ยอดยุทธทะยานฟ้า - บทที่ 3 ในอุ้งมืออสูร

ยอดยุทธทะยานฟ้า - บทที่ 3 ในอุ้งมืออสูร

  • 0 ตอบ
  • 3409 อ่าน
*

ออฟไลน์ kropkrap

  • Tiny Member
  • *
  • 23
  • 921
    • ดูรายละเอียด
เดือนสามปีนี้ ทำเนียบสี่ยอดพธูแห่งหางโจวต้องเปลี่ยนเป็นห้ายอดพธูแห่งหางโจวแล้ว เนื่องจากหลินเจียวเมิ่ง (หลินเป็นแซ่ เจียวเมิ่งแปลว่าความฝันอันอ่อนหวาน) เติบโตเป็นสาวสะคราญโฉมอายุ 16 ปี ความงามแรกแย้มของนางเป็นที่เลื่องลือจนต้องนับนางรวมไว้ด้วย  สี่ยอดพธูเดิมล้วนเป็นสตรีมีเจ้าของ ดังนั้นบุรุษหนุ่มที่ยังไม่มีคู่ครองในเมืองต่างหลงงมงายในความงามและนุ่มนวลอ่อนหวานสมดังชื่อของนางเป็นพิเศษ ยกเว้นเพียงผู้เดียวคือเซียวเฟยเทียน


หลินเจียวเมิ่ง เป็นลูกสาวคนเดียวของเถ้าแก่ใหญ่กิจการเรือขนส่งของหางโจว เนื่องจากหางโจวเป็นจุดสิ้นสุดของคลองขุดต้ายุ่นเหอที่เชื่อมต่อดินแดนภาคเหนือและใต้เข้าด้วยกัน ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างเมืองหางโจวและลั่วหยางมีความสะดวกรวดเร็ว กิจการของเถ้าแก่หลินจึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของแคว้นอู๋เยี่ยว์เป็นอย่างยิ่ง บ้านตระกูลเซียวประกอบการค้า ดังนั้นตั้งสองตระกูลเป็นคู่ค้ากันมาแต่ครั้งรุ่นปู่ เซียวเฟยเทียนมีอายุมากกว่านาง 4 ปี จึงเห็นนางมาแต่เด็ก ด้วยความคุ้นเคยจึงทำให้มองอย่างไรก็ไม่เห็นว่านางงามอย่างที่ร่ำลือ กับเซียวเฟยเทียนแล้ว นางมิได้อ่อนหวานอย่างที่ปฏิบัติต่อผู้อื่นเนื่องจากเติบโตมาด้วยกันนั่นเอง นางมักหาเรื่องกลั่นแกล้งให้เขาปวดหัวอยู่เสมอ นับเป็นปีศาจน้อยที่งดงามนางหนึ่ง เรื่องนี้บอกไปมิมีผู้ใดยอมเชื่อเพราะใบหน้าของหลินเจียวเมิ่งนั้นดูสุภาพอ่อนหวานเป็นอย่างยิ่ง กิริยาท่าทางก็เรียบร้อยน่ารักสมเป็นคุณหนูตระกูลร่ำรวยที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี


ไม่ว่าอย่างไรนั่นเป็นน้องสาวที่ผูกพันกันอย่างยิ่ง เมื่อฟังว่านางตกอยู่ในวงล้อมของทหาร เซียวเฟยเทียนจึงตื่นตระหนกจนมิได้ถามไถ่สาเหตุ ไม่ได้สนใจแม้จำนวนของทหาร รีบแต่งตัวคว้ากระบี่คู่กายกระโดดขึ้นม้าควบขับไปทางท่าเรือหางโจวทันที


เมื่อมาถึงชายป่าตามที่หญิงรับใช้บอกกล่าว เซียวเฟยเทียนพยายามมองหาและฟังเสียงการไล่ล่าหรือการต่อสู้ แต่ในป่าที่มีต้นไม้แน่นขนัดเช่นนี้ การจะหาคนกลุ่มหนึ่งพบย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดาย


“นายน้อย รอข้าด้วย” เพ่ยเพ่ยรีบใส่แว่นสายตา แต่งตัว แล้วควบม้าตามมาติดๆ แม้นางรีบแต่งกายอย่างรวดเร็วแล้วยังชักช้ากว่าเซียวเฟยเทียนครู่หนึ่ง นางมีสายตาสั้นมาแต่กำเนิด เมื่อตอนนางยังเล็กที่บ้านยากไร้ไม่สามารถหาแว่นสายตาให้นางได้ นางจึงมีหูที่ดีกว่าผู้อื่นเป็นการทดแทน สำหรับการค้นหาคนที่ถูกทหารไล่ล่าในป่าเช่นนี้ นางสามารถระบุตำแหน่งและทิศทางได้จากการฟังเสียงฝีเท้าในระยะหลายลี้ เพ่ยอิงจึงสั่งให้นางตามมาช่วยอีกแรงหนึ่ง


“ขอบใจเจ้ามาก” เซียวเฟยเทียนกล่าวอย่างซาบซึ้งในน้ำใจเมื่อมองเห็นเพ่ยเพ่ยรีบตามมาทั้งที่ยังแต่งกายไม่เรียบร้อย ใบหน้าเปื้อนไปด้วยหยาดเหงื่อ


เพ่ยเพ่ยเผยอยิ้มรับคำขอบคุณ จากนั้นรีบสงบสติตั้งใจค้นหาสุ่มเสียงที่ผิดปกติรอบบริเวณใกล้เคียง


“ข้าได้ยินเสียงคล้ายคุณหนูเจียวเมิ่งทางด้านนี้ห่างไปราวสองลี้ (ราว 1 กิโลเมตร) นางกำลังวิ่งพลางสู้พลาง ผู้ไล่ตามมีราวสิบคน” เพ่ยเพ่ยกล่าวพลางชี้ไปทางทิศตะวันออก


“เจ้ารั้งอยู่ที่นี้ ข้าจะรุดไปช่วยคน จำไว้หากมีอันตรายให้รีบหนี ไม่ต้องเป็นห่วงข้า” เซียวเฟยเทียนกล่าวพลางวิ่งตะบึงไปตามที่เพ่ยเพ่ยชี้บอก ทางข้างหน้าเป็นป่ารก เขาจึงทิ้งม้าเอาไว้กับเพ่ยเพ่ย


หลินเจียวเมิ่งยืนหันหลังพิงต้นไม้ใหญ่ขนาดห้าคนโอบต้นนึง มือขวาตกลงมีโลหิตไหลจากไหล่ขวา นางจึงถือกระบี่ด้วยมือซ้าย พลังฝีมือลดทอนลงกว่าครึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ เห็นได้จัดว่านางคงต้านทานได้อีกไม่นาน ฝั่งตรงข้ามมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยสามคน ผู้คนทั้งหมดสิบเอ็ดคนล้อมนางไว้ นางเลือกหันหลังพิงต้นไม้ใหญ่เพื่อให้สามารถรับศึกด้านหน้าเพียงด้านเดียว


ทุกผู้คนจ้องมองนางด้วยสายตาหื่นกระหาย แม้นางต่อสู้และหลบหนีเป็นเวลานานจน ใบหน้าชุ่มไปด้วยเหงื่อแต่ความงามของนางยังเพียงพอสะกดสายตาบุรุษทุกผู้ เสื้อผ้าที่เริ่มหลุดลุ่ย เสียงหอบหายใจและทรวงอกอวบอิ่มที่สะท้อนขึ้นลงจากการหายใจเหนื่อยหอบนั้นยิ่งกระตุ้นราคะได้มากขึ้น


“แม่นางน้อย อย่าขัดขืนเลย หากพวกเราพลั้งมือไป ทำร้ายใบหน้าอันงดงามของเจ้า จะรับได้อย่างไร จะอย่างไรเจ้าหนีไม่รอดแล้ว ยอมพวกเราแต่โดยดี รับรองพวกเราจะดูแลเจ้าอย่างดี รับรองเจ้าจะมีความสุขอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน หึหึหึ” บุรุษนำขบวนกล่าวกับนางพลางหัวเราะอย่างชั่วช้า มันจ้องมองที่ทรวงอกนางตาไม่กระพริบ


“พวกเจ้าเหล่าบุรุษใช้พวกมากรุมสตรีคนเดียวเช่นนี้ เป็นพฤติกรรมของชายชาติหรือ” หลินเจียวเมิ่งตวาด


“แม่นางน้อยร้ายกาจขนาดนี้ พวกเราไม่ร่วมมือกันจะกำราบเจ้าได้อย่างไร เจ้าอย่าให้พวกเราเปลืองเรี่ยวแรงอีกเลย มิเช่นนั้นถ้าพวกเราไม่มีเรี่ยวแรงปรนนิบัติเจ้าจะเสียดาย”


“ชั่วช้า!” หลินเจียวเมิ่งตวาดแต่ยังยืนอยู่กับที่เดิม นางปารถนาจะสับพวกมันเป็นหมื่นๆ ชิ้น แต่หากนางไม่ระงับความโกรธ แล้วทะยานออกไปต่อสู้ในสภาพนี้ นางต้องตกอยู่ในวงล้อม พ้ายแพ้เร็วกว่าเดิม


“แม่นางน้อยฉลาดนัก รู้จักหลังพิงต้นไม้ใหญ่ให้พวกเรารุมไม่สะดวก พวกเรา! พลัดกันเข้าไปสู้กับนาง บีบให้นางหมดแรง จำไว้จับเป็น อย่าทำให้ใบหน้านางมีริ้วรอยเด็ดขาด”


บุรุษทั้งสิบเอ็ดค่อยๆ บีบวงล้อมเข้าหา หลินเจียวเมิ่งจับจ้องความเคลื่อนไหวของแต่ละคนตาไม่กระพริบ หรือว่าวันนี้นางต้องถูกหยามย่ำยีโดยชายโฉดเหล่านี้เสียแล้ว


ผู้นำขบวนกุมดาบปราดเข้าหานางเป็นคนแรก เช่นนี้สบใจหลินเจียวเมิ่งพอดี นางตั้งรับอย่างใจเย็น ขอเพียงนางโค่นผู้นำขบวนนี้ลงได้อาจมีทางรอด อีกอย่างฝีมือของผู้คนขบวนนี้ไม่สูงส่งนัก ฟันไปฟันมามีเพียงไม่กี่กระบวนท่า


ผ่านไปไม่กี่กระบวนท่านางเริ่มเป็นฝ่ายมีเปรียบ จากนั้นอาศัยจังหวะเหมาะฟันดาบผู้นำขบวนหลุดจากมือ ผู้นำขบวนนั้นเห็นท่าไม่ดีรีบถอยหนีอย่างลนลาน นางย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสดีเช่นนี้ผ่านไป รีบก้าวปราดออกจากต้นไม้เพื่อสังหารผู้นำขบวนนี้ให้ได้ เห็นได้ชัดว่ากระบี่นี้ต้องแทงทะลุอกคนผู้นี้แน่นอนแล้ว


“อา…” ก่อนที่กระบี่ของนางจะประสบผล พลันรู้สึกทั้งร่างอ่อนระทวย อดอุทานออกมามิได้ กระบี่พลัดหลุดจากมือ ร่างนางล้มลงกับพื้น นางอยากหันกลับไปดูผู้ที่ลอบทำร้าย จนใจที่ถูกปิดสกัดจุดหลายจุด ไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้ นี่เป็นวิชาฝีมือใดกลับสามารถสกัดจุดหลายจุดที่แผ่นหลังของนางได้โดยการโบกฝ่ามือผ่านเพียงครั้งเดียวโดยที่นางไม่รู้สึกถึงการมาของคนผู้นี้แม้แต่น้อย


“ขอบคุณสหายท่านนี้ที่ยื่นมือช่วยเหลือ ไม่ทราบท่านมียศใด สังกัดใด? เห็นแก่บุญคุญช่วยชีวิต หากสหายพึงตาต้องใจแม่นางน้อยนี้ ข้าให้ท่านชิมน้ำแกงถ้วยนี้เป็นคนแรก จากนั้นเราท่านแบ่งปันกันดื่มเป็นอย่างไร?” ผู้นำขบวนรีบระงับขวัญที่แตกตื่นลง มันแม้เพิ่งถูกความตายกรายศีรษะ รอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ขวัญราคะยังไม่เสื่อมคลาย


“ข้าไม่เคยแบ่งปันน้ำแกงกับสุนัขมาก่อน แม่นางนี้เป็นของข้า พวกเจ้าไสหัวไป” บุรุษผู้มากล่าวอย่างแข็งกร้าว ซุ่มเสียงแหบพร่า เห็นได้ชัดว่าจงใจดัดเสียง คาดว่าไม่มีเจตนาดี


”ที่แท้ท่านต้องการครอบครองนางไว้คนเดียว พวกข้าไล่ต้อนนางมาอย่างเหนื่อยยาก ท่านจึงลงมือประสบผลอย่างง่ายดาย ท่านทำเช่นนี้ โลกนี้ยังมีหลักเหตุผลหรือ อย่างมากให้ท่านเชยชมนางสักหลายวันก่อนแล้วค่อยถึงรอบพวกเราก็ได้” ผู้นำขบวนไม่ทราบฝ่ายตรงข้ามมาได้อย่างได้อย่างไร รอจนเห็นฝ่ายสกัดจุดหลินเจียวเมิ่งล้มลงหลังจากนั้นจึงเห็นคนผู้นี้อยู่ด้านหลังนาง ความสูงส่งของฝีมือเป็นที่คาดได้ อย่างไรก็ตามแม่นางนี้สวยงามอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน หากวันนี้ไม่มีโอกาสได้นาง ชาตินี้คงไม่อาจหาหญิงสาวสะคราญโฉมเช่นนี้ได้อีกแล้ว อย่างไรต้องพยายามต่อรอง


“พวกเจ้าจะไสหัวไปเอง หรือจะให้ข้าลงมือ” ผู้มายืนยันหนักแน่น


“ได้ ท่านฝีมือสูงส่ง พวกเราสู้ท่านไม่ได้ พวกเราไป” อย่างไรรักษาชีวิตไว้สำคัญกว่า แม่นางน้อยนี้แม้งดงาม ยังไม่คุ้มกับการเสี่ยงชีวิต หัวหน้านำขบวนสั่ง จากนั้นทั้งหมดหันหลังกลับเดินออกไป


“ข้าบอกให้ไสหัวไป” บุรุษนั้นกล่าวขึ้น ทันใดนั้นทหารโจรทั้งสิบเอ็ดต่างหน้าทิ่มไถลไปตามพื้นเกือบจะพร้อมกัน หลินเจียวเมิ่งที่หมอบอยู่กับพื้นเห็นคนผู้นั้นยกเท้าถีบบั้นท้ายทหารโจรทีละคน แต่ด้วยความว่องไวของท่าเท้า ทั้งหมดต่างถลาออกไปแทบจะเป็นเวลาเดียวกัน ส่วนบุรุษนั้นปราดเข้ามาได้อย่างไรกลับไม่อาจเห็นชัดตา ตอนนี้นางเห็นหลังผู้มาแล้ว เป็นทหารในชุดเครื่องแบบเดียวกับโจรโฉดเหล่านั้นเอง


“เรื่องในวันนี้ อย่าคิดว่าจะจบลงง่ายๆ ข้าจะให้ท่านแม่ทัพมาคิดบัญชีกับเจ้าแน่นอน พวกเราไปสมทบกับกลุ่มหนึ่ง แม่นางน้อยทางนั้นไม่ด้อยกว่าแม่นางดุร้ายนี้ ไปตอนนี้อาจยังได้แบ่งปันบ้าง” หลังจากลุกขึ้นมาได้ ทหารโจรไม่รอช้า ต่างรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ไม่กี่อึดใจก็หายไปจากสายตา


ถึงพวกมันจะจากไปแล้ว หลินเจียวเมิ่งทราบดีว่าตัวเองยังไม่พ้นอันตราย ซ้ำร้ายนางยังไม่มีหวังผ่านคราวเคระห์ครั้งนี้ไปได้ ก่อนหน้านี้นางยังสามารถต่อสู้ดิ้นรน แต่ตอนนี้แค่ขยับตัวยังทำไม่ได้


“ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องข้า พี่เฟยเทียนต้องไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่นอน” หลินเจียวเมิ่งกล่าวข่มขู่ บิดานางไม่รู้จักวรยุทธ คนที่นางพอจะยกมาข่มขู่ได้คงมีแต่พี่เฟยเทียนของนางเอง เท่าที่นางรู้เซียวเฟยเทียนฝีมือพื้นเพธรรมดา พวกนางเรียนกระบี่มาด้วยกัน แม้แต่นางพี่เฟยเทียนยังเอาชนะไม่ค่อยได้ แต่ยามสิ้นหนทางนางเพียงนึกถึงเขาเพียงคนเดียว


“พี่เฟยเทียนของเจ้าเป็นตัวอะไร? ข้าไยต้องเกรงกลัวมัน?” บุรุษนั้นกล่าวพลางหันมา ใบหน้าของมันหยาบกร้านดุร้าย หลินเจียวเมิ่งต้องสยิวกายด้วยความกลัว เทียบกันทหารชั่วช้าเหล่านั้นแล้วคล้ายทหารเหล่านั้นยังน่าดูกว่า


“แม่นางหลิน ท่านไม่ต้องพยายามขู่ข้า ข้าเฝ้าดูท่านมานาน วันนี้ถึงสามารถมาได้จังหวะเวลาพอดีเช่นนี้ พี่เฟยเทียนของท่านโดนท่านกลั่นแกล้งสารพัด มันยังจะมาแก้แค้นแทนท่านหรือ ต่อให้มันมา มันจะทำอันใดได้ อย่าว่าแต่ถึงเวลานั้น ท่านจะแค้นสามีของท่านได้อย่างไร ห้าห้าห้า” มันกล่าวพลางหัวเราะเย้ยหยัน แววตาแฝงไฟราคะ


“วางใจเถอะ ข้ารับรองว่าท่านต้องชอบแน่นอน” มันกล่าวพลางจัดร่างหลินเจียวเมิ่งให้อยู่ในท่านอนหงาย แล้วขึ้นคร่อมตัวนางไว้พลางยื่นหน้ามาใกล้


“จุ๊ จุ๊ ข้าได้แต่มองเจ้าแต่ไกลมานาน คิดไม่ถึงเจ้ามอมแมมขนาดนี้ยังคงงดงาม อืมหอมยิ่งนัก” มันกล่าวอย่างพึงพอใจ พลางทำจมูกฟุดฟิดอยู่บริเวณซอกคอของนาง


หลินเจียวเมิ่งถูกสะกัดจุดได้แต่นอนนิ่งๆ ปล่อยให้มันทำตามใจ น่าแปลกที่เวลานี้ใจนางกลับร่ำร้องหาแต่พี่เฟยเทียนของนาง พี่เฟยเทียนที่น่าตาย ท่านหายหัวไปที่ไหน ไยไม่มาช่วยข้า ถึงนางจะรู้ว่าโอกาสที่พี่เฟยเทียนจะมาช่วยนางได้แทบไม่มี แต่ใจนางยังคงภาวนา ในใจลึกๆ นางรักเขา ต้องการเป็นภรรยาของเขา แต่ตอนนี้คงไม่มีโอกาสแล้ว นึกถึงตอนนี้น้ำตานางไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ แต่ด้วยถือทิฐิ นางไม่ยอมกล่าววิงวอนแม้สักครึ่งคำ


”เจ้าดีใจที่จะมีสามีจนร้องไห้เลยรึ ไม่ต้องห่วงวันนี้เจ้าได้มีแน่”บุรุษนั้นยกมือปาดน้ำตาให้นาง ดูเหมือนว่าน้ำตาของนางจะยิ่งกระตุ้นให้มันอยากย่ำยีนางมากกว่าเดิม


โจรชั่วนั้นเริ่มลงมือไซร้ซอกคอของหลินเจียวเมิ่ง ถึงนางจะไม่ยินยอมและหวาดกลัว แต่ตัวเลวร้ายนี้กลับร้ายกาจยิ่งนัก มันไซร้ซอกคออย่างชำนาญ สลับกับการพรมจูบไปทั่วคอของนาง จากนั้นค่อยๆ ไซร้มายังใบหู


“อา…”


เมื่อมันขบกัดติ่งหูของนางเบาๆ หลินเจียวเมิ่งอดครางออกมาคำนึงมิได้ นี่นางเป็นอะไรไป คนคนนี้กำลังหยามย่ำยีนาง เหตุใดนางรู้สึกตื่นเต้นและเคลิบเคลื้มเช่นนี้ รู้สึกทั่วร่างเบาหวิวดั่งล่องลอย


“หึหึ เจ้าเริ่มชอบแล้ว”


มันกล่าวอย่างผู้มีชัย จากนั้นรุกนางหนักกว่าเดิม มือมารของมันเริ่มลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังของนาง สร้างความสบายแก่นางอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกมีลมปราณเบาสบายสายหนึ่งถ่ายทอดมาทุกจุดที่มันลูบไล้ไป จนนางต้องขบริมฝีปากเพื่อไม่ให้ส่งเสียงครางออกมา


“กลั้นไว้ไยกัน หึหึ ได้ ข้าจะทำให้เจ้าครางออกมาเอง อืม เจ้าหอมยิ่งนัก ผิวช่างเรียบลื่นนวลเนียน”


มันกล่าวกระซิบที่ข้างหูของนาง พร้อมกับสอดมือเข้าไปในเสื้อของนางทางด้านหลัง ฝ่ามือหยาบกร้านนั้นสัมผัสกับแผ่นหลังเปล่าเปลือยของนาง มันให้ความรู้สึกสยิว เคลิบเคลิ้มกว่าการสัมผัสนอกร่มผ้าเมื่อครู่เสียอีก ใจนางเริ่มเตลิด อยากให้มันลูบคลำอย่าได้หยุด แต่ยังคงขบริมฝีปากแน่น ฝ่ามือของมันร้ายกาจยิ่งนัก จมูกปากของมันกลับร้ายกาจยิ่งกว่า ไม่นานหลินเจียวเมิ่งเริ่มลืมเลือนว่าตอนนี้โดนบุรุษที่ไม่รู้จักย่ำยีอยู่กลางป่า นางกลับรู้สึกเบาสบายเหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์ สายรัดตัวเอี๊ยมของนางถูกแกะออกโดยที่นางไม่รู้ตัว จากนั้นฝ่ามือหยาบใหญ่นั้นเริ่มรุกคืบมาทางด้านหน้า


“อา… ซี้ด…”


ในที่สุดนางไม่สามารถกลั้นไว้อีกต่อไป ต้องครางออกมาอย่างสยิว สมองขาวโพลนไปหมด


“ไม่นึกว่าเจ้าจะซ่อนของดีไว้ขนาดนี้”


บุรุษนั้นกล่าวอย่างพึงพอใจเมื่อได้สัมผัสความอวบอิ่มเต็มไม้เต็มมือของหลินเจียวเมิ่ง มือมารนั้นเคล้าคลึงปทุมถันอวบอิ่มอย่างนุ่มนวลจนทำให้นางครางออกมาอย่างลืมตัวในที่สุด


“อึ๋ย… อา… เจ้า เจ้า เอามือของเจ้าออกไปนะ!”


นางพยายามข่มความเสียวซ่านห้ามปราม แต่ดูจะไม่เป็นผลแม้แต่น้อย มือของมันยังเคล้าคลึงเต้าอวบของนางไม่ยอมหยุด ลึกๆ ใจนางเองก็ไม่แน่ใจว่าอยากให้มันหยุดหรือไม่ โอ บุรุษที่น่าตายนี้ ภายนอกดูหยาบกร้าน แต่กลับนุ่มนวลถึงเพียงนี้ ทำให้นางเตลิดจนไม่อาจควบคุมได้แล้ว จากนั้นนางก็ต้องตกใจยิ่งขึ้นเมื่อสาบเสื้อด้านหน้าถูกแบะออก พร้อมกับตัวเอี๊ยมถูกถอดออกไป


“แม่นางหลิน เจ้าสวยมาก สวยจริงๆ”


มันกล่าวอย่างพึงใจเมื่อได้เห็นปทุมถันของหลินเจียวเมิ่งเต็มตา เป็นปทุมถันของหญิงวัยแรกแย้ม ขาวผ่องปานเย้ยหิมะ ผิวพรรณนวลเนียน ไร้สิวฝ้าให้รำคาญตา ปลายถันสีชมพูนั้นยามนี้ชูชันราวกับท้าทายให้ลองลิ้ม


“ว้าย…”


หลินเจียวเมิ่งอุทานออกมาเมื่อบุรุษนั้นใช้ลิ้นสากโลมเลียไปที่ฐานปทุมถันของนาง จากนั้นนางต้องครางออกมาอย่างเสียวซ่านกว่าเดิมเมื่อมันละเลงลิ้นไปที่ปลายถัน


“ซี้ด…อา….”


นางครางออกมาอย่างเสียวซ่าน เป็นความเสียวซ่านที่นางไม่เคยพบพานมาก่อนในชีวิต นางแอ่นอกให้มันเชยชมอย่างลืมตัว


“จ๊วบๆๆๆ อืม “


มันละเลงลิ้นหนักยิ่งขึ้น จากนั้นจึงดูดอมปลายถันของนางเข้าไปในปากหยาบหนานั้นจนหมด พลางดูดอย่างแผ่วเบา สร้างความซาบซ่านให้หลินเจียวเมิ่งอย่างยิ่ง เสียงดูดที่หยาบคายนั้นกลับกระตุ้นอารมณ์ดำกฤษณาในตัวนางให้ประทุจนแทบทานทนไม่ได้ นางแอ่นอกให้มันดูดอย่างลืมตัด มันดูดถันด้านซ้ายจนพอใจ จากนั้นมันลากลิ้นผ่านหว่างอกของนางไปยังอกข้างขวา มือของมันไม่ปล่อยให้อกซ้ายอยู่ว่าง มันเคล้าคลึงอกซ้ายที่ฉ่ำไปด้วยน้ำลายนั้นอย่างนุ่มนวล ยามนี้จุดที่ถูกปิดสกัดของนางคลายออกแล้ว แต่นางคล้ายไม่รู้ตัว แทนที่จะขัดขืนกลับเป็นฝ่ายกอดรัดศีรษะของมันอย่างลืมตัว ราวกับว่ากลัวมันจะหยุดกระนั้น


“อา…. ข้า….เสียว…ไม่ไหวแล้ว….อา…หยุดเถอะ….ข้าจะขาดใจแล้ว”


หลินเจียวเมิ่งครวญครางออกมาหลังจากมันดูดดุนโลมเล้าถันซ้าย ขวาสลับกันไปมาพักหนึ่ง ตอนนี้มันรู้แล้วว่านางต้องการสิ่งใด มันประกบจูบหลินเจียวเมิ่งอย่างดูดดื่ม นางจูบตอบอย่างดูดดื่มเช่นกัน วงแขนของนางกอดรัดมันแนบแน่น


“อืม….”


หลินเจียวเมิ่งครางออกมาเมื่อลิ้นซุกซนนั้นชอนไชเข้ามาล้อเล่นกับลิ้นของนาง ปากของทั้งสองประกบ ร่างทั้งสองประกบกันนางรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของมันที่พาดอยู่กับหน้าขาของนาง นั่นช่างน่ากลัวยิ่งนัก มันช่างแข็งแกร่ง ใหญ่โต และร้อนลวก สิ่งนี้จะแทรกเข้ามาในร่างกายนางหรือ โอ นางจะรับมันไหวหรือ พอคิดความเสียวซ่านก็ยิ่งพลุ่งขึ้น หล่อลื่นไหลออกมาจนนางรู้สึกฉ่ำชื้นที่หว่างขา


“เจ้าแฉะขนาดนี้เชียว รู้สึกดีใช่ไหม”


ไม่ทราบมือของมันรุกรานลงมาด้านล่างตั้งแต่เมื่อไร กระโปรงของนางถูกถกขึ้นถึงเอว ช่างน่าอายนัก นี่นางมีอารมณ์ร่วมไปกับชายที่กำลังขืนใจนางหรือนี่ มือมารนั้นลูบไล้ไปตามร่องสาวที่ชุ่มชื้นอย่างแผ่วเบา นางรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นแปร๊บเข้าสู่สมอง ไม่มีความคิดจะต่อต้านแม้แต่น้อย


“ซี๊ด… เจ้าทำอะไร เอามือออกไปนะ อา…”


มันไม่เพียงไม่เอามือออก ซ้ำยังกดปลายนิ้วลงยังตำแหน่งที่ไวต่อความรู้สึกของนาง เมื่อแตกเนื้อสาว นางเคยสัมผัสโดนมันเมื่อยามอาบน้ำ แต่ความเสียวซ่านนั้นไม่อาจเทียบได้เลยกับการโล้มเล้าของมือเจ้าผู้นี้ จากนั้นมันรูดกางเกงชั้นในของนางออก จากนั้นระรัวนิ้วลงไปยังเม็ดแตดของนาง


“อ๊ะๆๆๆ… อ๊า….”


ไม่นานนักหลินเจียวเมิ่งก็ได้สัมผัสถึงจุดสุดยอดเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่นางรู้ว่าคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายในวันนี้อย่างแน่นอน


“เจียวเมิ่ง เป็นของข้าเถอะนะ ข้าจะถนุถนอมเจ้าเอง”


มันพูด โอ นี่จะให้นางตอบอย่างไร มันเป็นใครนางยังไม่ทราบ แต่ความเสียวสยิวนี้ความตื่นเต้นนี้ ทำให้นางอยากลองสักครั้ง ใช่ นางอยากให้มันนำความแข็งแกร่งนั้นใส่เข้ามา


บุรุษนั้นประทับจูบนางอีกครั้ง นางจูบตอบอย่างดูดดื่ม อารมณ์กระเจิดกระเจิงไม่สามารถหยุดยั้งได้แล้ว ฝ่ามือของมันยังคงลูบไล้ที่ปทุมถันและปากถ้ำหยกของนาง จากนั้นมือที่ลูบไล้ปากถ้ำหยกกลับกลายเป็นแหวกกลีบดอกกุหลาบของนางออกจากกัน


“อย่า…. อย่า…..”


หลินเจียวเมิ่งร้องห้ามแต่นางรู้ดีว่านางต้องการมัน ตอนนี้สิ่งที่นางต้องการจดจ่ออยู่ที่ประตูหยกแล้ว นางรับรู้ได้ถึงความร้อนลวก สิ่งนั้นกำลังฝ่าเข้ามาอย่างช้าๆ แค่ส่วนปลายก็ทำให้นางรู้สึกคับตึงปานจะถูกฉีกออกจากกัน


“อึ๋ย...โอย…”


นางส่งเสียงลอดริมฝีปากที่ประกบกันออกมา นางหลับตาด้วยความเจ็บปวด


พี่เฟยเทียน ข้าผิดต่อท่านแล้ว ในวินาทีสำคัญนั้นนางพลันนึกถึงเซียวเฟยเทียน ฉับพลันนางถอนริมฝีปากหนี แล้วกัดไปที่ริมฝีปากมันอย่างรุนแรง จากนั้นกระชากดึงจนริมฝีปากมันหลุดติดปากนางออกมา เอ๊ะ! เป็นไปได้อย่างไร นางกัดริมฝีปากคนผู้นี้จนขาดได้หรือ หลินเจียวเมิ่งตกใจราวถูกฟ้าผ่า นางรีบลืมตาขึ้นทันที เพื่อพบกับเรื่องน่าตกใจยิ่งกว่า


“พี่เฟยเทียน! เป็นท่าน!”


“ถูกต้องเป็นข้าเอง เจ้าคิดว่ากำลังจะเป็นภรรยาใครหรือ” เซียวเฟยเทียนยิ้มตอบ


“ท่าน ท่าน เลวยิ่งนัก อ๊า…”


เซียวเฟยเทียนใช้จังหวะที่นางไม่ทันสนใจส่วนล่าง สอดใส่เข้าไปจนมิดส่วนหัว


“เจ็บ เจ็บ พี่เฟยเทียน ข้าเจ็บ”


เซียวเฟยเทียนไม่เคยมีประสบการณ์กับสาวบริสุทธิ์มาก่อน ดังนั้นจึงชะงักเล็กน้อย เขาคิดว่าผู้อื่นเหมือนกับพี่เพ่ยอิงที่กระทำได้อย่างเต็มที่


“เจียวเมิ่ง เจ็บมากหรือ หยุดก่อนดีหรือไม่” เขาเอ่ยถามด้วยความห่วงใย


“ถ้าท่านหยุด ข้าจะคิดบัญชีกับท่าน อ๊า…” หลินเจียวเมิ่งกระเง้ากระงอดพลางปั้นหน้าดุใส่


เมื่อเห็นนางไม่เป็นไรแล้ว เขาขยับแท่งหยกเข้าออกอย่างช้า ๆ เพราะกลัวนางจะเจ็บ ความอบอุ่น คับแน่นของถ้ำหยกเกือบทำให้เขาทนทานไม่ไหว การรุกคืบทำได้เพียงทีละน้อยอย่างยากเย็น ดีที่ได้ฝึกกับพี่เพ่ยอิง จึงยังประคองตัวได้


“เจียวเมิ่ง อา... คับแน่นอะไรอย่างนี้”


“พี่เฟยเทียน เฟยหลาง อา... ดีหรือไม่ ซี้ดส...”


แทนคำตอบเซียวเฟยเทียนขยับเข้าออกเร็วขึ้น ปากถ้ำที่เกร็งมากในช่วงแรกค่อยผ่อนคลาย คุ้นชินกับการบุกรุกมากขึ้น ในที่สุดปลายแท่งหยกก็ผ่านเข้าไปได้สามส่วน แล้วชนเข้ากับเยื่อบาง ๆ ภายใน


“เจ็บนิดนึงนะ”


“อืม”


เซียวเฟยเทียนกอดรัดหลินเจียวเมิ่งแน่นขึ้น ประกบจูบอย่างดูดดื่ม เมื่อเห็นนางเคลิ้มแล้วจึงออกแรงดัน มีเสียงฉีกขาดเบาๆ ดังขึ้น


“อ๊า….”


หลินเจียวเมิ่งผวาดิ้นด้วยความเจ็บปวด เซียวเฟยเทียนกอดรัดนางไว้นิ่งเพื่อให้นางปรับตัวรับแท่งหยกซึ่งขณะนี้เข้าไปมิดโคนแล้ว


“อา... พี่เฟยเทียน...คับมาก ตัวข้าแทบจะแยกออกจากกันแล้ว อยู่นิ่งๆ สักครู่นะ”


“เจียวเมิ่ง ข้ารักเจ้า”


“ขืนใจข้าแล้วเพิ่งจะมารักหรือ”


นางทำหน้าล้อเลือนแต่นัยน์ตาฉ่ำเยิ้ม


เซียวเฟยเทียนไม่ตอบคำ แต่เริ่มขยับอีกครั้ง


“อ๊า... บอกให้อยู่เฉยๆ ไง คนเลว อ๊า... อาเสียวจัง แน่นไปหมด อา...”


ต่อจากนั้น ไม่มีผู้ใดมีใจจะสนทนาอีก มีแต่เสียงครวญครางด้วยความสุขกระสันดังไปทั่วป่า


ถ้ำหยกของหลินเจียวเมิ่งตอดรัดแท่งหยกของเซียวเฟยเทียนแนบแน่น ตอนแรกเซียวเฟยเทียนเพียงขยับได้ช้าๆ จากนั้นเมื่อนางเริ่มปรับตัวได้ ลีลารักจึงดำเนินไปอย่างเร่าร้อนขึ้น น้ำหล่อลื่นออกมามากขึ้น กระนั้นแท่งหยกยามเข้าออกยังคงเสียดสีกับความคับแน่นจนทั้งสองต้องคราญครางประสานกัน เซียวเฟยเทียนเริ่มทำรุนแรงมากขึ้นของหลินเจียวเมิ่งครวญครางรับอย่างเร่าร้อน


เมื่อเซียวเฟยเทียนเห็นว่านางพร้อมแล้วจึงสาวแท่งหยกออกมาจนเกือบหมด หลินเจียวเมิ่งแอ่นเอวตามราวกับกลัวเขาจะถอนออกไป แต่เซียวเฟยเทียนกลับอัดมันกลับเข้าไปรวดเดียวจนมิด


“อ๊า...คนเลว...อูย...”


นางพูดได้เพียงเท่านั้นเซียวเฟยเทียนสาวแท่งหยกเข้าสุดออกสุดสลับกับเข้าออกสั้นๆ ถี่ๆ สมองของหลินเจียวเมิ่งขาวโพลน นางไม่ทราบถึงจุดสุดยอดไปกี่ครั้ง


“พี่เฟยเทียน เร็วอีก เร็วอีก ข้า...ข้า...จะถึงแล้ว”


เซียวเฟยเทียนได้ยินดังนั้นจึงเร่งจังหวะขึ้น เสียงเนื้อกระทบเนื้อถี่ยิบดัง พั่บ พั่บ พั่บ


“อ๊า.... เสียว...เสียวมาก...อ๊า......”


หลินเจียวเมิ่งกระสันถึงที่สุด ร่างงามกระตุกเกร็ง กอดรัดเซียวเฟยเทียนแน่น แหงนหน้าเริ่ดครางออกมาอย่างสุขสม


ถ้ำหยกของหลินเจียวเมิ่งบีบตอดรัดแท่งหยกจนในที่สุดเซียวเฟยเทียนทนไม่ไหว ต้องขบกราม กระแทกครั้งสุดท้ายเข้าไปจนมิดปล่อยน้ำรักเข้าไปในถ้ำหยก ความอุ่นของน้ำรักที่ฉีดรดมดลูกเป็นครั้งแรกทำให้หลินเจียวเมิ่งเสียวจนตัวกระตุกถึงจุดสุดยอดไปอีกครั้ง ถ้ำหยกจึงตอดรัดซ้ำราวกับว่าต้องการรีดน้ำรักออกมาทุกหยาดหยด


“อา... เสียวเหลือเกิน... พี่เฟยเทียน ไม่ไหวแล้ว ข้าเกือบขาดใจตายแล้ว อืม” หญิงสาวพักหอบหายใจหลังเพิ่งพบกับความสุขที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนนับครั้งไม่ถ้วน


เซียวเฟยเทียนโอบนางเข้ามายังอ้อมอกประกบจูบหลินเจียวเมิ่งอย่างดูดดื่ม ในเวลานี้ถ้อยจำนรรจาใดล้วนไม่สำคัญแล้ว

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2016, 07:22:22 PM โดย kropkrap »

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ