ยอดยุทธทะยานฟ้า - บทที่ 4 ฝ่าทัพรับเทพธิดา

ยอดยุทธทะยานฟ้า - บทที่ 4 ฝ่าทัพรับเทพธิดา

  • 0 ตอบ
  • 4183 อ่าน
*

ออฟไลน์ kropkrap

  • Tiny Member
  • *
  • 23
  • 921
    • ดูรายละเอียด
เมื่อทราบตำแหน่งของหลินเจียวเมิ่ง เซียวเฟยเทียนอาศัยท่าเท้าท่องคลื่นตะบึงผ่านระยะทางเพียงสองลี้ในเวลาไม่นาน ระหว่างทางพบทหารแคว้นอู๋เยี่ยว์ที่ไล่ล่าหลินเจียวเมิ่งไม่ทันถูกทิ้งไว้ล้าหลัง เซียวเฟยเทียนฉุกคิดได้ว่าครานี้มีเรื่องกับทหารทางการ ทางที่ดีควรพยายามปกปิดร่องรอย จึงจี้จุดสลบแล้วขโมยชุดทหารมา แล้วสวมหน้ากาก เมื่อมาถึงเขาพบว่าทหารเหล่านั้นฝีมือพื้นเพธรรมดา หลินเจียวเมิ่งบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ยังคงปลอดภัย เขานึกอยากทราบว่าหลินเจียวเมิ่งตอแยทหารเหล่านี้ได้อย่างไร จึงแอบแฝงตัวอยู่บนต้นไม้ แต่แล้วหลินเจียวเมิ่งลงมืออย่างดุดันเกือบสังหารหัวหน้าทหารกลุ่มนั้น เขาไม่ต้องการให้มือของนางเปื้อนเลือดจึงลงมือสยบจุดนางไว้ จากนั้นนึกสนุกขึ้นมา


ตอนแรกเซียวเฟยเทียนเพียงต้องการหยอกล้อเอาคืนหลินเจียวเมิ่งบ้างเท่านั้น เขาคิดเพียงจะทำให้นางเกิดความต้องการแล้วปล่อยนางไว้อย่างนั้นสักพัก จุดที่สกัดไว้เพียงตื้นๆ จะคลายออกเอง แต่เพราะนางงดงามเกินไป ก่อนนี้เขาเองก็มองว่านางงดงาม เพียงแต่เติบโตมาด้วยกัน บวกกับเขาห้อมล้อมด้วยสาวงาม จึงมองไม่ออกว่านางงดงามเฉิดฉันกว่าหญิงใด ยามนี้พิศดูอย่างใกล้ชิด กอปรกับเขายังคั่งค้างจากเพ่ยอิงและลี่ลี่ ยามเข้าด้ายเข้าเข็มจึงไม่อาจหยุดได้ เรื่องจึงเกินเลยมาขนาดนี้ จะอย่างไรทั้งสองบ้านมีพันธะหมั้นหมายกำหนดไว้ในใจอยู่แล้ว ทั้งเขาเองก็รักนาง แต่ด้วยความแสบซนของนางบวกกับนางยังเป็นเด็กหญิงจึงหักห้ามใจไว้ ยามนี้นางเองก็เติบโตเป็นสาวแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องหักห้ามใจอีก ก่อนนี้เขาไม่แน่ใจว่าคิดอย่างไร นางรักเขาหรือเห็นเขาเป็นพี่ชาย แต่เมื่อเห็นน้ำตานางเมื่อยามเอ่ยถึงเขา หากไม่ทราบความในใจนางคงเป็นตัวโง่งมใหญ่แล้ว


“พี่เฟยเทียน ข้ามีคำถาม พี่ต้องตอบมาตามตรง” หลินเจียวเมิ่งเอ่ยขึ้น หลังจากพักผ่อนในอ้อมกอดเขาอยู่พักหนึ่ง


“เจียวเมิ่ง พักผ่อนก่อนดีหรือไม่ มีเรื่องใด กลับไปค่อยสนทนา” เซียวเฟยเทียนพยายามยื้อเวลา เขาทราบดีว่านางจะถามอะไร


“ท่านอย่าได้เฉไฉ ข้าไม่เหนื่อยแล้ว”


“ถ้าเช่นนั้น ต่ออีกดีหรือไม่”


“ฮึ ตัวเลวร้าย ถ้าข้าไม่เผลอ ท่านอย่าได้หมาย ตอบข้ามาตามตรง ท่านเป็นใครกันแน่ ทำไมท่านถึงมีฝีมือสูงส่งปานนี้”


“ข้าสูงส่งที่ไหนกัน ทหารเหล่านั้นปลายแถวเท่านั้น”


“ความว่องไวแผ่วพริ้วของท่าร่างของท่าน การสกัดจุดของท่าน ท่าเท้าของท่าน อย่าว่าแต่เคยเห็น ได้ยินยังไม่เคยได้ยินมา ยังเฉไฉว่าพื้นเพอีก แม้แต่อาจารย์เราท่านก็คงสู้ท่านไม่ได้ ถ้าท่านไม่บอกตามตรง อยากหวังจะได้เข้าใกล้ข้าอีก”


“ถ้าบอกตามตรงแล้วจูบปากอีกได้หรือไม่ ตกลงข้าจะบอกเจ้าตามตรง ข้าคือเจ้าสำนักสราญรมย์รุ่นที่ 3 อาจารย์ของเจ้าคือทูตซ้ายสราญรมย์ ท่านจึงช่วยปิดบังให้ข้า เจ้าอย่าได้เข้าใจว่าท่านพื้นเพธรรมดา แท้ที่จริงพลังฝีมือเหนือกว่าข้าด้วยซ้ำ”


“สำนักสราญรมย์ ชื่อนี้กลับไม่เคยได้ยินมา” หลินเจียวเมิ่งกล่าวอย่างแปลกใจ ตามเหตุผลฝีมือระดับนี้สมควรมีชื่อจึงถูกต้อง


“สำนักเราเน้นความสราญรมย์ ลาภยศชื่อเสียงดั่งหมอกควัน มีชีวิตพึงหฤหรรษ์ให้เต็มที่ หากมีชื่อเสียงแล้วต้องประมือกับผู้คนมิได้ขาด ต้องทำทุกทางเพื่อคงไว้ซึ่งลาภยศชื่อเสียง จะสราญรมย์อย่างไรกัน” เซียวเฟยเทียนกล่าวยิ้มๆ


“เช่นนี้เอง” หลินเจียวเมิ่งผงกศีรษะเห็นพ้อง ต้องเกิดความนับถือเล็ก ๆ ขึ้นในใจ


“แต่ถ้าไม่ต้องการสร้างชื่อ ท่านฝึกฝีมือถึงขั้นนี้ เพื่ออะไรกัน”


“หากฝีมืออ่อนด้อย ในกลียุคเช่นนี้ไม่สามารถปกป้องตัวเอง ไม่สามารถปกป้องเจ้าได้ หากเจ้าเป็นอะไรไป มีชีวิตอยู่ไปไยกัน” เซียวเฟยเทียนกล่าวพลางมองตาหลินเจียวเมิ่งอย่างอ่อนหวาน


“อย่ามาปากหวาน ปกป้องพี่เพ่ยอิง และพี่ลี่ลี่ทั้งสี่ด้วยกระมัง” หลินเจียวเมิ่งรู้สึกหวานวูบในใจ แต่อดสัพยอกมิได้ อย่างไรก็ตามพี่เฟยเทียนมีผู้หญิงห้อมล้อมมากเกินไปแล้ว ถึงจะเป็นเรื่องปกติที่บุรุษจะมีสามภรรยาสี่นางบำเรอ แต่นางยังรู้สึกรับไม่ได้อยู่บ้าง


“รายละเอียดค่อยเล่าให้เจ้าฟังภายหลัง ที่นี้มิอาจรั้งอยู่นาน พวกเรากลับบ้านแล้วค่อยว่ากล่าว” เขากล่าวกลบเกลื่อนเมื่อเห็นนางหึงหวง


“เฮอะ เมื่อทราบว่าที่นี้มิอาจอยู่นาน ไฉนเมื่อครู่ เมื่อครู่...เฮอะ ตัวเลวร้าย ปากท่านชอบว่าข้าไม่สวย แล้วทำเช่นนั้น...ฮึ” นางกล่าวพลางทุบหน้าอกเขาอยู่แรง


“โอย… ท่านทำร้ายข้าสาหัสนัก” นางพยายามลุกขึ้นรู้สึกเจ็บแปลบที่หว่างขายิ่งนัก อดอุทานออกมามิได้


“เจ็บมากหรือไม่ วางใจเถอะ เจ็บแค่ครั้งแรกเท่านั้น”


“นี่ ท่านยังคิดจะมีครั้งต่อไปอีกหรือ เฮอะ อย่าได้คิดหมาย”


“ฮ่า จริงสิ เจ้ามีเรื่องกับพวกทหารได้อย่างไร พวกมันเพียงคิดลวนลามเจ้าหรือ”


“มิใช่ วันนี้ข้าไปดูกิจการท่านพ่อที่ท่าเรือ ขากลับ... เดินเล่นเข้ามาในป่า เห็นทหารล้อมจับคนกลุ่มหนึ่งอยู่ จึงรีบหันกลับมิคาดพวกทหารเห็นข้าเข้าจึงแบ่งกำลังตามข้ามา ข้าถูกหน้าไม้ยิงเฉี่ยวบาดเจ็บในระหว่างหนีจึงสู้พวกมันไม่ได้”


ที่จริงแล้วหลินเจียวเมิ่งไม่ได้ตั้งใจเดินเล่นเข้ามาในป่า เมื่อเช้านางแอบดูหนังสือที่ท่านพ่อเก็บซ่อนไว้ หนังสือนั้นบรรยายถึงเรื่องที่นางไม่ค่อยเข้าใจ แต่อ่านแล้วรู้สึกรัญจวนใจ นางจึงแอบดูมาหลายครั้ง ขณะอ่านเพลินๆ ท่านแม่พลันให้คนมาตามหาเพื่อให้ไปธุระที่ท่าเรือ ขากลับจิตใจกลับรำลึกถึงเรื่องในหนังสือ เดินเหม่อลอยเข้าไปในป่า จนในที่สุดโดนตัวเลวร้ายนี้สอนให้เข้าใจเรื่องในหนังสือจนได้


“พวกมันถึงกับยิงหน้าไม้ใส่เจ้า แล้วส่งคนตามเจ้ามา แสดงว่าต้องการฆ่าปิดปาก ทหารอู๋เยี่ยว์ทำลับๆ ล่อๆ ในแคว้นตัวเอง เรื่องนี้ต้องมีเลศนัยแน่ ไม่ได้การ เรากลับไปหาเพ่ยเพ่ยกันก่อน ข้าต้องไปดูให้รู้แน่ว่าเป็นเรื่องราวใด เรื่องนี้อาจมีภัยถึงแคว้นอู๋เยี่ยว์เราได้ ท่าทางเจ้าคงเดินไม่ไหว มาให้ข้าอุ้มเจ้าไป”
เซียวเฟยเทียนกล่าวพลางอุ้มหลินเจียวเมิ่งขึ้น หลินเจียวเมิ่งความจริงจะตอบว่านางเดินเองได้ แต่รู้สึกหมดเรี่ยวแรงจึงปล่อยให้เขาอุ้มแต่โดยดี ท่าเท่าท่องคลื่นโลดแล่นดั่งเหินบิน บวกกับเซียวเฟยเทียนมีกำลังภายในล้ำลึกจึงสามารถอุ้มนางวิ่งโดยไม่ลำบากกินแรง หลินเจียวเมิ่งมีความรู้สึกคล้ายลอยลมดั้นเมฆาในอ้อมอกของคนรัก การเดินทางช่วงนี้ช่างวาบหวามดื่มด่ำนัก





เพ่ยเพ่ยมีขีดความสามารถในการหลบหนี เซียวเฟยเทียนจึงกล้าปล่อยนางไว้ลำพัง ยามนี้นางไม่พบเจออันตรายจึงยังรออยู่ที่เดิม เมื่อเห็นเซียวเฟยเทียนอุ้มหลินเจียวเมิ่งโลดแล่นมาก็ใจหายวาบ คิดว่าหลินเจียวเมิ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ตรงเข้ารับหน้าทันที


“คุณหนูเจียวเมิ่งท่านบาดเจ็บหรือไม่ เหตุใดดูอิดโรยปานนี้ เอ๊ะ ท่านหน้าแดงมาก มีไข้หรือ” นางเห็นหลินเจียวเมิ่งท่าทางดูอ่อนแรงอิดโรย แต่สีหน้าแดงสดใสมีเลือดฝาด หว่างคิ้วดูแฝงไปด้วยความสุข อดสงสัยมิได้


“ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณพี่เพ่ยเพ่ยที่เป็นห่วง” หลินเจียวเมิ่งกล่าวตอบพลางก้มหน้าด้วยความเขินขาย จะให้บอกสาเหตุที่นางอิดโรยได้อย่างไรกัน


“พี่เพ่ยเพ่ยข้ามีเรื่องรบกวนท่านสองเรื่องได้หรือไม่”


“นายน้อยโปรดสั่งการ บ่าวยินดีรับใช้”


“งั้นเป็นสามเรื่องแล้ว เรื่องแรกท่านช่วยหาตำแหน่งผู้คนต่อสู้กันละแวกนี้ เรื่องที่สอง ช่วยพาคุณหนูเจียวเมิ่งกลับไปพักผ่อน ให้ท่านทั้งสองกลับไปยังคฤหาสน์ทันที ไม่ต้องเป็นห่วงข้า เรื่องที่สาม ต่อไปห้ามท่านเรียกข้าเป็นนายน้อย ท่านเป็นบ่าวอีก ทำได้หรือไม่”


“นายน้อย...เอ่อ ข้าจะทำตามเฟยเทียนสั่งการ” เพ่ยเพ่ยกล่าวอย่างเป็นสุขใจ เซียวเฟยเทียนกล่าวเช่นนี้แสดงว่ารับนางไว้แน่แล้ว นางจึงมีความสุขมาก


“เฟยเทียน ข้าได้ยินเสียงกลุ่มคนตามล่ากันเคลื่อนไปทางตะวันตกราว 4 ลี้ ระยะทางไกลเกินไปข้าไม่สามารถบอกได้ว่ามีกี่คน ขออภัยด้วย เสียงโลหะกระทบกันมีไม่มากคาดว่าไม่กี่คนเท่านั้น”


“แย่แล้ว หูนางดีป่านนี้ นางได้ยินเสียงข้าครวญครางหรือไม่ โอ...” ครานี้ถึงรอบหลินเจียวเมิ่งลอบตื่นตะหนก หน้าแดงซ่าน


“หรืออาจเป็นว่าฝ่ายหนึ่งเสียที แทบไม่มีกำลังต่อสู้แล้ว ข้าจะรีบมุ่งตะวันตกไปชมความสนุกสนาน พี่เพ่ยเพ่ยรีบพาคุณหนูกลับไป ท่านสองคนนำม้าไปทั้งสองตัวไม่ต้องทิ้งไว้ให้ข้า เรื่องไม่อาจชักช้าพวกเราแยกกัน” เซียวเฟยเทียนกล่าวจบ ไม่รอให้ทั้งสองทัดทาน พุ่งกายออกไปทันที เพ่ยเพ่ยเห็นหลินเจียวเมิ่งหน้าแดงยิ่งขึ้น คิดว่าอาการนางแย่ลงจึงเร่งให้นางขึ้นควบม้ากลับคฤหาสน์ตระกูลเซียว





เมื่อเซียวเฟยเทียนเร่งฝีเท้ามาถึงถ้ำแห่งหนึ่ง ก็เป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว เห็นหน้าปากถ้ำยืนไว้ด้วยบุรุษเหล็กผู้หนึ่ง อายุราว 40 ปี รูปกายสูงใหญ่ ในมือถือทวนยาว พู่ของทวนไม่ทราบเป็นสีแดงแต่แรกหรือดื่มโลหิตจนแดงฉาน ท่าทางน่าเกรงขามนัก มันคนเดียวอยู่กลางวงล้อมทหารอู๋เยี่ยว์ราว 70 นายยังไม่แสดงความพรั่นพรึง เพียงกำลังขวัญนี้ก็สะกดให้ทหารอู๋เยี่ยว์ไม่กล้าลงมือโดยผลีผลาม เมื่อเซียวเฟยเทียนเร้นกายเข้าใกล้ เห็นว่าบุรุษนั้นได้รับบาดเจ็บไม่น้อย คาดว่าคงต้านทานได้อีกไม่นาน ผู้อยู่ในถ้ำมีความเป็นมาอย่างไรจึงมีผู้คุ้มกันเข้มแข็งปานนี้


“หลินเหยินจ้าว พวกเรายอมรับท่านเก่งกล้าสามารถ แต่ท่านยอมตายเพื่อสตรีนางหนึ่งเช่นนี้ สมควรแล้วหรือ ยอมมอบนางให้พวกเราแต่โดยดี ดีกว่า” นายทหารนายหนึ่งกล่าวขึ้น ท่าทางมันไม่เหนื่อยอ่อนแม้แต่น้อย มันสมควรออมกำลังไว้รอจับปลาตอนน้ำขุ่น เห็นนายทหารนั้นร่างสูงตระหง่าน ท่าทางเป็นมือดี


“หลินเหยินจ้าว! นั่นมิใช่แม่ทัพใหญ่แห่งหนันถังหรือ เขามายังที่นี้ได้อย่างไร สตรีในถ้ำนั้นหรือจะเป็นฮูหยินของเขา” เซียวเฟยเทียนตื่นตระหนกยิ่งนัก หากแม่ทัพใหญ่แห่งหนันถังตายใต้เงื้อมมือทหารอู๋เยี่ยว์ ในพื้นที่อู๋เยี่ยว์เช่นนี้ ต้องเกิดสงครามแน่นอน อย่างไรต้องหาทางช่วยเหลือให้ได้ จะทำเช่นไรดี อีกฝ่ายหนึ่งเป็นทหารอู๋เยี่ยว์คงไม่อาจฆ่าฟันพวกมัน เซียวเฟยเทียนคิดพรางเร้นกายเข้าหากลุ่มคนเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว


“พวกเจ้าไม่ต้องกล่าวข่มขู่ หากเก่งกล้าสามารถ ก็ข้ามศพข้าเข้าไปจับนาง มิใช่รวบรัดยิ่งหรอกหรือ” หลินเหยินจ้าวกล่าวพลางทะยานออกจากหน้าถ้ำ ทหารที่อยู่หน้าสุดมิทันรับมือก็ตกตายในทวนเดียว ทหารอีก 5 นายรีบสะอึกเข้ามาพัวพันไว้ นายทหารนั้นรีบถอยออกจากวงต่อสู้


เซียวเฟยเทียนยามคับขันคิดได้แผนการหนึ่ง เมื่อเห็นหลินเหยินจ้าวพุ่งออกจากหน้าถ้ำจึงรีบถลันเข้าไปในถ้ำอย่างรวดเร็ว ทหารอู๋เยี่ยว์กำลังพัวพันอยู่กับหลินเหยินจ้าวบวกกับท้องฟ้าเริ่มมืดจึงมิมีผู้ใดสังเกตเห็น เมื่อเซียวเฟยเทียนเข้าสู่ถ้ำพลันเห็นประกายกระบี่จู่โจมมาอย่างสะเปะสะปะ จึงรีบลงมือสยบคนไว้


“หลินฮูหยิน ข้ามิได้มีเจตนาร้าย โปรดฟังข้าก่อน” เห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นสตรีรูปกายงดงาม ใบหน้ามีม่านคลุมไว้ ตามกฎหมายสตรีออกนอกบ้านต้องคลุมหน้ามิใช่เรื่องแปลก เพียงแต่กฎหมายข้อนี้หาผู้ปฏิบัติตามได้น้อยมาก นอกจากสตรีมีเจ้าของหรือสตรีสูงศักดิ์แล้ว ไม่มีผู้ใดคลุมหน้า หากท่านใช้เวลาหลายชั่วยามประทินโฉมจะมีผู้ใดยินยอมคลุมหน้าอีก? ดังนั้นเซียวเฟยเทียนมั่นใจว่านางต้องเป็นฮูหยินของหลินเหยินจ้าวแน่นอน ที่ทหารโฉดเหล่านั้นกล่าวว่านางงดงามอาจเป็นเพราะม่านคลุมหน้าหลุดออกมายามหลบหนีแล้ว แม้เซียวเฟยเทียนรู้สึกคันที่หัวใจ แต่อีกฝ่ายเป็นสตรีมีเจ้าของ มิหนำซ้ำยังอาจสูงด้วยวัยวุฒิ จึงมิได้สนใจจะเห็นหน้านางอีก


“เชิญท่านกล่าว เมื่อท่านสามารถเข้ามาในถ้ำและสยบข้าได้ แต่แล้วท่านไม่ได้ทำร้ายข้า คงเป็นพวกเดียวกันแล้ว” สตรีนั้นกล่าวอย่างเยือกเย็น น้ำเสียงไพเราะอ่อนเยาว์ เซียวเฟยเทียนอดประหลาดใจมิได้ ขณะเดียวกันเขารู้สึกนับถือนาง นางเมื่อเผชิญเหตุร้าย กลับรับมือเหตุเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างสงบนิ่ง สมเป็นฮูหยินแม่ทัพเอกแห่งหนันถังยิ่งนัก


“ท่านหลินแม้คับขัน แต่หากให้เขาหลบหนีเพียงผู้เดียวย่อมไม่ลำบากกินแรง ให้ข้าพาท่านแยกหลบหนีไปอีกทางหนึ่งแล้วค่อยนัดพบกันภายหลัง พวกเราย่อมปลอดภัยแล้ว ท่านยินยอมเชื่อใจข้าหรือไม่” เซียวเฟยเทียนอธิบายแผนคร่าวๆ จากการจู่โจมเมื่อครู่ของนาง เขาทราบว่านางไม่รู้จักวิทยายุทธ ดังนั้นเขาคงต้องแบกนางไป ด้วยท่าเท้าท้องคลื่นของเขา แบกสตรีอีกนางหนึ่งหลบหนีย่อมกระทำได้ดั่งที่เคยกระทำมาแล้วหลายครั้ง


“ได้ ข้าเห็นด้วยกับวิธีของท่าน เมื่อพวกเราออกไปยังหน้าถ้ำข้าจะบอกให้ท่านหลินรีบแยกย้ายหลบหนีไปเอง ส่วนจะพบกันได้อย่างไร พวกเราค่อยหาวิธีการภายหลัง ท่านรีบพาข้าออกไปได้แล้ว” นางคิดอยู่อึดใจหนึ่งก็ตอบตกลง ประโยคสุดท้ายแฝงแววออกคำสั่ง เซียวเฟยเทียนรู้สึกขัดใจเล็กน้อย อดหน้าแปรเปลี่ยนมิได้ ในชีวิตเขานอกจากท่านพ่อ ท่านแม่แล้ว ไม่มีผู้ใดกล่าวราวสั่งเขาเช่นนี้มาก่อน แม้แต่นางปีศาจน้อยนั้น ยามต้องการให้เขาทำสิ่งใดให้ยังออกปากขอร้อง แต่เวลานี้ไม่ใช้เวลาพิรี้พิไร เขาจึงโอบอุ้มนางทะยานออกนอกถ้ำทันที


“ล่วงเกินแล้ว”


“อืม...” สตรีนั้นตกใจเล็กน้อย แต่เข้าใจได้โดยเร็วว่าเขามิได้คิดเป็นอื่น จึงปล่อยให้เขาอุ้มแต่โดยดี


“มีคนมาช่วยข้าแล้ว แยกย้ายกันหลบหนีก่อน” พริบตาเดียวทั้งสองออกมานอกถ้ำ เซียวเฟยเทียนรีบปราดเข้าใกล้หลินเหยินจ้าว จากนั้นสตรีนางนั้นจึงตะโกนบอกหลินเหยินจ้าวเพียงสั้นๆ เซียวเฟยเทียนอาศัยช่วงเวลาที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ทันรับเหตุเปลี่ยนแปลงรีบหลบหนีออกจากวงต่อสู้ทันที เขาไม่ได้ปลอมแปลงโฉมเนื่องจากหน้ากากถูกหลินเจียวเมิ่งกัดขาดไปแล้ว เขาจึงไม่กล้าเสียเวลาเข้าช่วยเหลือหลินเหยินจ้าว หากทหารอู๋เยี่ยว์จำได้ย่อมยุ่งยากมากแล้ว





หลังวิ่งตะบึงมาสักครู่เซียวเฟยเทียนรู้สึกแปลกใจที่ทหารตามเขามาเกือบทั้งหมด ถึงเขาจะมีท่าเท้าท่องคลื่นแต่ตอนนี้อุ้มสตรีนางหนึ่งบวกกับวันนี้ใช้กำลังไปมากมายยามตามหาหลินเจียวเมิ่ง โดยเฉพาะยามร่วมสัมพันธ์กับนาง อดรู้สึกขาอ่อนแรงมิได้ ตอนแรกเขาคิดว่าทหารต้องการจับแม่ทัพหลินเท่านั้น ที่ต้องการจับฮูหยินด้วยเพื่อใช้บังคับให้แม่ทัพหลินยอมจำนน อย่างมากคงแบ่งกำลังสองถึงสามส่วนไล่ตามเขามา ยามนี้หวนนึกถึงคำที่แม่ทัพหลินกล่าวกับทหารเหล่านั้น ฉุกคิดได้ว่าทหารต้องการจับนางเท่านั้น เช่นนี้สตรีนางนี้เป็นใครกัน ถ้านางเพียงแต่งดงามทหารเหล่านั้นคงไม่โง่งมถึงกับเสี่ยงตายกับผู้ห้าวหาญเช่นแม่ทัพหลินเป็นแน่


“ท่านเป็นชาวอู่เยี่ยว์หรือ ท่านจัดการทหารเหล่านี้ได้หรือไม่” สตรีนั้นเอ่ยถามขึ้นหลังพบว่าทหารเหล่านั้นใกล้ไล่เข้ามาทัน


“ถูกแล้วข้าเป็นชาวอู่เยี่ยว์ ทหารเหล่านี้เพียงอาศัยพวกมากเท่านั้น ข้าพอต่อกรได้หากแบ่งพวกมันออกเป็นกลุ่มย่อย” เขากล่าวตอบ


“เช่นนั้นเป็นว่าท่านกลัวพวกมันจดจำออกจึงได้แต่หนีแล้ว เช่นนี้เถอะ ท่านสวมม่านคลุมหน้าของข้าไว้ แต่ต้องรับปากห้ามมองดูใบหน้าข้า” นางเสนอแผนการ


“ท่านคาดเดาได้ชาญฉลาดนัก ข้าจะหลอกล่อให้พวกมันแบ่งเป็นกลุ่มๆ จากนั้นให้ท่านอยู่ในที่ปลอดภัยค่อยจัดการพวกมัน”


“หลอกล่ออย่างไร เอ๊ะ” นางถามอย่างประหลาดใจ ทันใดนั้นก็เข้าใจทันที


เซียวเฟยเทียนทุ่มเทท่าเท้าท่องคลื่นถึงที่สุด ฉับพลันกลายเป็นเงามายาห้าสายคล้ายแยกย้ายกันไปคนละทาง ยามปกติเขาอาจแบ่งเงามายาได้มากกว่านี้ แต่ยามนี้ห้าสายก็สิ้นเปลืองพลังมากแล้ว ทหารเหล่านั้นพากันอุทานออกมา จากนั้นนายทหารนั้นสั่งให้พวกมันแยกออกเป็นห้ากลุ่มตามแต่ละร่างไป
ทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา ตัวจริงยังมีเพียงหนึ่งเดียว เซียวเฟยเทียนภาวนาให้กลุ่มที่ตามมาถูกเป็นกลุ่มนายทหารนั้น จะได้ลงมือจับหัวหน้าเสียทีเดียว แต่ฟ้ามิเป็นใจ ที่ตามมาเพียงเป็นกลุ่มย่อยราว 12 นายเท่านั้น เขารีบหาต้นไม้ใหญ่กิ่งใบแน่นหนา ทะยานขึ้นไปแล้ววางสตรีนางนั้นลงบนกิ่งไม้ใหญ่กิ่งหนึ่ง นางรู้สึกราวเหินบิน ตื่นเต้นยิ่งนัก อดกรีดร้องออกมามิได้ ทหารกลุ่มนั้นได้ยินเสียงจึงรีบวิ่งมาทางต้นไม้นี้โดยเร็ว


“หลับตาลง” สตรีนั้นระงับสติกล่าวพลางถอดม่านคลุมหน้าออกแล้วสวมให้เซียวเฟยเทียน เขาพลันรู้สึกถึงความหอมที่แฝงมากับผ้าคลุมหน้านั้น ต้องเคลิบเคลิ้มเล็กน้อย โอ นี่เป็นหญิงงามเช่นไรกัน เพียงผ้าคลุมหน้ายังหอมละมุนถึงเพียงนี้ เซียวเฟยเทียนนึกถึงคำที่ทหารโจรเหล่านั้นกล่าวว่านางงามเทียบเทียมหลินเจียวเหมิ่งต้องรู้สึกคันที่หัวใจยากจะเกา


“หลังจากท่านจัดการพวกมัน กลับมายังที่นี้ หลับตา ห้ามมองข้า เข้าใจหรือไม่” นางกล่าวราวสั่งการ


“เข้าใจแล้ว” เขาเริ่มเข้าใจว่านางสั่งผู้คนจนเคยชิน ยามนี้จึงใส่ใจอีก รีบละลิ่วลงจากกิ่งไม้เข้ารับหน้าทหารเหล่านั้น


“เจ้าเป็นใคร ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่เช่นนี้มีความผิดสถานใดทราบหรือไม่” ทหารที่ดูเหมือนหัวหน้ากลุ่มตะโกนข่มขู่


“ผิดหรือไม่ยังกล่าวเร็วไป ก่อนหน้านั้นขึ้นกับว่าพวกท่านจับข้าได้หรือไม่” เซียวเฟยเทียนกล่าวพร้อมกับพริ้วเข้าไปในกลุ่มทหาร ทหารสามนายที่ที่เผชิญหน้ากับเขาก่อนรู้สึกละลานตาแต่ยังฟันดาบประจำกายใส่อย่างรวดเร็ว ทหารนายอื่นพยายามโถมเข้ามาช่วย สตรีบนต้นไม้ต้องอุทานออกมาอย่างลืมตัว นางไม่คิดว่าเขาจะบ้าบิ่นถึงขนาดพุ่งเข้าไปในวงล้อมเองเช่นนี้ แต่แล้วพริบตานั้นเงาดาบทั้งหมดกับชะงักค้างกลางอากาศ นางเห็นเพียงเงาจางๆ สายหนึ่งพุ่งผ่านฉวัดเฉวียนในกลุ่มทหาร จากนั้นทหารทั้งหมดกลับกลายเป็นรูปปั้นทหารทีละคน อย่างรวดเร็วทั้งหมดก็กลายเป็นรูปปั้น


จากนั้นเซียวเฟยเทียนถลันกลับมายังข้างกายนางพร้อมหลับตา นางแอบดีใจที่เขารักษาคำพูด จึงปลดผ้าคลุมหน้าจากเขามาคลุมไว้ จากนั้นพบว่าเขาเหนื่อยหอบ ใบหน้ามีเหงื่อโทรม


“ท่าน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” นางกล่าวถามอย่างห่วงใย


“ไม่เป็นไร...เพียงเหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น” เขาตอบพลางหลับตาโคจรพลัง ที่แท้ทุ่มเทท่าเท้าท่องคลื่นติดต่อกันขนาดนี้ บวกกับใช้มือหักเหมยเทียนซัวเข้าสกัดจุดในพริบตา สิ้นเปลืองลมปราณเป็นอย่างมาก


ท่าเท้าท่องคลื่นแม้ดูเหมือนเป็นเพียงการก้าวเท้าสลับไปมา ที่จริงแต่ละก้าวต้องใช้ลมปราณควบคุมเพื่อให้ก้าวไปยังทิศทางที่ปกติก้าวไปได้ยาก ยิ่งทิศทางพิสดารเช่นเปลี่ยนทิศทางเป็นมุมฉากหรือกลับหลังในพริบตาต้องอาศัยการเปลี่ยนลมปราณในทันใด มือหักเหมยเทียนซัวยิ่งต้องใช้การหายใจที่ผิดธรรมดาถึงใช้ออกได้ เซียวเฟยเทียนมีอายุเพียง 20 ปี อย่างไรการฝึกลมปราณยังจำกัด ทั้งยังต้องเพ่งสมาธิอ่านวิธีดาบทั้ง 12 เล่ม คำนวณทิศทางการก้าวเท้า จำแนกจุดผู้คน 12 คน จากนั้นใช้เคล็ดปาดในมือหักเหมยเทียนซัวสกัดจุด ดูเผิน ๆ ราวกับเดินเล่นในสวน แท้จริงยากลำบากกินแรง
ทหารอีกกลุ่มหนึ่งถูกร่างมายาล่อลวงไปอีกทางหนึ่งแต่ไม่ไกลจากที่นี้มากนัก ยามนั้นได้ยินเสียงอุทานของสตรีจึงเร่งรุดมาทางด้านนี้ เซียวเฟยเทียนยังโคจรพลังได้เพียงห้าส่วน ยามนี้อดเสียใจที่ก่อนหน้านี้เสียพลังไปมากมายในการกลั่นแกล้งหลินเจียวเมิ่งมิได้


“ท่าน…ท่านรีบคลุมหน้าให้ข้า” เขากล่าวพลางหลับตาลง


“หนีก่อนดีหรือไม่ ตอนนี้ท่านดูเหนื่อยอ่อนยิ่งนัก” นางกล่าวอย่างห่วงใย


“ไม่ได้ หากทุ่มเทลมปราณหนีต่อไปจะยิ่งสุ่มเสี่ยง หากลมปราณไม่ต่อเนี่องอาจล้มลงกลางทาง จะอันตรายมากแล้ว ตอนนี้ได้แต่ฝืนใจสยบทหารกลุ่มนี้ก่อน ค่อยหาที่ซ่อนตัว” เขาอธิบาย นางได้ยินดังนั้นรีบสวมผ้าคลุมหน้าให้กับเขาโดยเร็ว


“ระวังตัวด้วย ข้า...ข้าไม่อนุญาตให้ท่านตายเด็ดขาด” นางกล่าวตอนท้ายน้ำเสียงขวยเขินเล็กน้อย ราวกับทราบว่าพลั้งปากไป


“น้อมรับคำสั่ง” นี่เป็นคำสั่งที่หวานชื่นที่สุดที่เขาเคยได้ยินแล้ว เซียวเฟยเทียนยิ้มให้นางพลางพลิ้วลงจากต้นไม้


“อา หากนางยังไม่มีคู่คงดียิ่ง” เซียวเฟยเทียนรู้สึกเสียดายในใจ


ครานี้เขาทราบดีว่าตัวเองยืนหยัดอีกไม่ได้นาน เมื่อลงถึงพื้นไม่พูดจาก็หยิบยืมกำลังที่สัมผัสพื้นเปลี่ยนเส้นทางเข้าหากลุ่มทหารทันที ครานี้ท่าเท้าชักช้าลงเล็กน้อย


ทหารที่โดนจู่โจมก่อนกวาดดาบออกตามสันชาติญาณ ครานี้เซียวเฟยเทียนไม่สามารถใช้ท่าเท้าท่องคลื่นได้แล้ว เขาต้องทุ่มเทสมาธิอ่านทิศทางดาบ ดีที่มือหักเหมยเทียนซัวแฝงเพลงดาบในฝ่ามือจึงใช้ต่อกรกับดาบได้ เซียวเฟยเทียนกราดฝ่ามือเลียดไปตามตัวดาบเอนตัวหลบเล็กน้อย เมื่อฝ่ามือปะทะกับมือที่จับดาบ เขาพลันจี้จุดที่ข้อมือ ทหารนั้นต้องปล่อยดาบอย่างหมดเรี่ยวแรง ถึงตอนนี้ทหารอีกนายหนึ่งฟันดาบมาทางด้านหลัง ถึงจะใช้ท่าเท้าท่องคลื่นไม่ได้เต็มที่ ลำพังท่าเท้าที่ไม่ใช้กำลังภายในยังพอเคลื่อนกายหลบในทิศทางที่ศัตรูคาดเดาไม่ออกได้ ทหารนั้นพลันรู้สึกละลานวูบเซียวเฟยเทียนไม่ทราบมาถึงข้างหลังมันได้อย่างไร ดาบที่มันฟันออกเกือบโดนเพื่อนทหารคนแรกแทนมันจึงรีบรั้งดาบไว้ เซียวเฟยเทียนจึงจี้จุดทั้งสองจากข้างหลังพร้อมกัน


ดาบเล่มหนึ่งพลันแทงมาจาด้านหลัง อีกสองเล่มหนึ่งฟันมาจากทางขวาและซ้าย เซียวเฟยเทียนถลันออกทางขวาเล็กน้อย คมดาบเฉียดผ่านลำตัวอย่างหวุดหวิด จากนั้นเขาหนีบแขนข้างนั้นไว้กำลำตัว พลันลอยตัวขึ้น กราดเตะดาบที่ฟันมาจากซ้ายขวาพร้อมกันทั้งสองเท้า ท่าเท้านี้เตะออกอย่างรุนแรงจนดาบทั้งสองเล่มหลุดออกจากมือเจ้าของ จากนั้นเซียวเฟยเทียนลอยล่ะลิ่วขึ้นแล้วทิ้งตัวลงด้านหลังผู้ลอบทำร้ายแล้วจี้จุดมันไว้


ทหารอีกสองนายรู้สึกข้อมือชาด้าน เท้านี้เซียวเฟยเทียนยั้งมือไว้ไมตรีเพราะพวกมันเป็นทหารแคว้นอู๋เยี่ยว์ มิเช่นนั้นคงเตะข้อมือพวกมันหักไป ยามตะลึงลาน เซียวเฟยเทียนถลันถึงเบื้องหน้าพวกมันแล้วจี้สกัดจุดทั้งสองคน


หางตาเขาพลับเหลือบเห็นทหารที่เหลือวิ่งไปยังต้นไม้ เช่นนี้สบใจเซียวเฟยเทียนพอดีเนื่องจากฝ่ายตรงข้ามเท่ากับหันหลังให้เขา เขารีบตะบึงเข้าไปด้านหลัง ทหารสองนายที่รั้งท้ายไม่ทันจะหันกลับมารับมือก็ถูกจี้จุดล้มลง


ทันใดนั้นหน้าไม้สามดอกฝ่าอากาศมาถึง เซียวเฟยเทียนใช้ออกด้วยมือหักเหมยเทียนซัวกระแทกทั้งสามดอกเบนเบือนไปพร้อมกัน แต่แล้วมีดอกหนึ่งจู่โจมมาทางข้างหลัง ที่แท้เมื่อครู่ยามรีบร้อนจำแนกจุดคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ทหารนายหนึ่งไม่ได้ถูกสกัดจุดเพียงแต่ล้มลงตามแรงฝ่ามือ ยามนี้จึงยิงหน้าไม้ใส่ในระยะใกล้


[post]จากบทเรียนคราวก่อน ครานี้สตรีบนต้นไม้มิได้อุทานอีก นางยกมือปิดปาก ตาเบิกโพลงอย่างตื่นตะหนก หน้าไม้ดอกนั้นพลันยิงเฉียดแขนซ้ายของเซียวเฟยเทียนไป เขาจำแนกเสียงลมจึงหลบได้อย่างหวุดหวิด เพียงรับบาดเจ็บภายนอกเล็กน้อย ฝีเท้าไม่กล้าชักช้าก่อนที่ทหารเบื้องหน้าทั้งสามจะทันบรรจุหน้าไม้ เซียวเฟยเทียนทุ่มเทท่าเท้าท่องคลื่นอีกครั้ง เคลื่อนตัวเข้าหาทหารทั้งสามแล้วสยบพวกมันอย่างรวดเร็ว


ทหารที่ลอบจู่โจมรีบหันหลังกลับวิ่งหนี แต่จะอย่างไรระยะห่างไม่มากนัก เซียวเฟยเทียนเกร็งกำลังอีกอึดหนึ่งใช้ท่าเท้าท่องคลื่นเข้าสกัดจุดมันจากข้างหลังอย่างรวดเร็ว


เมื่อจัดการทหารทั้งหมดแล้ว เขารีบวิ่งกลับมายังต้นไม้ใหญ่พุ่งกายขึ้นยังกิ่งไม้ นั่งลงแล้วหลับตาลง


“ท่าน...ท่านบาดเจ็บมากหรือไม่ โอ ท่านทุ่มเทเพื่อข้าเช่นนี้ไม่ทราบตอบแทนอย่างไร” นางกล่าวพร้อมถอดผ้าคลุมหน้าจากเขามาคลุมหน้าไว้


“ท่านไม่ต้องตอบแทนข้าหรอก อา...”


“อา...” ทั้งสองอุทานขึ้นพร้อมกัน เพราะเซียวเฟยเทียนรู้สึกไหววูบ เขาสูงใหญ่กว่านาง ยามให้นางถอดผ้าคลุมหน้าจึงต้องก้มตัวเล็กน้อย เนื่องจากเสียลมปราณไปมาก ยามนี้วิงเวียนกะทันหัน เขาค้อมตัวไปทางนางอยู่แล้ว บวกกับนางหัวตัวมาเพื่อถอดผ้าคลุมหน้าให้เขา เขาจึงล้มลงในอ้อมอกของนางพอดี[/post]


“ท่าน...ท่าน...” นางกล่าวอย่างตกใจนั่งตัวแข็ง


“ท่านงามยิ่งนัก” เนื่องจากตกใจเซียวเฟยเทียนจึงลืมตาขึ้น ยามนี้ศีรษะเขาพิงอยู่กับอ้อมอกของนาง เมื่อมองขึ้นไปผ้าคลุมหน้าเผยออกเล็กน้อย มองเห็นเพียงริมฝีปากรูปกระจับ ปลายคางเรียว ผิวพรรณขาวนวลละเอียดอ่อน ต้องละลานตาวูบ กล่าวชมออกมาคำหนึ่ง


“ท่านเอาเปรียบข้า” นางกล่าวพลางผลักเขาออกจากอ้อมอก มิคาดเซียวเฟยเทียนกลับหล่นวูบลงจากกิ่งไม้ กระแทกพื้นโดยแรง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2016, 07:22:38 PM โดย kropkrap »

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ