ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ตอนที่ 1

ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ตอนที่ 1

  • 1 ตอบ
  • 3819 อ่าน
*

ออฟไลน์ pylon

  • Full Member
  • **
  • 164
  • 427
    • ดูรายละเอียด
ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ตอนที่ 1
« เมื่อ: มกราคม 26, 2016, 02:44:51 AM »
                 ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ตอนที่ 1


                “หากในหนึ่งชีวิตคุณได้มีโอกาสอีกครั้งคุณจะทำอะไร?”


                คำถามที่ใครๆก็อยากจะได้ ในหนึ่งชีวิตคุณมีเรื่องผิดพลาดมากน้อยแค่ไหน



                ทุกๆคนมีช่วงเวลาที่ผิดพลาดเสียใจกันทั้งนั้นเชื่อเถอะร้อยทั้งร้อยก็มีคนอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขมันกันทั้งนั้น



                “ถ้าหากว่าตอนนั้นฉัน......” “ถ้าตอนนั้นให้เลือกได้ฉัน.......” คำรำพึงรำพันกล่าวถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้วในอดีตที่คุณไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้วซึ่งมีผลต่อคุณใรอนาคตทำให้เกิดเหตุการณ์ที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดชีวิตก็ว่าได้


                แต่อย่างไรก็ดีไม่มีใครสามารถแก้ไขอดีตได้จริงไหม.......แต่ถ้าผมทำได้ล่ะ


                คุณอาจไม่เชื่องั้นลองมาฟังเรื่องของผมดูล่ะกัน
...............................................................................................................................................................................
                ณ.กรุงเทพในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งกลางเมือง


                หวอๆ หวอๆเสียงไซเรนจากรถฉุกเฉินพุ่งตรงมายังประตูห้องฉุกเฉินอย่างว่องไวเพื่อนำคนเจ็บส่งถึงมือหมอนางพยาบาลเปิดประตูและเข็นเปลลงมาจากรถพร้อมบุรุษพยาบาลต่างเร่งเข็นเปลเข้ไปในตัวตึกที่เปิดไฟสว่างวาบไว้


                “คุณหมอค่ะคนไข้เป็นผู้ชายอายุราวๆ50 ปี มีอาการสาหัสเนื่องจากถูกรถชน ศีรษะได้รับความกระทบกระเทือน กระดูกทั่วร่างแตกหักหลายส่วนมีเลือกคลั่งในช่องท้องอวัยวะภายในฉีกขาด ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วแต่อาการยังอยู่ในขั้นวิกฤตอยู่ค่ะ”


                พยาบาลที่เข็นเปลมาได้กล่าวด้วยเสียงเร่งรีบบอกหมอฉุกเฉินที่พุ่งเข้ามายังเปลที่เข็นมาทันที


                “งั้นคุณรีบเอายากระตุ้นชีพจร ให้เลือดและรีบเอาเข้าห้องผ่าตัดด่วนเลยนะ อ่อ แล้วก็ตามหมอจรัญด่วนเลย”



                คุณหมอตรวจดูอย่างเร่งรีบก่อนจะสั่งงานแก่พยาบาลที่เข้ามาช่วยงาน


                “เอ๋.....แล้วทำไมหมอโชคไม่ผ่าตัดเองเลยล่ะค่ะ? ตอนนี้คุณหมอจรัญอยู่ที่ห้องผ่าตัด 1 นะค่ะ ส่วนตอนนี้หมอนิดก็อยู่ห้องผ่าตัด 2ส่วนคุณหมอกาญก็ลาคลอด ถ้าหมอโชคไม่ผ่าตัดให้แล้วใครเป็นคนผ่าตัดล่ะค่ะ ?”


                พยาบาลที่อยู่ข้างคุณหมอกล่าวแย้งขึ้นมาทันทีที่คุณหมอสั่งงานเสร็จ


                “ผมผ่าตัดไม่ได้เคสนี้มันยากเกินมือสำหรับแพทย์ฝึกหัดอย่างผมถ้างั้นคุณแจ้งไปที่ศูนย์รีบหาหมอผ่าตัดมาด่วนเลยนะ”


                หมอหนุ่มกล่าวอย่างตื่นตระหนกก่อนมองดูคนไข้ที่อยู่หน้าตัวเองอย่างสั่นกลัวนึกในใจวันนี้คงเป็นวันโชคร้ายของเขาทั้งๆที่เป็นวันแรกของเขาในการฝึกงานที่ห้องฉุกเฉินทำไมเจอเคสยากๆตั้งแต่แรก


                แต่ในขณะที่คุณหมอกับพยาบาลกะลังวุ่นวายอยู่นั่นผมยังมีสติมองความโกลาหลที่เกิดขึ้นอยู่อย่างเงียบๆโดยคิดว่าบางทีมันอาจจะดีก็ได้ที่ไม่มีใครมารักษาปล่อยให้จบชีวิตแบบนี้มันก็ดีเหมือนกัน กลัวไหมตอบจริงๆนะผมว่าผมก็กลัวตายเหมือนกันแต่อยู่ไปก็ใช่ว่าจะดีเช่นกัน



                สวัสดีครับทุกท่านผมชื่อ ชาติ เป็นชายสูงอายุคนหนึ่งที่หาพบได้ทั่วไป หรือที่เด็กสมัยนี้เรียกแบบหยาบคายว่า“ตาแก่” นั่นแหละครับ เมื่อสมัยก่อนผมเป็นเด็กกำพร้าอาศัยข้าวก้นบาตรของหลวงพ่อเพื่อดำรงชีวิตหลวงพ่อเคยบอกผมว่าท่านพบผมโดยมีคนมามอบให้ท่าน บอกว่าเจอผมในถังขยะตอนกำลังทิ้งขยะในซอยใกล้วัดนี้เขาเลยสงสารพามาฝากไว้กับหลวงพ่อให้ดูแลตอนเด็กๆผมก็เหมือนเด็กวัดปกติทั่วไปแหละครับทำงานดูแลหลวงพ่อไปแต่เนื่องจากเป็นเด็กค่อนข้างหัวดี หลวงพ่อเลยส่งเสียให้เรียนหนังสือพร้อมทั้งดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีแต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากหลวงพ่อเอาใจใส่ผมมากเกินไป็ทำให้เด็กวัดคนอื่นๆเขม่นผมมากพอดูต่อหน้าหลวงพ่อก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผม แต่ลับหลังพวกเขารุมทรมานผมต่างๆสารพัด ไม่ว่าจะเป็นคอยหาโอกาสปลุกผมทั้งคืน หรือแย่งกินข้าวจนแทบไม่มีเหลือให้ผมกินจนทำให้ผมตัวเล็กร่างกายค่อนข้างอ่อนแอ และก็คอยเมินผมต่างๆนาๆ ไม่ยอมเล่นด้วยทำให้ผมเป็นเด็กเก็บตัวตั้งแต่เด็ก


                ในตอนมัธยมการกลั่นแกล้งก็หนักขึ้นเรื่อยๆคราวนี้ไม่ได้มีแต่พวกเด็กวัดเท่านั้นแล้วครับแต่มีพวกเด็กในห้องเริ่มร่วมขบวนชีวิตตอนช่วงวัยรุ่นผมกว่าจะผ่านมาได้ก็ทุลักทุเลพอสมควรแต่ก็เอาเถอะผมไม่ค่อยอยากจะนึกถึงช่วงนั้น


                พอขึ้นมัธยมปลายผมทำคะแนนได้ดีจนสามารถสอบชิงทุนได้แน่ล่ะทำไมจะสอบไม่ได้ก็เพื่อนของผมก็คือหนังสือในห้องสมุดนี่แหละทำให้ผมผ่านชีวิตเลวร้ายของมัธยมต้นมาได้ ผมคิดว่าคราวนี้ย้ายโรงเรียนแล้วอะไรๆมันก็คงดีขึ้นเนื่องจากโรงเรียนที่ผมสอบชิงทุนได้นั้นเป็นโรงเรียนสหศึกษาที่เปิดสอนพวกลูกคุณหนูๆ ทั้งหลายหรือง่ายๆก็พวกลูกคนมีเงินนั่นแหละเริ่มแรกผมก็คิดว่าคนพวกนี้น่าจะได้รับการอบรมมาจากที่บ้านคงประพฤติตัวไม่น่าจะเหมือนกับเด็กที่ผมในสมัยมัธยมต้นแต่......ความเป็นจริงมันกลับตรงกันข้าม เด็กพวกนี้เป็นอะไรที่เลวร้ายกว่าสมัยมัธยมต้นชนิดที่เรียกว่าคนล่ะระดับกันเลยนับแต่นั้นชีวิตผมเลยเจอคำว่า “นรก”ครั้งแรกในชีวิตก็ตอนมัธยมปลายนี่แหละ



                พอเรียนจบผมก็เรียนก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยโดยทำงานรับจ้างสารพัดและลงเรียนมหาวิทยาลัยเปิดชื่อดังย่านหัวหมากจบมาก็ทำงานเป็นพนักงานบริษัทแต่งงานมีลูก ชีวิตแบบนี้มันก็น่าจะดีแล้วใช่ไหมล่ะแต่......สุดท้ายมันก็ดิ่งลงเหวแหละเริ่มจากเป็นหนี้เงินกู้จำนวนมหาศาลเนื่องจากผมใจดีไปค้ำเงินกูยืมนอกระบบให้กับเพื่อนสนิทผมคนก่อนที่มันจะเชิดเงินหนีหายไปจากชีวิตผมทิ้งหนี้ก้อนโตให้ผมรับผิดชอบเมียก็ไปมีชู้เพราะผมเป็นคนเงียบเก็บตัวไม่ค่อยสุงสิงกับใครตำแหน่งไม่เจริญก้าวหน้าอ่อ...ลืมบอกไปเธออายุห่างกับผม 15 ปี  เธอเป็นคนสวยหุ่นดี รูปร่างนี่ยั่วน้ำลายผู้ชายหลายๆคนเลยแหละ เพราะงั้นจึงไม่แปลกใจที่หนุ่มๆมาติดพันด้วยบ่อยๆ



                ทุกวันนี้รายได้ของทางบ้านหมดไปกับของแต่งตัวและของบำรุงความงานของเธอทั้งนั้นแต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเมียผมเป็นคนสวยผมก็อยากให้เธอสวยตลอด ผมจึงประเคนเงินทั้งหมดที่ผมหามาได้ให้เธอไปจนหมดส่วนลูกสาวผมก็ เพิ่งจะ 5 ขวบหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักมากโตไปคงสวยไม่แพ้แม่ของแกแน่ๆ



                จนวันหนึ่งวันที่ผม เป็นหนี้เพราะเพื่อนเฮงซวยที่หนีหนี้ไปจนต้องมาสารภาพกับเมียของผม เธอไม่ว่าอะไรเธอลุกขึ้นและเดินหนีขึ้นไปข้างบนสักพักเธอกลับลงมาพร้อมลูกสาวของเรา ก่อนบอกว่าจะขอหย่าและพาลูกไปผมไม่ยอมเธอจะไปผมไม่ว่าอะไรหรอกนะผมเข้าใจแต่ยังไงผมก็ไม่ยอมให้เธอเอาลูกผมไปแน่ก็เลยโต้เถียงกันยกใหญ่ สุดท้ายเธอโมโหจนทนไม่ไหว เลยบอกออกมาว่าลูกสาวไม่ใช่ลูกของผมเป็นลูกคนอื่น ที่เธอยอมแต่งงานด้วยเพราะเธอท้องพ่อของเด็กไม่ยอมรับเลยกลัวอับอายจึงมาแต่งกับผู้ชายจืดชืดอย่างผม เพราะควบคุมได้ง่ายๆอีกทั้งสารภาพว่าผ่านมาๆเธอมีชู้มาตลอดเธอไม่ได้เต็มใจที่จะอยู่กับผมเลยสักนิด ผมช็อคนิ่งไปจนเธออาศัยโอกาสตอนนั้นวิ่งหนีหายออกจากบ้านไป


                เมื่อผมรู้ความจริงผมถึงกับร้องไห้ซึมเศร้ากับเรื่องที่เกิดขึ้นจนลางานไป3 วันจนทำใจได้แล้วจึงกลับไปทำงาน แต่ปรากฏว่าบนโต๊ะผมมีซองขาววางอยู่ผมรีบเปิดจดหมายออกมา “คุณถูกไล่ออก” คำนี้เด่นหราในจดหมายที่เปิดอ่านโดยเหตุผลเกิดจากผมได้ทำการโกงบริษัท ซึ่งจริงๆแล้วผมไม่ได้โกงอะไรเลยแต่โดนใส่ร้ายจากเพื่อนสนิทที่ทำงานด้วยกันยักยอกไปซึ่งผมมารู้ตอนหลังว่าเขาเป็นคนติดการพนันอย่างหนัก จึงทำเรื่องโกงบริษัทโดยโยนความผิดมาให้ผมทำให้ผมเลยโดนไล่ออก


                วันนั้นแหละที่ชีวิตผมพังลายผมเดินคอตกออกจากบริษัท อย่างหมดอาลัยตายอยาก เดินแบบไม่มีจุดหมาย เดินเหมือนผีดิบเดินไปเรื่อย แต่แล้วจนในที่สุดถึงตอนเย็น ผมเดินมาไม่รู้ไกลมากน้อยแค่ไหน เพราะผมไม่สนใจเพราะไงผมก็ไม่มีจุดหมายอะไรอยู่แล้วผม....................อยากตาย  แต่........สุดท้ายก็ระลึกถึงหลวงพ่อที่เคยเลี้ยงดูมาก็เลยตั้งใจแน่วแน่ว่าจะกลับไปหาท่านก่อนจะจบชีวิตตัวเอง เมื่อผมตั้งสติได้มองซ้ายมองขวาเพื่อมองว่าผมอยู่ที่ไหนจนผมหันปเห็นเด็กน้อยกลุ่มหนึ่งกำลังเดินกลับบ้านซึ่งกำลังสนุกกับการเล่นกันไปมาระหว่างเพื่อน พ้องด้วยกันแหย่กันไปแหย่กันมาดูมีความสุขกับชีวิตดีผมยิ้มอย่างเศร้าชีวิตนี้ก็อยากมีแบบนั้นบ้างเหมือนกัน ก่อนจะเหลือบไปเห็นรถบรรทุกวิ่งฝ่าไฟแดงมาเพราะคนขับหลับในกำลังมุ่งหน้ามายังกลุ่มเด็กพวกนี้ซึ่งผมไม่รอช้ารีบวิ่งมายังเด็กกลุ่มนั้นแล้วรีบผลักให้ออกไปจากเส้นทางรถบรรทุกทีวิ่งตรงเข้ามาเด็กๆพ้นเส้นทางแต่.....ผมหลบไม่พ้นโดนชนเข้าอย่างจังจนผมหมดสติไปมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนนี้นั่นแหละ


                ในระหว่างเฝ้าดูความโกลาหลที่อยู่ข้างหน้าผมรู้สึกง่วงนอนอยากหลับตาแต่สติรู้อยู่แล้วว่าไม่ไหวก่อนที่ผมจะหลับไปผมคิดถึงหลวงพ่อก่อนฝืนความง่วงกล่าวออกมาเบาๆ
                 “ขอโทษครับหลวงพ่อ”


                สติผมก็ดับวูบไป........................

.......................................................................................................................

                “เห้ยๆ ไอ้ชาติตื่นโว้ย หลวงพ่อท่านให้มาปลุกเอ็งน่ะ”



                เสียงของนพ เด็กวัดคนหนึ่งที่เคยนอนข้างๆผม นพเป็นเด็กเฉยๆไม่ได้เป็นเพื่อนผมแต่ก็ไม่ได้แกล้งผมด้วยเช่นกันเรียกว่าเฉยเมยมากกว่าปกติจะไม่คุยกับผมยกเว้นจะโดนหลวงพ่อใช้ให้ทำงานอะไรกับผมหรือโดนใช้ถึงจะพูดกับผมนี่แหละถึงจะยอมพูดด้วย


                ผมลืมตาสลึมสลือขยี้ตามองดูนพที่อยู่ตรงหน้า นั่นไอ้นพตอนเด็กๆนี่ไหงมาทำอะไรตรงนี้


                “รีบลุกสิโว้ยหลวงพ่อท่านรออยู่น่ะเอ็ง”


                นพกล่าวเร่งก่อนจะแตะมาที่ผมไปทีเพื่อปลุกให้ผมตื่น


                เจ็บ.....เห้ยทำไมรู้สึกแปลกๆ สิ่งที่จำได้สุดท้ายตอนตัวเองนอนอยู่โรงพยาบาลเพราะถูกรถชนก่อนหมดสติไปแล้วไหงตื่นขึ้นมาเป็นแบบนี้ได้เนี่ย


                ผมรีบสะบัดหัวไปมาเพื่อไล่ความมึนงงก่อนรีบลุกเก็บที่นอนแล้ววิ่งลงไปล้างหน้าก่อนรีบวิ่งไปหาหลวงพ่อที่กุฏิของท่าน ในระหว่างวิ่งก็คิดในใจคงฝันไปแหละสงสัยคิดอะไรมากไปเลยฝันเป็นตุเป็นตะก่อนวิ่งมาถึงหน้ากุฏิของหลวงพ่อก่อนจะพบรถเก๋งโตโยต้าสีขาวจอดอยู่หน้าเรือน  ผมคิดในใจมองภาพตรงหน้าอย่างแปลกใจเพราะรู้สึกว่าเหมือนเคยเห็นภาพนี้มาจากที่ไหนมาก่อน


                 ผมสะบัดหัวเลิกคิดแล้วรีบก้าวขึ้นเรือนไปพบกับหลวงพ่อกำลังนั่งสนทนากับชายร่างอวบคนหนึ่งอยู่


                หลวงพ่อท่านบอกให้ผมไหว้ซะและแนะนำให้รู้จัก



                ชายร่างอวบคนนี้ชื่อ”เฮียโก”เปิดร้านขายอาหารอยู่แถวโรงเรียนที่ผมได้ทุนเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของหลวงพ่อซึ่งหลวงพ่อได้ขอร้องให้พาผมไปพักด้วยเพราะใกล้โรงเรียนแถมให้ผมมีงานทำเพื่ออนาคตด้วยซึ่งบอกตรงๆผมรู้สึกเคยผ่านเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อนเลย เหมือนในฝันที่ฝันไปเมื่อเช้าเลยซึ่งก็แอบขำคงเป็นไปไม่ได้หรอกเพราะถ้าเป็นงั้นจริง ฉากต่อไปคือเฮียโกจะทำแก้วน้ำหกลงพื้น



                แต่...............ทันใดนั้นเอง


                “เพล้ง”เสียงแก้วตกลงบนพื้นก่อนกระจายกลายเป็นส่วนๆไปตามพื้นเหมือนแบบที่ผมคิดก่อนหน้าซึ่งทำให้ผมช็อคอย่างมากที่เหตุการณ์มันเหมือนกับที่ผมฝันไว้ทำให้ผมยืนเหม่อมองกับภาพตรงหน้าที่เกิดขึ้น


                “เห้ยเอ็งจะยืนมองอะไรว่ะไอ้ชาติ รีบเก็บเศษแก้วสิว่ะเอ็ง”


                หลวงพ่อเรียกเสียงดุปลุกผมให้ตื่นจากอาการเหม่อลอยก่อนกระวีกระวาดเก็บเศษแก้วที่เฮียโกทำตกก่อนนิ่งคิดในใจกับเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะพิสูจน์ให้แน่ใจในสิ่งที่เกิดขึ้นอีกครั้งซึ่งเท่าที่จำได้เดียวอีกสักพัก นพจะวิงหน้าตาตื่นเข้ามารายงานหลวงพ่อเพราะมีเด็กวัดคนหนึ่งบาดเจ็บเพราะตกต้นไม้


                ซึ่งยังไม่ทันไรนพรีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาบอกกับหลวงพ่ออย่างรีบร้อน


                “หลวงพ่อครับแย่แล้วไอ้กล้าตกจากต้นไม้ลงมาสลบไม่ได้สติอยู่ครับ”


                หลวงพ่อได้ยินรีบลุกก่อนบอกให้ นพนำทางไป และบอกให้ผมรีบเรียกรถพยาบาลมา


                ซึ่งถ้าเหมือนดั่งฝันเฮียโกจะขันอาสานำเด็กส่งโรงพยาบาลเอง


                “หลวงพ่อครับไม่ต้องเรียกรถพยาบาลหรอกครับเดียวผมรีบพาเด็กไปส่งโรงพยาบาลให้ล่ะกัน”


                เฮียโกลุกขึ้นขานอาสาตามที่ฝันไว้เลย


                “ดีเลยโยมอาตมาขอขอบคุณมาก ไปเรารีบไปกันเถอะ”


                พลวงพ่อขอบคุณเฮียโกก่อนจะรีบออกไปพร้อมกับเฮียโกทิ้งผมให้ยืนอึ้งอยู่บนกุฏิอยู่คนเดียว


                ผมว่าผมไม่ได้ฝันไปใช่ไหมเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันเหมือนจริงอย่างกับเคยเกิดมาก่อน



                ผมค่อยๆนั่งคิดทบทวนถึงสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นฝันแต่สุดท้ายผมก็สรุปได้ว่ามันไม่ใช่ฝันแน่ๆเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นฝันไม่น่าจะทำได้เพราะมันเป็นเรื่องราวมากมายผ่านเข้ามาในสมองผมผมจำได้เป็นอย่างดี เพราะงั้นถ้ามันเป็นฝันจริงคงจำรายละเอียดไม่ได้ขนาดนี้แน่ๆ



                ผมรีบวิ่งไปที่หนังสือพิมพ์รีบก้มดูวันที่ในหนังสือพิมพ์


                “เห้ย...........นี้มันเมื่อ35 ปีที่แล้วนี่แหว่านี่ไงข่าวนักการเมืองคนนี้ขึ้นหนังสือพิมพ์นี่ จำได้”



                ผมจึงสรุปกับตัวเองได้ว่าผมได้ย้อนเวลากลับมายังอดีตตอนก่อนเรียนมัธยมปลายในอดีตอีกครั้งหนึ่งโดยไม่รู้เพราะอะไร แต่เมื่อมันเป็นไปแล้ว ผม.....จะไม่ขอกลับไปเป็นแบบเดิมอีกแล้วผมสาบานกับตัวเองแน่ๆ


ดังนั้นผมขอถามคุณอีกครั้ง หากในหนึ่งชีวิตคุณได้มีโอกาสอีกครั้งคุณจะทำอะไร?

แต่งครั้งแรกขัดๆยังไงก็กราบขออภัยทุกท่านน่ะครับ ^/\^"
                                                                                                                                                                                                                                                                                    


*

ออฟไลน์ kabyala

  • Senior Member
  • ****
  • 980
  • 1044
    • ดูรายละเอียด
Re: ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ตอนที่ 1
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2016, 03:16:57 PM »
ก็ไม่แน่ครับบ้างเรื่องถึงจะรู้ว่ามันผิดที่ทำลงไปถ้าย้อนกลับไปได้ถามว่าจะทำกไม่ ก็จะตอบว่าทำครับ ขอบคุณครับ

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ