ยอดยุทธทะยานฟ้า - บทที่ 9 ราตรีอันวาบหวาม

ยอดยุทธทะยานฟ้า - บทที่ 9 ราตรีอันวาบหวาม

  • 0 ตอบ
  • 2939 อ่าน
*

ออฟไลน์ kropkrap

  • Tiny Member
  • *
  • 23
  • 921
    • ดูรายละเอียด
ยอดฝีมือชิงชัยนอกจากพึ่งพาพลังฝีมือแล้ว ยังต้องพึ่งพาความมั่นใจ หากความมั่นใจลดทอนลง พลังสภาวะย่อมอ่อนโทรมลง ยามนี้ศัตรูมีจำนวนมากกว่า มิหนำซ้ำยังมีพลังฝีมือสูงส่ง เมื่อครู่เซียวเฟยเทียนจึงจงใจอวดโอ่ความพิสดารเพื่อสร้างความครั่นคร้ามแก่ศัตรูและลดทอนพลังสภาวะของศัตรูพวกมากลง แต่เขารู้ดีว่ากลยุทธนี้มีผลสะท้อนคือจากนี้ศัตรูจะไม่ประมาทพลีผลามอีก ไม่อาจใช้ท่าเท้าท่องคลื่นก่อกวนได้มากนักได้แต่ใช้ฝีมือที่แท้จริงเข้าเอาชัยแล้ว
วิชาฝีมือของสำนักสราญรมย์ไม่มีเพลงกระบี่เป็นเอกเทศ หากแต่ดัดแปลงใช้มือหักเหมยเทียนซัวใช้ออกแทน เมื่อรวมกับท่าเท้าท่องคลื่นสามารถจู่โจมจากแง่มุมที่ศัตรูคาดไม่ถึง รวมทั้งไม่เกรงกลัวการกลุ้มรุม แต่เซียวเฟยเทียนมีบทเรียนมาแล้วว่าการฝึกปรือกำลังภายในของตนยังไม่เพียงพอ ไม่สามารถใช้วิชาฝีมือที่สิ้นเปลืองลมปราณมากมายพร้อมกันทั้งสองวิชาได้เป็นเวลานาน ยามนี้จึงเพียงใช้มือหักเหมยเทียนซัวเข้าหักหาญสลับกับใช้ท่าเท้าท่องคลื่นหลบเลี่ยงเมื่อจำเป็น ในใจคาดคิดว่าขอเพียงถ่วงเวลาได้นานพอเพื่อให้เฉียนชู่อ๋องติดตามค้นหามายังที่นี้


เซียวเฟยเทียนและบุรุษหนุ่มชุดขาวนั้นราวกับมีกระแสจิตสัมพันธ์กัน ทั้งสองต่างรู้ดีว่าการลงมือสยบศัตรูไม่สอดรับกับความเป็นจริง ได้แต่ถ่วงเวลาไว้ ทั้งคู่มีฝีมือก้ำกึ่งสูสี ใช้กระบี่สอดประสานกัน หนึ่งแผ่วพลิ้วยากคาดเดา หนึ่งรวดเร็วดุดัน ด้วยพลังฝีมือและประสบการณ์ของศัตรูยามกระทันหันยังไม่สามารถหาช่องว่างจู่โจมได้ เห็นกระบี่สองเล่มหนึ่งคล้ายสายฟ้าแปลบปลาบ หนึ่งคล้ายสายฝนที่ซอกซอนมาตามช่องว่างช่องโหว่ แม้ทั้งหมดต้องการสยบบุรุษหนุ่มตรงหน้าโดยเร็ว ก็มิอาจกระทำได้ ฝ่ายหนึ่งยิ่งต่อสู้ ยิ่งร้อนใจ อีกฝ่ายหนึ่งยิ่งต่อสู้ ยิ่งมั่นใจ ทำให้ฝ่ายเซียวเฟยเทียนแม้จำนวนน้อยกว่ากลับชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบ


เซียวเฟยเทียนสลับเท้าปราดอ้อมไปดักหน้าศัตรูที่คิดหนีคนหนึ่ง หลังจากสกัดมันกลับเข้าไปในวงต่อสู้แล้วอดเหลียวมองพันธมิตรร่วมรบแวบหนึ่งมิได้ เซียวเฟยเทียนช่ำช่องเรื่องสตรีเพียงไหน เขาทราบแต่แรกว่านางเป็นสตรีสะคราญโฉม เห็นนางตากลมโต ดวงตาดำขลับเป็นประกาย ขนตางอนยาว ตามแบบสตรีกังหนำ ช่วงคองามระหงขาวผุดผ่อง ริมฝีปากบางเบา มุมปากเชิดขึ้นเล็กน้อย ให้ความรู้สึกว่านางมั่นใจในตัวเอง ฉลาดและเข้มแข็ง ถึงแม้แต่งกายเป็นชายยังมิอาจปิดบังความงามของนางได้ หากนางแต่งกายประทินโฉมคาดว่าต้องมีความงามไม่เป็นรองลี่จู องค์หญิงฮุ่ยหยวนและหลินเจียวเมิ่งเป็นแน่


ที่แท้การต่อสู้เสี่ยงตายกลับมีส่วนคล้ายกับการร่วมอภิรมย์ สำหรับบุรุษจะตื่นเต้นตึงเครียดในตอนเริ่มต้น เลือดลมสูบฉีดรุนแรง จากนั้นจะค่อยๆ สงบลงจนสามารถควบคุมอารมณ์ได้ ในทางกลับกันสตรีจะเริ่มต้นอย่างแช่มช้า ความตื่นเต้นค่อยๆ ทวีขึ้น สุดท้ายกลับกลายเป็นควบคุมบังคับมิได้ ยามนี้เห็นนางเลือดลมสูบฉีดจนใบหน้าแดงเปล่งปลั่ง ผิวกายเป็นสีขาวอมชมพูเปล่งปลั่ง หน้าอกสะท้อนขึ้นลง ขบริมฝีปากเล็กน้อย งามยั่วยวนใจยิ่งนัก เห็นนางเอี้ยวตัวฟาดฟันออกติดต่อกันสามกระบี่ ท่าร่างเผยให้เห็นเส้นโค้งเว้าอันงดงามอ้อนแอ้นทรวงอกนูนเด่นชัดเจน เซียวเฟยเทียนคาดว่านางใช้ผ้ารัดอกไว้เพื่อความคล่องตัว ถึงกระนั้นกลับไม่สามารถปกปิดความอวบอัดนั้นได้ ยิ่งมองยิ่งหวาบหวามยิ่ง ต้องรีบข่มความคิดฟุ้งซ่านลง


เห็นวิชากระบี่ที่สตรีชุดขาวนั้นใช้ออกเป็นเพียงวิชากระบี่วีรสตรีแคว้นเยี่ยว์อันพื้นเพธรรมดาเท่านั้น ย้อนไปในสมัยชุนชิว ปรากฎจอมกระบี่หญิงท่านหนึ่งบัญญัติเพลงกระบี่ชุดนี้ขึ้น แคว้นเยี่ยว์ฝึกเพลงกระบี่นี้ให้กับเหล่าทหารจนสามารถโค่นล้มแคว้นอู๋ลงได้ แคว้นอู๋เยี่ยว์นี้แม้เป็นชื่อรวมของแคว้นโบราณทั้งสอง ที่จริงมีอาณาเขตเท่ากับแคว้นเยี่ยว์ในอดีตเท่านั้น เพลงกระบี่นี้จึงแพร่หลายในแคว้นอู๋เยี่ยว์ เพลงกระบี่แม้แหลมคม ดุดัน แต่ขาดความพลิกแพลง มิมีกระบวนท่าตั้งรับ เหมาะกับใช้ประจัญบานในสมรภูมิเท่านั้น มิคาดยามใช้ออกด้วยสตรีสาวสะคราญเบื้องหน้านี้กลับมีอาณุภาพปานนี้ ในความรวดเร็วดุดัน เพิ่มความพลิกแพลง ในความแข็งกร้าว แฝงความอ่อนหยุ่น สตรีมีความยืดหยุ่นของร่างกายมากกว่าบุรุษ เพลงกระบี่นี้กลับนำจุดเด่นนี้มาใช้จนสามารถจู่โจมจากแง่มุมที่ศัตรูคาดไม่ถึงได้ เห็นนางรุกไล่เหล่ายอดฝีมือเหล่านั้นจนมือไม้ปั่นป่วน ต้องตั้งรับอย่างทุลักทุเลยิ่งนัก คาดว่านางยั้งมือไว้ด้วยความเมตตาตามวิสัยสตรี มิเช่นนั้นคงมีคนล้มลงเสียชีวิตแล้ว


ยอดฝีมือกลุ่มนี้มีพลังฝีมือเหลื่อมล้ำกันชัดเจน นับผู้ที่รั้งอยู่นอกเมืองทั้งห้าอ่อนด้อยที่สุด ส่วนผู้นำห้าคนที่รับมือเฉียนชู่อ๋องเข้มแข็งที่สุด หากเป็นการหักหาญชิงชัยย่อมต้องเสี่ยงภัยโค่นทั้งห้าลงก่อน ตามหลักการจับโจรต้องจับหัวหน้า แต่ยามนี้พวกเซียวเฟยเทียนทั้งสองต้องการถ่วงเวลาเท่านั้นจึงไม่จำเป็นต้องเสี่ยง ทั้งสองตัดสินใจโค่นผู้อ่อนด้อยลงก่อนแล้วสกัดผู้เข้มแข็งไว้


ในเงาอาวุธแปลบปลาบ เสียงอาวุธกระทบกันดังถี่ยิบ ไม่นานนักทั้งสองแม้รับบาดเจ็บภายนอกหลายแห่งแต่สามารถโค่นผู้มีฝีมืออ่อนด้อยลงได้ เหลือเพียงยอดฝีมือทั้งห้าเท่านั้น ทั้งห้าแม้รู้ทันแผนการของเซียวเฟยเทียน แต่ภายใต้ท่าเท่าอันพิสดารและเพลงกระบี่อันเลิศล้ำของทั้งสองพวกมันได้แต่เพียงคุ้มครองตัวเองเท่านั้น ยามนี้ทั้งหมดรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เหลียวมองเพื่อนร่วมแผนการบ้างถูกสกัดจุด บ้างถูกกระบี่ทำร้ายจนไม่อาจต่อสู้สืบต่อ แม้ดูเหมือนยังไม่มีผู้เสียชีวิตแต่บุรุษหนุ่มทั้งสองเบื้องหน้านี้ยิ่งต่อสู้ยิ่งประสานเสริมกันได้แนบเนียนอีกทั้งเฉียนชู่อ๋องอาจมาได้ทุกเมื่อสถานการณ์นับว่าคับขันยิ่ง ดูท่าวันนี้ขโมยไก่ไม่สำเร็จ ขาดทุนข้าวสารไปหนึ่งกำมือแน่แล้ว เซียวเฟยเทียนและสตรีชุดขาวบีบให้พวกมันต้องสู้พลางถอยพลาง เห็นแน่ชัดว่าพวกเซียวเฟยเทียนทั้งสองต้องการพลักดันพวกมันออกจากราวป่าไปกลับไปยังประตูเมือง จนใจที่ไม่สามารถขัดขืนได้


ยามนั้นสตรีชุดขาวเห็นว่ากลยุทธประสบผล กลับยิ่งกระตุ้นความดุร้ายขึ้น ทุกกระบี่เฉียบคมดุดันกว่าเดิม สมาธิทั้งหมดทุ่มเทไปยังคู่ต่อสู้ทั้งห้าจนสิ้น เซียวเฟยเทียนยิ่งต่อสู้ยิ่งมีสมาธิจิตใจแจ่มใส แต่แล้วยามนั้นเขาได้ยินเสียงชายเสื้อปะทะลมอย่างเร่งร้อนจากทางด้านหลัง เมื่อรู้สึกตัวคนก็เคลื่อนเข้ามาใกล้ระยะที่สามารถฟาดฝ่ามือออกได้แล้ว ผู้มามีพลังฝีมือสูงส่ง สะสมพลังสภาวะโถมจู่โจมแต่ไกล ความกร้าวแกร่งของฝ่ามือนี้ย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้ เซียวเฟยเทียนเหลียวกลับไปมองเห็นว่าเป้าสังหารคือสตรีชุดขาวนั้น สตรีชุดขาวพลันรู้สึกถึงรังสีอำมหิตจากด้านหลังช้ากว่าเซียวเฟยเทียนเล็กน้อย แต่ถึงรู้สึกตัวก็สายเกินการณ์กลับเผยแผ่นหลังให้เป็นเป้าจู่โจมอย่างถนัดถนี่ คาดว่าต้องจบชีวิตใต้ฝ่ามือนี้แล้ว นางเกิดความหวาดกลัวขึ้นจับใจ จะโคจรลมปราณต่อต้านก็มิทันการแล้ว จึงหลับตาลงยอมรับชะตากรรม


เซียวเฟยเทียนเป็นคนรักหยกถนอมบุปผา ยามนั้นไม่คำนึงมากความ ทุ่มเทท่าเท้าท่องคลื่นออก คนแทรกอยู่ระหว่างกลางพร้อมทั้งเกร็งลมปราณภูติอุดรขึ้น มือซ้ายโอบสตรีชุดขาวไว้ในอ้อมอก กราดฝ่ามือขวาออกรับกระบวนท่านี้ไว้อย่างหักโหม ทั้งสองถูกพลังฝ่ามือซัดลอยละลิ่วดุจว่าวขาดป่านออกไปไกลกว่าห้าวาค่อยหยุดยั้งลง เซียวเฟยเทียนกลับยังมีสติรั้งนางไว้ในอ้อมอก ยืนประจันหน้ากับผู้มาใหม่


ยามฝ่ามือปะทะกัน เซียวเฟยเทียนเห็นผู้มาในระยะกระชั้นชิดกลับเป็นหญิงงามเยาว์วัยผู้หนึ่ง คล้ายอายุเยาว์กว่าเซียวเฟยเทียนเล็กน้อย ใบหน้านางงดงามราวเทพธิดา แววตากลับหยาดเยิ้มยั่วยวนยิ่งนัก ในดวงตาคล้ายพูดได้คู่นั้นปรากฎแววประหลาดใจขึ้น นางยามจะจู่โจมอย่างเต็มกำลัง บุรุษหนุ่มผู้นี้กลับถลันเข้าขวางไว้ได้ทันอย่างไม่คาดคิดทำให้กระบวนท่าสังหารนี้ใช้ออกไม่ถึงที่สุด ถึงกระนั้นยังมีอาณุภาพดุจภูผาทลาย มันกลับสามารถรับไว้ได้ราวกับไม่มีเรื่องราวใด นางรู้สึกว่าพลังลมปราณส่วนใหญ่คล้ายก้อนหินทุ่มลงยังทะเลกลับหายสาบสูญไปโดยไร้ร่องรอย ต้องลอบตื่นตระหนกขึ้น


ที่แท้เซียวเฟยเทียนทุ่มเทลมปราณภูตอุดร ดูดซับลมปราณที่จู่โจมมาแล้วสลายไปราวหกเจ็ดส่วน ที่จริงมันสามารถกัดฟันยืนหยัดรับฝ่ามือนี้ไว้ได้ แต่มันจงใจปล่อยให้ร่างกายลอยละลิ่วไปตามพลังสภาวะเพื่อป้องกันการจู่โจมซ้ำ จากนั้นสลายลมปราณที่เหลือลงพื้นดินไป ถึงกระนั้นแรงกระแทกยังรุนแรงพอให้มันแทบหมดสติ รู้สึกมีดาวทองระยิบระยับ อวัยวะภายในคล้ายถูกกระแทกอย่างรุนแรง ต้องกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง พลันรู้สึกถึงความนุ่มนิ่มหอมกรุ่นกลุ่มหนึ่งที่ซบเข้ามาในอ้อมอก เมื่อก้มหน้ามองเห็นตากลมโตคู่นั้นมองมาอย่างสำนึกตื้นตัน จมูกสูดดมความหอมจรุงเคล้ากลิ่นเหงื่อเล็กน้อยชวนหวาบหวามใจ รู้สึกว่าฝ่ามือนี้เสี่ยงตายรับไว้อย่างคู่ควรแล้ว


ตอนแรกสตรีชุดขาวมั่นใจว่าลงมือสัมฤทธิ์ผล ยามฮึกเหิมลืมตัวเกิดเหตุกลับกลายขึ้น ยามที่สำนึกว่าตนเองต้องตายแน่แล้ว บุรุษที่เพิ่งพบหน้าผู้นี้กลับเสี่ยงตายช่วยนางไว้ บุรุษรูปงามผู้นี้เมื่อพบหน้านางไม่นิยมลักษณะท่าทางคล้ายนักศึกษากรุ้มกริ่มของมันนัก ยามนี้มองหน้ามันอย่างใกล้ชิดเห็นมันรูปร่างสมส่วน สีหน้าแววตาเปลี่ยนไปเป็นห้าวหาญสง่างาม ตัวเองอยู่ในวงแขนมันอดรู้สึกวาบหวามมิได้ นางแม้ฝีมือสูงเยี่ยมจะอย่างไรเป็นเพียงหญิงสาวนางหนึ่งความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่สุดขั้วเช่นนี้สุดที่นางจะรับมือได้ ยามกะทันหันความหวาดกลัวเข้าครอบงำจิตใจจึงซุกหน้าเข้ากับอ้อมอกของเซียวเฟยเทียนมากขึ้นอีก พร้อมกับโอบกอดมันไว้อย่างแนบแน่น ตัวสั่นราวลูกนกตกน้ำ เซียวเฟยเทียนใช้มือซ้ายลูบไล้เส้นผมปลอบโยนนางเบาๆ ในใจรู้สึกพึงใจยิ่งนัก แต่ทราบดีว่าตอนนี้นางคงไม่สามารถต่อสู้ได้แล้ว ฝ่ายตรงข้ามกลับเพิ่มยอดฝีมืออีกผู้หนึ่ง เรื่องการช่วงชิงสถูปกลับมาคงเป็นไปไม่ได้แล้ว


เซียวเฟยเทียนจ้องมองเทพธิดาผู้น่าลุ่มหลงนั้นอย่างชัดตา เห็นนางมีใบหน้ารูปไข่ ดวงตาโตแฝงอำนาจข่มขวัญชนิดหนึ่ง ดูจากรูปร่างหน้าตาคาดว่ามิใช่ชาวฮั่น เห็นนางประสานสายตาตอบโดยไม่ครั่นคร้าม ท่าทีที่แสนพยศเย่อหยิ่งนี้ยิ่งกระตุ้นให้เขาอยากสยบนางมากยิ่งขึ้น นับเป็นความยั่วยวนใจอย่างยิ่งยวด นางรู้สึกประหลาดใจยิ่งนักที่บุรุษรูปงามหน้าตาคล้ายนักศึกษาสุภาพเรียบร้อยผู้นี้กลับมีฝีมือสูงส่งปานนี้ รู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ขวัญราคะเทียมฟ้า เวลาเช่นนี้ยังมีอารมณ์ปลอบโยนสตรี ซ้ำยามจ้องมองมาสายตาดั่งราวกับจะกลืนกินนางทั้งตัว รู้สึกตื่นเต้นรัญจวนยิ่งนัก ยามนี้ฝ่ายนางมีเปรียบ ขณะจะลงมือ พลันได้ยินเสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากมุ่งหน้ามายังด้านนี้ คาดว่าเฉียนชู่อ๋องสืบเสาะมาแล้ว ยามรีบร้อนคับขัน นางสำนึกว่าเซียวเฟยเทียนแม้บาดเจ็บแต่ไม่สาหัส ไม่สามารถเอาชัยได้ในเวลาอันสั้น จึงกล่าวชักชวนพวกพ้องคลายจุดให้ผู้ถูกสกัดจุด ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แล้วพากันควบม้าจากไปอย่างเร่งร้อน


เซียวเฟยเทียนเห็นว่าปลอดภัยแล้ว ไยไม่ฉวยโอกาสที่เฉียนชู่อ๋องยังมาไม่ถึง เอารัดเอาเปรียบนางงามข้างกายสักครา จึงแกล้งทำเป็นเข่าอ่อนระทวยลง ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น สตรีชุดขาวแตกตื่นยิ่ง รีบทรุดนั่งลงประคองมันไว้ เซียวเฟยเทียนจึงฉวยโอกาสซบหน้ากับทรวงอกนุ่มนิ่มของนาง นางกลับมิได้ถือสากลับประคองศีรษะมันไว้ในอ้อมอกแนบแน่นกล่าวถามด้วยความเป็นห่วงว่า “ท่านบาดเจ็บสาหัสหรือ ? รู้สึกอย่างไรบ้าง ?”


เซียวเฟยเทียนแสร้งกล่าวตอบอย่างอ่อนแรงว่า “ยังดีอยู่” พลันแสร้งเป็นพยายามลุกขึ้น มือขวากลับเปะปะไปเกาะกุมปทุมถันของนางอย่างถนัดถนี่ รู้สึกใต้ฝ่ามือเป็นทรวงอกเต็มไม้เต็มมือ ห่อหุ้มไว้ด้วยผ้าคาดอกแน่นหนา แม้คาดผ้าไว้ยังเหมาะมือปานนี้ เซียวเฟยเทียนอดบีบเคล้นอย่างแผ่วเบามิได้ เห็นนางหน้าแดงระเรื่อ อุทานออกมาเบา ๆ แต่มิได้แกะมือมันออกแต่อย่างไร


เซียวเฟยเทียนแสร้งเป็นออกแรงที่มือเพื่อพยุงตัวขึ้น กลับฟอนเฟ้นทรวงอกของนางมากยิ่งขึ้น นางสยิวกายห่อไหล่เล็กน้อยแต่มิได้ขัดขืน เนื่องจากมิทราบว่ามันจงใจ ในใจเกิดความรู้สึกเบาสบายวาบหวิวอย่างบอกไม่ถูก กลับปรารถนาให้ชายหนุ่มผู้นี้ลูบคลำให้มากขึ้น ควรทราบว่านี่เป็นปฏิกิริยาปกติหลังความตื่นเต้นอย่างยิ่งยวดหลังผ่านความเป็นความตาย เลือดลมร้อนแรงย่อมต้องการปลดปล่อยออก สำหรับในสตรีปฏิกิริยานี้ยิ่งรุนแรงกว่าในบุรุษ


เซียวเฟยเทียนลงมือประสบผลจึงรุกมากขึ้นอีก ยามนี้มันซุกไซร้ลำคอระหงของนาง กลิ่นกายสาวผสมกลิ่นเหงื่อเล็กน้อยมิได้ทำให้มันนึกรังเกียจ กลับยิ่งกระตุ้นอารมณ์พิศวาสมากขึ้นอีก ยามนั้นซุกไซร้ถึงใบหูของนางแล้วกระซิบถามแผ่วเบาว่า “ท่านบาดเจ็บหรือไม่ ?” การกระซิบข้างหูเช่นนี้สร้างความสยิวให้กับนางยิ่งนัก เซียวเฟยเทียนรู้สึกว่าขนอ่อนๆ ของนางลุกเกรียว ยามนั้นได้ยินเสียงตอบแผ่วเบาประดุจยุงว่า “มิ มิเป็นไร อึ๋ย...”


เซียวเฟยเทียนเห็นว่าเอารัดเอาเปรียบมากพอแล้ว ประจวบกับท่านอ๋องใกล้เข้ามาทุกขณะ จึงฝืนใจปลดปล่อยนาง ยามพยุงนางยืนขึ้น เห็นนางอุธัจเอียงอาย ผิวกายแดงระเรื่อ งามยิ่งกว่าการประทินโฉมใด จึงกล่าวขึ้นว่า “ท่านงดงามยิ่งนัก แต่งกายเช่นนี้ไม่ต่างจากเผาพิณ ต้มกระเรียน ต่อไปอย่าได้แปลงโฉมแล้ว”


ยามนี้นางแตกตื่นยิ่งนัก เบิกตากลมโต กล่าวขึ้นอย่างขุ่นเคืองว่า “ที่แท้ท่านทราบแต่แรก ยังเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นอีก ท่าน ท่านเลวยิ่ง” ปากกล่าวดุว่าในใจอดวาบหวามกับคำชมมิได้ นางเติบโตในป่าเขากับอาจารย์เพียงสองคนแต่เล็ก ไม่เคยมีชายใดชมว่านางงามมาก่อน


เซียวเฟยเทียนแสร้งไขสือถามว่า “เอารัดเอาเปรียบท่านหรือ ? นี่กล่าวเริ่มจากที่ใด ?”


โอ คำถามนี้จะให้ตอบได้อย่างไร จะให้บอกว่าท่านจับหน้าอกข้า ซุกไซร้คอข้าอย่างนั้นหรือ อีกทั้งสีหน้าของมันแนบเนียนยิ่ง ดูไม่คล้ายว่ามันจงใจกระทำ โอ มิทราบควรจัดการอย่างไรจริง ๆ


ยามนั้นเฉียนชู่อ๋องติดตามมาถึงพร้อมกับขบวนองครักษ์ เห็นเซียวเฟยเทียนท่าทางได้รับบาดเจ็บ แม่นางน้อยที่ปลอมเป็นบุรุษข้างกายมันดูแตกตื่นตกใจยิ่ง ไม่ทันลงจากม้าก็ถามไถ่ทันที “คุณชายเซียว แม่นางน้อย ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ?”
แม่นางชุดขาวนั้นได้ยินท่านอ๋องเรียกหาได้ถูกต้องเช่นนั้น จึงคิดขึ้นว่า “ที่แท้เราปลอมเป็นชายเช่นนี้ ทุกคนล้วนดูออกแล้ว”


เซียวเฟยเทียนรีบกล่าวตอบว่า “มิเป็นไร คนร้ายยังไปได้ไม่ไกล ท่านอ๋องรีบตามคนร้ายไปเถอะ” ในห้วงคับขันเฉียนชู่อ๋องกลับเห็นความปลอดภัยของตนสำคัญกว่าสิ่งของ เซียวเฟยเทียนต้องบังเกิดความนับถืออย่างจริงใจ


เฉียนชู่อ๋องเห็นว่าสถานการณ์ไม่อาจชักช้า สอบถามทิศทางและขุมกำลังฝ่ายตรงข้ามแล้วจึงกล่าวคำอำลาเล็กน้อยแล้วเร่งม้าตามไปทันที เซียวเฟยเทียนไม่มีม้า เห็นว่าไม่อาจช่วยเหลืออันใดได้ กอปรกับกังวลว่าองค์หญิงฮุ่ยหยวนและคนอื่น ๆ จะเป็นห่วงจึงชักชวนแม่นางชุดขาวเร่งรุดกลับเข้าเมือง


เมื่อเข้าเมืองปรากฏว่างานสมโภชถูกยกเลิกไป ผู้คนแยกย้ายกันกลับบ้าน บ้างจับกลุ่มกันสนทนาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บ้างเฝ้ารอข่าวคราวอยู่ภายในวัง เซียวเฟยเทียนจึงรีบตรงกลับไปยังคฤหาสน์ตระกูลเซียว เพ่ยอิงนำเหล่าสาวงาม องค์หญิงฮุ่ยหยวนและลี่จูตรงเข้ามารับหน้า เห็นเซียวเฟยเทียนหน้าขาวซีด ปกเสื้อแปดเปื้อนคราบเลือด ถูกบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งประคองเข้ามา ต่างแตกตื่นตกใจยิ่งนัก พากันโถมเข้าหามัน ผู้ที่น่าแปลกใจที่สุดกลับเป็นลี่จู นางไม่คำนึงถึงความเอียงอายรีบตรงเข้าจับมือมันมากุมไว้ สายตาห่วงใยยิ่งนัก สร้างความอบอุ่นใจแก่เซียวเฟยเทียนยิ่ง องค์หญิงฮุ่ยหยวนลอบนับถือความเปิดเผยของลี่จู จนใจที่ตนไม่มีความกล้าเช่นนาง ได้แต่หยุดยืนจ้องมองอยู่แต่ไกลใช้สายตาที่ห่วงใยเฝ้ามองเซียวเฟยเทียนเท่านั้น


เซียวเฟยเทียนกล่าวกับทั้งหมดว่า “มิเป็นไร เพียงบอบช้ำภายในเล็กน้อยเท่านั้น” กล่าวจบสบสายตากับลี่จูแน่วนิ่ง


บุรุษหนุ่มชุดขาวรีบกล่าวขึ้นว่า “คุณชายเซียวเพราะช่วยชีวิตข้า จึงได้รับบาดเจ็บ ขออภัยยิ่ง”


เพ่ยอิงเห็นเซียวเฟยเทียนบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเพียงแต่เสแสร้งเรียกคะแนนสงสารเท่านั้นจึงยิ้มพลางกล่าวขึ้นว่า “แม่นางน้อยไม่ต้องรู้สึกผิด มันเป็นคนเช่นนี้เอง ไม่ว่าสตรีใดมีภัยย่อมต้องยื่นมือช่วยเหลือ ท่านอย่าได้เห็นว่าเป็นน้ำใจอันใด ตัวเลวร้ายนี้อาจไม่มีเจตนาดีเพียงนั้น”


องค์หญิงฮุ่ยหยวนและลี่จูต้องหันไปมอง “บุรุษชุดขาว” อย่างลืมตัว เห็นมันหน้าตาเกลี้ยงเกลาสง่างาม เพียงรู้สึกแปลกใจที่ผิวขาวเนียน ตากลมโต ขนตางอนยาวยิ่งนัก ที่แท้เป็นสตรีปลอมตัวมาต้องอุทานออกมาพร้อมกัน
เพ่ยอิงกล่าวต่อว่า “แม่นางน้อยขออภัยที่เรากล่าวเปิดโปงโดยพลั้งปาก ทั้งหมดยืนอยู่นานแล้ว เข้าห้องโถงไปพักผ่อนเป็นอย่างไร” กล่าวจบพากันเข้าห้องโถงไป


ในห้องโถงเซียวเฟยเทียนบอกเล่าเหตุการณ์การต่อสู้ให้ทั้งหมดฟัง เมื่อเล่าถึงเหตุการณ์ลอบทำร้าย ทุกคนล้วนรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน ครานี้นับว่าสตรีชุดขาวรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดหวาดเสียวยิ่งนัก แต่แล้วเซียวเฟยเทียนพลันหยุดชะงัก สายตาจับจ้องไปยังประตูห้องโถงแน่วนิ่ง



ชุดของนางจะคล้ายๆ แบบนี้ครับ


เจียงหนาน (กังหนำ) สมเป็นดินแดนแห่งสาวงามมาแต่โบราณ ยามนี้แม่นางน้อยนั้นคืนสู่รูปโฉมสตรี เห็นนางประทินโฉมเล็กน้อย ยิ่งขับเน้นความงามผุดผาดและดวงตากลมโตนั้นยิ่งขึ้น คนอยู่ในชุดเสื้อคลุมสีฟ้าขับเน้นผิวพรรณขาวผุดผาด เผยลำคอระหงและช่วงอกอวบอิ่ม เซียวเฟยเทียนเห็นปทุมถันอวบอิ่มขาวเนียนเบียดแน่นอยู่ภายในผ้าคาดอก ยังอวบอัดกว่าที่มันจินตนาการไว้ ต้องจ้องมองอย่างตะลึงงัน หวนนึกถึงที่ตนได้สัมผัสในวันนี้ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น
“จ้องมองอันใด อยากให้ข้าควักลูกตาเจ้าออกมาหรือไม่” เจ้าของปทุมถันงามคู่นั้นถลึงตาข่มขู่ แต่หน้าแดงซ่าน เอียงอายจนใคร่แทรกแผ่นดินหนี ปกตินางรังเกียจทรวงอกใหญ่โตคู่นี้ยิ่งนัก ยามฝึกกระบี่ช่างเกะกะขัดมือขัดเท้า ปกติต้องใช้ผ้ารัดไว้ ที่แท้ชุดนี้เป็นเพ่ยอิงจัดหาให้นาง กลับจงใจเปิดเผยอย่างยิ่ง ยามนี้เห็นเซียวเฟยเทียนจ้องมอง ปากกล่าวข่มขู่ ในใจอดแอบรู้สึกภาคภูมิมิได้


เพ่ยอิงดุอย่างยิ้มแย้มว่า “เฟยเทียนเสียมารยาทนัก จ้องมองสตรีเช่นนี้ได้อย่างไร แม่นางหวง เชิญ” กล่าวจบพานางมานั่งร่วมกับทั้งหมด


ที่แท้แม่นางน้อยแซ่หวง ชื่อว่าซิ่วซิ่น (แปลว่าความศรัทธาที่งดงาม) นางเป็นชาวแคว้นอู๋เยี่ยว์ เมื่อยังเด็กบิดามารดาเสียชีวิต อาจารย์ของนางจึงรับนางเป็นศิษย์และเลี้ยงดูจนเติบใหญ่


เซียวเฟยเทียนกล่าวอย่างแปลกใจว่า “ที่แท้เทพกระบี่ที่ร่ำลือกัน กลับเป็นสตรีนางหนึ่งหรือ ?”


หวงซิ่วซิ่นกล่าวตอบว่า “ถูกต้องแล้ว เหตุที่ตัวตนของอาจารย์เป็นความลับตลอดมา หนึ่งนั้นเพราะหาคนรอดชีวิตจากกระบี่ของท่านได้น้อยมาก ส่วนผู้ที่รอดไปได้ ย่อมไม่อยากแพร่งพรายว่าตนพ่ายแพ้ให้กับสตรีนางหนึ่งเป็นแน่ จึงประโคมโอ่จนท่านกลายเป็นคนดุร้ายผู้หนึ่งไป ส่วนนามของอาจารย์ ขออภัยที่ไม่สามารถเปิดเผยได้”


เซียวเฟยเทียนกล่าวว่า “เช่นนี้แปลว่าเพลงกระบี่ของท่านเพียงเหมาะให้สตรีฝึกปรือแล้ว”


หวงซิ่วซิ่นกล่าวตอบว่า “ถูกต้องแล้ว บอกต่อท่าน เคล็ดลับอีกประการคือกระบี่พิชิตมารเล่มนี้ เพลงกระบี่นี้คิดค้นขึ้นในยุคที่ยังไม่มีกระบี่เหล็ก กระบี่ในสมัยนั้นล้วนมีความยาวเพียงนี้เท่านั้น อีกทั้งความแข็งแกร่งและอ่อนหยุ่นในเวลาเดียวกันของตัวกระบี่พิชิตมารนี้สามารถขับเน้นเพลงกระบี่นี้ได้อีกทางหนึ่ง กระบี่ทั่วไปมิอาจทัดเทียมได้”


ลี่จูกล่าวถามว่า “ช่างเป็นกระบี่ที่งดงามนัก ข้าไม่เคยเห็นกระบี่สีทองแวววาวเช่นนี้มาก่อน”


หวงซิ่วซิ่นยิ้มให้นางพลางกล่าวตอบว่า “หากแม่นางลี่จูสนใจ เชิญชื่นชมได้เต็มที่ แต่...”


ไม่ทันกล่าวจบ ลี่จูรีบกล่าวขอบคุณ แล้วหยิบกระบี่ขึ้นมาลูบคลำทันที หวงซิ่วซิ่นหน้าแปรเปลี่ยนพลันร้องเตือนว่า “แม่นางลี่จู ระวัง...” มิทันขาดคำ ลี่จูเพียงสัมผัสถูกคมกระบี่เบา ๆ คมกระบี่กลับบาดทำร้ายเป็นแผลลึกทันที ที่แท้เทพแห่งกระบี่เล่มนี้มีความคมกล้ายิ่งนัก คนถูกบาดเพียงรู้สึกเสียวแปลบ ก็กลายเป็นแผลยาว รอยแผลเรียบเสมอแสดงถึงความคมอย่างยิ่ง หวงซิ่วซิ่นกล่าวอย่างวิตกว่า “กระบี่นี้คมกล้ายิ่งนัก เพียงสัมผัสจะเกิดเป็นแผลลึก แม่นางลี่จูรีบทำแผลเถอะ มิฉะนั้นจะเสียเลือดมาก” กล่าวแล้วนางรีบพาลี่จูไปทำแผลทันที ดังนั้นวงสนทนาจึงยุติลงไปโดยปริยาย


ค่ำคืนนั้นหลังอาหารเย็นเซียวเฟยเทียนอาบน้ำเพียงคนเดียว นับแต่ลี่จูมาพักที่นี้ มันไม่กล้าอาบน้ำร่วมกับพี่สาวทั้งหลายอีก ด้วยเกรงว่านางจะมองตนเองเสเพล หลังอาหารลี่ลี่มาร่ำร้องทวงสัญญาต่อมัน ดังนั้นคืนนี้มันตกลงใจสานสัมพันธ์กับนางต่อจากในห้องอาบน้ำวันนั้น ลี่ลี่ยินดียิ่งรีบกลับห้องไปประทินโฉมรอมันที่ห้องของนาง เซียวเฟยเทียนตื่นเต้นยินดียิ่งนัก หวนนึกถึงเย็นวันนั้น ลี่ลี่ยังเป็นหยกบริสุทธิ์พลันถูกขัดจังหวะเสียก่อน คืนนี้ตนเองจะได้เป็นชายคนแรกของนาง อดกระหยิ่มยินดีมิได้ ลี่ลี่จัดเป็นสาวงามนางหนึ่ง รูปร่างสวยงามเต็มสาว ทรวงอกอันอวบอัด และประตูหยกที่สวยงามนั้น เพียงคิดถึงความเป็นชายก็เริ่มผงาดง้ำ โอ วันนี้มันได้รับการกระตุ้นมากเกินไปแล้ว สมควรต้องปลดปล่อยเสียที


ยามครุ่นคิดจนเคลิบเคลิ้มเซียวเฟยเทียนเปิดประตูห้องของตนเข้าไป พลันพบว่ามีคนอยู่บนเตียง โอ พี่ลี่ลี่ก็ไม่อาจอดรนทนได้จนมารอที่ห้องข้าเลยหรือ เซียวเฟยเทียนครุ่นคิด พลางเลิกมุ้งเข้าไป ความหอมนุ่มอันร้อนผ่าวกลุ่มหนึ่งโผเข้ายังอ้อมอกของมันทันที เมื่อมองชัดตากลับเป็นองค์หญิงฮุ่ยหยวน ! นี่เป็นไปได้อย่างไรกัน เซียวเฟยเทียนเพ่งมองในความมืดสลัวเห็นตานางหรี่ปรือ พวงแก้มแดงซ่าน ริมฝีปากเผยอเล็กน้อยคล้ายรอรับการจุมพิตจากมัน เสื้อผ้าของนางหลุดรุ่ยเผยให้เห็นทรวงอกขาวเป็นยองใยและต้นขาที่เรียวงามเป็นภาพที่ยั่วยวนใจนัก


----------------------


ในราวป่าใกล้เมืองหางโจวบุรุษผู้หนึ่งกล่าวอย่างหัวเสียว่า “น่าอิจฉามันนัก อยู่ดี ๆ ก็ได้เชยชมองค์หญิงฮุ่ยหยวนผู้เลอโฉม พวกเราเพียงวางยาปลุกกำหนัดต่อนาง ไม่ได้วางยาต่อเซียวเฟยเทียน เช่นนี้จะได้ผลจริงหรือ”


ได้ยินเสียงอีกผู้หนึ่งยิ้มพลางกล่าวตอบว่า “ท่านวางใจเถอะ ในโลกนี้ยังมียาปลุกกำหนัดใดเลอเลิศกว่าองค์หญิงฮุ่ยหยวนอีกหรือ เซียวเฟยเทียนเอย ท่านทำร้ายพวกเราสาหัสนัก เรากลับหยิบยื่นสาวงามปากหนักผู้นี้แก่ท่าน ท่านต้องขอบคุณเราแล้ว” กล่าวจบยิ้มอย่างเยือกเย็น


----------------------


คนผู้นั้นกล่าวไม่ผิด องค์หญิงฮุ่ยหยวนมีความงามเกินกว่าบุรุษใดจะต้านทานได้จริง ๆ เซียวเฟยเทียนยามเคลิบเคลิ้มต้องลูบไล้แผ่นหลังของนางอย่างลืมตัว จากนั้นฉุกคิดว่าผิดท่าแล้ว ขณะกำลังจะผลักไสนาง องค์หญิงฮุ่ยหยวนพลันกล่าวขึ้นว่า “คุณชายเซียว ข้าร้อนรุ่มยิ่งนัก ช่วยข้าด้วย”


เซียวเฟยเทียนระงับสติกล่าวตอบว่า “คาดว่าท่านโดนยาปลุกกำหนัดแล้ว องค์หญิงสงบสติอารมณ์ก่อน ข้าจะหาทางช่วยท่าน”


องค์หญิงฮุ่ยหยวนกล่าวตอบว่า “ข้าไม่ไหวแล้ว คุณชายเซียวกอดข้าที เวลาท่านกอดข้าสบายยิ่งนัก” กล่าวจบโผเข้ากอดเซียวเฟยเทียนแนบแน่น เซียวเฟยเทียนยามกะทันหันไม่ทันคิดสิ่งใด รู้สึกถึงเรือนร่างเลือดเนื้อที่หอมจรุง ทรวงอกอวบอัดแนบกับแผ่นอกบึกบึนของตนเอง ต้องกอดรัดนางอย่างลืมตัว องค์หญิงฮุ่ยหยวนหายใจหอบถี่ส่งเสียงครางอย่างเป็นสุขข้างหูของมันว่า “อืม...เช่นนี้สบายยิ่ง”


เซียวเฟยเทียนตื่นเต้นจนแทบทนทานไม่ได้ แต่ยังฝืนใจกล่าวว่า “องค์หญิงอดทนไว้ก่อน ตัวยาเช่นนี้มีผลไม่นาน เพียงกอดเช่นนี้เพียงพอกระมัง”


องค์หญิงฮุ่ยหยวนพลันกล่าวปานละเมอว่า “ไม่...ไม่พอ จูบข้า"


เซียวเฟยเทียนระล่ำระลักว่า “เช่นนี้มิ....อืม”


นางไม่รอให้มันกล่าวกระไร กลับเป็นฝ่ายเสนอจูบให้มันอย่างเร่าร้อน นางไม่เคยจูบผู้ใดมาก่อน ยามนี้เพียงประกบริมฝีปากกับมันเท่านั้น แต่เท่านี้ก็เพียงพอจะทำลายปราการด่านสุดท้ายของมันไป ยามนั้นทั้งสองจมอยู่ในภวังค์ ริมฝีปากประกบกันเนิ่นนาน องค์หญิงฮุ่ยหยวนส่งเสียงอืมออกมาเบา ๆ มือน้อย ๆ ของนางประคองศีรษะมันพลางลูบไล้เส้นผมของมันเบา ๆ


เซียวเฟยเทียนจูบนางอย่างนุ่มนวล มือขวาขยี้เส้นผมของนางเล่น มือซ้ายลูบไล้แผ่นหลังที่ถูกกันไว้ด้วยเสื้อแพรบางเบา ลูบไล้จนเสียงครางรัญจวนใจของนางหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากที่ประกบกันอยู่ องค์หญิงฮุ่ยหยวนถอนริมฝีปากออก หอบหายใจเบา ๆ ใบหน้าแดงซ่าน ยั่วยวนใจยิ่งนัก “เฟยเทียน ข้ารักท่าน” กล่าวจบเสนอริมฝีปากให้มันอีกครา เซียวเฟยเทียนจูบนางหนักหน่วงขึ้นเล็กน้อย มือไม้ลูบคลำต้นคอแผ่นหลังของนาง องค์หญิงฮุ่ยหยวนสยิวกายอย่างเสียวซ่าน กลับอิงแอบปทุมถันกับแผงอกของมันแนบแน่นขึ้น เซียวเฟยเทียนถอนจูบจากริมฝีปากชุ่มฉ่ำของนาง จากซุกไซร้ไปตามพวงแก้มนุ่มนิ่ม ซอกคอหอมกรุ่นของนางอย่างอ้อยอิ่ง นางเอียงคอรับจูบของมันอย่างวาบหวาม ขบริมฝีปากส่งเสียงครางแผ่วเบา เซียวเฟยเทียนซุกไซร้ซอกคอหลังใบหูของนางจนหนำใจ จากนั้นกลับมาประทับจูบอย่างดูดดื่มอีกครา องค์หญิงฮุ่ยหยวนจูบตอบมันอย่างเร่าร้อน


องค์หญิงฮุ่ยหยวนครวญครางเบา ๆ ว่า “ข้าไม่ไหวแล้ว ร้อนเหลือเกิน ช่วยข้าด้วย” กล่าวจบพลางปลดเสื้อคลุมบางเบาออก เผยเห็นผิวไหล่ขาวนวล และทรวงอกอันอวบอัดภายใต้ตัวเอี๊ยมสีแดงสด ยิ่งขับเน้นความขาวละลานตา ริมฝีปากร้อนผ่าวของเซียวเฟยเทียนพลันพรมจูบซุกไซร้ไปตามลาดไหล่นวลเนียน องค์หญิงฮุ่ยหยวนห่อไหล่เล็กน้อยครางอย่างเสียสยิว มืออันซุกซนลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังเปลือยเปล่าเรียบเนียนของนาง ในไม่ช้าเงื่อนผูกเอี๊ยมก็ถูกปลดออก องค์หญิงฮุ่ยหยวนรีบถอยตัวหนี ยกแขนปิดบังทรวงอกอย่างเอียงอาย เขาเพียงยกแขนนางออกเบา ๆ ปทุมถันกลมกลึงงามสล้างก็ปรากฏแก่สายตา ยอดถันสีชมพูสวยชูชันท้าทายให้ลิ้มลองยิ่งนัก เซียวเฟยเทียนยื่นมือเข้าเกาะกุมไว้เบา ๆ แม้ฝ่ามือของมันใหญ่โตแต่ยังมิอาจบดบังความโอฬารนั้นได้ มันลูบไล้เคล้าคลึงเบา ๆ องค์หญิงฮุ่ยหยวนนั่งตัวเกร็งขบริมฝีปากส่งเสียงครวญคราง รู้สึกหวาบหวิวปานใจจะขาดรอน ๆ มันเคล้าคลึงวนช้า ๆ องค์หญิงฮุ่ยหยวนห่อไหล่อย่างเสียวซ่าน นางขยุ้มผ้าปูที่นอนจนยับย่นบิดกายอย่างเสียวสยิวเมื่อฝ่ามือมันคลึงยอดถันเบา ๆ


องค์หญิงฮุ่ยหยวนหลับตาพริ้มด้วยความเคลิบเคลิ้ม ปล่อยให้มันฟอนเฟ้นปทุมถันคู่งามตามอำเภอใจ เซียวเฟยเทียนรู้สึกปลายถันงามในฝ่ามือของเขาชูชันขึ้นสู้มือ องค์หญิงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเขาดูดดุนปลายถันสีชมพูสดข้างหนึ่งอย่างแผ่วเบา ร่างของนางอ่อนระทวย สมองว่างเปล่าขาวโพลน ใจสั่นหวิวปานจะขาดใจ สองมือขยุ้มศีรษะของเขาอย่างลืมตัว นางแอ่นตัวให้เขาดูดดื่มได้ถนัดขึ้น เซียวเฟยเทียนกอดเอวร่างบางไว้ ตวัดลิ้นโลมเลีย ดูดดุนสลับไปมาอย่างไม่รู้เบื่อ เสียงองค์หญิงฮุ่ยหยวนครวญครางอยู่ข้างหูสร้างความรัญจวนใจยิ่งนัก


เซียวเฟยเทียนวางร่างไร้เรี่ยวแรงของนางลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม จากนั้นพรมจูบลงต่ำไปเรื่อย ๆ องค์หญิงฮุ่ยหยวนรู้ดีว่าเขากำลังจะทำอะไร นางได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงราวกับจะกระดอนออกมา ในที่สุดเขาพยายามถอดกระโปรงของนางออก นางยกสะโพกขึ้นให้ความสะดวกแก่เขา ใบหน้าร้อนผะผ่าว ไม่เข้าใจว่าไฉนตนเองปรารถนาให้มันครอบครองโดยเร็วเช่นนี้


ยามนี้องค์หญิงฮุ่ยหยวนไม่เหลือเสื้อผ้าติดกายแม้แต่ชิ้นเดียว ผิวพรรณนางขาวนวลไร้ราคีดั่งหยกเนื้อดี ปทุมถันกลมกลึงตึงแน่น เอวคอดกิ่ว สะโพกผาย ช่วงขาเรียวยาว เซียวเฟยเทียนคาดว่าถึงเป็นสี่ยอดพธูคงงามเพียงนี้เท่านั้น เห็นนางแก้มแดงซ่าน นัยน์ตาฉ่ำเยิ้ม ขบริมฝีปากเล็กน้อย ต้องจุมพิตนางอย่างลืมตัว


ทั้งสองนอนกอดก่ายจุมพิตกันเนิ่นนาน องค์หญิงฮุ่ยหยวนกอดเขาไว้แน่น ส่งเสียงครวญครางด้วยความรัญจวนใจไม่หยุดยั้ง ความกระสันเข้าครอบงำจิตใจนางจนหมดสิ้น ลำพังฤทธิยาปลุกกำหนัดสำหรับสาวพรหมจรรย์เช่นนางก็มิอาจต้านทานได้อยู่แล้ว มิหนำซ้ำบุรุษผู้นี้ยังเป็นชายในดวงใจที่เก็บงำไว้มิเคยเอ่ยปากอีก ยามนี้นางรู้สึกถึงความแข็งแกร่งของมันที่แถวหน้าขา จึงลูบไล้มันอย่างซุกซน

“อืม องค์หญิง” เซียวเฟยเทียนมิคาดว่านางจะกล้าปานนี้ ต้องส่งเสียงครางเบา ๆ ออกมา องค์หญิงฮุ่ยหยวนรู้สึกพึงพอใจนัก กลับลงมือลูบไล้หนักมือขึ้น ถึงกับเกาะกุมเอาไว้ แต่แล้วนางต้องสะดุ้งสุดตัว ความเสียวซ่านอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนรุกเร้าเข้าจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อเซียวเฟยเทียนไม่ยอมแพ้ กลับทาบฝ่ามือลูบไล้ประตูหยกของนางอย่างแผ่วเบา นางครางอย่างเสียวสะท้านแอ่นสะโพกกลมกลึงให้มันเคล้นคลึงอย่างถนัดถนี่ เซียวเฟยเทียนรับรู้ว่าความเนียนนุ่มนั้นบัดนี้ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำทิพย์ที่นางหลั่งออกมาจนชุ่มมือของเขา

องค์หญิงฮุ่ยหยวนกอดเขาไว้แน่นกระซิบที่ข้างหูว่า “เฟยเทียน อา... อย่าทรมานข้าเลย ข้าต้องการเป็นของท่าน อา...ท่านต้องการให้ข้าขาดใจตายหรือ”

เซียวเฟยเทียนกล่าวว่า “องค์หญิงวางใจ ปล่อยตัวตามสบายข้าจะช่วยท่านเอง” กล่าวจบซุกไซร้ที่ซอกคอของนางอีก ยามนี้เขาพอเรียกสติกลับมาได้บ้างแล้ว ดังนั้นตกลงใจว่าจะใช้มือช่วยให้นางสุขสมเพื่อให้ฤทธิยาคลายลง นางยังมีภารกิจต้องไปเป็นชายาของฮ่องเต้ต้าซ่ง เหตุการณ์นี้ต้องเป็นแผนร้ายเพื่อขัดขวางเป็นแน่ หวนนึกถึงความตั้งใจของนางแล้ว มันตกลงใจว่าจะถนอมความบริสุทธิของนางไว้

แต่แล้วมันต้องใจหายวาบเมื่อองค์หญิงฮุ่ยหยวนจับแท่งหยกของมันไปจ่อไว้ยังปากถ้ำหยกของนางพลางขยับตัวช้า ๆ ให้ปลายแท่งหยกถูไถกับกลีบดอกไม้ของนางเบา ๆ แม้สัมผัสเพียงแผ่วเบาแต่ความเสียวซ่านนั้นกลับใหญ่หลวงนัก ทั้งสองจูบกันอย่างเร่าร้อน องค์หญิงฮุ่ยหยวนขยับสะโพกบดคลึงอย่างเสียวซ่าน ไม่นานนักปลายแท่งหยกก็ล่วงล้ำเข้าไปที่ปากถ้ำแล้ว

เซียวเฟยเทียนครวยครางในใจอย่างโหยหวน รีบเรียกสติคืนมา คว้าแขนนางไว้แล้วพลักนางออกเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “อย่าได้ทำเช่นนี้ มิฉะนั้นท่านอาจเจ็บปวดยิ่ง”

องค์หญิงฮุ่ยหยวนหอบหายใจอย่างหนักหน่วงกล่าวตอบว่า “ข้าทราบว่าครั้งแรกของสตรีเจ็บปวดนัก แต่ข้าไม่กลัว ข้าพร้อมแล้ว เฟยเทียน อย่าทรมานข้าอีกเลย”

เซียวเฟยเทียนทราบว่าสติสัมปชัญญะของนางถูกครอบงำโดยตัวยาแล้ว ยามนี้ไม่อาจถกเหตุผลกับนางได้ มันเคยได้ยินมาว่าตัวยาประเภทนี้มีผลข้างเคียงกับสตรี หากนางไม่ได้ปลดปล่อยโดยเร็วอาจเสียสติได้ ตัวยาจะเร่งเร้าธาตุหยินในตัวสตรีให้เลยขีดจำกัด จำต้องปลดปล่อยหยินออก และต้องได้รับหยางจากบุรุษเข้าไปเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ธาตุหยางในที่นี้คืออสุจินั่นเอง ยามนั้นนึกได้แผนการหนึ่ง จึงบอกกับนางว่า “วางใจเถอะ ไม่เจ็บแม้แต่น้อย แต่ท่านต้องวางใจข้า อยู่เฉย ๆ ให้ข้าลงมือฝ่ายเดียว ตกลงหรือไม่”

องค์หญิงฮุ่ยหยวนแย้มยิ้มอย่างเร่าร้อนกล่าวตอบว่า “ตกลง เฟยเทียนมาเถอะ ข้าพร้อมแล้ว”

เซียวเฟยเทียนพลิกตัวให้นางอยู่ข้างล่างเพื่อเป็นฝ่ายควบคุมเอง องค์หญิงฮุ่ยหยวนใจเต้นระรัวดั่งกลองรบ ในฝันอันวาบหวามนางเคยฝันถึงช่วงเวลานี้กับเขา แต่ในใจไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นจริง ยามนี้นางจะเป็นของเขาแล้ว ในใจแม้เอียงอายกลับแยกขาออกตามแรงมือมันแต่โดยดี

เซียวเฟยเทียนรับรู้ถึงความชุ่มฉ่ำของนาง โอ นี่ออกจะชุ่มฉ่ำเกินกว่าปกติของสตรีไปมากแล้ว ฤทธิ์ยานี้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก เขาเกรงว่านางจะเจ็บปวด จึงค่อยถูไถแท่งหยกที่ปากถ้ำเพื่อให้ลื่นชุ่มฉ่ำทั่วถึงเสียก่อน เมื่อปลายแท่งหยกสัมผัสกับปุ่มสวรรค์ร่างงามของนางเกร็งกระตุก ครวญครางอย่างเสียวสยิว เซียวเฟยเทียนถูไถบดบี้ปุ่มสวรรค์กับแท่งหยกของเขาจนนางต้องกอดเขาไว้แน่น เสียวกระสันยิ่งนัก แทบสำลักความหฤหรรษ์อบอุ่นใจที่เอ่อขึ้นมาท่วมท้น ภายใต้ความช่ำชองชำนาญของเซียวเฟยเทียน นางรู้สึกเสียวซ่านรัญจวนจนมันนำพานางไปจนถึงจุดสุดยอดครั้งแล้วครั้งเล่า

เซียวเฟยเทียนรู้ดีว่าการจะถอนฤทธิยาให้หมดจำต้องให้นางได้รับอสุจิของตน จึงกล่าวถามนางว่า “รอบเดือนของท่านมาเมื่อไรหรือ” องค์หญิงฮุ่ยหยวนแม้ยังไร้เดียงสา แต่ก่อนออกเดินทางนางได้รับการอบรมการออกเรือนมา ทราบดีว่าเซียวเฟยเทียนจะทำอะไร ยามนั้นกล่าวตอบว่า “เพิ่งหมดไปไม่นาน โอย”

เซียวเฟยเทียนรู้ตัวว่าไม่อาจทนทานความยั่วยวนตรงหน้านี้ได้อีกต่อไป เมื่อรู้ว่านางปลอดภัยจึงนำแท่งหยกเข้าไปในปากถ้ำหยกของนางทันที แม้สอดใส่อย่างแผ่วเบา ความใหญ่โตยังทำให้องค์หญิงฮุ่ยหยวนรู้สึกเหมือนร่างกายจะปริออกจากกัน รู้สึกคับแน่นเป็นอย่างยิ่ง ความแข็งแกร่งร้อนผ่าวที่อยู่ภายในกายทำให้นางรู้สึกเป็นสุขยิ่งนักที่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชายอันเป็นที่รัก ยามนั้นกล่าวถามอย่างเอียงอายว่า “เข้าไปหมดแล้วหรือ ?”

เซียวเฟยเทียนโป้ปดว่า “หมดแล้ว เจ็บปวดหรือไม่ ?”

องค์หญิงฮุ่ยหยวนกล่าวตอบอย่างลิงโลดว่า “ไม่ เพียงรู้สึกคับแน่นยิ่งนัก เฟยเทียนท่านเก่งกาจยิ่ง”

เซียวเฟยเทียนขบกรามสะกดกลั้นความเสียวซ่านที่เกิดจากการบีบรัดไว้ แล้วกล่าวว่า “ข้าจะเริ่มแล้ว ท่านปล่อยตัวตามสบายอย่าเกร็ง ทราบหรือไม่ ?”

องค์หญิงฮุ่ยหยวนโอบรอบคอมันไว้กล่าวตอบว่า “ทราบแล้ว ข้าไม่อึดอัดแล้ว ลงมือเถอะ”

เซียวเฟยเทียนขยับแก่นกายเข้าออกอย่างแช่มช้า ความเสียวซ่านทำให้องค์หญิงฮุ่ยหยวนเกร็งหน้าท้องจนเป็นคลื่น มือขย้ำผ้าปูที่นอนจนแทบขาด ในใจหวาบหวิวไม่กล้ามองดูแก่นกายที่เข้าออกในถ้ำหยกของนาง เซียวเฟยเทียนพยายามควบคุมไม่ให้รุกล้ำเยื่อพรหมจรรย์ของนางจนฉีกขาด ทำให้อารมณ์มิได้พุ่งทะยานจนควบคุมไม่ได้ กระนั้นความคับแน่นอุ่นชื้นภายในยังทำให้มันแทบสูญเสียสติสัมปชัญญะไป ความเสียวซ่านดั่งพายุโหมกระหน่ำ ทำให้องค์หญิงฮุ่ยหยวนสติแตกซ่าน หัวสมองว่างเปล่าขาวโพลน บิดกายครวญครางอย่างเร่าร้อน ร่างกายของนางเริ่มคุ้นชินกับการรุกล้ำ สวมกอดเซียวเทียนไว้เริ่มยกสะโพกโต้ตอบ ทำให้เซียวเฟยเทียนรับมืออย่างยากลำบากมากขึ้น ในใจอยากโหมกระหน่ำใส่นางให้หมดสิ้น ดั่งคนล่องเรือกลางทะเลคลั่ง ถูกพายุอารมณ์โยนขึ้นสูงครั้งแล้วครั้งเล่า ยามเมื่อองค์หญิงฮุ่ยหยวนบรรลุถึงสวรรค์ครั้งใด ปากถ้ำจะตอดรัดรุนแรงยิ่งนัก เซียวเฟยเทียนทราบว่านางต้องปลดปล่อยหลายครั้งเพื่อให้หยินกลับลงสู่ระดับปกติ จึงได้แต่ฝืนทนไว้

องค์หญิงฮุ่ยหยวนหน้าแดงซ่าน ริมฝีปากซีดขาว นางขบกัดริมฝีปากจนแทบปริแตก รู้สึกใกล้จะทนทานไม่ได้ ทราบว่าชายคนรักยังมิได้ปล่อยน้ำพิสุทธิ์จึงกระซิบข้างหูมันว่า “เฟยเทียน ข้าไม่ไหวแล้ว ท่านปลดปล่อยน้ำพิสุทธิ์ในตัวข้าเถอะ”

เซียวเฟยเทียนขยับได้ยินเช่นนั้นจึงขยับเข้าออกอย่างรวดเร็วรุนแรงจนองค์หญิงฮุ่ยหยวนเสียวซ่านยิ่งนัก นางยกขาขึ้นหนีบเอวเขาไว้อย่างรัญจวนใจ เล็บจิกกับแผ่นหลังเขาจนเป็นแผลยาว เซียวเฟยเทียนประกบจูบนางอีกครั้ง แล้วปลดปล่อยใส่ร่างนางจนหมดสิ้น องค์หญิงฮุ่ยหยวนรู้สึกอุ่นวาบในท้อง ถึงสวรรค์ไปอย่างรุนแรง ร่างเกร็งกระตุกอย่างมิอาจควบคุมบังคับได้ ส่งเสียงกรีดร้องอย่างยาวนาน ร่างทรุดฮวบลงหลับใหลอย่างสิ้นเรี่ยวแรง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 07, 2016, 06:02:31 PM โดย kropkrap »

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ