มารราคะ ตอนที่ 19  ศึกของมารผู้ยิ่งใหญ่

มารราคะ ตอนที่ 19  ศึกของมารผู้ยิ่งใหญ่

  • 0 ตอบ
  • 4368 อ่าน
*

ออฟไลน์ zeech

  • Full Member
  • **
  • 74
  • 2358
    • ดูรายละเอียด
ในขณะที่มารมหาเทพกำลังบุกเข้ามาในวังสวรรค์อยู่นั้น   เทพนารีทั้งสี่ก็กำลังลอบเข้าไป
ช่วยเหลือ นางฟ้าสามพี่น้อง จากที่คุมขัง  เหล่าเทพรับใช้ที่ถูกสั่งให้เฝ้าที่คุมขัง  ครั้นพอได้ยิน
เสียงอึกทึกจากข้างนอก ก็ออกไปตรวจสอบ ครั้นพอเห็น มารมหาเทพ ไล่จับเหล่าชาวสวรรค์
สูบพลังชีวิตตายไปต่อหน้าเช่นนั้น ก็พากันหนีเอาชีวิตรอด ไป

เทพนารีทั้งสี่จึงเข้าไปเอาตัวนางฟ้าสามพี่น้องออกจากที่คุมขังได้อย่างง่ายดาย
เทพนารีทั้งสี่และนางฟ้าสามพี่น้อง พยายามเล็ดลอดไปจากที่คุมขัง ไม่ให้ใครพบเห็น
แต่กลับกลายเป็นว่า ไม่มีเทพตนใด  สนใจการหลุดลอดออกจากที่คุมขังของนางฟ้าทั้งสามเลย  
ภาพที่เห็นก็คือ  ทุกตนเอาแต่วิ่งหนีกันอย่างตื่นตกใจกันอลหม่านทั้งวังสวรรค์

เทพนารีทั้งสี่และนางฟ้าสามพี่น้อง จึงตัดสินใจ ออกไปตรวจสอบเหตุการณ์ด้วยความสงสัย  
และได้เห็นภาพของมารมหาเทพที่ดุร้าย กำลังไล่ทำร้ายชาวสวรรค์อย่างไม่เลือกหน้า
แคทเธลีนจึงพูดขึ้นว่า
“ท่านมหาเทพ  มีอันเป็นไปได้ถึงเพียงนี้   ช่างสังเวชนัก”

สเตฟานีก็พูดขึ้นว่า
“สวรรค์เดือดร้อนแบบนี้  ข้าคิดว่าพวกเราไม่ควรหนีเอาตัวรอดแต่เพียงลำพัง

โซฟีก็ถามขึ้นว่า
“แล้วเจ้าคิดว่าควรทำอย่างไร”

.”ช่วยเหลือชาวสวรรค์ให้ได้มากที่สุด เท่าที่เราจะทำได้”    สเตฟานีตอบ พลางเพ่งมองไปที่ มารมหาเทพ
ทุกคนในที่นั้น ไม่กล่าวคำใดอีก ต่างเพ่งมองไปที่มารมหาเทพเช่นเดียวกัน  แล้วพร้อมใจกัน
ออกมาจากที่หลบซ่อน  ถืออาวุธคู่กาย  เข้าโจมตีมารมหาเทพพร้อมกัน

นางสวรรค์ทั้งเจ็ดตนยืนล้อมมารมหาเทพ  แล้วจู่โจมด้วยอาวุธเข้าใส่มารมหาเทพพร้อมกัน
แต่ไม่เป็นผล  อาวุธทุกชนิดไม่ได้สร้างบาดแผล หรือความเจ็บปวดให้มันแม้แต่น้อย
แต่กลับกลายเป็น ผู้ที่เข้าจู่โจมมันต้องหลบหนีจากการคว้าจับของมันอย่างหวุดหวิดที่สุด
มารมหาเทพพุ่งเป้าตรงมายังผู้ที่ยืนอยู่หน้ามัน  นั่นคือ สเตฟานี่

สเตฟานี่กวัดแกว่งทวนของเธอ อย่างคล่องแคล่ว  หลบหลีกการคว้าจับของมารมหาเทพ
แล้วแทงทวนสวนออกไป  โดนเข้าบริเวณลำคอของมัน แต่คมทวนไม่สามารถแทงทะลุผิวหนัง
ของมันเข้าไปได้ แต่เธอก็ยันทวนไว้เอาไว้อย่างสุดกำลัง  แคทเธอลีน เหิรบินขึ้นจากทางด้านหลังของมัน
แล้วเงื้อดาบ ฟันลงไปที่คอของมันอย่างเต็มแรง  แต่แขนของเธอทั้งสองข้าง
กลับเด้งสะท้อนกลับไปเหมือนกับว่า เธอได้ฟันลงบนหินแข็ง    

มารมหาเทพฟาดหลังมือของมันออกไป  โดนเข้ากับร่างของสเตฟานี่ ที่พยายามใช้ทวนแทงมันอยู่
ร่างของเธอกระเด็นลอยไปไกล  โซฟีกระโดดลอยตามรับร่างเธอไว้ แต่ก็ต้องพากันรีบกระโจนหนี
เมื่อมารมหาเทพ ใช้พลังจิตของมัน บังคับให้หินขนาดใหญ่ลอยตามมาหมายให้ทับร่างของทั้งสอง
ให้แหลกเหลว

มารมหาเทพ ยื่นฝ่ามือของมันออกมา แล้วโบกไปมาอยู่ข้างหน้า ก็ปรากฏพายุหมุนพัดพาเอาซากปรักหักพัง
รวมทั้งร่างของเหล่า เทพนารี และนางฟ้าทั้งสาม ปลิวหมุนวนไปตามความแรงของมัน
จนร่างของพวกเธอถูกเศษซากปรักหักพัง กระทบเข้ากับร่าง บาดเจ็ดบอบช้ำไปทั้งเจ็ดตน
ร่างของเทพนารีทั้งสี่ และ นางฟ้าสามพี่น้อง ถูกลมหมุนพัดร่างไปกองอยูที่เดียวกัน  
ร่างของมารมหาเทพ กระโจนเข้าไปหาร่างของ เทพนารี และนางฟ้าทั้งเจ็ดอย่างดุร้าย
ขณะที่ร่างของมันกำลังจะหล่นสูพื้นดิน เพื่อตะปบเข้าที่ศรีษะของพวกเธอนั้น
ร่างๆหนึ่ง ได้ลอยลงมาถึงพื้นก่อน แล้วยกเท้าขึ้น   ถีบไปที่ร่างของมารมหาเทพอย่างเต็มเหนี่ยว
ร่างของมารมหาเทพ ลอยกระเด็นไปกระทบกับเสาของวังสวรรค์จนหักพังลง
หลังคาวังสวรรค์พังทลายลง ทับร่างของมารมหาเทพเอาไว้เสียงดังสนั่น


เทพนารีทั้งสี่ และนางฟ้าทั้งสามเงยหน้าขึ้นมา มองหน้าผู้ที่มาช่วยชีวิตของพวกตน
ไว้ได้ในวินาทีสุดท้าย แล้วก็ส่งเสียงร้องเรียกอย่างดีใจ

“ท่านพี่ ………“       “โจ…………”  

เทพนารีทั้งสี่ และ นางฟ้าสามพี่น้อง  ส่งเสียงร้องเรียกอย่างดีใจจนลืมความเจ็บปวดไปหมดสิ้น

“พวกเจ้า เป็นอะไรมากหรือไม่”
มารราคะถามขึ้น ครั้นพอเห็นร่างของเหล่าสตรีที่มันรัก ได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า

ดวงตาของตามันก็ลุกโชน แดงกล่ำขึ้นมาด้วยความโกรธ มันหันกลับมาจ้องมองที่ร่างของ
มารมหาเทพอย่างโกรธเกรี้ยว
“เจ้า …..เจ้า…. บังอาจมาทำร้ายนางอันเป็นที่รักของข้า  จงตายไปซะเถอะ”

มารราคะกระโจนร่างตรงไปที่ร่างของ มารมหาเทพทันที เป็นขณะเดียวกันกับที่มารมหาเทพ ก็ผุดลุกขึ้นมา
จากเศษซากที่ทับอยู่  พอเห็นร่างของมารราคะกำลังพุ่งทะยานเข้ามา  ฉับพลันร่างของมันก็หายวับไป
แล้วมาปรากฏกายอยู่ด้านหลังของมารราคะ  มันเงื้อกำปั้นของมันออกมาจนสุดแขน
แล้งพุ่งตรงไปที่ร่างของมารราคะหวังจะให้หมัดทะลวงร่างจนแหลกสลายไป  


มารราคะ รู้สึกเหมือนมีสายลมพุ่งวูบมาจากด้านหลัง  มันรับรู้ได้ทันทีว่ากำลังถูกจู่โจมจากทางด้านหลัง
มันเคลื่อนย้ายตัวมันในพริบตา แล้วปรากฏตัวขึ้นอยู่กลางอากาศ หลุดจากการถูกกำปั้นกำลังมหาศาลได้อย่างหวุดหวิด
มารมหาเทพ ไม่หยุดอยู่แค่นั้น มันยกมือทั้งสองข้างของมันยื่นออกมาแล้วหมุนวนเป็นวงกลม
เหล่าเศษซากวัสดุปรักหักพัง ก็พุ่งปลิวตรงไปยังร่างของมารราคะ อย่างรวดเร็ว
มารราคะเคลื่อนย้ายตัวหลบหนีจากจุดที่ถุกโจมตี  แต่มารมหาเทพ ก็โบกแขนเคลื่อนย้ายตามไป
มารราคะก้มลงยกซากเสาของวังสวรรค์ที่หักพังลง ขึ้นมากวัดแกว่ง ตี้โต้เศษอิฐและหินที่ปลิวว่อนนั้นกลับไป
พร้อมกับพุ่งซากเสานั้น เข้าไปที่ร่างของมารมหาเทพ

มารมหาเทพ กระโจนหลบ แล้วเรียกธนูคู่กายเข้ามาอยู่ในมือ  ขึ้นน้าวสายแล้วยิงออกไปทันที
ลูกธนูกลายเป็นลูกไฟใหญ่ จำนวนหลายสิบลูกพุ่งตรงไปที่ร่างของมารราคะ  ด้วยความรวดเร็ว
เกือบใกล้เคียงกัน ร่างของมารราคะเคลื่อนที่หายไป  ส่งผลให้ลูกไฟใหญ่นับสิบลูกพุ่งเข้าทำลาย
สิ่งก่อสร้าง และวิมานต่างๆ พังทลายและลุกติดไฟขึ้นมาทั้งหมด

มารราคะเรียกธนูสีนิลของตนเข้ามาอยู่ในมือ แล้วยิงออกไปบ้าง  เกิดเป็นศาตราวุธนับร้อยชนิด
พุ่งเข้าไปยังร่างของมารมารมหาเทพ  มารมหาเทพใช้คันธนูกวัดแกว่งตีโต้ ศาตราวุธเหล่านั้น
ตกถึงพื้นจนหมดสิ้น  มารราคะพุ่งกายตามเข้ามา แล้วหวดมารมหาเทพด้วยคันธนูสีนิล  
มารมหาเทพก็ยกคันธนูสีทองขึ้นรับอย่างไม่เพลี่ยงพล้ำ  ทั้งคู่ผลัดกันรุก ผลัดกันรับ  
จนอาณาบริเวณการต่อสู้  กลายเป็นที่ราบเตียนโล่งด้วยฤทธิ์ และอำนาจของมารทั้งสอง


มารมหาเทพเคลื่อนกายหายวับไปจากการต่อสู้    ไปปรากฏกายนั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ  
หลับตาร่ายมนต์มาร เสียงการร่ายมนต์ดังก้องไปทั้วท้องฟ้าอย่างน่าประหลาด พลันก็บังเกิดกลุ่มเมฆใหญ่สีดำ
ทะมึนมากมาย เคลื่อนเข้าบดบังแสงอาทิตย์จนท้องฟ้ามืดมิด  บรรยากาศโดยรอบกลับเปลี่ยนแปรเป็นอีกโลกหนึ่ง
ที่มีแต่ความว่างเปล่า เสียงหวีดหวิวของสายลมพัดผ่านเหมือนกับเสียงกรีดร้องที่ดังมาจากสถานที่อันไกลโพ้น
มารมหาเทพลืมตาขึ้นแล้วอ้าปากออกก   พลันบังเกิดกองทัพของมารนับร้อยกรูกันออกจากปากของมัน
แล้วขยายร่างจนตัวสูงใหญ่เท่ายอดปราสาท ส่งเสียงคำรามลั่นวิ่งกรูไปยังมารราคะทันที

มารราคะเห็นดังนั้น ก็ปิดตาลง แล้วร่ายมนต์เพื่อแบ่งร่างนับพันออกมาต่อสู้  แต่ไม่เป็นผล แม้จะพยายามอีกครั้ง
ก็ยังไม่เป็นผล  ในโลกที่มารมหาเทพนิมิตรขึ้นมา  มารราคะไม่สามารถใช้ฤทธิ์และอำนาจออกมาได้ แม้แต่การ
น้าวธนูขึ้นยิงต่อสู้ ก็ไม่ปรากฎลูกธนูออกมา มารราคะเหลือเพียงคันธนูสีนิลเป็นอาวุธ เข้าต่อสู้กับหมู่มารนับร้อย
ที่รายล้อมเข้ามา  มันพากันหนุนเนื่องแล้วบีบกระชับเข้ามา  สถานะการณ์ของมารราคะอยู่ในขั้นวิกฤติ
คันธนู และกำลังในตัวของมันไม่สามารถจะเอาชนะหมู่มารนับร้อย ที่รายล้อมอยู่ได้

เหล่าเทพนารี และนางฟ้าสามพี่น้อง เห็นมารราคะตกอยู่ภาวะวิกฤติเช่นนั้น  ก็ทนดูอยู่ไม่ได้
พยายามฝืนสภาพความเจ็บปวด ถืออาวุธเข้าช่วยฟาดฟันหมู่มารที่ล้อมอยู่  มารราคะเหลือเพียงช่องทางเดียว
ที่จะหนีรอดออกมาจากวงล้อมได้ ก็คือกระโจนตัวหนีขึ้นสู่เบื้องบน    เมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างของมารราคะก็พุ่งขึ้น
สู่เบื้องบนทันที   มารมหาเทพคอยทีอยู่แล้ว พอเห็นร่างมารราคะโผล่ออกมาจากวงล้อม ก็พุ่งตัวเหวี่ยงกำปั้นอันทรงพลัง
ของมันเข้าที่ร่างของมารราคะอย่างเต็มแรง   ร่างของมารราคะลอยละลิ่วปลิวไปตามแรงกำปั้น  ร่วงลงสู่พื้น
แล้วไถลกลิ้งไถลไปตามพื้นดินอีกหลายตลบ   มารราคะพยายามยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก แต่แล้วร่างของ
มารมหาเทพก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า  มันคว้าจับเข้าที่คอของมารราคะแล้วชูขึ้น  กำปั้นอันทรงพลังจากมือ
อีกข้างของมัน ก็กระหน่ำลงบนใบหน้าของมารราคะ ซ้ำแล้ว  ซ้ำเล่า จนคอของมารราคะพับตกลง

เหล่าเทพนารีทั้งสี่ และนางฟ้าสามพี่น้อง กำลังรบกับหมู่มารและกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่
เมื่อเหลือบมองไปเห็นดังนั้น ก็ได้แต่ส่งเรียกร้องเรียกมารราคะด้วยความเป็นห่วง

มารมหาเทพ ชูร่างของมารราคะค้างนิ่งไว้  แล้วส่งเสียงหัวเราะอย่างผู้มีชัยดังก้องไปทั้งเวิ้งฟ้า
มันใช้อุ้งมืออีกข้างของมันตะปบเข้าที่ศรีษะของมารราคะ แล้วสูบพลังชีวิตออกไป

มารราคะส่งเสียงร้องออกมา ด้วยความเจ็บปวด พลังชีวิตของมันกำลังไหลออกไป
พร้อมกับสติของมันก็ค่อยๆ เลือนลางลง  มันเหลือบตามองดู  เหล่านางผู้เป็นที่รักของมัน
แล้วมองดูบรรยากาศของสวรรค์ ที่ถูกทำลายลงจนหมดความสวยงาม และถูกเปลี่ยนไปเป็นโลกของมาร
มันได้แต่คำนึงในจิตใต้สำนึกของมัน   ภาพความหลังตั้งแต่ได้พบกับนางฟ้าสามพี่น้อง จนเกิดเป็นความรักที่ฝังใจมัน
จนมันต้องกลายมาเป็นมารราคะ แล้วสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นอย่างมากมาย แล้วก็ได้มาพบกับเทพนารีทั้งสี่
ที่สอนให้มันรู้จักรัก และดูแลผู้อื่นควบคู่กันไปด้วย มันเกิดความรัก ความผูกพันธ์ และความเมตตาต่อชาวสวรรค์
ที่อยู่ภายใต้การปกครองของมัน  หากมันตายลงไป เหล่าสตรีที่มันรักก็จะต้องตายไปเช่นเดียวกัน รวมทั้งสัญญา
ที่ให้ไว้กับวิเอร่า ว่าจะไม่ทอดทิ้งเธอ มันคงทำไม่ได้อีกต่อไป เหล่าชาวสวรรค์ทั้งหลายคงต้องล้มตายลงอีก
เป็นจำนวนมากและเดือดร้อนวุ่นวายกันไปทั่ว  มันรู้สึกสลด และเสียดาย ถ้าหากชีวิตของมันที่จบไปในคราวนี้
ช่วยให้ทุกคนรอดพ้นจากอันตรายได้ มันก็ยินยอม พลันน้ำตาของมารราคะก็หลั่งออกมาไหลร่วงลงสู่พื้น แล้วขาดสติไป


ร่างของมารราคะกลับแปรเปลี่ยนเป็นโจ  โจยังคงหมดสติ มือและเท้าของเขาห้อยลง ศรีษะยังถูกมารมหาเทพจับเอาไว้
พลังชีวิตยังคงหลั่งไหลไปสู่ตัวมารมหาเทพอย่างไม่หยุด    ที่ศรีษะของโจ  เกิดดวงแสงสว่างกลมโตลอยออกมา  
มันคือดวงจิตของมารราคะ   ดวงจิตของมารราคะลอยตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วหยุดนิ่ง พลันก็เปล่งแสงเจิดจ้าดุจดวง
อาทิตย์ ท้องฟ้าพลันมีเสียงคำรามดังก้องไปทั่ว มวลหมู่เมฆดำที่ถูกมารมหาเทพนิมิตรขึ้นมา เริ่มเลือนหายไป
กลับกลายเป็นท้องฟ้าที่แจ่มใสตามปกติ แล้วดวงแสงสว่างนั้นก็พุ่งตรงเข้ามาที่ร่างของโจ จมหายไปเข้าไปในศรีษะ
เปลือกตาของโจ เปิดขึ้น ใบหน้าและร่างของโจเริ่มแปรเปลี่ยน เป็นบรุษหนุ่มผมยาวสีทอง ในชุดเกราะทอง ลักษณะ
องอาจผึ่งผาย ผิวพรรณมีประกายเรืองรองประดุจเทพ  ดวงตาของบุรุษผู้นั้นจ้องมองไปที่ใบหน้าของมารมหาเทพ
นิ่งอยู่

ทันใดนั้นมารมหาเทพก็รู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น  พลังชีวิตที่มันกำลังสูบเข้ามานั้นกลับไหลออกไปคืนสู่กาย
ของบุรษผู้นี้  และไหลไปไม่หยุด  ไหลออกมไปแม้กระทั่งพลังชีวิตที่มันเคยสูบสะสมไว้
มันไม่สามารถคลายมือออกจากศรีษะบุรุษหนุ่มผู้นั้นเพื่อหยุดยั้งการไหลออกของพลังของมันได้  
จนที่สุดร่างของมารมหาเทพก็ถูกพลังอันแรงกล้าสะท้อนออกมาจากร่างบุรุษหนุ่มลอยกระเด็นไป  
บุรุษหนุ่มผู้นี้คือ   โอเนล




---------------------------

ย้อนหลังไปเมื่อหลายพันปีก่อน  ในกาลที่มหาเทพองค์ก่อนยังเป็นผู้ปกครองสวรรค์  ได้มีบัญชาสวรรค์ให้เทพองค์รักษ์
ผู้เก่งกล้าที่สุดแห่งสวรรค์ลงไปปราบมารที่ตั้งตนเป็นใหญ่ รวบรวมพลพรรคมารเข้าท้าทายอำนาจสวรรค์  
เทพองค์รักษ์ผู้นั้นได้นำทัพสวรรค์ลงไปปราบมารจนมีชัยกลับมา และจับเอาบุตรสาวของมารมาเป็นตัวประกันไว้
เพื่อมิให้เหล่ามารรวบรวมไพร่พลเข้ามาท้าทายอำนาจสวรรค์อีก  แต่เทพองค์รักษ์ผู้นั้นกลับมีใจรักบุตรสาว
ของมารผู้เลอโฉม และลักลอบไปพบกับบุตรสาวของมารจนได้นางมาเป็นภรรยา  นางมารมีลูกชายร่วมกับ
เทพองครักษ์คนหนึ่ง มีชื่อว่า   โอเนล

โอเนลเป็นเด็กที่มีลักษณะกึ่งเทพ กึ่งมาร คือมีรูปโฉมและใบหน้างามประดุจเทพ แต่มีดวงตาลุกโชนประดุจเปลวไฟ
 โอเนลเป็นเด็กที่มีความเฉลียวฉลาด  มีความจำเป็นเลิศ และเป็นเด็กที่มีกำลังมาก
เทพองค์รักษ์ไม่ต้องการผู้อื่นให้ล่วงรู้เรื่องของตน ก็จำกัดอาณาเขตป้องกันไม่ให้ลูกของตนออกไปนอกตำหนัก  
เมื่อโอเนลเริ่มโตขึ้นก็มีนิสัยซุกซนตามวิสัยของเด็ก แต่เนื่องจากเป็นเด็กที่มีกำลังมากจึงไม่สามารถควบคุม
ไม่ให้ออกไปนอกวิมานได้โดยง่าย

เทพองค์รักษ์ผู้นั้นจึงนำบุตรชายของตนไปกักขังไว้ในหอคัมภีร์สวรรค์ซึ่งเป็นสถานที่ที่ปลอดจากชาวสวรรค์ใดๆ
จะมาพบเห็น  ทุกคืนเทพองครักษ์ก็จะลักลอบเข้ามาในหอคัมภีร์ เพื่อสั่งสอนบุตรของตน ทั้งในเรื่องการรบและมนต์ต่างๆ
พร้อมทั้งแนะนำให้ศึกษามนต์ต่างๆจากหอคัมภีร์เพิ่มเติม
ในช่วงกลางวัน  โอเนล ผู้มีความซุกซน และเฉลียวฉลาด ก็เอาแต่ท่องคัมภีร์สวรรค์ แก้ความเบื่อหน่าย
ให้หมดไปในแต่ละวัน  จนสามารถจดจำมนต์ต่างๆในหอคัมภีร์ได้จนหมดสิ้น  

วันหนึ่งเทพองค์รักษ์ลักลอบเข้าหอคัมภีร์มาเหมือนเช่นเคย และทดสอบความรู้บุตรของตน ก็ถึงกับตื่นตกใจ
ระคนภูมิใจในบุตรของตนยิ่งนัก ที่สามารถจดจำมนต์ต่างๆของสวรรค์ได้อย่างหมดสิ้น
ตั้งแต่วันนั้นมา เทพองค์รักษ์จึงฝึกสอนบุตรของตนให้บำเพ็ญภาวนาจิตให้แก่กล้า
เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้ควบคู่กับมนต์ที่จดจำได้ และจะกลายเป็นผู้ทรงฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า

ในแต่ละวันในตอนกลางวัน โอเนลก็จะบำเพ็ญเพียรบ่มเพาะพลังจิต ในตอนกลางคืนก็รับคำแนะนำ
จากผู้เป็นพ่อ  จนกระทั่งโอเนลเติบโตเป็นชายหนุ่มรูปงาม และทรงอิทธิฤทธิ์โดนที่ตนเองก็ไม่ล่วงรู้ในฤทธิ์ของตน

กระทั่งในคืนหนึ่ง ผู้เป็นพ่อไม่ได้เข้ามาในหอคัมภีร์เหมือนอย่างเคย  โอเนลจึงแอบออกมาจากหอคัมภีร์ แล้วทดลอง
แสดงฤทธิ์ที่ฝึกฝนมาอยู่ภายนอก จนเกิดความคึกคะนอง เหาะเหิรลักลอบเข้าไปยังวิมานต่างๆ  จนในที่สุด ก็ได้ลักลอบ
เข้าไปยังหอบูชาเทพเจ้า ซึ่งเป็นหอเก่าแก่ที่เชื่อกันต่อๆมาว่า เทพเจ้าผู้สร้าง สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เก็บของศักดิ์สิทธิ์สองอย่าง
คือ น้ำอมฤต และ ธนูเทพเจ้า    ไม่เคยมีเทพองค์ใดกล้าล่วงล้ำเข้าไปภายในหอแห่งนี้   เนื่องจากมีคำสาปสำทับไว้
ว่าหากผู้ใดย่างกรายเข้าไปในหอแห่งนี้ และแตะต้องของศักดิ์ทั้งสองชนิด ดวงจิตของผู้นั้นจะกลายเป็นมารตามพื้นฐาน
กิเลสของจิตนั้นและถูกกักขังไว้ในหนังสุนัข ตลอดไป
 
โอเนลทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง  นอกจากจะลักลอบเข้าไปในหอแล้วยังยกขวดน้ำอมฤตขึ้นมาดื่มจนหมด  
และหันไปยกคันธนูเทพเจ้าขึ้นน้าวสายเล่น  จนเกิดพลังทำลายล้างอย่างรุนแรงพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า
สวรรค์เกิดการสั่นสะเทือนไปทั่ว   ลูกธนูพุ่งแหวกชั้นฟ้าขึ้นมาจนเทพเจ้าผู้สร้างสังเกตเห็น

เมื่อโอเนลวางคันธนูลง  ดวงจิตของโอเนลก็ล่องลอยออกจากร่างมาสถิตย์ที่หนังสุนัขที่ผูกขึงไว้ตรงทางเข้า
โอเนลอยู่ในวัยหนุ่ม จิตมีกิเลสพื้นฐานในเรื่องราคะสูง  จิตของโอเนลจึงกลายเป็นมาร
มารที่หมกมุ่นแต่เรื่องของราคะ

[post]เทพเจ้าผู้สร้างครั้นเห็นลูกธนูก็จำได้ว่าเป็นของพระองค์เอง  จึงใช้เนตรของเทพเจ้าตรวจสอบเหตุการณ์
ก็ทราบสาเหตุทั้งหมด พระองค์เกิดเมตตาต่อ โอเนลที่ทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์  จึงช่วยเหลือด้วยการ
สลักมนต์ปลดปล่อยลงไปบนหนังสุนัข และให้พรว่า จากนี้ไปอีก สามพันปี จะมีผู้มาปลดปล่อยเจ้า
และเจ้าจะพ้นจากคำสาป หากว่าเมื่อใดดวงจิตของเจ้าเกิดความเมตตา คิดช่วยเหลือผู้อื่นจนแม้กระทั่ง
ชีวิตของตนเองก็สละให้ได้    และเมื่อพ้นคำสาป ธนูคันนี้ของข้าจะเป็นอาวุธคู่มือเจ้า

ตั้งแต่นั้นมา หนังสุนัขชิ้นนั้น ก็ถูกเคลื่อนย้ายเปลี่ยนมือไปตามกาลเวลา  มันนานจนกระทั่งโอเนลลืมสิ้น
ถึงที่มาของตนเอง  คงเหลือแต่กิเลสส่วนลึกที่เป็นไปตามคำสาปนั่นคือ ความเป็นมารที่ต้องการแต่ปลดเปลื้อง
ราคะของตนเท่านั้น  จนในที่สุดหนังสุนัขชิ้นนั้นก็ตกไปอยู่ในมือของจอมปีศาจ  และมีชื่อใหม่ว่า มนต์จิตมาร
[/post]
………………………………………………
ติดตามผลงาน by zeech ได้ที่นี้...
 มารราคะ ( ฉบับใหม่ )
ตอนที่ 17 วิกฤติการณ์ที่รอการประทุ ตอนที่ 18  มารมหาเทพปรากฏตัว
ตอนที่ 15 โซฟี เทพนารีแห่งความกรุณา ตอนที่ 16  อำนาจและความรัก
ตอนที่ 14 มารผู้เรืองอำนาจ
ตอนที่ 13 แคทเธอลีน – เทพนารีโฉมสะคราญ
ตอนที่ 12  มารร่างที่สามปรากฎกาย
ตอนที่ 11  โอลิเวีย-เทพนารีผู้เย้ายวน
ตอนที่ 9  สเตฟานี - เทพนารี เจ้าโทสะ ตอนที่ 10  มารสิ้นฤทธิ์  
ตอนที่ 7  มารราคะร่างที่สอง ตอนที่ 8  มารราคะบุกสวรรค์
ตอนที่ 5  ราเชลยอดรัก ตอนที่ 6  เจมิน่า ผมรักพี่ครับ
ตอนที่ 3  คืนแสนสุข ตอนที่ 4  กำเนิดมารราคะ
ตอนที่ 1 นางฟ้า 3 ตน ตอนที่ 2 แมรี่ผู้น่ารัก
[/size] TAXI นรก  
ภาค 2 ตอน จบ
ภาค 2 ตอน 2   ภาค 2 ตอน 3  
ภาค 1 ภาค 2 ตอน 1  
[/size] นางฟ้า 3 พี่น้อง (ต้นฉบับ)
ตอนที่  7 น่าอิจฉา [ตอนจบ]
ตอนที่  5  มารราคะร่างที่สอง ตอนที่  6  สุขสมกับความรัก
ตอนที่  3  ค่ำคืนอันเงียบเหงา ตอนที่  4  กำเนิดมารราคะ
ตอนที่ 1  ทำความรู้จักกับนางฟ้า ตอนที่่ 2  แมรี่ผู้น่ารัก      
 
[/size]


 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ