ยอดยุทธทะยานฟ้า - บทที่ 7 ความในใจ

ยอดยุทธทะยานฟ้า - บทที่ 7 ความในใจ

  • 0 ตอบ
  • 2096 อ่าน
*

ออฟไลน์ kropkrap

  • Tiny Member
  • *
  • 23
  • 921
    • ดูรายละเอียด
ยอดยุทธทะยานฟ้า - บทที่ 7 ความในใจ
« เมื่อ: เมษายน 29, 2016, 12:58:52 AM »
ผ่านไปสองวันยังมิมีข่าวคราวจากหนานถัง เซียวเฟยเทียนเห็นองค์หญิงฮุ่ยหยวนและลี่จูเฝ้ากระวนกระวายจึงชักชวนพวกนางล่องเรือเที่ยวชมทะเลสาบซีหู หนึ่งในทิวทัศน์ที่งามที่สุดในแผ่นดินแห่งนี้อยู่ในอ้อมกอดขุนเขาถึงสามทิศ ทิศตะวันออกหันเข้าหาตัวเมือง เล่ากันว่า มังกรและหงส์บนสรวงสวรรค์ คาบมุกดวงหนึ่งลงมายังโลกมนุษย์กลายเป็นทะเลสาบซีหู บ้านตระกูลเซียวปลูกสร้างอิงกับทะเลสาบนี้เอง บนเรือใหญ่สี่สาวงามบรรเลงดนตรีขับกล่อม เพียบพร้อมด้วยอาหารว่างและสุรา บรรยากาศรื่นรมย์ยิ่งนัก เซียวเฟยเทียนยืนอยู่ที่หัวเรือชักชวนองค์หญิงฮุ่ยหยวนและลี่จูชมทิวทัศน์อันตระการตา พลางบอกเล่าความเป็นมาของสถานที่สำคัญรอบทะเลสาบว่า “ทางด้านนี้คือภูเขาเป่าสือ เจดีย์ที่อยู่ข้างบนคือเจดีย์เป่าชู่ (ปกป้องชู่)”


เจดีย์เป่าชู่เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมฐานกว้างยอดเรียว สูงเก้าชั้นสร้างจากไม้และอิฐ เมื่อแหงนมองดูให้ความรู้สึกงามสง่าแก่ผู้พบเห็น
 
“คำชู่ในเป่าชู่มาจากชื่อท่านอ๋องเฉียนชู่หรือ?” องค์หญิงฮุ่ยหยวนเอ่ยถาม เฉียนชู่คือผู้ครองแคว้นอู๋เยี่ยว์คนปัจจุบัน ตั้งแต่เริ่มตั้งแคว้น ผู้ครองแคว้นอู๋เยี่ยว์ทุกท่านยินดีเป็นเพียงอ๋องเท่านั้น นับเป็นแคว้นเดียวในยุคนี้ที่ไม่ยกตนขึ้นเป็นฮ่องเต้


“ถูกต้องแล้ว ปลายราชวงศ์โฮ่วโจว ไฉ่หยงฮ่องเต้เริ่มทำสงครามรวมแผ่นดิน มีพระบัญชาให้อู๋เยี่ยว์ในฐานะพันธมิตรเข้าร่วมรบ ท่านอ๋องเฉียนชู่นำทัพด้วยตนเอง ชาวหางโจวเป็นกังวลว่าท่านอ๋องจะได้รับอันตราย อีกทั้งวิตกว่าแคว้นเราจะถูกโฮ่วโจวกลืนกิน จึงร่วมกันสร้างเจดีย์นี้ขึ้นเพื่ออธิษฐานให้แคว้นอู๋เยี่ยว์และท่านอ๋องปลอดภัย เมื่อสร้างเสร็จกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของทะเลสาบซีหูไป”


“ชาวประชาเป็นห่วงเป็นไยเช่นนี้ แสดงว่าท่านอ๋องเฉียนเป็นอ๋องที่ดีแล้ว” องค์หญิงฮุ่ยหยวนกล่าวอย่างชื่นชม


“เมื่อขึ้นครองแคว้น เฉียนชู่อ๋องลดภาษีทั่วแคว้น ยี่สิบกว่าปีก่อนเกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ ผู้ประสบภัยจำนวนมากจำต้องขายบุตรธิดาแลกกับความอยู่รอด ท่านอ๋องใช้เงินจากคลังหลวงไถ่ตัวเด็กเหล่านั้นกลับคืนสู่ครอบครัวเดิม รวมทั้งเปิดยุ้งฉางหลวงนำเสบียงออกแจกจ่าย ชาวอู๋เยี่ยว์จึงรักและนับถือท่านจากใจจริง” เซียวเฟยเทียนกล่าวอย่างสำรวม


“เมื่อใจประชารวมเป็นหนึ่งยอมยากจะพิชิต เหตุนี้แคว้นอู๋เยี่ยว์จึงยังคงเป็นเอกเทศเรื่อยมา” องค์หญิงฮุ่ยหยวนกล่าวเสริม


เซียวเฟยเทียนยิ้มรับพลางบอกแนะนำสถานที่ต่อไป “ทางด้านนี้คือสะพานต้วนเฉียว (สะพานขาด) นับเป็นหนึ่งในทิวทัศน์ที่สวยที่สุดของทะเลสาบซีหู ทิวทัศน์ในฤดูหนาว ณ ที่นี้ถูกขนานนามว่าหิมะอ้อยอิ่งบนสะพานขาด”


“เหตุใดทิวทัศน์ที่งามตระการกลับมีชื่อที่ไม่เป็นมงคลเช่นนี้” องค์หญิงฮุ่ยหยวนเอ่ยถาม


“ตำนานเล่าขานว่าสะพานนี้สร้างขึ้นโดยสกุลต้วนในสมัยถัง จึงมีชื่อว่าต้วนเฉียว กลับพ้องเสียงกับคำว่าสะพานขาดโดยบังเอิญ อีกคำร่ำลือที่มีผู้คนเล่าขานกันมากกว่าคือเมื่อหิมะตกหนักแล้วเริ่มละลายจนเผยให้เห็นตัวสะพานด้านใดด้านหนึ่ง แสงและเงาจะเล่นกลราวกับว่าสะพานนี้ขาดไป จึงมีชื่อว่าสะพานขาด”


แม้ยามเที่ยวชมทิวทัศน์งามตระการแห่งแผ่นดิน จิตใจองค์หญิงฮุ่ยหยวนยังเป็นห่วงถึงเรื่องเดินทางไปต้าซ่ง อดรำพึงขึ้นมิได้ว่า “ช่างน่าเสียดายนักที่ข้าต้องเดินทางในเร็ววันนี้ มิอาจรอชมหิมะอ้อยอิ่งในฤดูหนาวได้”


เซียวเฟยเทียนเหลียวมองลี่จูอย่างลืมตัว เห็นนางเหลียวมองมาเช่นกัน ทั้งสองสบสายตากันอย่างเงียบงัน ต่างรู้แน่แก่ใจว่าวันเวลาที่จะได้พบหน้ากันเช่นนี้กระชั้นสั้นยิ่งนัก สีหน้าทั้งสองพลันหม่นหมองลง เซียวเฟยเทียนทราบว่าเสียกิริยาเรียกสติกลับมากล่าวกลบเกลื่อนว่า “แม้ยังไม่ถึงฤดูหนาวทิวทัศน์ของสะพานขาดยังคงงดงามยิ่ง ส่วนทิวทัศน์ในหน้าหนาวภายหน้าท่านย่อมมีโอกาศได้ชมเป็นแน่ เมื่อถึงเวลานั้นท่านสามารถเปรียบเทียบความงามของทั้งสองฤดู เช่นนี้มิใช่ประเสริฐยิ่งหรือ ?”


องค์หญิงฮุ่ยหยวนเพียงรับคำอย่างคร่าว ๆ ไม่ว่ากลบเกลื่อนอย่างไร นางอยู่ในเหตุการณ์ย่อมสังเกตเห็นปฏิกิริยาของทั้งสองอย่างชัดเจน จากนั้นทั้งสามต่างเงียบงันเสร้งเป็นชมทิวทัศน์ต่อไป แต่ในใจไม่ทราบแต่ละคนคิดถึงสิ่งใด


เพ่ยเพ่ยเห็นบรรยากาศอึมครึม พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งได้จึงกล่าวว่า “กล่าวไปองค์หญิงมาได้ถูกเวลายิ่งนัก วันก่อนแคว้นเราได้รับสถูปเงินบรรจุเส้นพระเกศาขององค์ศากยมุนีจากชมพูทวีป จะมีพิธีสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ในอีกสองวัน ทั่วทั้งเมืองหางโจวคงคึกคักอย่างยิ่ง”


เซียวเฟยเทียนจึงรีบกล่าวสนับสนุนว่า “ใช่แล้ว ตระกูลเซียวเราได้รับเทียบเชิญให้เข้าร่วมพิธีสมโภชในวังอย่างใกล้ชิด ไม่ทราบท่านมีความสนใจหรือไม่ ?”


“โอกาศร้อยปีพันปียากพบพานเช่นนี้ ข้าย่อมไม่พลาดชมเป็นแน่” องค์หญิงฮุ่ยหยวนยิ้มรับ


“เช่นนั้นพวกเราเข้าชมพิธีด้วยกันทั้งหมดเถอะ ข้าจะอ้างว่าพวกท่านเป็นลูกพี่ลูกน้องมาจากแดนไกล สมควรไม่มีปัญหาใด” เซียวเฟยเทียนกล่าวตอบ


เพ่ยเพ่ยกล่าวเสริมว่า “ข้ามีวิชาปลอมแปลงโฉมอยู่บ้าง หากองค์หญิงเกรงถูกผู้คนจดจำได้ สามารถปลอมแปลงโฉมสักเล็กน้อย”


“รบกวนคุณชายเซียวและพี่เพ่ยเพ่ยแล้ว” องค์หญิงฮุ่ยหยวนกล่าวตอบอย่างยิ้มแย้ม เปลือกนอกบรรยากาศคล้ายกลับคืนสู่ความรื่นรมย์ แม้ทั้งสามคนต่างมีความในใจ แต่การเปิดเผยออกมามิมีส่วนช่วยต่อเรื่องราว ดังนั้นทั้งหมดต่างเก็บไว้ในใจ สนทนาพลางชมทิวทัศน์พลางต่อไป


...


ที่ห้องพักใต้ท้องเรือเพ่ยอิงสนทนากับหลินเหยินจ้าว นางกำลังเล่าที่มาของชื่อสะพานขาดให้เขาฟังเช่นกัน เมื่อมีหญิงงามเป็นเพื่อนดื่ม ทั้งยังสนทนาอย่างถูกคอ แม้แต่บุรุษเหล็กเช่นเขายังอดเมามายมิได้


“ตระกูลต้วนผู้สร้างสะพานเป็นตระกูลต้วนแห่งไต้ลี้หรือ?” หลินเหยินจ้าวกล่าวถาม


“คาดว่ามิใช่ จากคำเล่าลือต้วนซีผิงปฐมฮ่องเต้แห่งไต้ลี้มีพื้นเพจากกานซู มิใช่คนของหางโจว อีกทั้งตระกูลแห่งไต้ลี้เป็นขุนนางประจำแคว้นน่านเจ้าสืบต่อกันหลายชั่วอายุคนก่อนขึ้นเป็นฮ่องเต้แห่งไต้ลี้ย่อมไม่อาจสร้างสะพานขึ้นในที่นี้ ผู้สร้างสะพานนี้เป็นเพียงพ่อค้าคงบังเอิญมีแซ่เดียวกันเท่านั้น”


“ยุคสมัยนี้เป็นยุคที่จอมยุทธเฉือนแบ่งแผ่นดินอย่างแท้จริง ฟังว่าต้วนซีผิงอาศัยเทพกระบี่หกชีพจรสยบแคว้นน่านเจ้าเดิมขึ้นเป็นฮ่องเต้ไต้ลี้ คนคนเดียวใช้ลมปราณหกสายต่างกระบี่หกเล่ม ช่างเป็นลมปราณอันล้ำลึกพิสดารนัก ทางเหนือจ้าวควงอิ้นอาศัยเพลงหมัดยาวก้าวขึ้นเป็นฮ่องเต้ซ้อง เฉียนหลิวผู้ก่อตั้งอู๋เยี่ยว์เองฟังว่ามีพลังฝีมือลึกล้ำมีฉายาอ๋องมังกรเจ้าสมุทร เฉียนชู่ผู้เป็นหลานฟังว่ามีพลังฝีมือมิด้อยกว่าเท่าใด ทั้งหมดล้วนเป็นปรมาจารย์แห่งยุค เฮ้อ…” หลินเหยินจ้าวกล่าวขึ้น หวนนึกถึงแคว้นหนันถังที่เคยยิ่งใหญ่ของตนเอง บัดนี้อยู่ในมือฮ่องเต้ขลาดเขลามิกล้าทำสงครามช่วงชิงแผ่นดินอีกต่อไป อดทอดถอนใจอย่างสะทกสะท้อนมิได้


“หนึ่งหมัดมิอาจต้านสี่ฝ่ามือ ลำพังพลังฝีมือมิอาจหนุนส่งผู้คนขึ้นเป็นฮ่องเต้ได้ ในยุคสงครามเช่นนี้ย่อมต้องอาศัยจอมทัพที่เก่งกล้าและกุศโลบายอันแยบยลจึงอาจช่วงชิงแผ่นดิน” เพ่ยอิงกล่าวขึ้นจากนั้นหยุดชม้ายตาให้หลินเหยินจ้าวเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวสัพยอกว่า “เอ่ยถึงจอมทัพที่เก่งกล้า พวกเราในที่นี้มิใช่มีอยู่ผู้หนึ่งหรอกหรือ?” น้ำเสียงที่กล่าวหยาดเยิ้มชวนลุ่มหลงยิ่งนัก


“แม่นางเพ่ยอิงยกย่องเกินไปแล้ว ข้าเป็นเพียงแม่ทัพแคว้นเล็ก ๆ เท่านั้น มิใช่จอมทัพอันใด” หลินเหยินจ้าวกล่าวถ่อมตนแต่น้ำเสียงแฝงความยินดี ภายใต้การเยินยอของสาวงาม รู้สึกหัวใจพองโต คนคล้ายกลายเป็นแม่ทัพไร้พ่ายแล้ว


“ท่านแม่ทัพถ่อมตนเกินไปแล้ว หวนนึกถึงแคว้นโฮ่วสูของข้าจัดทัพยี่สิบห้าหมื่นกลับพ่ายแพ้ให้กลับทัพซ่งเพียงหกหมื่นนาย นั่นมิใช่เพราะทัพซ่งเก่งกล้า หากเพราะทัพเราขาดความเหี้ยมหาญ พี่ฮวาหรุ่ยถึงกับรำพันว่า ทัพยี่สิบห้าหมื่นกลับไม่มีบุรุษแม้สักคนเดียว หากว่าแคว้นข้ามียอดขุนพลเช่นท่านคงมิพ่ายแพ้อย่างหมดทางสู้เช่นนี้” เพ่ยอิงกล่าวอย่างสะทกสะท้อนสีหน้าหม่นหมองลง หลินเหยินจ้าวรู้สึกหัวใจร้อนผะผ่าวใคร่ปลอบใจนางยิ่งนัก


ฮวาหรุ่ยฮูหยินที่นางกล่าวถึงคือพระชายาของฮ่องเต้รัชกาลสุดท้ายแห่งโฮ่วสู คนมิเพียงเป็นโฉมงามแห่งยุค ยังเป็นเลิศทางกวี เมื่อจ้าวควงอิ้นฮ่องเต้ให้นางเข้าเฝ้าจึงขอให้นางร่ายบทกวีสักบท นางจึงเอื้อนเอ่ยบทกลอนตัดพ้อว่าทั่วทั้งโฮ่วสูมิมีชายชาติผู้จะหาญสู้กับต้าซ่งเลย กลับปล่อยให้ต้าซ่งได้ชัยโดยง่ายดาย ใจความตอนหนึ่งว่า “ยี่สิบห้าหมื่นเปลื้องเกราะพลัน บรรดานั้นหามีชายชาติทหารแท้จริงไม่”


“หนานถังยิ่งใหญ่มานาน เพลี่ยงพล้ำต่อโฮ่วโจวคราเดียวใช่ว่าจะกลับมามิได้ ตอนนี้ราชวงศ์ซ่งแรกตั้งประเทศ ภายในยังมิสงบ แผ่นดินกว่าครึ่งได้มาจากรากฐานที่ไฉหยงฮ่องเต้แห่งโฮ่วโจวตีชิงมา ทัพซ่งใช่จะเหี้ยมหาญเช่นทัพโฮ่วโจวหรือไม่ยังมิแน่นัก แคว้นท่านไยมิใช่มีโอกาสรวมแผ่นดินเช่นกัน ท่านแม่ทัพมิใช่มีอุดมการณ์ยกทัพขึ้นเหนือปราบต้าซ่งหรอกหรือ” เพ่ยอิงกล่าวถาม ดวงตาทอแววนิยมยกย่อง


“แม่นางเพ่ยอิงรู้ใจข้ายิ่งนัก ความฝันของข้าคือนำทัพหนานถังเราขึ้นเหนือรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น” ภายใต้แววตานิยมยกย่องของโฉมสะคราญ บวกกับฤทธิสุระพวยพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง เลือดลมร้อนระอุ ทำให้หลินเหยินจ้าวโพล่งตอบอย่างห้าวหาญลืมตน


“ฟังว่าท่านเคยเสนอแผนการยกทัพใหญ่ขึ้นเหนือ ช่างอาจหาญนัก” เพ่ยอิงเยินยอต่อไป


หลินเหยินจ้าวกล่าวอย่างสะทกสะท้อนว่า “ข้าเคยเสนอให้ฮ่องเต้กล่าวหาว่าข้าเป็นกบฏขัดคำสั่งนำทัพขึ้นเหนือเอง แต่คนขลาดไม่ว่าอย่างไรยังเป็นคนขลาด แม้มีผู้ออกรับความผิดแทนยังมิยินยอมเสี่ยง คราครั้งนี้ถึงกลับยอมยกน้องสาวที่รักที่สุดให้กับฮ่องเต้ต้าซ่ง ต่อไปต้องยอมยกแผ่นดินให้เป็นแน่แท้” ที่แท้เขาคิดยกทัพขึ้นเหนือหลายครั้งล้วนถูกหลี่อี้ว์ฮ่องเต้ยับยั้งไว้ หลินเหยินจ้าวถึงกับเสนอให้หลี่อี้ว์กล่าวหาเขาว่าเป็นกบฏเสียหากเกรงกลัวต้าซ่ง ตนขอยอมเป็นทัพโดดเดี่ยวยกขึ้นเหนือ แต่หลี่อี้ว์ผู้ขลาดเขลายังคงไม่ยินยอม เรื่องนี้สร้างความผิดหวังแก่เขายิ่ง


เพ่ยอิงรู้สึกแปลกใจที่หลินเหยินจ้าวต้องการทำสงครามกับต้าซ่งอย่างยิ่ง แต่ครานี้กลับเป็นผู้คุ้มครององค์หญิงเพื่อให้แผนการเกี่ยวดองเป็นญาตินี้สำเร็จ ช่างย้อนแย้งยิ่งนัก จึงกล่าวถามว่า “เหตุใดท่านจึงคุ้มครององค์หญิงด้วยตนเองทั้งที่ใจมิเห็นด้วยเล่า?”


หลินเหยินจ้าวงงงันวูบ จากนั้นตอบว่า “ข้าเห็นนางมาแต่เล็ก อดเป็นห่วงความปลอดภัยของนางมิได้ องค์หญิงเป็นที่รักของประชาชนแคว้นเราเนื่องจากสิริโฉมงดงามอีกทั้งมีสติปัญญาปราดเปรื่อง ข้าจึงรับอาสาด้วยมิไว้ใจผู้อื่น อีกทั้งข้าเองต้องการพบฮ่องเต้ต้าซ่งสักครา คนผู้นี้ตระบัดสัตย์ต่อเพื่อนร่วมสาบานขึ้นเป็นฮ่องเต้เอง แต่กลับใจอ่อนราวสตรี ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมฆ่าฮ่องเต้และฮองเฮาองค์ก่อน ช่างขบคิดไม่เข้าใจว่าเป็นคนเช่นไรจริง ๆ”


ที่แท้จ้าวควงอิ้นฮ่องเต้ต้าซ่งเป็นเพื่อนร่วมสาบานของไฉ่หยงฮ่องเต้แห่งโฮ่วโจว ไฉ่หยงสิ้นบุญทั้งที่อยู่ในวัยฉกรรจ์ ก่อนตายฝากฝังบุตรชายวัยเจ็ดขวบให้เพื่อนรักดูแล แต่แล้วเกิดเหตุการณ์แม่ทัพนายกองร่วมใจกันเอาเครื่องทรงฮ่องเต้คลุมกายจ้าวควงอิ้น รบเร้าให้เขาเป็นฮ่องเต้เสียเอง จ้าวควงอิ้นยอมรับตำแหน่ง แต่มีข้อแม้มิให้ทำร้ายภรรยาบุตรธิดาของไฉ่หย่งแม้สักขุมขนหนึ่ง หลังจากปราบดาภิเษกแล้วยังตั้งให้เป็นอ๋อง อีกทั้งยังให้เกรียรติและดูแลทั้งหมดอย่างดีอีกด้วย นับแต่โบราณเมื่อล้มล้างขั้วอำนาจเก่าย่อมต้องตัดรากถอนโคนให้หมดสิ้น การกระทำเฉกเช่นเลี้ยงเสือไว้ข้างกายของจ้าวควงอิ้นนี้จึงนับว่าแปลกประหลาดยิ่งนัก


เพ่ยอิงกล่าวถามอีกว่า “พูดถึงเรื่องนี้ ข้าขบคิดมิเข้าใจว่าภายใต้การอารักขาของท่าน อีกทั้งวางแผนเดินทางเป็นการลับเช่นนี้ ศัตรูไยล่วงรู้ได้ ซ้ำยังวางกำลังดักไว้ราวกับทราบเส้นทางล่วงหน้าเช่นนี้ หรือว่าจะมีเกลือเป็นหนอน ตอนนี้ผู้คนทั้งขบวนเหลือเพียงสามคน ข้ามาลองคิดดู แม่นางลี่จูน่าสงสัยยิ่ง นางไม่มีฝีมือติดตัวแม้แต่น้อย ท่ามกลางความวุ่นวายเช่นนั้นนางเอาตัวรอดได้อย่างไร หรือว่านางจะเป็นไส้ศึกแอบแจ้งตำแหน่งของพวกท่าน อภัยที่ข้าแรกพบหน้ากล่าววาจาล่วงลึกเช่นนี้ ไม่ทราบว่านางมีความเป็นมาอย่างไรหรือ เป็นไปได้อย่างไรที่สาวใช้นางหนึ่งงามสะคราญถึงเพียงนี้”


หลินเหยินจ้าวหน้าเคร่งเครียดลง ลดซุ่มเสียงลงกล่าวว่า “ท่านกล่าวเช่นนี้ กลับกระตุ้นให้ข้าสงสัยเช่นกัน แต่คาดว่านางเพียงโชคดีรอดมาได้เท่านั้น ลี่จูเข้าวังเมื่อสามสี่ปีก่อน แม้นางงามสะคราญแต่เป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดา นางจึงมิมีคุณสมบัติรับการคัดเลือกเข้าเป็นสนม ตามปกติสาวใช้ที่งดงามเช่นนางคงมิพ้นต้องตกเป็นภรรยาน้อยของแม่ทัพหรือขุนนางท่านใดท่านนึง แต่บังเอิญองค์หญิงถูกชะตานางจึงเลือกนางเป็นหญิงรับใช้ประจำตัว หลายปีมานี้ทั้งสองสนิทสนมดั่งพี่น้อง แต่ความคิดระวังตนมิอาจไม่มี ข้าจะจับตาดูนางเพิ่มขึ้นก็แล้วกัน”


เพ่ยอิงพยักหน้ารับกล่าวว่า “เช่นนี้ก็ประเสริฐ หวังว่าข้าคงระแวงมากความไป นางดูไปบริสุทธิไร้เดียงสาคงมิใช่ไส้ศึก”


จากนั้นยิ้มพลางกล่าวว่า “ดูข้าช่างเป็นไปเสียได้ ทิวทัศน์เลิศล้ำ สุราเลิศรส อีกทั้งยังมีดนตรีขับกล่อม ข้ากลับชวนท่านสนทนาถึงเรื่องชวนกลัดกลุ้มเหล่านี้ทำอะไร มา ข้าขอปรับตัวเองสามจอกก่อน”


หลินเหยินจ้าวหัวร่อพลางรินสุราให้นางและตัวเขาเอง จากนั้นกล่าวว่า “เมื่อสนทนากับหญิงงามเช่นท่าน ไม่ว่าหัวข้อใดล้วนรื่นรมย์ มา มา ข้าดื่มเป็นเพื่อนท่านสามจอก”


เพ่ยอิงยิ้มยั่วเย้าพลางกล่าวว่า “นานแล้วที่ข้ามิได้ดื่มสุรามากมายปานนี้ คืนนี้หากเดินกลับห้องเองมิได้ จะทำเช่นไรดี” กล่าวจบชม้ายตาให้อย่างยั่วยวน หลินเหยินจ้าวตะลึงในความงามของนาง รู้สึกโฉมสะคราญคล้ายทอดสะพานให้ ต้องคันที่หัวใจยากจะเกา เขาจะอย่างไรเป็นแม่ทัพหยาบกร้านมิเคยรับมือกับเสน่ห์ยั่วยวนเช่นนี้มาก่อน ยามกะทันหันมิทราบว่าจะตอบคำเช่นไร ได้แต่เหม่อมองนางอย่างตะลึงลาน


เพ่ยอิงเห็นเช่นนั้นจึงสัพยอกว่า “เป็นไรแล้ว บุรุษผู้กล้ากลับมิกล้ารับปากดูแลสตรีอ่อนแอหรือ มา มา ปรับท่านอีกสามจอก” กล่าวพลางรินสุรารบเร้าให้หลินเหยินจ้าวดื่มลงไปอีก ภายใต้การยั่วยวนปรนนิบัติของสาวงาม แม้กระทั่งชื่อแซ่ตนเองมันก็คล้ายลืมเลือนแล้ว


...


“พี่สาวดื่มหนักปานนี้คืนนี้จะกลับห้องได้อย่างไร” เพ่ยอิงออดอ้อนบนตักเซียวเฟยเทียนกล่าวพลางเสนอจูบแก่มันอย่างเร่าร้อน


“ตัวท่านเหม็นสุราเช่นนี้ หากกอดนอนจะหลับลงได้อย่างไร” เซียวเฟยเทียนสัพยอก


“เพ่ย! พี่สาวขอเพียงกระดิกนิ้ว แม่ทัพใหญ่นั้นมิโถมเข้าใส่ก็แปลกไปแล้ว พี่สาวเสนอให้ เจ้ากลับทำเป็นไม่สนใจ หรือว่าเจ้าได้บุปผาแรกแย้มดอกใหม่แล้วจึงเบื่อหน่ายบุปผาบานรอวันร่วงโรยเช่นข้าหรือ” เพ่ยอิงกระเง้ากระงอด


“ท่านรู้เรื่องแล้วหรือ” เซียวเฟยเทียนกล่าวถามหน้าแดงเล็กน้อย


“พวกเจ้าส่งเสียงดังทั้งคืนเช่นนั้น ผู้อื่นคงรู้กันทั่วแล้ว เจ้าทำเช่นนี้ก็ไม่ถูกต้อง พวกเพ่ยเพ่ยทั้งสี่มาก่อน เจ้าไยให้พวกนางรอคอยเช่นนี้” เพ่ยอิงสัพยอก


“เช่นนี้ข้ามิกลายเป็นคนเสเพลหรือ”


“เฮอะ เจ้าทำให้สตรีดีงามเช่นข้าหลงรสสวาท อีกทั้งล่อลวงสตรีบริสุทธิเช่นเมิ่งเจียว ไม่เรียกคนเสเพลจะเรียกอะไร เจ้าสำนักสราญรมย์ย่อมเป็นคนเสเพลอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินอยู่แล้ว เพิ่มสตรีอีกหนึ่งคน หรือเพิ่มอีกสี่คนมีความแตกต่างอันใด เจ้ากลับพิรี้พิไรราวหนอนตำราคร่ำครึเช่นนี้ อันเรื่องบุรุษสตรีขอเพียงทั้งสองฝ่ายมีใจตรงกันก็พอ ยังมากเรื่องอันใด” เพ่ยอิงหยอกเย้า ที่แท้เซียวเฟยเทียนสำเร็จยอดวิชาแต่เยาว์วัยจากนั้นทุ่มเทความสนใจให้การศึกษาตำหรับตำราต่าง ๆ กลับทำให้มีกลิ่นอายนักศึกษาอยู่บ้าง


“ข้าทำให้สตรีดีงามเช่นท่านเป็นเช่นไรหรือ” เซียวเฟยเทียนกระซิบข้างใบหูนางจากนั้นขบกัดอย่างแผ่วเบา


“ตัวเลวร้าย ก่อนหน้านี้พี่สาวพี่สาวไม่ประสามาก่อนเลย มาพบเจ้ากลับปล่อยกายปล่อยใจเช่นนี้ เจ้าต้องรับผิดชอบ คืนนี้ต้องปรนนิบัติพี่สาวให้ดี” เพ่ยอิงเอียงคอให้เขาซุกไซร้อย่างเสียวสยิวพลางลูบไล้แท่งหยกที่ผงาดเต็มที่อย่างพึงใจ เซียวเฟยเทียนร้องไห้มิออกหัวเราะมิได้ หากเพ่ยอิงเป็นสตรีดีงามไม่ประสีประสาเช่นนี้ทั้งโลกคงมีแต่สาวบริสุทธิแล้ว


“พี่สาวยังไม่ถอดเสื้อผ้า เจ้าก็ผงาดแข็งปานนี้แล้ว เฮอะ ไก่อ่อนอย่างเจ้า คาดว่าพวกเพ่ยเพ่ยคงต้องรอคอยเจ้ามีแรงคืบคลานลงจากเตียงไปอีกหลายวัน” เพ่ยอิงสัพยอก


“ยังไม่ประมือทราบได้อย่างไรว่าผู้ใดจะเพลี้ยงพล้ำ” เซียวเฟยเทียนกล่าวพลางซุกไซร้ลำคอขาวผ่องราวหยกเนื้อดีของนาง เพ่ยอิงเอียงคอให้เขาซุกไซร้ตามอำเภอใจ แต่แล้วเมื่อเซียวเฟยเทียนจุมพิตริมฝีปากนาง ปฏิกิริยานางกลับชะงักค้างไป ดวงตานางกลับมีแววเศร้าหมอง


เซียวเฟยเทียนสังเกตเห็นความผิดปกติของนางจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “พี่เพ่ยอิงมีความในใจหรือ”


เพ่ยอิงถอดหายใจพลางกล่าวตอบว่า “พี่ฮวาหรุ่ยช่างอาภัพนัก นางแม้มีรูปโฉมงดงามดั่งเทพธิดา มีฝีมือกวีล้ำเลิศปานใด สตรีของผู้แพ้ยังไร้ค่าถึงเพียงนั้น เพียงแค่บทกวีบทเดียวถึงกับนำมาซึ่งความตาย...จ้าวควงอี้ผู้นี้ช่างอำมหิตนัก สตรีพลัดถิ่นเพียงคนเดียวยังไม่ละเว้น เฟยเทียนเจ้าหากมีโอกาสพบหน้ามัน ต้องระวังตัวไว้ให้ดีด้วย”


ที่แท้ฮวาหรุ่ยฮูหยินไม่โชคดีเช่นเพ่ยอิงที่พ่อลูกตระกูลเซียวช่วยออกมาได้ทันเวลา เมื่อกองทัพต้าซ่งบุกยึดโฮ่วสูนางอยู่ข้างกายสวามีของนางจึงถูกจับเป็นเชลยมายังต้าซ่ง จ้าวควงอี้ผู้เป็นน้องชายของเจ้าควงอิ้นตื่นตะลึงในความงามปานล่มเมืองของนาง เกรงว่ารูปโฉมและความสามารถเชิงกวีของนางจะทำให้พี่ชายลุ่มหลงจนเสียการ จึงอ้างบทกวีของนางปรักปรำว่านางคำนึงหาแว่นแคว้นเก่ามิเสื่อมคลาย มีใจเป็นกบฏ ลงมือสังหารนางเสีย นับเป็นโศกนาฏกรรมบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพ่ยอิงเคยสนิทสนมกับนาง วันนี้ยามดื่มเหล้าสนทนากับหลินเหยินจ้าวกลับสนทนาถึงบทกลอนที่นำความตายมาสู่นาง ยามนี้อยู่ลำพังกับเซียวเฟยเทียนจึงสะกิดความเศร้าหมองของนางขึ้น


“เป็นข้าไม่ดีเอง กลับทำให้ท่านต้องทำเรื่องที่ทำให้รำลึกถึงความหลัง” เซียวเฟยเทียนกล่าวพลางรั้งนางเข้ามาในอ้อมอก


“มิใช่หรอก ข้าอยู่ดี ๆ กล่าวถึงนางขึ้นมาเอง…” กล่าวถึงตอนนี้เพ่ยอิงอดร่ำไห้เบาๆ มิได้ นางกอดเซียวเฟยเทียนแนบแน่น พลางซบหน้ากับไหล่กว้างของเขา ระบายความเศร้าของการสิ้นชาติสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักออกมา


“เฟยเทียน ข้าขอโทษ ข้าช่างเป็นไปซะได้ คืนนี้คง...”


“พี่เพ่ยอิง พวกเราเป็นคู่รัก ยังกล่าววาจาขอโทษทำอะไร ท่านเศร้าก็ร้องไห้ให้เต็มที่เถิด” เซียวเฟยเทียนกล่าวปลอบนางอย่างอ่อนโยน พลางรั้งนางกระชับเข้ามาในอ้อมอก เพ่ยอิงไม่ตอบคำ เพียงส่งเสียง อืม คำหนึ่งแล้วซบหน้ากับไหล่กว้างของมันอย่างเป็นสุข เซียวเฟยเทียนกอดนางอย่างนุ่มนวลปล่อยให้นางระบายอย่างเต็มที่


...


ลี่จูปรนนิบัติองค์หญิงฮุ่ยหยวนเข้านอน หลังจากห่มผ้าให้นางแล้ว ทั้งสองมองหน้ากันและกันนิ่ง จากนั้นถามขึ้นพร้อมกันว่า


“ท่านชมชอบคุณชายเซียวหรือ?”


“เจ้ารักเซียวเฟยเทียนหรือ?”


จากนั้นกล่าวถามขึ้นพร้อมกันอีกว่า


“ท่านทราบได้อย่างไร?”


“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”


หลังจากตะลึงงันครู่หนึ่งทั้งสองหัวร่อขึ้นพร้อมกัน องค์หญิงฮุ่ยหยวนกล่าวว่า “ตัวเลวร้ายนั้นช่างมีความสามารถนัก ทำให้เราสองคนหลงรักมันได้พร้อมกัน ว่าแต่ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าชมชอบมัน ?”


ลี่จูแย้มยิ้มพลางตอบว่า “ข้าปรนนิบัติท่านมาหลายปี เราสองกล่าวได้ว่าเติบโตมาพร้อมกัน มีหรือที่ข้าจะไม่รู้ใจท่าน คุณชายเซียวดูไปชาญฉลาด แต่เรื่องนี้ข้าคิดว่าเขาคงดูไม่ออก”


องค์หญิงฮุ่ยหยวนกล่าวว่า “ตัวโง่งมนั้นไม่เคยสนใจข้าสักนิด มันจะดูออกได้อย่างไร ในสายตามันมีแต่เจ้าเท่านั้น”


ลี่จูคัดค้านว่า “ท่านงามสะคราญปานนี้ ผู้ใดจะไม่แยแสสนใจ เขาอาจมิกล้าอาจเอื้อมมากกว่ากระมัง”


องค์หญิงฮุ่ยหยวนกล่าวว่า “เราสองคนสนิทสนมดุจพี่น้อง ไม่ต้องกล่าวเกรงใจอ้อมค้อมกัน ข้าต้องไปเป็นชายาฮ่องเต้ต้าซ่ง ความรักนี้ได้แต่เก็บไว้ในใจแล้ว ส่วนเจ้า ถึงแม้มันเป็นเพียงสามัญชน แต่หากข้าจะยกเจ้าให้กับมัน ผู้ใดจะกล้าคัดค้าน ในสายตาคนอื่นเจ้าเป็นเพียงหญิงรับใช้ ไม่ว่าเจ้าจะไปต้าซ่งกับข้าหรือไม่ ไม่มีผู้ใดใส่ใจ เจ้าไม่จำเป็นต้องฝืนใจตัวเองไป เจ้าจงอยู่ที่นี่กับมันดีหรือไม่ ?”


ลี่จูกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไปต้าซ่งกับท่าน จะปล่อยให้ท่านไปอยู่ต่างแดนเพียงลำพังได้อย่างไร ท่านคิดว่าข้าจะเห็นบุรุษอื่นสำคัญกว่าท่านหรือ คุณชายเซียวมีแม่นางเจียวเมิ่งอยู่ทั้งคน พี่สาวทั้งสี่ก็ล้วนงดงาม แม่นางเพ่ยอิงยิ่งงามสะคราญทรงเสน่ห์ยิ่งนัก ข้าเพียงเป็นหญิงรับใช้หน้าตาพื้นเพธรรมดา ที่เขาสะดุดตาอาจบางทีเนื่องจากมีส่วนคลับคล้ายกับมารดาเขาเท่านั้น อีกไม่นานคงลืมข้าไปเอง”


องค์หญิงฮุ่ยหยวนกุมมือลี่จูแนบแน่นกล่าวขึ้นว่า “ขอบใจเจ้ามาก ตกลง เราจะไปต้าซ่งด้วยกัน คราครั้งนี้เราสองพี่น้องต้องกลายเป็นคนอกหักพร้อมกันเสียแล้ว” กล่าวจบทั้งสองสบสายตากันแนบแน่นแล้วแย้มยิ้มให้กันและกัน


...


เช้าวันรุ่งขึ้นเซียวเฟยเทียนรับประทานอาหารเช้ากับอาคันตุกะทั้งหลาย เสร็จแล้ว มายังตึกเล็ก ๆ ในมุมสงบของบ้านตระกูลเซียวหลังหนึ่ง ตัวตึกแม้มีขนาดเล็ก เครื่องเรือนน้อยชิ้น แต่กลับจัดวางอย่างมีรสนิยม สะท้อนถึงความสูงส่งของผู้อาศัย ในบ้านน้อยพำนักด้วยชายชราไว้เคราเงินผู้หนึ่ง คนแม้ชราแล้วบุคลิกยังองอาจสง่างาม ไม่ทราบในวัยหนุ่มสร้างความลุ่มหลงแก่สตรีมากมายปานใด ที่แท้ท่านคือนายผู้เฒ่าผู้ก่อตั้งสกุลเซียว ผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของเซียวเฟยเทียน นามเซียวกุ้ยเอง


เซียวกุ้ยฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วกล่าวตักเตือนว่า “เสียทีที่เจ้าสำเร็จยอดวิชาสำนักเราแต่เล็ก แค่ทหารเพียงไม่กี่สิบนายกลับทุ่มเทลมปราณจนแทบหมดสิ้น วิชาสำนักเราเลิศภพจบแดน เราเซียวกุ้ยหลังจากร่ำเรียนยอดวิชาจากท่านอาจารย์ผู้ล่วงลับ นับแต่นั้นมิเคยเพลี้ยงพล้ำแก่ผู้ใด นี่มิอาจโทษเจ้าฝ่ายเดียวได้ พวกเราไม่เคยให้เจ้าต่อสู้ลำพังมาก่อน ทำให้เจ้าไร้ประสบการณ์นัก อีกทั้งเจ้าวันๆ เอาแต่เที่ยวเล่น ไม่คร่ำเคร่งฝึกลมปราณ โอ การถือกำเนิดในตระกูลใหญ่ยิ่งมายิ่งทำให้ผู้คนตกต่ำลงจริง ๆ”


เซียวเฟยเทียนกล่าวตอบว่า “ท่านปู่สั่งสอนถูกต้อง จากเหตุการณ์นี้ผู้หลานได้สำนึกว่ายังด้อยประสบการณ์และฝีมืออ่อนด้อยนัก ผู้หลานขอถือโอกาสที่จะคุ้มครององค์หญิงไปยังต้าซ่ง ออกท่องยุทธจักรเพื่อเปิดหูเปิดตาสักครา ตำแหน่งเจ้าสำนักขอมอบคืนแก่ท่านปู่ชั่วคราว”


เซียวกุ้ยยิ้มอย่างเมตตาปราณีพลางกล่าวตอบว่า “หลานอันประเสริฐ เจ้าสำนึกได้เองเช่นนี้ก็ดีแล้ว เจ้าท่องเที่ยวอย่างวางใจเถอะ เรื่องทางนี้เราจะดูแลให้เอง แหวนเจ้าสำนักเจ้าเก็บไว้กับตัวเถอะ เราจะมอบรายชื่อศิษย์สำนักเราตามที่ต่าง ๆ ให้เจ้า อาจมีประโยชน์ใช้สอยได้ในยามจำเป็น”


เซียวเฟยเทียนยินดียิ่งนักกล่าวตอบว่า “ขอบพระคุณท่านปู่ เรื่องทางบ้านขอฝากไว้กับท่านปู่แล้ว”


เซียวกุ้ยหัวร่อพลางกล่าวตอบว่า “ดูเจ้าดีใจที่จะได้ออกท่องเที่ยวปานนี้เชียว เรื่องทางบ้านเราดูแลให้ได้ จะอย่างไรกิจการเหล่านี้เราสร้างมากับมือเอง แต่มีบางเรื่องเจ้าต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อน ปู่คงช่วยเจ้าไม่ได้ เจ้าคงเข้าใจกระมัง” กล่าวจบยิ้มสัพยอกอย่างมีเลศนัย


“แม้กระทั่งท่านปู่ยังสัพยอกผู้หลานเช่นนี้ด้วย” เซียวเฟยเทียนยิ้มขวยเขิน


“เฟยเทียนไยเจ้าพิรี้พิไรนัก ปู่ผิดเองที่อบรมเจ้าจนมีลักษณะเหมือนนักศึกษาเช่นนี้ โอ ในวัยหนุ่มไม่ว่าปู่หรือพ่อของเจ้า ไม่ทราบฝากรักกับธิดาบู๊ลิ้มรวมทั้งหญิงสาวสูงศักดิ์มากน้อยเท่าใด เจ้าจงกระทำการให้เต็มที่เถอะ ขอเพียงไม่ผิดต่อมโนธรรมประจำใจ ไม่ว่าเรื่องใดล้วนกระทำได้ คราครั้งนี้ยุทธภพคงได้วุ่นวายเพราะสำนักเราอีกครั้ง ฮ่าฮ่าฮ่า” เซียวกุ้ยหัวร่ออย่างอารมณ์ดี


 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ