ยอดยุทธทะยานฟ้า - บทที่ 6 จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง

ยอดยุทธทะยานฟ้า - บทที่ 6 จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง

  • 1 ตอบ
  • 4394 อ่าน
*

ออฟไลน์ kropkrap

  • Tiny Member
  • *
  • 23
  • 921
    • ดูรายละเอียด
อาหารเช้าวันนี้ที่บ้านตระกูลเซียวเพิ่มสมาชิกมาอีกถึง 4 คน นอกจากแม่ทัพหลิน องค์หญิงฮุ่ยหยวนและลี่จู ซึ่งพักที่บ้านตระกูลเซียวแล้วที่เพิ่มมาคือหลินเจียวเมิ่งเอง


หลังรับประทานอาหารเหล่าสตรีจับกลุ่มกันสนทนา ลี่ลี่ เพ่ยเพ่ย เหมยจูและเหม่ยหลินทั้งสี่เคยเป็นนางสนมมาก่อน มีอดีตคล้ายลี่จูทั้งหมดจึงสนิทกันง่ายดายยิ่ง องค์หญิงฮุ่ยหยวนมิใช่คนถือตัว อีกทั้งมีอารมณ์ขัน อย่างรวดเร็วทั้งหมดก็สนทนากันอย่างถูกคอ เซียวเฟยเทียนชมดูอย่างละลานตา เดิมที่บ้านมีนางสนมทั้งห้า คลับคล้ายวิมานอยู่แล้ว ยามนี้กลับเพิ่มนางฟ้าอีกถึงสามองค์ องค์หญิงฮุ่ยหยวนผู้สง่างามเปี่ยมด้วยราศี หลินเจียวผู้เมิ่งสดใสร่าเริง และลี่จูผู้อ่อนหวานนุ่มนวล เซียวเฟยเทียนรู้สึกว่าความงามของทั้งสามคล้ายเหนือล้ำกว่าพี่เพ่ยอิงเสียอีก นอกจากลี่จูที่งดงามล้ำกว่าผู้อื่นแล้วในสายตาเขาแล้ว ยากชี้ชัดว่าองค์หญิงฮุ่ยหยวนและหลินเจียวเมิ่งผู้ใดงามกว่าผู้ใด


เซียวเฟยเทียนเห็นหลินเจียวเมิ่งวันนี้งามผุดผาดกว่าที่เคย อดนึกถึงเรื่องในป่าเมื่อวานมิได้ ปกตินางมิได้ประทินโฉมมากนัก วันนี้กลับแต่งตัวเป็นพิเศษ เมื่อมองริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงระเรื่อคู่นั้นแล้ว เซียวเฟยเทียนรู้สึกคันที่หัวใจยากจะเกา จึงพยายามส่งสัญญาณให้หลินเจียวเมิ่งแยกออกมาหาเขา


เมื่อหลินเจียวเมิ่งเห็นอากัปกิริยาของเซียวเฟยเทียนแล้วก็เข้าใจอดหน้าแดงซ่านมิได้ นางแอบค้อนเซียวเฟยเทียนอย่างดุดันครั้งหนึ่ง จากนั้นอ้างว่าจะไปห้องน้ำแยกตัวออกจากกลุ่ม เมื่อเดินถึงหน้าห้องของเซียวเฟยเทียนนางก็โดนเขาฉุดดึงเข้าไปในห้องทันที


“วันนี้เจ้างามยิ่งนัก” เซียวเฟยเทียนรั้งนางเข้ามาในวงแขน เชยคางของนางขึ้นอย่างนุ่มนวลพลางกล่าวชม


“เพิ่งเห็นว่าข้าสวยหรือไงกัน หน้าโง่ อืม...” นางยิ้มสัพยอกแต่ไม่ทันพูดจบริมฝีปากพลันถูกประกบด้วยริมฝีปากเร่าร้อนของเขา ฝ่ามือซุกซนของเขาลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังของนาง ไม่นานนักหลินเจียวเมิ่งหน้าแดงระเรื่อ หัวใจเต้นถี่แรงดั่งกลองศึก รู้สึกลมหายใจขาดห้วง ลิ้นอันซุกซนของเขาเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นของนาง


แขนแกร่งของเซียวเฟยเทียนพลันโอบเอวของหลินเจียวเมิ่งแล้วดึงนางเข้ามาใกล้ชิดยิ่งขึ้น ทรวงอกอวบอิ่มของนางแนบชิดกับแผ่นอกอันแข็งแกร่งของเขา ร่างกายทั้งสองเหมือนหลอมละลายเข้าด้วยกัน จมูกและริมฝีปากอันซุกซนของเขาซุกไซร้ไปยังซอกคอขาวระหง ลมหายใจที่เป่ารดผิวกายทำให้หลินเจียวเมิ่งสยิว เสียงครางลอดริมฝีปากงามคู่นั้นออกมาแผ่วเบา


“อึ๋ย...อา... พี่เฟยเทียน...อย่า...อา...” ปากของนางกล่าวห้ามแต่วงแขนกลับกอดรัดเขาแนบแน่น หลินเจียวเมิ่งรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งที่แถวหน้าท้องของนาง มันช่างร้อนลวกราวกับเปลวเพลิงแห่งความปรารถนาในกายนางตอนนี้


ทันใดนั้นหลินเจียวเมิ่งพลันผลักเขาออกโดยแรง เซียวเฟยเทียนสงสัยใจยิ่งนัก


“ตัวเลวร้าย เวลายังเช้ากลับคิดกระทำเรื่องเลวร้าย ท่านอย่าได้หมายจะรังแกข้าได้ง่ายๆ อีก เฮอะ ล่อลวงข้าด้วยคำหวานไม่กี่คำ ไม่สำเร็จหรอก ฮิฮิ” กล่าวจบ หัวเราะคิกคัก วิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว


หลินเจียวเมิ่งตั้งใจจะกลั่นแกล้งเซียวเฟยเทียนคืนบ้าง เขาทำร้ายนางเจ็บปวดยิ่งนัก จนบัดนี้เวลาเดินยังรู้สึกเจ็บ นางอ่านจากหนังสือของบิดาว่าบุรุษหากถูกทิ้งให้ค้างคาในสภาพนั้นจะทรมานไปทั้งวัน นางจึงตั้งใจปล่อยให้เขาลวนลามแล้วหนีกลางคัน แต่ว่าตัวเลยร้ายนี้นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง นางเองเกือบจะไม่สามารถหยุดยั้งได้ โอ หากให้มันล่วงเกินมากกว่านี้ คงต้องโดนมันรังแกอีกเป็นแน่ นางคิดพลางรู้สึกวาบหวิวในใจ
เมื่อเซียวเฟยเทียนกลับมาถึงห้องโถง หลินเจียวเมิ่งกลับเข้ากลุ่มสาวงามเรียบร้อยแล้ว นางสนทนากับพี่ฮุ่ยหยวนของนางอย่างถูกคอ ท่าทางหลินเจียวเมิ่งติดพี่สาวนางนี้มากจริง ๆ เซียวเฟยเทียนเห็นแม่ทัพหลินแยกอยู่โดดเดี่ยวจึงเดินเข้าไปทักทาย


เมื่อวานนี้ระหว่างที่เซียวเฟยเทียนสลบไป หลินเหยินจ้าวสอบปากคำทหารที่ถูกเขาจี้จุดไว้ พบว่าทั้งหมดเป็นทหารอู๋เยี่ยว์จริง แต่ทั้งหมดไม่รู้รายละเอียดอันใด หัวหน้าทหารที่นำขบวนเป็นใครพวกมันไม่ทราบชัด ทหารเหล่านั้นเห็นมันแต่งเครื่องแบบเสียวเว่ย (นายพัน) ออกคำสั่งให้ทหารเหล่านั้นออกตามจับผู้ลอบเข้ามาในแคว้น ทหารเหล่านั้นจึงออกปฏิบัติการแต่โดยดี หลินเหยินจ้าวเห็นทหารเหล่านั้นไม่รู้เบื้องหลังอันใดจึงปล่อยพวกมันไป


“ฮ่าฮ่า คุณชายเซียว พวกเราถูกทิ้งเสียแล้ว” หลินเหยินจ้าวหัวเราะอย่างเบิกบานใจ


“แม่ทัพหลินเรียกข้าว่าเฟยเทียนเถอะ ข้ามีเรื่องอยากสนทนากับท่าน ได้หรือไม่” เซียวเฟยเทียนกล่าวถาม


“ถ้าเช่นนั้นเจ้าเรียกข้าว่าพี่เหยินจ้าวก็แล้วกัน เฟยเทียน เจ้ามีสิ่งใดอยากสนทนาหรือ”


“ข้าทบทวนดูรู้สึกว่าสถานการณ์ของพวกท่านล่อแหลมยิ่ง ผู้ต้องสงสัยไม่เพียงแค่แคว้นอู๋เยี่ยว์และหนันฮั่นเท่านั้น ต้าซ่งเองก็น่าสงสัย”


“ต้าซ่งหรือ” หลินเหยินจ้าวรู้สึกฉงน


“ถูกแล้ว เมื่อมองจากมุมมองของผลประโยชณ์ ข้าคิดว่าต้าซ่งน่าสงสัย ซ้ำยังน่าสงสัยกว่าแคว้นอื่นทั้งหมด หากดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่านโยบายการรวมแผ่นดินของต้าซ่งเปลี่ยนจากจัดการกับเป่ยฮั่นหุ่นเชิดของเหลียวทางเหนือ มาเป็นจัดการกับพวกเราทางใต้ก่อน เหตุที่ยังไม่ลงมือต่ออู๋เยี่ยว์เป็นเพราะท่าทีที่อู๋เยี่ยว์อ่อนน้อมมานานทำให้ไม่มีข้ออ้างโจมตี ส่วนสำหรับหนันถังหลังจากเปลี่ยนรัชกาลก็เปลี่ยนเป็นอ่อนน้อมต่อต้าซ่งเช่นกัน อีกสาเหตุหนึ่งคือหนันถังยังคงเป็นแคว้นที่แข็งแกร่ง แต่หากอู๋เยี่ยว์ลอบสังหารว่าที่พระชายาฮ่องเต้ต้าซ่งและแม่ทัพเอกแห่งหนันถัง ย่อมเป็นอีกเรื่องราวหนึ่งแล้ว ถึงตอนนั้นต้าซ่งสามารถเลือกได้ว่าจะโจมตีอู๋เยี่ยว์ หรือนั่งดูพวกเราห้ำหั่นกันจนบอบช้ำทั้งสองฝ่าย จากนั้นกลืนกินอู๋เยี่ยว์และหนันถังอย่างสบาย แต่ว่านี่เป็นเพียงแค่การคาดเดาของข้าเท่านั้น” เซียวเฟยเทียนแยกแยะ


“อู๋เยี่ยว์มีประชากรเพียงห้าแสนเศษ ต่อให้รวบรวมชายฉกรรจ์ที่ร่วมรบได้ทั้งหมด อย่างมากจัดทัพได้ไม่ถึง 3 หมื่นคน เหตุใดอยู่รอดมานานปานนี้ได้? สาเหตุหนึ่งย่อมเพราะซุกอยู่ใต้ปีกของราชวงศ์ทางเหนือมาโดยตลอด แต่คราวนี้ไม่มีการปกป้องจากต้าซ่งแล้ว หนันถังต้องแก้แค้นอู๋เยี่ยว์แน่นอนเพราะเป็นโอกาสอันดีที่จะฮุบกลืนแคว้นเรา” เซียวเฟยเทียนกล่าวเสริม


“เจ้าดูแคลนแคว้นตัวเองไปแล้ว ทัพอู๋เยี่ยว์แม้จำนวนน้อย แต่ผ่านการฝึกมาอย่างดี ยุทโธปกรณ์พร้อมสรรพ ลำพังเรือรบก็มีมากกว่า 400 ลำแล้ว อีกทั้งการปิดล้อมอู๋เยี่ยว์ทำได้ยากเนื่องจากด้านตะวันออกเป็นแนวชายฝั่งยาวเหยียด ทัพอู๋เยี่ยว์สามารถหนีออกทะเลแล้วกลับมาใหม่ได้ทุกเมื่อ” หลินเหยินจ้าวเคยทำสงครามกับแคว้นอู๋เยี่ยว์มา เขาย่อมรู้พิษสงของกองทัพมดตัวน้อยนี้ดี


“ถูกต้องที่ว่าใครคิดกลืนอู๋เยี่ยว์ ต้องจ่ายค่าตอบแทนสาหัส สงครามต้องยืดเยื้ออย่างยิ่ง แต่จะอย่างไรในที่สุดแคว้นเล็กเช่นอู๋เยี่ยว์ยังคงต้องพ่าย ถึงตอนนั้นหนันถังที่บอบช้ำเช่นกันจะเป็นเหยื่ออันโอชะของต้าซ่งแล้ว ต่อให้หนันถังยอมกล้ำกลืนโทสะครั้งนี้ ต้าซ่งก็ยังมีข้ออ้างโจมตีอู๋เยี่ยว์อยู่ดี เพียงแต่ไม่อาจจับปลาสองมือได้เท่านั้น” เซียวเฟยเทียนสรุป


“เหตุใดต้าซ่งจึงยอมรับการแต่งงานในตอนแรกเล่า?”


“ตอนแรกต้าซ่งอาจต้องการสงบศึกจริง หรือฮ่องเต้ต้าซ่งอาจต้องการองค์หญิงฮุ่ยหยวนเป็นชายาจริง แต่หลังจากพบเห็นแผนการเดินทางขึ้นเหนือผ่านแคว้นอู๋เยี่ยว์ของพวกท่าน จึงเปลี่ยนใจภายหลัง ถึงองค์หญิงจะเป็นโฉมสะคราญ แต่หากให้เลือกระหว่างโฉมสะคราญกับแผ่นดิน ท่านเองเป็นชายชาตินักรบเช่นเดียวกับฮ่องเต้ต้าซ่ง ท่านคงทราบว่าเจ้าควงอิ้นจะเลือกอะไรกระมัง”


“เช่นนี้เป็นว่าการเดินทางไปต้าซ่งเป็นการส่งเนื้อเข้าปากเสือแล้ว”


“ตราบใดที่พวกท่านยังเดินทางไม่ถึงดินแดนต้าซ่ง ข้ออ้างที่ว่าพวกท่านประสบภัยในพื้นที่อู๋เยี่ยว์ย่อมยังคงอยู่ แต่หากพวกท่านไปถึงต้าซ่งได้ ยังมิอาจรับประกันความปลอดภัย ถ้าการคาดเดาของข้าถูกต้องการเดินทางช่วงต่อไปจะยิ่งอันตรายยิ่งขึ้นทุกขณะ ต่อให้ข้าคาดเดาผิด แต่เราท่านต่างทราบว่ามีคนคิดสังหารพวกท่านอยู่ เพียงแต่ไม่ทราบว่าเป็นใครเท่านั้น พี่เหยินจ้าว ข้าคิดว่าท่านควรล้มเลิกแล้วเดินทางกลับหนันถังก่อนจะดีกว่า” เซียวเฟยเทียนแนะนำอย่างห่วงใย เมื่อพูดคำว่าล้มเลิกออกมาตนเองอดรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกมิได้


“ที่ท่านกล่าวมามีเหตุผล เรื่องนี้ข้าจะหารือกับองค์หญิงดู หากต้าซ่งอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้จริง การเดินทางไปต้าซ่งเท่ากับไม่มีผลรับ” หลินเหยินจ้าวกล่าวตอบ


“ข้าคาดว่าเมื่อต้าซ่งเห็นว่ากำจัดพวกท่านไม่สำเร็จ เราอาจได้เห็นการล้มเลิกการหมั้นหมายรายนี้ต่อไป” เซียวเฟยเทียนกล่าวเสริม


“ข้ารู้จักองค์หญิงดี เพื่อรับประกันความสงบสุขของหนันถัง นางมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจนี้อย่างเต็มที่ โอ คราก่อนโฮ่วโจว (ราชวงศ์ทางเหนือราชวงศ์สุดท้ายก่อนโดนโค่นล้มโดยต้าซ่ง) จับมือกับอู๋เยี่ยว์ท่านจัดการกับหนันถังเราสาหัสนัก มิเช่นนั้นเรายังมิต้องอ้อนน้อมกับต้าซ่งปานนี้ ข้าจะลองเกลี้ยกล่อมนางดู หากล้มเลิกการแต่งงานนี้ได้ ลึกๆ นางเองก็คงยินดีเช่นกัน” หลินเหยินจ้าวอมยิ้มอย่างมีเลศนัยเมื่อกล่าวประโยคสุดท้าย


“องค์หญิงฮุ่ยหยวนช่างน่าสงสารยิ่งนัก การเสียสละของนางต่อให้ประสบความสำเร็จ เพียงซื้อเวลาให้หนันถังห้าปีสิบปีเท่านั้น ดูจากความทะเยอทะยานของต้าซ่งแล้ว ไม่ช้าก็เร็วยังคงต้องหาทางทำสงครามรวมแผ่นดินแน่นอน” เซียวเฟยเทียนกล่าวอย่างเห็นใจในความคิดของชาวบ้านทั่วไป การเป็นองค์หญิงดูเหมือนเลิศลอย แต่ที่จริงแล้วเหมือนนกน้อยในกรงทอง องค์หญิงไม่มีอิสระในการเลือกคู่ครอง อันที่จริงพวกนางไม่มีสิทธิจะรักใครด้วยซ้ำ พวกนางเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้นหรือเพื่อปูนบำเหน็จมัดใจขุนนางหรือแม่ทัพที่เด่นล้ำเท่านั้น


“นี่เป็นการตัดสินใจของท่านอ๋องและนางเอง องค์หญิงเห็นว่าหากเป็นทองแผ่นเดียวกันอาจมีหนทางให้รวมเข้าด้วยกันได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อ ข้าเองก็จนใจ ทำได้เพียงคุ้มครองนางอย่างเต็มที่เท่านั้น” หลินเหยินจ้าวทอดถอนใจ


“เช่นนี้เอง นางเห็นความสงบสุขของราษฎรสำคัญกว่าความสุขของนางเอง ช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก” เซียวเฟยเทียนเมื่อทราบปณิธานขององค์หญิงฮุ่ยหยวนแล้ว ความคับข้องใจเล็กน้อยต่อท่าทีของนางเมื่อคืนนี้พลันหายไปสิ้น


จากนั้นหลินเหยินจ้าวขอตัวไปหารือกับองค์หญิง เซียวเฟยเทียนเห็นลี่จูแยกตัวไปเดินเล่นคนเดียวในสวน นางสวมใส่เสื้อคลุมสีชมพูอมส้ม กระโปรงร้อยจีบสีชมพูลายดอกไม้ แลดูสดใส ยามนี้เป็นยามชุนเทียน (ฤดูใบไม้ผลิ) มวลหมู่ดอกไม้ล้วนออกดอกประชันความงามกัน แสงแดดอ่อนๆ ส่องต้องผิวกายขาวนวลทำให้นางส่องประกายใต้แสงอาทิตย์ ลมชุนเทียนเย็นระรื่นโชยผ่านเบาๆ พัดผ้าคาดแขนและชายกระโปรงของนางลอยพลิ้วในสายลม งามดั่งนางเซียนเหินบิน ในสายตาของเซียวเฟยเทียนมวลดอกไม้คล้ายหุบดอกซบลงไม่กล้าประชันความงามกับนาง เมื่อเซียวเฟยเทียนนึกภาพนางใต้แสงจันทร์เมื่อวานประกอบแล้ว อดนึกถึงกลอนโบราณที่ว่า ‘จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง’ มิได้ ยามเฝ้ามองครุ่นคิดอย่างเคลิบเคลิ้มต้องสาวเท้าเข้าหานางโดยไม่รู้ตัว


“แม่นางลี่จูชอบชมสวนหรือ” เซียวเฟยเทียนกล่าวทัก รู้สึกหัวใจเต้นแรง ถึงเซียวเฟยเทียนจะห้อมล้อมด้วยโฉมสะคราญแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาตั้งใจเข้าหาสตรีนางหนึ่งด้วยตัวเอง ความงามของลี่จูทำให้เขาอดประหม่ามิได้


“สวนของคุณชายแม้ตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่ให้ความรู้สึกสงบร่มรื่น ต่างกับความหรูหราภายในวัง ข้าชมชอบความสงบเช่นนี้มากกว่า” ลี่จูกล่าวตอบอย่างนอบน้อม พลางถอยห่างออกไปยืนอย่างนอบน้อมด้วยความเคยชิน


“อ้อ เช่นนี้เป็นว่าข้ามารบกวนความสงบของแม่นางลี่จูแล้ว” เซียวเฟยเทียนกล่าวสัพยอก


“หามิได้ ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น มิได้หมายความเช่นนั้นจริง ๆ” ลี่จูปฏิเสธพัลวัน นางเข้าวังแต่เด็ก ชีวิตในวังหลังนอกจากขันทีแล้วไม่มีบุรุษอื่นใด นี่เป็นครั้งแรกที่นางพูดคุยกับบุรุษสองต่อสอง นางไม่ทราบว่าเซียวเฟยเทียนเพียงสัพยอกเท่านั้น นางไม่ทราบจะอธิบายอย่างไร จะให้บอกว่าท่านมาสนทนาด้วยเช่นนี้ข้ายินดียิ่งหรือ


“ท่านวางใจข้าเพียงกล่าวสัพยอกท่านเท่านั้น” เซียวเฟยเทียนกล่าวยิ้มๆ


“อย่างนั้นหรือ ข้าเข้าใจว่าคำตอบข้าทำให้ท่านเข้าใจผิดเสียอีก เอ๊ะ คุณชายเซียว เป็นไรหรือ” นางกล่าวพลางเผยอยิ้มอย่างโล่งใจ เซียวเฟยเทียนต้องเหม่อมองรอยยิ้มนั้นอย่างลืมตัว


“มิเป็นไร มิเป็นไร จริงสิแม่นางลี่จู ขอขอบคุณที่ท่านดูแลข้าเมื่อวานนี้อีกครั้ง”


“มิได้ เรื่องเล็กน้อย ท่านมิจำเป็นต้องขอบคุณ” ลี่จูกล่าวตอบพลางนึกถึงบุรุษผู้นี้ได้หนุนตักนาง ซ้ำยังกล่าวชมนางต่อหน้าอีก อดหน้าแดงซ่านมิได้


“แม่นางชมชอบดอกไม้ต้นไม้ใดเป็นพิเศษหรือไม่”


“ข้าความรู้จำกัด ที่นี่มีต้นไม้ดอกไม้มากมายที่ข้ามิรู้จักนาม คุณชายเซียวรู้จักต้นไม้ดอกไม้ในสวนเหล่านี้หรือไม่”


ในที่สุดหาหัวข้อสนทนากับนางได้ เซียวเฟยเทียนบรรยายถึงพันธุ์ไม้ที่เขารู้จักเป็นการใหญ่ ทั้งสองพากันเดินชมนกชมไม้ รู้สึกเคลิบเคลิ้มราวกับอยู่ในวิมานเซียน ลี่จูพูดจาไม่เก่งนัก บางขณะทั้งสองจึงมิได้สนทนาอันใด เพียงเดินคู่กันเงียบๆ แต่ใจทั้งสองดวงสามารถสื่อถึงกันได้ก็เพียงพอแล้ว รู้สึกการเดินเล่นครั้งนี้ช่างสงบเป็นสุขยิ่งนัก


ยามนั้นองค์หญิงฮุ่ยหยวนหารือกับแม่ทัพหลินเสร็จแล้ว ไม่พบเห็นลี่จูจึงออกเดินตามหานาง เห็นลี่จูเดินเคียงคู่กับเซียวเฟยเทียนดูเหมาะสมกันยิ่ง รู้สึกขุ่นเคืองใจ นางเองไม่เคยใกล้ชิดบุรุษใดมาก่อน เมื่อวานซบอยู่บนหลังมันยามมันพานางวิ่งตะบึงรู้สึกคล้ายดั่งเหินบิน แม้อยู่ในอันตราย แผ่นหลังอันแข็งแกร่งกลับทำให้นางรู้สึกเป็นสุขปลอดภัยยิ่งนัก มันยามใกล้หมดสติกลับซบลงบนอกนาง กล่าวชื่นชมความงามของนาง ทำให้นางเกิดระลอกขึ้นในใจ แต่แล้วมันฟื้นตื่นมาพบหน้าลี่จูกลับไม่สนใจนางอีก ช่างน่าแค้นใจนัก แม้นางจะทราบดีว่าความรักนี้มิอาจผลิดอกออกผล แต่การไม่สนใจนางเช่นนี้จะให้นางรับไว้ได้อย่างไร ปกตินางเป็นองค์หญิง ลี่จูที่อยู่ข้างกายนางแม้งดงาม แต่ยามทั้งสองอยู่ในงานเลี้ยงใดด้วยกัน บุรุษทุกผู้ย่อมสนใจแต่นาง ประจบเอาใจนาง แม้บุรุษที่ไม่กล้าเข้าหาหรือแต่งงานแล้วยังอดเหลือบมองนางมิได้ แต่แล้วบุรุษรานน้ำใจนี้กลับไม่เห็นนางในสายตา แน่นอนนางย่อมไม่ทราบว่าความงามของนางกับลี่จูแม้ทัดเทียมกันแต่ลี่จูมีส่วนคล้ายมารดาผู้ล่วงลับ เซียวเฟยเทียนย่อมเห็นว่าลี่จูงดงามกว่าอยู่บ้าง องค์หญิงฮุ่ยหยวนยามจะเข้าร่วมสนทนาพลันฉุกคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ยามนี้ไม่ทราบจะเข้าหน้าเซียวเฟยเทียนได้อย่างไร จึงได้แต่หยุดยืนดูทั้งสองแต่ไกล


หลังเวลาอาหารเที่ยง องค์หญิงฮุ่ยหยวนและแม่ทัพหลินบอกการตัดสินใจของพวกเขาต่อเซียวเฟยเทียน ตอนนี้สถานการณ์ยังไม่แน่ชัด ทั้งสองตัดสินใจทำตามแผนเดิมไปก่อน จากการปะทะคราวก่อนผู้คุ้มกันเสียชีวิตทั้งหมด ทั้งสองจึงไหว้วานให้เซียวเฟยเทียนหาทางส่งข่าวให้แคว้นหนันถังส่งผู้คุ้มกันขบวนใหม่มาสบทบกันที่บ้านตระกูลเซียว ระหว่างที่รอผู้คุ้มกันเซียวเฟยเทียนจึงเสนอให้ทั้งหมดพักอยู่ที่บ้านตระกูลเซียวไปก่อน


ควรเข้าใจว่าแม่ทัพแม้ควรมีฝีมือการต่อสู้เลิศล้ำแต่มิจำเป็นต้องเป็นยอดยุทธ ยามกองทัพนับหมื่นเข้าหักหาญกันฝีมือเฉพาะตัวมินับเป็นอย่างไร ที่แม่ทัพพึ่งพาในยามสงครามคือการตัดสินใจที่เฉียบขาดทันต่อเหตุการณ์และความรู้ในการจัดกระบวนทัพให้เข้ากับสถานการณ์และสภาพแวดล้อม ดังนั้นแม่ทัพหลินจัดเป็นมือดีในยุทธจักรแต่มิใช่ยอดยุทธอันใด วิชาการต่อสู้ของเขาเหมาะกับการต่อสู้ตะลุมบอน มิสามารถคุ้มครององค์หญิงฮุ่ยหยวนเพียงลำพังได้


เย็นนั้นหลินเจียวเมิ่งพูดคุยกับองค์หญิงฮุ่ยหยวนจนพลบค่ำ ดังนั้นคืนนี้นางจึงขอค้างคืนที่บ้านตระกูลเซียว หลังอาหารเย็นพวกนางยังคงสนทนากันต่ออีกครู่ใหญ่ จากนั้นหลินเจียวเมิ่งจึงขอตัวมาอาบน้ำ


“หน้าอกของพี่ฮุ่ยหยวนดูเหมือนอวบอัดกว่าข้ายิ่งนัก ได้ยินว่าทำแบบนี้หน้าอกจะอวบอัดขึ้นไม่ทราบจริงหรือไม่” หลินเจียวเมิ่งพึมพำกับตัวเองในอ่างอาบน้ำ พลางเคล้าคลึงทรวงอกเบาๆ


“หน้าอกเจ้าสวยอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลไป”


“พี่เฟยเทียน!” ไม่ทราบเซียวเฟยเทียนเข้ามาในห้องอาบน้ำตั้งแต่เมื่อไร หลินเจียวเมิ่งรีบหย่อนตัวลงในน้ำพร้อมเอาแขนปิดบังทรวงอกไว้ นางเห็นเซียวเฟยเทียนเปลือยร่างเผยให้เห็นแผงอกอันบึกบึน รูปร่างแข็งแกร่งสมชายชาตรี อดรัญจวนใจมิได้


“มา ให้ข้าอาบน้ำให้เจ้าเอง” มันกล่าวพลางช้อนร่างแบบบางอ้อนแอ้นของนางขึ้นจากน้ำ หลินเจียวเมิ่งตะลึงลานปล่อยให้เขาอุ้มแต่โดยดี จากนั้นเซียวเฟยเทียนปล่อยนางลงยืนอยู่ข้างอ่างไม้ หลินเจียวเมิ่งได้แต่ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกใจเต้นแรง หน้าแดงซ่านจรดใบหู


เซียวเฟยเทียนโอบกอดหลินเจียวเมิ่งจากด้านหลัง จากนั้นวักน้ำในอ่างรดตามร่างกายของนาง ผิวกายของหลินเจียวเมิ่งขาวผุดผาด ยามนี้มีหยดน้ำเกาะพราว เป็นความงามเย้ายวนยิ่งนัก


“บริเวณนี้เจ้ายังอาบไม่สะอาด” เซียวเฟยเทียนกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู พลางลูบไล้ทรวงอกตูมตั้งกลมกลึงเป็นกระเปาะของนางเบาๆ พลางซุกไซร้หลังใบหูของนาง หลินเจียวเมิ่งเอียงคอให้ปลายจมูกโด่งของเขาซุกไซร้ไปทั่วลำคอระหงขาวละลานตา


“อา...” หลินเจียวเมิ่งครางออกมาเบาๆ รู้สึกตัวเบาสบายราวกับล่องลอย


เซียวเฟยเทียนซุกไซร้ไปทั่วซอกคอและลาดไหล่พลางขบเม้มเบา ๆ จนผิวกายเป็นรอยแดงจางๆ มือของเขาเคล้าคลึงเต้าตูมเป็นกระเปาะของนางหนักมือขึ้น ยอดถันสีชมพูของหลินเจียวเมิ่งชูชันสู้มืออย่างท้าทาย แต่เซียวเฟยเทียนกลับกลั่นแกล้งนางไม่ยอมสัมผัสมัน หลินเจียวเมิ่งสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของเขาถูไถกับสะโพกผายกลมกลึงของนาง


“อืม...”


หลินเจียวเมิ่งหันหน้ามาเสนอจูบให้เซียวเฟยเทียนอย่างเร่าร้อน ปลายลิ้นทั้งสองเกี่ยวกระหวัดกัน เซียวเฟยเทียนโอบกอดทรวงอกของหลินเจียวเมิ่งด้วยแขนข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างพลันลูบไล้ลงต่ำไปยังกลีบกุหลาบแรกแย้มของนาง


“อืม...อา...” เสียงครางของหลินเจียวเมิ่งหลุดรอดออกมาเมื่อเซียวเฟยเทียนกรีดนิ้วไปตามกลีบกุหลาบ นางพยายามขยับหนีในตอนแรก แต่แล้วความเสียวกระสันทำให้นางแอ่นเนินอวบอูมนั้นให้เขาลูบไล้ไปตามกลีบงามอย่างลืมตัว ความชุ่มฉ่ำจากกลีบกุหลาบนั้นอาบมือของเขาจนเปียกชุ่ม


เซียวเฟยเทียนหันกายหลินเจียวเมิ่งกลับมา พลางประกบจูบอีกครั้ง หลินเจียวเมิ่งกอดรัดเขาแน่น เซียวเฟยเทียนจูบไซร้ลงมาด้านล่าง หลินเจียวเมิ่งแอ่นอกเงยหน้าเริ่ดเมื่อเซียวเฟยเทียนดูดดุนยอดถันสีชมพูนั้นอย่างนุ่มนวล มือของเขาฟอนเฟ้นบีบคลึงเต้าตูมของนาง มือของนางกดที่ศีรษะเขาราวกับจะกดให้แนบกับทรวงอกของนางมากกว่านี้


“อา พี่เฟยเทียน...ข้า...ใจจะขาดแล้ว...อา... ข้าเสียว...อา...”


เซียวเฟยเทียนดูดดุนยอดถันทั้งสองข้างสลับไปมา หลินเจียวเมิ่งตัวเหยียดเกร็งแอ่นปทุมถันให้เขาเชยชมอย่างลืมตัว


“พี่เฟยเทียน ข้าไม่ไหวแล้ว อย่าทรมานข้าเลย” หลินเจียวเมิ่งออดอ้อน นางต้องการสิ่งนั้นยิ่งนัก


เซียวเฟยเทียนเห็นว่านางพร้อมแล้วแต่จะอย่างไรนางยังผ่านประสบการณ์มาเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น เขาจึงดันร่างหลินเจียวเมิ่งไปยังกำแพง แยกขาของนางออกแล้วซุกไซร้ไปยังกลีบดอกไม้ของนาง ร่างของหลินเจียวเมิ่งเหยียดเกร็งเมื่อเซียวเฟยเทียนตวัดลิ้นไปที่ยอดเกสรสีชมพูสวยนั้น


“อ๊า……ซี๊ด......พี่เฟยเทียน...เสียว...เสียวมาก...อ๊า....” หลินเจียวเมิ่งครวญครางออกมายามนี้นางมิได้สนใจว่าเสียงครางของนางจะดังออกนอกห้องอาบน้ำหรือไม่ นางรู้สึกวาบหวิวปานใจจะขาด เกสรถูกเขาดูดดุดจนน้ำหวานหลั่งออกมาจนฉ่ำเยิ้ม


“เจียวเมิ่ง ไม่ต้องกลัวเจ็บแล้วนะ” เซียวเฟยเทียนยกขาของนางขึ้นข้างหนึ่งหนีบไว้ที่หว่างเอว พลางแหวกกลีบดอกไม้ของนางออก พร้อมกดส่วนหัวลงในกลีบรักนั้น น้ำหวานเอ่อล้นออกมาอยู่ตลอดเวลา เซียวเฟยเทียนคืบหน้าอย่างแช่มช้า ความคับแน่นนั้นทำให้เขาต้องขบกรามกรอด มันช่างอบอุ่นคับแน่นตอดรัดยิ่งนัก


“อืม คับแน่นยิ่งนัก อย่าเกร็งสิปล่อยตามสบาย”


“อ๊า...ซี๊ด...” หลินเจียวเมิ่งครวญครางริมฝีปากสั่นระริก คร่ำครวญอยู่ในใจว่า จะไม่เกร็งได้อย่างไร มันเสียว สยิว คับแน่นเช่นนี้


เซียวเฟยเทียนก้มลงดูดดุนยอดถันของหลินเจียวเมิ่งให้นางคลายความเกร็ง นางแอ่นอกให้เขาอย่างลืมตัว น้ำหวานของหลินเจียวเมิ่งหลั่งออกมามากขึ้น ไหลย้อยไปตามง่ามขา เอวของเซียวเฟยเทียนลอบเร่งความเร็วขึ้นทีละน้อย


“เจียวเมิ่ง ยอดจริง ๆ คับแน่นมาก อูย...”


สะโพกเซียวเฟยเทียนขยับกระแทกเข้ามาอย่างแรงเป็นจังหวะ แก่นกายแกร่งเคลื่อนที่เข้าออกลึกสุดลำ ครูดผ่านความอ่อนนุ่มแต่บีบกระชับนั้น เสียงหนั่นเนื้อกระแทกกันดัง พั่บ พั่บ ดังถี่ยิบสะท้อนไปทั่วห้องอาบน้ำ จนหลินเจียวเมิ่งต้องสูดปากด้วยความกระสัน ร่องสาวของนางบีบรัดเริ่มตอดรัดเป็นจังหวะถี่ยิบ

[post]
“พี่เฟยเทียน...พี่เฟยเทียน...อ๊า...” เซียวเฟยเทียนเห็นนางใกล้ถึงจุดสุดยอดจึงเร่งความเร็วขึ้น


“เจียวเมิ่ง อา...”


“อ๊า...” หลินเจียวเมิ่งกรีดร้องเมื่อน้ำรักถูกฉีดเข้ามาภายในจนรู้สึกอุ่นวาบไปทั่วท้องน้อย ร่างสั่นกระตุกอย่างไม่อาจควบคุมได้ ทั้งสองทรุดกายลงนั่งพิงผนังห้องอาบน้ำเซียวเฟยเทียนกอดจูบหลินเจียวเมิ่งอีกครั้งด้วยความเสน่หา


ที่หน้าห้องอาบน้ำองค์หญิงฮุ่ยหยวนและลี่จูยืนมองหน้ากันเห็นอีกฝ่ายหน้าแดงซ่านร้อนผ่าวถึงใบหูจากนั้นพยักหน้าชักชวนกันกลับห้องไป


หมายเหตุท้ายตอน:
ชื่อตอนมีที่มาจากบทกวีที่คุณถาวร สิกขโกศล แปลจากโคลงภาษาจีนอีกทีครับ มีความหมายถึงสี่ยอดพธูในประวัติศาสตร์จีน บทกวีเต็มๆ คือ


"มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง"


"มัจฉาจมวารี" หมายถึง "ไซซี"  วันหนึ่งไซซีไปฟอกด้ายยังริมลำธาร เหล่าปลาในลำธาร เมื่อได้เห็นรูปโฉมของนางก็ถึงกับตะลึง ความงามของนางนั้น ทำให้ฝูงปลาถึงกับจมลงไปในน้ำโดยไม่รู้ตัว บางตัวก็ถึงกับหมดเรี่ยวแรง ปล่อยให้สายน้ำพัดจนไปชนกับโขดหิน


"ปักษีตกนภา" หมายถึง "หวังเจาจฺวิน" วันหนึ่งหวังเจาจฺวินนั่งอยู่บนหลังม้า เหล่านกที่บินบนอากาศ เมื่อได้เห็นรูปโฉมของนางก็ถึงกับตะลึง ความงามของนางนั้น ทำให้ฝูงนกถึงกับร่วงลงพื้นดินโดยไม่รู้ตัว


"จันทร์หลบโฉมสุดา" หมายถึง "เตียวเสียน" คืนหนึ่งนางได้ไหว้พระจันทร์ ดวงจันทร์ได้เห็นรูปโฉมของนางก็ถึงกับตะลึง ความงามของนางนั้น ทำให้ดวงจันทร์ถึงกับซ่อนในม่านเมฆโดยไม่รู้ตัว[/post]


"มวลผกาละอายนาง" หมายถึง "หยางกุ้ยเฟย์" ครั้งหนึ่งนางไปชมทุ่งดอกไม้ ปรากฏว่าร่างกายของนางมีกลิ่นหอมฟุ้ง เหล่ามวลดอกไม้ที่ปลูกรอบตัวนาง เมื่อได้เห็นรูปโฉมของนางก็ถึงกับตะลึง ความงามของนางนั้น ทำให้กลีบดอกไม้หุบลงโดยไม่รู้ตัว

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2016, 07:22:58 PM โดย kropkrap »

*

ออฟไลน์ koboy

  • Junior Member
  • ***
  • 391
  • 395
    • ดูรายละเอียด
ได้ทั้งสนุก และได้รู้เกร็ดกวีด้วย ขอบคุณมากนะครับ

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ