ยอดยุทธทะยานฟ้า - บทที่ 5 งามเย้ยจันทร์เยือนหล้า

ยอดยุทธทะยานฟ้า - บทที่ 5 งามเย้ยจันทร์เยือนหล้า

  • 0 ตอบ
  • 2858 อ่าน
*

ออฟไลน์ kropkrap

  • Tiny Member
  • *
  • 23
  • 921
    • ดูรายละเอียด
“ท่านแม่...” เมื่อเซียวเฟยเทียนลืมตาตื่นขึ้น ยามสะลึมสะลือพบว่าตัวเองนอนอยู่บนตักเซียวฮูหยิน นี่เป็นไปได้อย่างไร ท่านแม่จากไปนานแล้วมิใช่หรือ หรือว่าเขาตกตายแล้ว


“ท่านฟื้นแล้ว!” สตรีนางนั้นกล่าวขึ้นอย่างดีใจเมื่อพบว่าเขารู้สึกตัวแล้ว


เซียวเฟยเทียนลืมตาขึ้น ยามนี้เป็นเวลาพลบค่ำ คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ส่องแสงกระจ่างอยู่บนฟ้า แต่เขาพลันรู้สึกตากระจ่างดุจกลางวัน ที่ปรากฏแก่สายตาคือใบหน้าสวยซึ้งใบหนึ่ง  ดวงตาของนางกระจ่างดั่งดวงดารา รอยยิ้มงามเฉิดฉัน แฝงแววห่วงใยอยู่หลายส่วน ใบหน้าของนางมิได้ประทินโฉมมากนัก บนศีรษะเพียงเสียบปิ่นประดับธรรมดา แต่กลับให้นางดูบริสุทธิสดใส ความงามของนางดั่งจะข่มจันทราเต็มดวงให้หม่นหมองศรี โอ โลกนี้กลับมีหญิงงามถึงเพียงนี้ เขาที่พบพานหญิงงามมากมากกลับไม่เคยพบผู้ใดงามพิสุทธิ์อย่างนางมาก่อน เมื่อพิศดูพบว่านางมีส่วนคลับคล้ายมารดาผู้ล่วงลับ ทำให้เขาแรกเห็นนางแล้วจึงรำลึกถึงมารดา ที่แท้เขานอนหนุนตักของนางอยู่ มือของนางนวดเฟ้นที่ขมับของเขาเบาๆ เพื่อแก้ไขให้เขาฟื้น


“องค์...เอ่อ...คุณหนู เขาฟื้นแล้ว!” สตรีนางนั้นร้องบอก


“คุณหนูหรือ ท่านงามพิลาสถึงเพียงนี้กลับเป็นยาโถว (หญิงรับใช้) นางหนึ่ง” เซียวเฟยเทียนกล่าวออกมาอย่างลืมตัว ดวงตากลับไม่อาจเบือนจากใบหน้าของนางได้


“ท่านฟื้นแล้วหรือ ท่านผู้นี้ร้ายกาจนัก เพิ่งฟื้นขึ้นมาก็เกี้ยวลี่จูของข้าซะแล้ว ท่านจะนอนตักนางทั้งคืนหรือ” คุณหนูนั้นกล่าวตอบพลางขยับตัวเข้ามาใกล้ ที่แท้นางนั่งอยู่ข้างๆ นี้เอง


“คุณหนูล้อข้าอีกแล้ว” ลี่จูกล่าวพลางหน้าแดง


“เสียมารยาทแล้ว ขอแม่นางลี่จูโปรดให้อภัย” เซียวเฟยเทียนรีบลุกขึ้นนั่งโดยเร็ว พลางคำนับขอขมาต่อลี่จู


“มิเป็นไร ท่านเสี่ยงชีวิตช่วยคุณหนู บ่าวดูแลท่านเช่นนี้ สมควรแล้ว” ลี่จูกล่าวตอบ


“ยังมี คำพูดเมื่อครู่ข้ามิได้ตั้งใจดูแคลนท่าน ขออภัยอย่างยิ่ง” เซียวเฟยเทียนรู้สึกผิดที่พูดว่านางเป็นเพียงยาโถว เหมือนเขามองคนที่ชนชั้น อดละอายใจมิได้


“คุณชายมิต้องขออภัย ข้าน้อยมิอาจรับได้ อีกอย่างข้าน้อยเป็นเพียงยาโถวของคุณหนูจริง ๆ ท่านมิได้กล่าวผิดอันใด” นางกล่าวตอบน้ำเสียงลุกลนเล็กน้อย จะอย่างไรนางไม่เคยได้รับการขอขมาจากผู้คนมาก่อน


“แต่ที่ท่านกล่าวว่านางงดงามยิ่งนัก มิได้พลั้งปากใช่หรือไม่ เช่นนั้นก็ใช้ได้แล้ว” ‘คุณหนู’ รีบกล่าวแก้สภาพกระอักกระอ่วนตรงหน้า


“คุณหนูล้อข้าอีกแล้ว” ลี่จูกล่าวซ้ำประโยคนี้เป็นครั้งที่สอง ครานี้นางหน้าแดงกว่าเดิม เซียวเฟยเทียนต้องมองอย่างตะลึงลาน


“ลี่จู (แปลว่างดงามยิ่ง) หรือ หญิงงามเช่นท่าน แม้นามลี่เซียน (นางเซียนผู้งดงาม) ยังมิคู่ควรกับท่าน” เซียวเฟยเทียนรำพึงในใจ


“คุณชายท่านนี้ ข้าคิดค่ามองลี่จูชั่วยามละ 1ตำลึงทอง ท่านจ่ายหรือไม่” ‘คุณหนู’ กล่าวสัพยอกพลางแบมือออกมา


“อา เสียคารวะแล้ว” เซียวเฟยเทียนเพิ่งรู้สึกตัวว่าตั้งแต่แรกเห็นนาง สายตาของเขามิได้คลาดจากใบหน้าลี่จูมาก่อน รู้สึกเสียมารยาทยิ่งนัก จึงหันมาคำนับ ‘คุณหนู’ นั้น


“ฮิฮิ เห็นแก่ท่านช่วยชีวิตข้า การมองรอบนี้ข้ายังไม่คิดเงินก็แล้วกัน ท่านทราบหรือไม่ว่าตักของลี่จู ในแคว้นของเราไม่ทราบมีผู้ต้องการหนุนนอนจำนวนเท่าใด ท่านกลับมีวาสนานัก” นางกล่าวอย่างขบขันพลางชักมือกลับไป


เซียวเฟยเทียนหันมาทางนาง ยามนี้นางมิได้คลุมหน้าแล้ว เซียวเฟยเทียนรู้สึกตัวเองมีวาสนาเช่นที่นางกล่าวจริง วันนี้นอกจากได้ครอบครองหญิงงามนางหนึ่งแล้ว ยังกลับพบพานหญิงงามอีกถึงสองนาง เห็นนางงามสดใส ใบหน้ารูปไข่ ตาหงส์คู่นั้นทอประกายปัญญา ริมฝีปากรูปกระจับ ผิวพรรณขาวผ่องดั่งหยกเนื้อดี ทั้งสองนางมีความงามทัดเทียมกัน เพียงแต่นางดูประเปรียวฉลาดเฉลียว ส่วนลี่จูแลดูนุ่มนวลอบอุ่น


“ข้ามิงดงามเท่าลี่จู ท่านคงผิดหวังแล้ว” นางกล่าวยิ้มๆ


“ข้าเป็นเพียงยาโถวขี้ริ้ว จะเปรียบกับคุณหนูได้อย่างไรกัน ท่านล้อข้าเล่นมากไปแล้ว” ลี่จูกล่าว ดูท่านางกับคุณหนูสนิทสนมกันยิ่ง


“ฮ่า คุณหนูงดงามยิ่ง ให้ข้าแนะนำตัวก่อนต่อท่านก่อน ข้าชื่อเซียวเฟยเทียน เป็นชาวอู๋เยี่ยว์ บ้านข้าประกอบการค้า ต้องขนส่งสินค้าผ่านคลองขุดต้ายุ่นเหอ วันนี้จึงผ่านมาพบเหตุพอดี” เซียวเฟยเทียนกล่าวตัดบทมิเช่นนั้นเขาคงต้องโดนนางกระเซ้าเย้าแหย่ต่อไปอีกนาน


“ที่แท้เป็นคุณชายเซียว ขอบคุณที่คุณชายยื่นมือเข้าช่วยด้วยคุณธรรม ท่านคงพอคาดเดาได้ว่าข้าเป็นใครแล้วกระมัง” ‘คุณหนู’ นั้นคำนับเซียวเฟยเทียนแล้วกล่าวตอบ


“อืม ข้าคาดเดาได้เพียงว่าท่านคือองค์หญิงแคว้นหนันถัง ส่วนท่านคือองค์หญิงใด มายังแคว้นอู๋เยี่ยว์ด้วยเหตุใด ข้ามิอาจคาดเดาได้”


“ข้าชื่อฮุ่ยหยวน (แปลว่า หญิงผู้มีปัญญาและน่ารัก) องค์หญิงแห่งหนันถัง ข้าทราบว่าท่านต้องคาดเดาได้ จะอย่างไรผู้ที่มีแม่ทัพใหญ่มาอารักขาได้ คงมีไม่มากนัก เมื่อท่านทราบศักดิ์ศรีที่แท้จริงของท่านแม่ทัพหลิน ย่อมคาดเดาฐานะข้าได้ไม่ยาก ด้วยพลังฝีมือของท่าน เป็นแค่พ่อค้าธรรมดาหรือ จะให้ผู้อื่นเชื่อได้อย่างไร”


“ข้าฝึกวิชาฝีมือเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น การขนส่งทางเรือแม้สะดวกระหว่างทางยังอาจเผชิญโจรผู้ร้าย ดังนั้นข้ากราบอาจารย์ฝึกฝีมือมีความสำเร็จอยู่บ้าง แต่มิได้หวังสร้างชื่ออันใด ส่วนสำนักอาจารย์ขออภัยที่อาจารย์ข้ากำชับมิให้แพร่งพราย” เขาทราบดีว่านางยังมิยอมเชื่อ แต่จะอย่างไรคงไม่คาดคั้นถามต่ออีก


“ไม่ทราบน้องแซ่เซียวให้ข้ากล่าววาจาอุกอาจสักคำได้หรือไม่” ที่แท้หลินเหยินจ้าวเสาะพบพวกองค์หญิงและเซียวเฟยเทียนแล้ว ยามนี้พบว่าเซียวเฟยเทียนฟื้นแล้วจึงรุดมาสนทนา หลินเหยินจ้าวตามมาถึงยามที่เซียวเฟยเทียนใกล้จัดการทหารกลุ่มที่สองได้หมดพอดี ก่อนหน้านี้เขาจัดการกับทหารที่ไล่ติดตามเขาไปราว 20 คนจากนั้นย้อนกลับช่วยลี่จูที่ซ่อนตัวอยู่ในบริเวณใกล้เคียง แล้วรีบรุดมา เห็นเซียวเฟยเทียนล่วงหล่นจากต้นไม้ จากนั้นองค์หญิงฮุ่ยหยวนพยายามลงจากต้นไม้ นางเป็นองค์หญิงสูงศักดิ์ไม่เคยปีนต้นไม้มาก่อน ยามรีบร้อนผ้าคลุมหน้าถูกกิ่งไม้เกี่ยวขาดไป จากนั้นหลินเหยินจ้าวมาถึงโคนต้นไม้พอดีจึงนำนางลงมา เมื่อตรวจดูพบว่าเซียวเฟยเทียนเพียงเป็นลมไปเท่านั้น มิได้บาดเจ็บจากการตกจากต้นไม้ จึงให้ลี่จูดูแลเขาส่วนหลินเหยินจ้าวเฝ้าระวังอยู่ใกล้ๆ


“ที่แท้แม่ทัพหลินมาถึงแล้ว เชิญแม่ทัพหลินสอนสั่ง” เซียวเฟยเทียนกล่าวอย่างนอบน้อม


“ขออภัยที่ข้าเพิ่งพบหน้า กล่าววาจาล้ำลึก ข้าเห็นท่านยกคุณธรรมนำหน้ายอมเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยสตรีที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ข้าเลื่อมใสนัก จึงขอน้อมเตือนท่านไว้ ข้าได้ฟังรายละเอียดการต่อสู้จากองค์หญิงแล้ว วิทยายุทธของท่านนับว่าล้ำลึกพิสดาร แต่ยังขาดประสบการณ์อยู่บ้าง อันที่จริงกับทหารเลวเหล่านั้น ท่านมิควรทุ่มเทลมปราณเข้าเผด็จศึกเช่นนั้น ข้าทราบว่าท่านเกรงว่าพวกมันจะทำอันตรายองค์หญิงจึงต้องการสยบพวกมันในคราเดียว แต่นั่นออกจะหุนหันเกินไปบ้าง ประการสำคัญที่ต้องย้ำเตือนกับท่านไว้คือท่านถือเมตตาเกินไป การเมตตาต่อศัตรูเช่นนี้ ย่อมเป็นการเหี้ยมโหดต่อตัวเอง” หลินเหยินจ้าวกล่าวอย่างจริงจัง น้ำเสียงแฝงความห่วงใยของผู้ใหญ่ที่มีต่อผู้เยาว์


“แม่ทัพหลินสั่งสอนถูกต้อง ข้าขอจำใส่ใจ” จริง ๆ แล้วเขาก็ทราบว่าไม่ควรเร่งเผด็จศึก แต่หนึ่งนั้นเขาเป็นห่วงการลอบทำร้ายองค์หญิงเช่นการยิงหน้าไม้ใส่ สองลูกผู้ชายเลือดลมร้อนแรงจะมากจะน้อยอยากโอ้อวดฝีมือต่อหน้าหญิงงามอยู่บ้าง ถึงจะเป็นเพียงหญิงที่เขาคาดคิดไปเองว่างามก็ตาม ส่วยกับทหารอู๋เยี่ยว์นั้นมิใช่เขาใจอ่อน แต่จะอย่างไรเป็นทหารแคว้นตนเองจึงมิอาจลงมือด้วยอำมหิต


จากนั้นเซียวเฟยเทียนเห็นว่าวิกาลคล้อยดึกแล้ว ทั้งหมดยังมิได้รับประทานอาหารเย็น อีกทั้งยังไม่มีที่พักในคืนนี้ จึงชักชวนทั้งหมดกลับมายังบ้านตระกูลเซียว


เมื่อกลับถึงบ้านตระกูลเซียวพบหลินเจียวเมิ่งรออยู่อย่างกระวนกระวาย ทั้งบ้านยังไม่ได้รับประทานอาหารเย็นกัน หลินเจียวเมิ่งเห็นเซียวเฟยเทียนหายไปแล้วกลับมาพร้อมสาวงามอีกถึงสองนางอดหึงมิได้ เดินเข้าใกล้เซียวเฟยเทียนแล้วกระซิบข้างหูเขาแล้วแอบหยิกใส่ต้นแขนทางด้านหลัง


“ท่านประเสริฐมาก วันนี้กลั่นแกล้งข้าเช่นนั้น จากนั้นนำพาหญิงงามมาอีกถึงสองคน ข้าจะไปฟ้องร้องท่านพ่อ จะให้ท่านเห็นดีแน่นอน” กล่าวจบไม่ฟังคำอธิบาย ขอตัวจากไปอย่างขุ่นเคือง องค์หญิงฮุ่ยหยวนเห็นเช่นนั้นคาดเดาความสัมพันธ์ของทั้งสองออก อดไม่สบายใจมิได้


“ให้ข้าตามไปอธิบายกับนางเอง คุณชายเซียวมิต้องกังวล” กล่าวจบรีบวิ่งตามหลินเจียวเมิ่งไป เซียวเฟยเทียนได้แต่ตะลึงลานทำอะไรไม่ถูก


เพ่ยอิงเห็นเซียวเฟยเทียนทำอะไรไม่ถูกจึงเชิญแม่ทัพหลินและลี่จูไปอาบน้ำชำระร่างกายก่อนรับประทานอาหาร ไม่นานองค์หญิงฮุ่ยหยวนเดินจูงมือหลินเจียวเมิ่งกลับมา นางไม่ทราบทำอย่างไรทั้งสองดูสนิทสนมยิ่งนัก พลางชักชวนกันไปอาบน้ำ เซียวเฟยเทียนเห็นองค์หญิงฮุ่ยหยวนปราบพยศนางได้อย่างง่ายดาย ในใจคิดว่าต้องแอบถามเคล็ดลับนี้ไว้แล้ว


หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้วหลินเจียวเมิ่งร่ำลาพี่ฮุ่ยหยวนของนางและเซียวเฟยเทียนกลับบ้านไป จากนั้นทั้งหมดนั่งปรึกษากันที่ห้องโถง ลี่จูยืนอยู่หลังองค์หญิงฮุ่ยหยวน


“เหตุลอบจู่โจมท่านแม่ทัพและองค์หญิงครั้งนี้มีข้อน่าสงสัยอยู่มาก ผู้ลงมือเป็นใคร ใช่เป็นทหารอู๋เยี่ยว์จริงหรือ หรือเป็นการใส่ร้ายป้ายสี การลอบจู่โจมสังหารท่านทั้งสองในพื้นที่อู๋เยี่ยว์ โดยทหารที่เห็นได้ชัดว่าเป็นทหารอู๋เยี่ยว์นั้น ไยมิเท่ากับการประกาศสงคราม แคว้นอู๋เยี่ยว์เราเน้นความสงบมาโดยตลอด อีกทั้งเป็นแคว้นเล็ก ๆ จะตอแยแคว้นหนันถังเพื่ออะไร ขออภัยที่ต้องสอบถาม แต่เหตุการนี้มีเงื่อนงำ ไม่ทราบท่านทั้งสองบอกจุดประสงค์การมาครั้งนี้ได้หรือไม่ หากไม่สะดวก ถือว่าข้าไม่ได้ถามก็แล้ว” เซียวเฟยเทียนแยกแยะพลางกล่าวถาม


แม่ทัพหลินและองค์หญิงฮุ่ยหยวนหันไปสบตากัน องค์หญิงพยักหน้าเล็กน้อย แม่ทัพหลินจึงเล่าจุดประสงค์การเดินทางครั้งนี้ให้เซียวเฟยเทียนฟัง


แคว้นหนันถังเป็นแคว้นใหญ่ทางตอนใต้ปกครองโดยตระกูลหลี่ เนื่องจากแซ่หลี่จึงตั้งชื่อแคว้นว่าถังตามราชวงศ์ถังซึ่งเป็นตระกูลหลี่เช่นกัน หนันถังมีพรมแดนติดกับแคว้นอู๋เยี่ยว์ ก่อนหน้านี้ภายใต้ฮ่องเต้หลี่จิ่ง หนันถังทำสงครามขยายอาณาเขตกลืนแคว้นหมินและฉู่กลายเป็นมหาอำนาจทางใต้ แต่ระยะหลังมานี้ราชสำนักฟุ้งเฟ้อ บ้านเมืองทรุดโทรมลง สุดท้ายรบแพ้ราชวงศ์โฮ่วโจวทางเหนือต้องยอมสวามิภักดิ์ หลี่จิ่งยอมลดบรรดาศักดิ์จากฮ่องเต้ลงเป็นอ๋อง จากนั้นลดลงอีกเป็นเพียงอำมาตย์ สุดท้ายตรอมใจตาย องค์ชายที่มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ส่วนใหญ่สิ้นบุญแต่ยังหนุ่ม รัชทายาทองค์ก่อนและพระเจ้าลุงฆ่าฟันกันเองจนสิ้นบุญไปทั้งสองพระองค์ หลี่อี้ว์ผู้เก็บตัวหมกมุ่นกับบทกวีและดนตรีการมาตลอดจึงได้ขึ้นครองราชย์อย่างส้มหล่น หลี่อี้ว์ทรงเป็นกวีและนักแต่งเพลงที่สามารถ แต่เป็นฮ่องเต้ที่ย่ำแย่ จะอย่างไรตัวหนอนร้อยขา แม้ตกตายศพยังไม่แข็งทื่อ หนันถังยังมีกองทัพที่เกรียงไกรจนแม้แต่ราชวงศ์ซ่งที่ผงาดขึ้นมาแทนโฮ่วโจวยังไม่กล้าเปิดศึกด้วย หนึ่งในแม่ทัพเสาหลักค้ำแผ่นดินหนันถังคือแม่ทัพหลินเหยินจ้าวผู้นี้เอง


ครั้งนี้หนันถังต้องการหลักประกันความสงบกับต้าซ่ง จึงวางแผนเกี่ยวดองกันเป็นญาติ หลี่อี้ว์ปีนี้มีพระชนมพรรษาเพียง 30 พรรษา บุตรียังเป็นเพียงองค์หญิงน้อย จึงทุ่มแทงส่งองค์หญิงฮุ่ยหยวนผู้เป็นบุตรีสุดท้องของหลี่จิ่งฮ่องเต้องค์ก่อนออกมา เนื่องจากนางมีความงามและสติปัญญาเลื่องลือ ทางต้าซ่งจึงตอบรับ อย่างไรก็ตามหากหนันถังและต้าซ่งเกี่ยวดองกัน แคว้นอื่นย่อมตกที่นั่งลำบาก ดังนั้นเพื่อป้องกันการลอบสังหารหนันถังจึงให้หลินเหยินจ้าวออกโรงเป็นองครักษ์คุ้มกันขบวนเจ้าสาวนี้พร้อมมือดีอีก 10 คน พวกเขาปลอมตัวเป็นคาราวานพ่อค้าเดินทางผ่านดินแดนอู๋เยี่ยว์ซึ่งวางตัวเป็นกลางมาขึ้นเรือที่เมืองหังโจว เนื่องจากการเดินทางโดยเรือไปตามคลองขุดสะดวกและปลอดภัยที่สุด มิคาดแคว้นที่คิดว่าปลอดภัยวางตัวเป็นกลางกลับลอบจู่โจมพวกเขากลางทาง


รับฟังถึงตอนนี้เซียวเฟยเทียนรู้สึกมีความเจ็บปวดลึกๆ แล่นเข้าจู่โจมจิตใจอดหันไปมองลี่จูอย่างลืมตัวมิได้ ลี่จูเห็นเขามองมาก็ทราบความในใจ ต้องหลบสายตาเขา นายเหนือของนางเมื่อแต่งงานนางย่อมต้องแต่งเข้าเป็นอนุภรรยาด้วยนี่เป็นเรื่องปกติในสังคมยุคนั้น หลินเหยินจ้าวและองค์หญิงฮุ่ยหยวนย่อมสังเกตเห็นความผิดปกติของเซียวเฟยเทียน องค์หญิงฮุ่ยหยวนเหม่อลอยเล็กน้อย หลินเหยินจ้าวยังคงเล่าต่อไป


เมื่อแรกเกิดการต่อสู้ทหารทั้งหมดมีราว 140 นาย เกือบทั้งหมดกลุ้มรุมแม่ทัพหลินและองครักษ์ เหลือเพียงกลุ่มเดียวกับที่ตามล่าหลินเจียวเมิ่งเท่านั้นที่หลงความงามจึงไล่ล่าลี่จูแทน ลี่จูเป็นเพียงสาวใช้ นางจึงมิได้คลุมหน้าพวกมันจึงพบว่านางงามยิ่งนัก องครักษ์ที่แบ่งกำลังมาดูแลนางมีเพียงคนเดียว เมื่อพวกทหารสังหารเขาได้กำลังจะไล่จับลี่จู แล้วหลินเจียวเมิ่งผ่านมาพบเข้าพอดี หัวหน้าทหารเห็นนางมีฝีมือติดตัวเกรงว่านางจะหนีไปได้จึงสั่งให้ทหารหางแถวเหล่านั้นหยุดไล่ล่าลี่จูแล้วให้ไปจับหลินเจียวเมิ่งแทน ลี่จูจึงสบโอกาสซ่อนตัวไว้ห่างจากบริเวณต่อสู้เล็กน้อย สุดท้ายองครักษ์ทั้ง 10 คนล้วนตายหมดสิ้น ส่วนทหารอู๋เยี่ยว์เหลือเพียง 70 คน ความรุนแรงสยดสยองของการต่อสู้เป็นที่คาดเดาได้


“ดูเหมือนผู้ต้องสงสัยเหลือเพียงหนันฮั่นและแคว้นอู๋เยี่ยว์ของข้าแล้ว” เซียวเฟยเทียนกล่าว


ยุคนั้นถึงคนรุ่นหลังเรียกขานว่าห้าราชวงศ์ สิบแคว้น แต่ตอนนี้ความแตกแยกล่วงเลยมา 60 ปีแล้ว เมื่อราชวงศ์ซ่งทางเหนือเปลี่ยนนโยบายการรวมแผ่นดินจากการรวมทางเหนือก่อนมาเป็นรวมแคว้นทางใต้ซึ่งอ่อนแอกว่าก่อน ตอนนี้ทางใต้จึงเหลือเพียงหนันถัง หนันฮั่นและอู๋เยี่ยว์เท่านั้น ถ้าหนันถังเป็นทองแผ่นเดียวกับต้าซ่งผู้เดือดร้อนที่สุดย่อมเป็นหนันฮั่นและอู๋เยี่ยว์ โดยเฉพาะอู๋เยี่ยว์ที่มีพรมแดนติดกับทั้งต้าซ่งและหนันถัง ย่อมถูกล้อมโดยปริยาย อีกทั้งเหตุเกิดในพื้นที่อู๋เยี่ยว์ อู๋เยี่ยว์ย่อมเป็นผู้ต้องสงสัยที่สุด


“แต่ว่าที่ท่านกล่าวมาก็ถูกต้อง อู๋เยี่ยว์ต่อให้ต้องการขัดขวางการแต่งงาน ไยต้องเปิดเผยตัวราวกับกลับผู้คนไม่ทราบว่าตัวเองเป็นคนลงมือเช่นนี้ ต่อให้มีความมั่นใจว่าสามารถกำจัดพวกเราได้แน่นอน ยังคงต้องเว้นทางถอยไว้บ้างกระมัง” องค์หญิงฮุ่ยหยวนแยกแยะ


“จากข้อมูลที่พวกเรามีตอนนี้เกรงว่าไม่สามารถทราบความจริงได้ อย่างไรก็ตามพวกท่านปลอดภัยแล้ว ไม่ทราบมีแผนการต่อไปอย่างไร” เซียวเฟยเทียนกล่าวถาม


“เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป พวกเราต้องใช้เวลาวิเคราะห์แล้วค่อยวางแผนต่อไป” แม่ทัพหลินสรุป


“เช่นนั้นขอเชิญพวกท่านพักอยู่ที่นี้ก่อน เรื่องความปลอดภัยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง”


“เช่นนั้นรบกวนคุณชายเซียวแล้วพระคุณครั้งนี้ข้าขอจดจำใส่ใจ” แม่ทัพหลินกล่าวพลางคำนับขอบคุณ


“มิได้ มิได้ พบเห็นผู้ตกทุกข์ได้ยาก วิญญูชนย่อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ท่านอย่าได้ถือเป็นบุญคุณอันใด วิกาลคล้อยดึกแล้ว พวกท่านเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เชิญพักผ่อนเถอะ พี่เพ่ยอิงจะจัดการที่พักให้พวกท่านเอง”
หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน เซียวเฟยเทียนนอนไม่หลับ รู้สึกใจคำนึงถึงแต่ลี่จูจึงออกมาเดินเล่นในสวน ระหว่างเดินใจลอยเท้ากลับพามาถึงหน้าห้องขององค์หญิงแล้ว มิคาดกลับพบเจอลี่จูออกมาจากห้อง สายตาทั้งสองประสานกัน รู้สึกว่าวาจาใดล้วนไม่จำเป็น


“แม่นางลี่จู นอนไม่หลับหรือ” เซียวเฟยเทียนเอ่ยถามขึ้นก่อน


“องค์หญิงนอนไม่หลับไปเดินเล่นในสวน ข้ากลับมาเอาผ้าคลุมให้กับนาง คุณชายต้องการพบองค์หญิงหรือ” ลี่จูกล่าวตอบ


“มิใช่ ข้าเพียงเดินมาดูความเรียบร้อยเท่านั้น เช่นนี้ให้ข้าเดินเป็นเพื่อนท่านไปพบองค์หญิงเถอะ” ใจจริงเขาอยากโพล่งออกไปว่าข้ามาหาท่าน มาหาท่านเท่านั้น แต่ย่อมมิกล้าพูดออกไป


จากนั้นทั้งสองเดินอย่างเงียบงัน ลี่จูเดินล้าหลังเล็กน้อย เหม่อมองดูหลังของเขา เซียวเฟยเทียนเองต้องหักห้ามใจมิให้หันไปมองนางเช่นกัน ระยะทางแสนสั้นกลับรู้สึกก้าวเดินด้วยความยากลำบากยิ่งนัก


“องค์หญิงไม่เหน็ดเหนื่อยหรือ” เซียวเฟยเทียนเดินเข้าหาพลางกล่าวถาม


“อา คุณชายเซียว วันนี้เกิดเรื่องมากมาย ข้านอนไม่หลับ เห็นสวนบ้านท่านตกแต่งอย่างวิจิตรจึงถือวิสาสะเดินเพ่นพ่านวุ่นวาย ขอคุณชายอย่าได้ตำหนิ”


“องค์หญิงเกรงใจเกินไปแล้ว ระหว่างที่พักอยู่ขอให้คิดว่าที่นี่เป็นบ้านของท่านเถอะ” เซียวเฟยเทียนกล่าวตอบ


“ขอบคุณท่านมาก ดูท่าคุณชายคงนอนไม่หลับเช่นกัน เช่นนั้นสนทนาเป็นเพื่อนข้าดีหรือไม่”


“องค์หญิงให้เกียรติ ย่อมต้องปฏิบัติตาม” เขากล่าวยิ้ม ๆ


“ลี่จู ข้าอยากสนทนากับคุณชายเซียวเป็นการส่วนตัว เจ้ากลับห้องไปก่อนเถอะ” องค์หญิงกล่าวขึ้น ลี่จูรับคำคราหนึ่ง ก่อนจะผละจากไปปรายตามายังเซียวเฟยเทียนวูบหนึ่ง สายตาทั้งสองประสานกันราวกับยากตัดรอน องค์หญิงฮุ่ยหยวนมองเห็นปฏิกิริยาของทั้งสองในดวงตาทอแววสับสนวูบหนึ่ง สุดท้ายลี่จูเดินกลับห้องไป


ทั้งสองนั่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดองค์หญิงฮุ่ยหยวนถามขึ้นน้ำเสียงสงบเยือกเย็น


“อภัยที่ข้าถามตามตรง ท่านชมชอบลี่จูกระมัง” เซียวเฟยเทียนแม้ทราบว่านางอาจสนทนาถึงเรื่องนี้ แต่ไม่คาดว่าจะกล่าวถามตรง ๆ เช่นนี้ ยามกะทันหันไม่ได้ตอบคำ


“เห็นแก่ท่านมีพระคุณช่วยชีวิต ขอน้อมเตือนท่านก่อนที่จะถลำลึกตัดใจแต่เนิ่น ๆ เถอะ ลี่จูเป็นนางกำนัลประจำตัวข้า ต่อให้ไม่แต่งตามข้าไป อย่างไรก็ไม่สามารถแต่งให้กับสามัญชนเช่นท่านได้ ท่านอย่าได้เพ้อฝันแล้ว” นางกล่าวพลางสะบัดหน้าจากไป ทิ้งให้เซียวเฟยเทียนยืนตะลึงลานต่อกิริยาของนาง ที่จริงเหตุใดปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้นางเองก็ไม่เข้าใจ เขาจะเกลียดนางหรือไม่ ตัวเองรู้สึกเจ็บแปลบในใจ นางเองไยมิใช่ไม่สามารถแต่งให้เขาได้เช่นกันหรอกหรือ คิดถึงตอนนี้ต้องยืนหลั่งน้ำตาอยู่หน้าห้องอย่างเงียบงัน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2016, 07:22:46 PM โดย kropkrap »

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ