทั้งตีผม ร้องไห้ปานจะขาดใจ เหมือนผิดหวังกับผมอย่างที่สุด ผมรู้สึกว่านางจะรู้เรื่องทั้งหมดแล้วเลยพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนให้นางตบเอา กิตเห็นเรื่องจะบานปลาย รีบมาดึงนางออกจากผม พยายามปลอบนางให้ใจเย็นๆ ไอ้กิตคนนี้ก็ท่าทางก็จะรู้เรื่องทั้งหมดเหมือนกันหันมาพูดกับผมว่า

            "คุณไปจากที่นี่เหอะ อย่ามายุ่งกับครอบครัวนี้อีกเลยนะไปตั้งแต่ตอนนี้แหละ และไม่ต้องติดต่อกับกลางอีก นางเขาจะรับน้องเขาไปอยู่ด้วยส่วนคุณก็ไปตามทางของคุณเถอะ"

          ผมรู้สึกระอายใจอย่างที่สุด และไม่กล้าสู้หน้าใคร น้ำตามันไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวแล้วผมก็ไปเก็บของออกจากที่พัก โดยไม่พูดอะไร กิตกับนางมองดูผมเก็บของจนหมดแล้วตามผมไปถึงหน้ารีสอร์ท เพื่อให้แน่ใจว่าผมไปแล้วจะไม่ย้อนกลับมา

            คำพูดสุดท้ายที่นางบอกกับผมคือว่า

            "พี่ใหญ่ ถือว่านางขอร้อง พี่ไปแล้วอย่าติดต่อหากลางอีกเลยนะนางไม่อยากให้กลางต้องตกไปอยู่ในวงจรแบบนั้นอีกแล้ว ถ้าพี่ยังคิดถึงความดีที่พ่อนางมีต่อพี่บ้างพี่ก็ปล่อยกลางไปเถอะ"

          ผมไม่รู้ว่านางเข้าใจผมแบบไหน แต่ผมไม่อยากอธิบายอะไรอีกแล้ว ผมเองก็ไม่อยากให้กลางขายตัวถ้าผมไปแล้วทำให้กลางได้ไปอยู่กับนางแล้วเลิกอาชีพนี้ได้ผมก็พร้อมจะไป

            ดังนั้นผมจึงก้าวจากไปอย่างไม่ลังเล เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกที่ชีวิตผมต้องเดียวดายและพเนจรสักหน่อย

            --------------------------------------------------------------------------------------------

            การระหกระเหินครั้งนี้ผมไม่ถึงกับจนตรอกเพราะผมยังมีเงินในบัญชี อีกหลายหมื่นบาท พอให้ผมได้ตั้งหลักหางานใหม่ทำผมยังไม่จากไปจากจังหวัดกระบี่ หางานทำเอาแถวนี้ ผมทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับนางที่ว่าจะไม่ติดต่อกับกลาง โดยการหักซิมโทรศัพท์ทิ้ง แม้ในใจจะรู้สึกคิดถึงกลางกับแอนมากเพียงใดผมก็ต้องทนกับมันให้ได้

            เวลาผ่านไปหลายเดือนนางยังคงเป็นนักร้องที่ยอดนิยมที่คนชื่นชอบ ผมยังเห็นเธออยู่ในทีวีและติดตามข่าวเธออยู่ห่างๆ ตอนนั้นผมได้งาน เป็นลูกเรือนำเที่ยว  โดยจะคอยเป็นลูกเรือคอยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว

            เรือส่วนใหญ่ที่ให้เช่าเป็นเรือยอร์ซ ที่จะมีคนขับและมีลูกเรือติดไป 1-2 คน เพื่อพานักท่องเทียวออกทะเล

            วันหนึ่งมีชาวญี่ปุ่นมาติดต่อเช่าเรือ เพื่อเที่ยวชมทะเลและเกาะต่างๆ โดยเช่าเหมาเป็นอาทิตย์โดยชาวญี่ปุ่นที่มาติดต่อ ใส่สูทดำแว่นตาดำท่าทางขึงขัง พูดจาเสียงดังดูแล้วเหมือนพวกยากูซ่าในทีวี

            แต่วันที่นัดหมายออกเรือ พวกชาวญี่ปุ่นมากัน3 คน หนึ่งในนั้นเป็นหญิงสาวอายุไม่มาก ประมาณ 20 กว่าๆ แต่ดูเธอเงียบขรึมและวางตัวอย่างม


*

ออฟไลน์ ่jub2520

  • Junior Member
  • ***
  • 359
  • 316
    • ดูรายละเอียด
Re: กามลิขิต ชีวิตหฤหรรษ ตอนที่ 9
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2016, 04:18:17 PM »
ถูกใจกับการอ่านทุก ๆ ตอน  ไม่ทำให้ผิดหวัง

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ