The New World : จอมคนโลกใหม่ 15

The New World : จอมคนโลกใหม่ 15

  • 3 ตอบ
  • 7758 อ่าน
*

ออฟไลน์ punyang

  • Full Member
  • **
  • 53
  • 2646
    • ดูรายละเอียด
The New World : จอมคนโลกใหม่ 15
« เมื่อ: เมษายน 12, 2016, 04:35:27 PM »
เล่าก่อนอ่าน

ข้อ 1.ขออภัย admin คุณแว่นก่อนเลย ตอนนี้ไม่มีฉากรักนะครับแต่มันเป็นตอนต่อเนื่องกันขออนุญาตลงให้เพื่อนๆอ่าน ใครไม่สนใจก็ข้ามไปก่อนได้เลย แต่โดยส่วนตัวผมชอบตอนนี้นะ ผมว่ามันทำให้ซีรี่ย์นี้เป็น นิยายที่ครบรสมากกว่าที่จะเป็นนิยายรสรักเพียงอย่างเดียว ผมพยายามสร้างเนื้อเรื่องให้มันมีอะไรๆมากมายกว่าการจะเป็นนิยายเรื่องเสียวธรรมดาๆ

ข้อ 2.ขออภัยคนอ่านนะครับ ตอนแรกว่าจะเร่งให้จบก่อนสงกรานต์ แต่ดูทรงแล้วน่าจะเร่งไม่ขึ้น เร่งๆเขียนไปก็ตันเหมือนกัน ไม่ได้ตันโดยเนื้อหานะครับ แต่ตันในการบรรยายภาพสงคราม ผมว่าหากเป็นในเรื่องฉากรักประสบการณ์กว่า 14 ตอนมันดันผมจนไหลลื่นไปหมดแล้ว ผมแทรกเนื้อหาไว้ในช่วงแรกและจบด้วยฉากรักหวานให้ทุกตอนในช่วงท้าย

แต่ในตอนนี้มันเป็นฉากสงคราม บางเลยว่าไม่รู้จะเอาฉากรักไปแทรกให้ตรงจุดไหน เลยปล่อยให้มันเป็นภาวะสงครามไปทั้งดุ้น ซึ่งในตอนถัดไป ตอนที่ 16 มันคงเป็นภาพสงครามที่มีสเกลที่ใหญ่ขึ้น อันนี้ต้องขอเวลาเรียบเรียงเลยจริงๆ เพราะเป็นการเขียนฉากสงครามครั้งแรกในชีวิต อาจกินเวลาสักหน่อยแต่คงไม่นานเท่าไหร่นัก

ข้อ 3. 2 ตอนสุดท้าย ผมจะปล่อยรวดเดียวเลยนะครับ จะได้ไม่ต้องรอนาน ตอนที่ 17 คงเป็นการโหมดสรุปฮาเล็มของนายท่านทั้งหมด ใครจะยังไงเด่วรออ่านเองละกัน

ปล.ย้ำอีกครั้ง เรื่องนี้ไม่มีดราม่าเสียเมียสาวสบายใจได้
ปล2 หัดเขียนฉากสงครามครั้งแรกครับ ฝากตัวด้วย


........................................
เช้าวันนี้เป็นเช้าที่เงียบเหงาวังเวงผิดปกติ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนผมตั้งตัวไม่ทัน ผมเพิ่งกลับมานึกย้อนกับตัวเองอีกครั้งว่า ผมมันตัวโง่งมที่หมกมุ่นในกามอารมณ์โดยไม่สนใจความเป็นไปของเมือง

ร้านรวงที่เริ่มล้างลาตั้งแต่เมื่อคืนก่อน คาราวานสินค้าที่แห่กันออกจากเมืองจนเช้านี้ดูบางตา พวกบรรดาท่านชาย เถ้าแก่ หลายร้านทยอยปิดบ้านขนของหนีอันตรายไปตั้งแต่คืนก่อน เหลือเพียงหญิงสาวบ่าวไพรเฝ้าบ้านไว้เพื่อรอดูสถานการณ์

ผมบึ่งถึงหน้าร้านที่ตอนนี้ดูชุลมุนวุ่ยวายไม่ผิดกัน มินตรามุ่งตรงมาหาผมอย่างร้อนรน

นายท่านทราบข่าวเจ้าเมืองหรือยัง เธอเอ่ยคำนี้เป็นคำแรก

เธอแทบลืมเลือนเสียสนิทว่าเมื่อคืนผมไม่ได้กลับมาที่บ้าน เช้ามืดวันนี้เธอเพิ่งกระฟัดกระเฟียดยกใหญ่ กะมาดักรอพิพากษานายท่าน หากไม่มีเหตุผลอันสมควร แต่เสียงกรูร้องของนางทหารสร้างความแตกตื่นจนเธอลืมเลือนไปเสียสนิท

นี่มันเรื่องอะไรกัน  ผมเอ่ยถามอย่างสงสัย ?  มินตราได้ยินผู้คนในตลาดเขาพูดกัน

ถึงอาณาจักร ซินเดรีย เกิดการปฎิวัติครั้งใหญ่จาก นายพลไค ผู้กระหายอำนาจ  รวมรวบเหล่าทหารขึ้นอย่างลับๆ จนสบโอกาสโค่นอำนาจของเจ้าเมือง ซินเดรีย ลงอย่างง่ายดาย  

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเมืองเรา ผมเอ่ยถาม

แท้จริงแต่แรกๆก็ยังไม่เกี่ยว มินตราเอ่ยขึ้น

อาณาจักรพรอนเทียของเรา นับว่ามีอาณาเขตติดต่อกับ อาณาจักรซินเดรีย อยู่ไม่น้อย จนเมื่อหลายวันก่อน นายพลไค ส่งคนมาขอตัวท่านหญิงลินดาไปเป็นภรรยาอีกคน แต่ นายพลไค ขึ้นชื่อเรื่องความป่าเถื่อนโหดร้าย เจ้าเมืองไม่อยากยกลูกสาวคนโปรดให้ อันที่จริงเรื่องการขอลูกสาวน่าจะเป็นเหตุผลรอง เพราะใครๆก็รู้ว่านายพลไค อยากได้พื้นที่บางส่วนที่ติดทะเลของเมืองพรอนเทียเสียมากกว่า เมื่อวานท่านเจ้าเมืองยกทัพไปเพื่อจะเจรจา ไม่คิดว่า นายพลไค จะเหิมเกริมถึงขนาดฆ่าเจ้าเมืองของเรา

ลินดา !! ผมทวนชื่อเธอเบาๆ ภาพบทสนทนาและความว้าวุ่นใจทั้งหมดของเธอ กระจ่างขึ้นมาในหัว เรื่องคำถามระหว่างความสุขส่วนตัวกับความรับผิดชอบต่อผู้คน ผมร้องผิดท่าในใจ

ผมตอบให้เธอรับผิดชอบต่อผู้คนไปได้อย่างไรเนี่ย ผมว้าวุ่นใจจนห้ามใจไม่อยู่ ผมมุ่งตรงไปที่บ้านใหญ่ของลินดาอีกครั้ง

.....
สถานการณ์ของเมืองมันดูเลวร้ายลงอย่างสิ้นเชิง กองทหารกว่า 500 นาง เมื่อวันก่อนแตกทัพพ่ายศึกกลับมาอย่างทักทุเล ร่างไร้วิญญาณของชายแก่นอนอาบเลือดอยู่ที่กลางลานวังใหญ่ ผมไปหาลินดาที่บ้านรอบหนึ่งแล้ว แต่ทหารบอกว่าเธอออกไปที่วังของท่านพ่อ ผมจึงรีบรุดตามมา

กองทหารของพวกเหล่าดูขวัญกระเจิง สีหน้าหวาดวิตกแสดงออกได้ชัดเจนทางแววตา ชาวเมืองอีกนับร้อยเฝ้ามองร่างไร้วิญญาณของท่านเจ้าเมืองอยู่ห่างๆ ความเศร้าโศกปกคลุมไปทั่วบริเวณ ผมเห็นทิวายืนอยู่ข้างกายพี่สาว ด้วยอาภรณ์สีดำสนิท เหล่าองค์ลักษณ์หญิงรายล้อมชนิดที่มดสักตัวก็ย่างกรายเข้าไปไม่ได้

ผมเพิ่งเห็นสภาพเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ยืนเรียงรายอยู่รอบๆอย่างขวัญผวา พวกมันล้วนแล้วแต่สั่งบ่าวไพร่เตรียมเก็บข้าวของละทิ้งเมืองอย่างไม่ไยดี

องครักษ์หญิงนางหนึ่งรุดไปที่หน้าศพเจ้าเมืองก่อนจะหยิบดาบออกมาจากมือท่าน ก่อนจะค่อยๆหันหลังคล้อยหลังกลับมา นางย่างเท้าอย่างสุขุมก่อนจะทรุดเขาลงเบื้องหน้า ทิวา พร้อมกับยื่นดาบขึ้นเหนือหัว

ในห้วงเวลาที่ความเงียบเข้ากลืนกินทุกสิ่ง ทิวา เอื้อมมือที่สั่นเทาคว้าดาบเล่มนั้นไว้ในมือ

ทหารพร้อมผู้คนทั่วบริเวณทรุดเข่าตามลงอย่างพร้อมเพียง เสียงสดุดีเอ่ยดังก้อง

คาราวะท่านเจ้าเมือง คาราวะท่านเจ้าเมือง คาราวะท่านเจ้าเมือง !!

…….

ลานพิธีหน้าวังผู้คนเริ่มบางตา ผมสบจังหวะที่ลินดากลับบ้านใหญ่ ผมตรงเข้าขวางขบวนไว้

หลีกทางไป  เสียงทหารหน้าตาคุ้นเคยทำหน้าที่อย่างแข็งขัน

ลินดา เราขอคุยกับเจ้าก่อน  ผมเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน

เธอค่อยๆ เปิดหน้าบานออกมาหาผมช้าๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงแหบแห้งขึ้นว่า

นี่ท่านกล้าเรียกชื่อเราเฉยๆตั้งแต่เมื่อไหร่  เธอดุผมเหมือนอย่างเคย

ผมดีใจที่เธอไม่ทำตัวเหินห่าง อย่างน้อยๆผมกับเธอยังคุยกันได้เหมือนเดิม ก่อนจะเอ่ยต่อล้อต่อเถียงกับไปว่า

ก็ตั้งแต่ที่ดื่มสุราจนเมามายกันเมื่อคืนนั่นแหละ ผมเอ่ยกระตุ้นความทรงจำเธอขึ้น

หญิงสาวสะท้านขึ้นคราหนึ่ง เธอนึกถึงห้วงเวลาอันหวาบหวิวใจเมื่อคืนจนสีหน้าแดงฉาน ผมเพิ่งสังเกตเห็นดวงตาของเธอปวดเป่ง ไม่ต้องเดาเลยว่าเธอร้องไห้หนักแค่ไหนกับการสูญเสียท่านพ่อ

ท่านหยุดหยอกล้อเราได้แล้ว เราจะถือว่าเมือคืนเราพลาดพลั้งเองที่เมาไม่ได้สติ ท่านอย่างมาหาเราอีกเลย ลินดาเอ่ยขึ้นอย่างเฉยชา

ผมรู้สึกว่าผิดท่า อีกแล้ว ผมไม่น่าดึงเรื่องชั่วช้าที่ทำกับเธอเมื่อคืนมาเอ่ยเล่นในยามนี้เลย

เราขอโทษ  ผมเอ่ยกับเธอก่อนจะเสริมว่า

ท่านหญิงไม่จำเป็นต้องเสียสละตัวเองก็ได้ เราว่ามันต้องมีทางสิ ท่านหญิงจะยอมตกเป็นภรรยาของคนที่ฆ่าพ่อตัวเองได้ลงคอเชียวหรือ ผมจู่โจมเข้าตรงจุด

ท่านรู้แล้ว  เธอเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา

ผมอับจนถ้อยคำจะกล่าวต่อ เธอใบหน้าเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ผมคิดว่ามันมีแต่ในนิยายเสียอีก กับการใช้ผู้หญิงในการต่อรองเพื่อก่อสงครามเนี่ย ไม่คิดมาก่อนว่าจะเจอกับตนเอง

ลินดา ตกอยู่ในห้วงความโศกเศร้าอย่างถอนตัวไม่ออก เธอหมดอาลัยซึ่งทุกสิ่ง ภาระเดียวของเธอยามนี้คือคงต้องรักษาชีวิตชาวเมืองและน้องชายของเธอไว้ให้ได้ เธอไม่อยากต้องสูญเสียใครไปอีกแล้ว

ลินดาหันกลับมาหาผมอย่างเด็ดเดี่ยว เธอเอ่ยขึ้นทั้งน้ำตา

ท่านหนีไปเสียเถอะ เราดีใจที่ได้พบเจอคนอย่างท่าน ท่านเป็นบุรุษเพียงคนเดียวที่เป็นสหายของเรา ท่านเลือกความสุขท่านไว้เถิด ส่วนเราก็จะทำหน้าที่ดูแลผู้คนของเรา   ลินดาทิ้งทวนคำพูดสุดท้ายอย่างหนาวเหน็บ

เธอปิดหน้าบานลงอย่างแช่มช้า ก่อนจะสั่งทหารเดินหน้าต่อไป

ชิงชิง เดินตามอยู่ที่ท้ายขบวน เธอมองผมด้วยน้ำตาที่เอ่อล้น เด็กสาวกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอรักนายท่านคนนี้สุดหัวใจ แต่เธอก็ทิ้งนายหญิงของหล่อนไม่ได้ หมวยน้อยโผเข้ากอดผมเป็นครั้งสุดท้ายอย่างอาลัย

ลินดาเหลียวหลังกลับมามองทั้งน้ำตา ด้วยฐานะของหล่อนไม่อาจทำอย่างชิงชิงได้ เธอปาดน้ำตาอีกยกใหญ่ ก่อนที่ท้ายขบวนจะปัดเลี้ยวที่หัวมุม ทำให้ภาพชายหนุ่มหายลับไปสุดสายตา

.....
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมืองทั้งเมืองดูแล้วไม่ต่างอะไรจากเมืองร้าง ผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ลักลอบหนีหายออกไปในยามค่ำคืน เหลือเพียงบ่าวไพร่ที่ไร้ทางหนี  

มีประกาศจากทางการเกณฑ์ไพร่พลยกใหญ่ หญิงสาวทุกนางล้วนเป็นทหารได้ทั้งนั้น พวกบ่าวไพร่ทุกคนไม่มีถูกละเว้น ถูกกะเกณฑ์เข้าประจำการจนบ้านเรือนว่างเปล่าไปทุกตรอกซอกซอย

ความดุร้ายของทหารเมือง ซินเดรีย กลายเป็นที่กล่าวขวัญ เขาเล่ากันว่าทุกนางล้วนใส่ชุดเกราะสีดำทะมึนดุจปีศาจ ร่างกายใหญ่โตไม่ต่างจากยักษี ความน่ากังวลใจของพวกเธอทวีคูณขึ้นเป็นหลายเท่า เมื่อทราบถึงกองทหารองครักษ์ของ นายพลไค ที่ล้วนแล้วแต่เป็นชายอกสามศอก

เมืองซินเดรียขึ้นชื่อเรื่องอาวุธ ชุดเกราะ และการทหาร ผู้ชายทุกคนในเมืองไม่มีโอกาสได้สำมะเลเทเมา เพราะถูกจับเข้าเกณฑ์เป็นทหารทั้งสิ้น ทหารเมืองเราว่าอ่อนด้อยแล้ว ยิ่งต้องเจอกับผู้ชายกำยำสถานการณ์ยิ่งแย่ใหญ่ ผมนึกหาหนทางต่อสู้กับพวกมันไม่ออกด้วยซ้ำ

มีข่าวลือหนาหูว่าพรุ่งนี้เช้า เจ้าเมืองคนใหม่ มีนัดหมายส่งตัวพี่สาวของเขา ไปกับขบวน ทหารซินเดรีย ผมรู้สึกหดหู่ขึ้นมาจากใจ ก่อนจะเหลือบหันไปมองสาวๆทั้งสี่ พวกเธอเก็บข้าวของหมดสิ้นแล้ว หากคืนนี้เราไม่หนีไป มีหวังไม่ช้าก็เร็วสาวๆของผมถูกจับเข้าเกณฑ์ทหารแน่ๆ

มินตราโอบซบอยู่ข้างกายผมไม่ห่าง ผมเคยคิดว่านี่มันโลกที่เหมาะสำหรับผมดีแท้ ผมมีชัยชนะมาตลอดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ผมมันก็ไอ้ขี้แพ้ เป็นตัวโง่งมธรรมดาๆตัวนึง  สิ่งเดียวที่คงต้องรักษาไว้ให้ได้ ผมคงดูแลมินตรา มีอา ไลลา และโมอาให้ดี ไม่ให้เธอถูกรังแกจากใครอีก

มาเถอะมินตรา เราเข้านอนกันได้แล้ว  ผมสลัดทุกความคิดทิ้งไป หวังจะซบลงรับไออุ่นจากหญิงสาว

แต่แล้วเสียงฝีเท้ายามค่ำคืนนี้ ทำให้ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครา

นายท่าน นายท่าน เสียงนักรบดำคนหนึ่งบุกเข้ามาในบ้านอย่างแตกตื่น ปกติพวกเธอไม่เคยเร้นกายเข้ามาถึงในบ้าน

มีเรื่องอันใดอีก  ผมเอ่ยถามอย่างสงสัย

ผู้คนชนเผ่านี้ล้วนห้าวหาญ ผมยังอดสงสัยไม่ได้ จะมีเรื่องราวอันใดสร้างความแตกตื่นรนรานให้เธอได้ขนาดนี้

หมู่บ้านถูกโจมตี  เธอร้องโผขึ้นอย่างหวาดหวั่น

ผมเสียววาบขึ้นมาจับใจ กีช่า !!!! ผมเผลอร้องเรียกชื่อเธอขึ้นมาเป็นคนแรก


.....

กรุบ กรุบ เสียงฝีเท้าของศึกม้าควบตะบึงผ่านราตรีที่หนาวเหน็บ ลมหายใจอันร้อนรนคายออกมาปะทะกับอากาศหนาวจนเกิดเป็นไอ รินนำหน้าไปก่อนแล้ว ผมควบตามนักรบหญิงของชนเผ่าที่ไปตามผมมาจากบ้าน

ใครห้วงความคิดอันสับสน ก่อเกิดคำถามเกิดขึ้นมากมาย พวกมันเป็นใคร ต้องการอะไร แล้วพบเจอหมู่บ้านของพวกหล่อนได้อย่างไร เมื่อใกล้ถึงทางเข้าหมู่บ้าน ผมร้องโอดครวญในใจ ล้อเกวียนของขบวนสินค้าเป็นทางยาวตลอดเส้น สินค้าที่ขนมามากจนเต็มคันรถ ส่งผลสะท้อนให้ล้อเกวียนหยั่งลึกเป็นร่องอย่างเด่นชัด

หากคราวนี้จะผิด ก็คงผิดที่เราประมาท ไม่รอบคอบ คิดว่าเป็นตัวเองเป็นผู้ล่าชั้นบนสุดของห่วงโซ่อาหาร ตอนคืนนี้มันไม่ใช่เลย ผมหลุดแนวป่าเส้นสุดท้ายก่อนจะถึงทางเข้าหมู่บ้าน

ควันไฟระรอกใหญ่ลอยฟุ้ง เร่งความตื่นตัวให้นักรบที่ติดตามมากับผม เร่งฝีเท้าของม้า ควบตะบึ่งนำผมไปก่อน ผมติดตามเธอมาถึงเป็นคนสุดท้าย

สภาพบ้านเรือนตามไหล่เขารกร้างว่างเปล่า บางหลังถูกไฟไหม้จนเหลือแต่โครง แปลงผักพืชสวนที่ผมกับรินนำบ่าวไพร่ช่วยกันก่อสร้างขึ้นล้มกระจัดกระจายไปคนละทิศ ผมรุดดูต้นอ่อนพืชพันธุ์ชุดใหม่ที่เพิ่งลงดินได้เมื่อหลายวันก่อนถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี โรงสต๊อกสินค้าที่เราเก็บกักตุนไปมันว่างเปล่า

รินที่มาถึงก่อน วิ่งแตกตื่นรนรานทั้งน้ำตา บ้านเกิดเมืองนอนอันผาสุกของเธอย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี ผมผวายิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเดินถึงลานกลางหมู่บ้านที่ผมเคยเห็นเหล่าเด็กน้อยฝึกหัดควงกระบองเมื่อวันก่อน เรียงรายไปด้วยร่างไร้วิญญาณของคนในชนเผ่าเด็กสาวที่ส่งดอกไม้ให้ผมวันนั้น นอนจมกองเลือดอย่างน่าเวทนา

ผืนหญ้าเขียวขจี เปลี่ยนเป็นสีแดงสด  ริน กรู่ร้องสุดเสียง เธอกรี๊ดร้องอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางลานประหารสีแดง สิ้นเสียงโหยหวน รินสงบนิ่งอยย่างน่ากลัว เธอหันกลับมาด้วยรังสีฆ่าฟันที่อำมหิต ก่อนจะเร่งฝีเท้าขึ้นหลังม้า

ผมคว้าแขนเธอไว้ ก่อนที่เธอจะทำเรื่องเสียสติ

เจ้าจะไปไหน  ผมเอ่ยถามอย่างขึงขัง

เราจะตามฆ่าพวกมัน เราจะเอาเลือดพวกมันล้างเลือดชนเผ่า  เธอเกรี้ยวกราดเหมือนกองเพลิงที่ไม่มีวันดับ
ริน ใจเย็นก่อ  ผมเอ่ย

นายท่านจะให้ใจเย็นได้อย่างไร ท่านเพิ่งมาอยู่ไม่เท่าไหร่ ท่านจะมาเข้าใจอะไรพวกเรา  รินเอ่ยอย่างดุดัน

ผมหน้าชา ไปถึงใบหู ความจริงประการนี้ทำเอาผมพูดไม่ออก ผมนิ่งเงียบไม่ต่อคำ รินคงเริ่มรู้สึกตัวว่าพูดเกินไป เธอเริ่มสงบจิตใจลง ก่อนจะเอ่ยขึ้นต่อไป

นายท่านอย่าห้ามเรา  ก่อนจะเหลียวกลับไปที่ม้าของหล่อนอีกครั้ง นักรบสาวอีก 5 คน อยู่ในอาการที่โศกเศร้าไม่ต่างกัน พวกนางรุดเดินตามรินไปติดๆ  ก่อนที่จู่ๆความเคลื่อนไหวจากด้านหลังจะเร่งปฎิกริยาของพวกหล่อนชักดาบขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง

ด้านหลังเงามืดค่อยๆ ประคองตัวอย่างยากลำบาก มันค่อยๆโผล่ออกมาจากเงาหลังต้นไม้

เราทุกคนร้องโผเป็นประสานเสียงกัน  “ยายเฒ่า” “ผู้อาวุโส”

หญิงชราใบหน้าดูเหนื่อยอ่อน เลือดสีแดงฉานไหลออกเปอะเปื้อนออกมาเต็มช่องท้อง เธอทรุดตัวลงแทบจะในทันทีที่ผมประคองเธอไว้ได้

.....
แม่เฒ่าเล่าว่า มันเป็นเย็นที่แสนธรรมดาวันหนึ่ง จู่ๆเสียงฝีเท้าม้าศึกกว่า 200 คน มุ่งตรงเข้ามาที่ปากทางเข้าหมู่บ้านโดยที่ไม่มีใครคาดฝันมาก่อน พวกมันล้วนสวมชุดเกราะสีดำทะมึนปกคลุม แต่ละคนล้วนชำนาญการต่อสู้ พวกมันน่าจะเป็นทหารจากเมืองอื่น

ทหารของพวกซานเดรียม ผมลอบร้องขึ้นมาในใจ

นักรบชนเผ่าของพวกเธอไม่ได้เตรียมพร้อมออกศึก บ้างถูกเข่นฆ่าโดยไม่ทันตั้งตัว บ้างหนีกระจัดกระจายเข้าป่า แม้จะมีทักษะการต่อสู้ที่โดดเด่น แต่นักรบชนเผ่าของพวกเธอดูอ่อนด้อยลงไปถนัดตาเมื่อต้องสู้รบกับกองทหารม้ากันอย่างโจ่งแจ้ง

แม่เฒ่าสำลักเลือดขึ้นคำใหญ่ รินพยายามบอกให้ท่านพอได้แล้ว ไม่ต้องเล่าแล้ว

ยายเฒ่า เหลียวมองผมอย่างเจ็บแค้น เขากุมเสื้อผมน้อมไปใกล้ๆ ก่อนจะเริ่มอธิบายต่อ กองทหารกลุ่มนี้อันตราย มีกลุ่มบุรุษสิบกว่านายเป็นแกนหลักอยู่ พวกมันล้วนมีกำลังมหาศาล กีช่า ที่โดดเด่นที่สุดยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด  เธอเล่าถึงตรงนี้ผมแทบลืมอาการบาดเจ็บของเธอหมดสิ้น ผมร้อนรนถามเธอว่า

กีช่า อยู่ที่ไหน   ผมเอ่ย

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์..  เธอเอ่ยขึ้นในลมหายใจเฮือกสุดท้าย

ผมหลับตาปล่อยน้ำตาไหลออกมาอย่างไร้ยางอาย ภาพความทรงจำตั้งแต่เจอยายแก่ในวันแรกผุดขึ้นมาเป็นลำดับ แม้เป็นช่วงเวลาไม่นานทีเราคบหากัน ยายเฒ่าสอนผมถึงเรื่องราวต่างๆที่ควรปฎิบัติ ทั้งยังช่วยเชื่อมประสานเราผมกับกีช่าเข้าใจซึ่งกันและกัน  เธอเป็นยายแก่ทีไม่ได้หัวรั้น มีเหตุผล บางครั้งผมมองยายเฒ่าดุจดั่งญาติผู้ใหญ่ที่เคารพคนหนึ่ง
วินาทีสุดท้ายที่ยายเฒ่ากุมคอเสื้อผมไว้ ผมรับรู้ได้ถึงแรงปณิธานของหล่อน เธอฝากความหวังสุดท้ายไว้ที่ผม

รินนำขบวนอย่างร้อนรน ไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ประทับของรูปปั้นของเทพอาชูร่า เส้นทางแห่งนี้มันซับซ้อนหากไม่ค้นหาจนทั่วคงไม่มีทางได้เจอ ผมลอบขอบคุณสวรรค์ที่สร้างม่านไม้ปิดบังเส้นทางลับแห่งนี้

เสียงฝีเท้าม้าดังสนั่นไปถึงบริเวณทางเข้า ผู้คนที่หลบภัยอยู่ที่ในแสดงท่าทีแตกตื่น นักรบหญิงชนเผ่า 10 กว่านางตั้งท่าเตรียมพร้อมออกศึก แต่จำเป็นต้องลดอาวุธต่ำลงอย่างโล่งใจ ที่ผู้มาถึงคือหัวหน้าลำดับ 2 ของพวกเธอ

….

ข้าทาสที่ถูกปลดปล่อยออกมา 50 กว่าคนล้วนไม่ได้อยู่ที่นี่ บ้างคงหนีเตลิดเข้าไป บ้างถูกฆ่าทิ้งไว้กลางถนน พื้นที่แห่งนี้ผมนับรวมผู้คนเหลือเพียง 80 เศษ ผมร้องไห้ออกมาอีกคำรบใหญ่ ผมปกครองชนเผ่าได้ไม่เท่าไหร่ ผู้คนของชนเผ่าก็ล้มตายหายไปจำนวนมาก

เราเหลือนักรบชนเผ่าจริงๆอยู่เพียง 13 นาง ที่เหลือเป็นเด็ก ผู้หญิงวัยกลางๆ และคนแก่อีกเล็กน้อย

หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง เดินออกมาด้วยแววตาที่น่าใจหาย เธอพาผมรุดไปหาหญิงสาวนางหนึ่งที่นอนร้องไห้อย่างทุรนทุราย  

กีช่า  ผมเอ่ยเรียกหาเธอ เธอหันกลับมามองผมด้วยแววตาที่สุดแสนจะอาดูร

ผมลอบขอบคุณสวรรค์ที่ ไม่ใจร้ายพรากเธอไปจากผม ผมกอดเธอแนบแน่น เธอทิ้งแขนไว้ข้างลำตัวไม่แสดงกิริยาตอบ
ผมผละออกจากเธอเล็กน้อย ถามเธอว่า

เจ้าเป็นอะไร  ผมถาม

เธอโกรธที่ผมมาช่วยเธอไม่ทันหรือเปล่า  ผมได้แต่คิดไปเพียงลำพัง ก่อนที่จู่เธอจะร้องไห้ออกมาไม่หยุด ก่อนจะซบอกผมแทบทั้งน้ำตา ผมเพิ่งสังเกตเห็นที่บริเวณง่ามขาของเธอมีเลือดเปอะเปื้อนอาภรณ์ของเธอ

เจ้าบาดเจ็บหรือเปล่า  ผมเอ่ยถาม

เธอส่ายหัวแต่ไม่เอ่ยตอบ
เราแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นหลายอึดใจ ก่อนที่จู่ๆ เธอจะเอ่ยขึ้นอย่างเสียใจว่า

เราขอโทษ ที่รักษาลูกของเราไว้ไม่ได้  เธอเอื้อนเอ่ยกับผมท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงัน

ผมเหมือนถูกธนูปักเข้า กลางอก บ่อน้ำตาที่ตอนนี้ตื้นเขินอยู่แล้ว ไหลอาบแก้มเป็นทาง เรากอดกันอย่างแนบแน่น ปากผมบอกเธอว่า กีช่าไม่เป็น ไม่เป็นไร  แต่หัวใจมันแตกสลาย

ผมไม่รับรู้มาก่อนเลยว่าเธอกำลังท้องกับผม ไม่แปลกใจเลยทำไมช่วงนี้เธอพยายามจัดการความรู้สึกตนเองเพื่อจะอยู่ร่วมกับผมให้ได้ ความใจกว้างของกีช่า ไม่ใช่ความบังเอิญ เธอรับรู้มาตลอดว่าเธอกำลังตั้งท้อง แต่อีกใจก็กลัวความมักมากในกามของชายหนุ่มจะทิ้งเธอไป เธอเริ่มรู้สึกตัวว่าเปลี่ยนเขาไม่ได้ จึงพยายามหาจุดลงตัวของการอยู่ร่วมกัน กีช่าตั้งใจว่าจะบอกผมหลังจากกลับมาครั้งนี้ เธอไม่คิดมาก่อนว่าวันที่ต้องบอกผม จะเป็นคำคืนที่แสนเลวร้ายอย่างนี้

.....

เสียงสวดอ้อนวอนต่อเทพอาชูร่า ดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย ในห้วงเวลาที่ความกลัวเข้าครอบงำ ความหวังมันล้มเหลว สิ่งที่เราเหมือนๆกันไม่ว่าจะโลกไหนๆ พวกเขาหาที่ยึดถือทางจิตใจ ผมไม่เอ่ยโทษพวกเขาที่สิ้นหวังขนาดนี้ แต่ผมจะเอ่ยโทษตัวเองหากนำความรู้สึกตนเองให้ต้อยต่ำสิ้นหวังไปด้วย

ระหว่างนั้น นักรบสาวคนหนึ่งเดินหายเข้าไปในถ้ำ เธอควานผงธุลีแห่งเทพอาชูร่าที่อยู่บนพื้น แล้วโปรยสร้างประกายเป็นเชื้อไฟวูบใหญ่ เพื่อจุดเป็นกองไฟขับไล่ความเหน็บหนาว

ผมมองผงที่พวกหล่อนเรียกว่า เถ้าธุลีแห่งเทพอาชูร่าด้วยแววตาที่เป็นประกาย ผมมองเห็นหนทางระรอกใหญ่

....
อะไรจะเกิดขอให้เกิด ภาพใบหน้าอันเศร้าสร้อยของหญิงงามอย่างลินดาผุดขึ้นมาในหัว ป่านนี้เธอจะเป็นอย่างไรบ้างนะ

ความเขียวขจีของผืนหญ้าที่เคยร่มเย็นเป็นสุข กลับถูกชโลมด้วยเลือด ดอกไม้ในมือเด็กสาวที่เคยยื่นให้ผมมันเปื้อนเลือดไปเสียหมดแล้ว ในห้วงความคิดสุดท้ายคงหนีไม่พ้นสายตาของยายเฒ่าที่ทอประกายวูบใหญ่ ก่อนที่ม่านตาเหล่านั้นจะมืดดับลง  

ไหนจะบุตรคนแรกที่ยังไม่เป็นตัวด้วยซ้ำกลับต้องมาตายจากไปอีกคน ผมเดินฝ่าฝูงคนเข้าไปยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้ารูปปั้น ด้วยความคับแค้น สายตาทุกคู่จดจ้องหัวหน้าเผ่าคนใหม่อย่างสิ้นหวัง

เราจะไม่หนีอีกแล้ว เราจะไม่หนีอีกแล้ว  ...  เราเข้ามาที่นี่ได้ไม่นาน แต่เราก็รักที่นี่เหมือนบ้าน บ้านของเราอาจไม่สะดวกสบาย แต่เราก็อยู่กันอย่างผาสุก  ผมเอ่ยสะกดทุกสายตา

จนกระทั่งวันหนึ่งพวกมันบุกเข้ามา และลงมือพรากทุกอย่างไปจากพวกเรา  มันทำลายบ้านเรือนของเรา ปล้นสะดมสินค้าเรา และยังฆ่าเด็กๆของเรา เราจะไม่ยอมอีกแล้ว ...  ผมเน้นด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว

ดวงตาสีทองประกายของผู้คนในชนเผ่าเริ่มเปร่งประกายความคับแค้น เด็กสาวนักรบฝึกหัดทั้งหลายเริ่มลุกขึ้นส่งเสียงขานรับ

ผมหันไปมองกลุ่มหญิงกลางคนและเหล่าคนชราในชนเผ่า แม้พวกนางจะไม่ได้เป็นนักรบ แต่ก็ล้วนแล้วแต่เคยฝึกฝนการต่อสู้ไม่ต่างกัน

ผมมองพวกเขาอย่างน้อบน้อม ก่อนจะเอ่ยกับพวกหล่อน

ครั้งหนึ่งพวกท่านเคยจับดาบ แต่มาวันนี้พวกท่านจับจอบจับเสียมเลี้ยงดูชนเผ่า เราขอขอบคุณ ในวันนี้เราคงต้องวิงวอนต่อพวกท่านให้ทิ้งจอบ เสียม ในมือพวกท่านเสีย และจับดาบขึ้นเพื่อเรา

พี่น้องของเราเอ่ยโปรดลุกขึ้นเถิด .. นี่เป็นเวลาของการล้างแค้น เราจะเข่นฆ่าผู้คน

กลุ่มชนเผ่าลุกขึ้นอย่างโกรธแค้น บรรยากาศอันโศกเศร้าถูกปลุกเร้าอย่างฮึกเหิม ก่อนที่เสียงโห่จะดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณ

......

[post]กีช่า นำพาผมเปลี่ยนชุดเสียใหม่ เธอบอกว่าชุดของผมโดดเด่นเกินไปในความมืด เธอเปิดผืนพรมที่พื้นในกระโจมออก มันเป็นที่ซ่อมของหีบลังใหญ่ ภาพในมีชุดนักรบสีดำทะมึน มีหมวกคลุมทำจากศีรษะของเสือดำ มันตัวค่อนข้างใหญ่เกินกว่าหญิงสาวใดๆจะใส่ได้ น่าแปลกที่ผมกลับใส่มันได้อย่างพอดิบพอดี

กีช่า บอกว่านี่เป็นชุดของหัวหน้าเผ่าคนก่อน ซึ่งเป็นชุดของบิดาเธอ เพิ่งสลัดคราบน้ำตาออก และจัดแจงแค่งองค์ให้ผม เธอโอบซบผมอีกคราใหญ่ ก่อนจะเอ่ยทั้งน้ำตา

เรารู้ท่านต้องกลับมา ท่านต้องมาช่วยเรา เรารู้เสมอ  เธอเอ่ยอย่างน่าใจหาย

ผมรู้สึกดีใจที่ผมไม่ขลาดเขลา รอเรื่องนี้ถึงเช้า ภายในหีบใหญ่ยังมีแตรเขาสัตว์ ธนูจะไม้เนื้อดี และดาบที่เป็นเหล็กสีดำทะมึนอันแกร่งกล้า มีดที่ด้ามดาบทำจากงาช้าง ของพวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นอาวุธชั้นดี น่าเสียดายที่ผมใช้ไม่เป็นสักอย่าง สิ่งเดียวที่ดูเข้าประโยชน์กับผมมากที่สุดคือแตรเขาสัตว์ ที่น่าจะพอข่มขวัญศัตรูได้

กีช่า เห็นผมไม่หยิบจับอาวุธสักอย่างจึงยัดมีดที่ด้ามทำจากงาช้างให้ผมติดตัวไว้  ก่อนจะตัดพ้ออย่างหงุดหงิดในใจว่า
ท่านเป็นหัวหน้าเผ่าภาษาอะไร  ตีรบปรบมือกันใครไม่ได้สักอย่าง  ผมรู้ว่าเธอเหยอกเล่น แต่ก็สะอึกใจอยู่ไม่น้อย

พวกหล่อนแทนจะถวายชีวิตให้ผม ผลจากการวางกลศึกในครั้งที่แล้ว ทำให้พวกเธอไม่เคลือบแคลงถึงสิ่งที่ผมจะสั่งออกไป

ผมแบ่งคนในชนเผ่าเป็น 3 หน้าที่ พวกนักรบในชนเผ่าที่เหลือบวกกับทีมของรินที่กลับมา นับได้เพียง 19 คน ผมกระจายพวกหล่อน 9 คน แบ่งเป็นสามทีมออกแกะรอยข้าวศึกศัตรูและค้นหาผู้คนที่หลงเหลือ นักรบอีก 10 นางที่เหลือรวมกีช่า ผมขอให้ระวังภัยไว้ป้องกันพวกมันย้อนกลับมาอีก

กำลังป้องกันเพิ่มขึ้นเป็นอีกหนี่งเท่า เมื่อนับรวมเด็กๆที่ผ่านการฝึกฝนแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าพิธีเป็นนักรบอย่างเต็มตัว แม้พวกเธอจะยังอ่อนเยาว์แต่ไม่ไร้เดียงสา พวกเธอล้วนจับดาบควงกระบองฟาดฟันได้อย่างคล่องแคล่ว

กลุ่มที่สามคือพวกคนแก่และหญิงในชนเผ่าคนอื่นๆ ผมขอร้องให้พวกหล่อน แบ่งหน้าที่กันกอบโกยดินปืน หรือที่พวกเธอเรียกว่าธุลีแห่งเทพอาชูร่ามาให้ได้มากที่สุด อีกส่วนให้ไปตัดต้นไผ่แล้วทอนเป็นปล้องๆ

จากนั้นผมให้พวกเธอยัดดินปืนใส่ปล้องไม้ไผ่ให้เต็ม และเอาผ้าชุบน้ำมันตะเกียงคลอบปิดไว้ดึงสายผ้าให้ยาวออกมาเป็นฉนวน ผมแอบหวาดหวั่น อยู่ลึกๆเช่นกันว่ามันจะไม่ได้ผล อยากจะทดสอบก็กลัวเสียงจะดังจนศัตรูแตกตื่น ตอนยามที่จนตรอกผมจำเป็นต้องฝากความหวังกับมันไว้ในเป็นหมากสุดท้าย ถ้ามันไม่ใช่ไพ่ตาย เราตาย มันก็แค่นั้นเอง

.....
เราล้วนแบ่งหน้าที่กระทำกันอย่างแข็งขัน ผมนับปล้องไม้ไผ่ได้ 100 กว่าอันเศษ ก่อนที่ทีมของรินจะวิ่งแตกตื่นกลับมาพร้อมเอ่ยว่า

เราพบที่ตั้งของศัตรูแล้ว

ผมลุกขึ้นบอกทุกคนในชนเผ่า มาเถิดพี่น้องเรา ถึงคราวที่ผู้คนต้องชดใช้

…..

กองทหารข้าศึกประมาณ 200เศษ กองไฟถูกย่อยกระจายเป็นกลุ่มๆ นับได้ 10 กว่ากองไม่ห่างกัน มีลานกว้างๆที่แคมตรงกลางเป็นที่ตั้งของกระโจมใหญ่ ผมเดาว่ามันน่าจะเป็นกระโจมของหัวหน้าพวกมัน

ผมลอบร้องโอดครวญในใจ ไม่ว่าจะบุกโจมตีทหารกลุ่มไหนก่อนก็ทำลายผู้คนได้แค่เพียง 20เศษ หลังจากนั้นอีก 9 กลุ่มที่เหลือก็จะพลันรู้ตัว จะลอบโจมตีด้วยทีมสังหารของรินก็ใช่เรื่อง เพราะต้องลอบโจมตีถึง 9 ครั้ง เรามีกำลังคนไม่เพียงพอที่จะทำแบบนั้น

ที่ผมต้องลอบร้องโอดครวญในใจ เพราะนี่มันไม่ใช่การตั้งแคมป์แบบธรรมดาๆ มันผ่านการวางแผนป้องกันการถูกลอบโจมตีมาเรียบร้อยแล้ว

ผมซุ่มดูลาดเลาอยู่พักใหญ่ ก่อนความเคลื่อนไหวที่ลานกว้างจะฉุดความสนใจให้หันไปมอง กลุ่มทหารที่เป็นบุรุษหลายคน ทยอยฉุดคราวหญิงสาวของชนเผ่าพาไปขืนใจกันอย่างฮึกเหิม ผมลืมคิดเรื่องพวกนี้ไปเสียสนิท พวกมันมีทหารที่เป็นบุรุษอยู่ด้วย พวกมันไม่ได้ฆ่าผู้หญิงในชนเผ่าทั้งหมด แต่กลับฉุดคราดพวกนางมาปรนเปรอกาม แสวงหาความสำราญในยามค่ำคืน ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าพวกมันมาปล้นสะดม หรือมาฉุดคราดหญิงสาว

มีทั้งที่เป็นบ่าวทาส ชาวหมู่บ้าน แม้กระทั้งพวกนักรบเองก็ไม่เว้น ผมก็ไม่แปลกใจที่เท่าที่พวกมันสนใจพวกนักรบเป็นพิเศษ เพราะดูมีเสน่ห์ของความพยศให้พวกมันได้เข้าข่มเหง หญิงสาวนักรบ 5 นาง ถูกจับเข้าไปในกระโจม ก่อนที่เสียงร้องครวญครางอย่างทรมานจะดังขึ้น

ผมว่าผมโกรธแค้นมันมากแล้ว กีช่า และ ริน ดูโกรธแค้นยิ่งกว่า พวกเธอโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ผมได้แต่บอกให้พวกหล่อนเย็นไว้ เรามีแผนแล้ว

นับรวมผู้คนที่ถูกจับเป็น เชลยได้ 40 กว่าคน นอกจากทาสและชาวบ้านของชนเผ่าแล้ว ก็มีนักรบหญิงอีก 9 คนปะปนอยู่หากผมปล่อยพวกหล่อนได้เราคงมีกำลังรบเพิ่มอีกเป็นเท่าตัว

ผมอธิบายแผนการให้พวกหล่อนฟัง เราแบ่งการโจมตีออกเป็นสามส่วนใหญ่ๆ  ขั้นแรกผมคงไม่สนใจปลาเล็กๆโดยรอบ แต่เราจะพุ่งความสนใจไปที่ปลาใหญ่ ผมคงใช้กระบอกไม้ไผ่ที่อัดแน่นไปด้วยดินปืนเรียกความสนใจ เมื่อบรรดาปลาเล็กรอบๆเป็นปลาใหญ่มีภัย ผมเดาว่าพวกนั้นจะกรูเข้ามายังจุดกึ่งกลางที่ลานกว้างนั้นเป็นจุดเดียว

ผมหันหน้าไปหากลุ่มอื่นๆที่ไม่ใช่นักรบ พร้อมกับบอกพวกหล่อนว่า เมื่อกลุ่มทหารทุกกลุ่มไหลมากองรวมกัน เราจะเปลี่ยนตรงนั้นเป็นลานประหารด้วยฝนธนูห่าใหญ่  

ผมขอให้กีช่าพร้อมพวกนักรบ เคลื่อนไหวอยู่รอบนอก ล้อมพวกมันไว้เป็นวงกลม มันผู้ใดหนีตายจากลานประหารออกมา ให้เข่นฆ่าเสียอย่างให้เหลือ  
ผมบอกรินให้จัดกำลังที่ว่องไวที่สุดในชนเผ่า อาศัยความชุลมุนตรงนั้น ช่วยเหลือผู้คนออกมา

ผมเอากิ่งไม้วาดบนพื้นดินกากบาทเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมเอ่ยว่า เมื่อขวัญพวกมันหลุดกระเจิง กำลังรบเหลือเพียงเล็กน้อย เราจะบุกเข้าพร้อมกัน เมื่อนั้นจะเป็นช่วงชีวิตสุดท้ายของพวกมัน
.....

กลุ่มแมวดำ แม้จะเสียทีจนเกือบถูกล้างบาง แต่เสืออย่างไรก็ยังเป็นเสือ ผมอดทึ่งในการเคลื่อวไหวผ่านต้นไม้ของพวกหล่อนไม่ได้ แม้แต่พวกเด็กๆหรือชาวบ้านก็ดูไม่ต่างกันพวกหล่อนอยู่กับป่า ปีนป่ายต้นไม้ได้อย่างเงียบงันดุจภูตพราย ผมรอให้ทุกคนเข้าประจำที่ก่อนจะหยิบแตรเขาสัตว์ขึ้นมาใช้แทนสัญญาณลั่นกองรบ

ปูววววววววว  ปูวววววววววว  ทันทีที่สิ้นเสียงแตรเขาสัตว์

พวกทหารแตกตื่นลุกขึ้นกันอย่างร้อนรน นั่นเป็นจังหวะที่ผมเห็นกระบอกไม้ติดชนวนขึ้นเป็นครั้งแรก มันจะได้ผมไหม ผมลุ้นตัวแทบโก่ง

ปัง ปัง ปัง เสียงดินปืนระเบิดบ้องไม้ไฟเป็นเสียงสลั่นดังลั่นต่อเนื่องกันสามครั้งที่ลานกว้าง ก่อนที่ลูกอื่นๆจะทยอยดังขึ้นตามมา  ผมเพ่งสายตาผ่านเงามืดมองหมากตานี้บนกระดาน รุกฆาต !!

กองทหารอยู่บริเวณรอบๆ รับรู้ถึงสัญญาณโจมตีของข้าศึก ด้วยสัญชาตญาณ พวกมันกรูกันเข้าไปโอบล้อมหัวหน้าของมันอย่างร้อนรน ทหารของ อาณาจักรซานเดรีย ล้วนมีรูปร่างสูงใหญ่ เมื่ออยู่ในเกาะสีดำย่อมดูน่าเกรงขาม แต่หาใช่ว่าพวกมันจะสวมใส่เกาะอยู่ตลอดเวลา ยิ่งกับตอนนี้มันคือช่วงเวลาพักผ่อน มันผมคาดคิดไม่ถึงว่าจะมีผู้ใดลอบโจมตีกลางป่าเช่นนี้

ฟิว ฟิว ฟิว เสียฝนธนูห่าใหญ่เริ่ม โปรยปราย ด้วยความเร่งรีบที่ไม่ได้สวมชุดเกาะ พวกมันมีเพียงโล่ยกกำบังกายแต่ก็ไม่มิด นายทหารที่เป็นหัวหน้าเพิ่งรุดออกมาจากกระโจมอย่างแตกตื่น  มันชี้สั่งการให้พวกกลุ่มทหารบริเวณที่เป็นหญิงผลักดันฝ่าวงล้อมออกไป

แต่ทันทีที่ทหารหญิงกลุ่มนั้นหลุดออกจากแนวป่า ดวงตาสีเหลืองอร่ามดุจภูติพรายก็เข้าหักหาญอย่างโหดร้าย

อร้ายยยยย กรี๊ดดด  เสียงหวีดร้องของทหารที่นำไปก่อนหน้าผลักดันพวกคนอื่นๆให้ล่าถอยกลับไป  ทหารของซานเดรียกว่า 200 คน ตกอยู่ท่ามกลางลานประหาร พวกหล่อนค่อยๆพลาดพลั้งโดยฝนธนูปักโดนสักส่วนของร่างกาย ล้มหายตายจากไปที่ละคน ส่วนพวกที่พยายามจะฝ่าวงล้อมออกก็หายวับไปในป่าเพราะดวงตาปีศาจสีเหลืองทอง

พวกทหาร ซานเดรีย อาจเก่งกล้าเมื่ออยู่บนหลังม้า พวกนางล้วนฝึกฝนยุทธวิธีในการออกศึกด้วยการประจันหน้า แตกต่างจากพวก กีช่


*

ออฟไลน์ Wolf Stranger

  • Full Member
  • **
  • 134
  • 111
    • ดูรายละเอียด
Re: The New World : จอมคนโลกใหม่ 15
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2016, 05:49:21 PM »
สถานะการบีบเค้น ... มันสามารถทำให้บังเกิดความแข็งแกร่งได้จริงๆ

*

ออฟไลน์ applej2k

  • Full Member
  • **
  • 197
  • 189
    • ดูรายละเอียด
Re: The New World : จอมคนโลกใหม่ 15
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2016, 01:48:05 AM »
Thanks you ขอบคุณมากครับ

*

ออฟไลน์ koonpo

  • Tiny Member
  • *
  • 38
  • 0
    • ดูรายละเอียด
Re: The New World : จอมคนโลกใหม่ 15
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 12, 2016, 06:09:34 PM »
สนุกมากคับ

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ