ยอดยุทธสะท้านบู๊ลิ้ม ตอนที่ 13 ลมปราณพรากวิญญาณ

ยอดยุทธสะท้านบู๊ลิ้ม ตอนที่ 13 ลมปราณพรากวิญญาณ

  • 445 ตอบ
  • 3922 อ่าน
*

ออฟไลน์ zeech

  • Full Member
  • **
  • 74
  • 2359
    • ดูรายละเอียด
ครั้งหนึ่งในคราวประลองยุทธวิจารณ์พลังฝีมือระหว่าง ทิกุ้ยชิ้ว กับ หลวงจีนหลี่เต๋อ  สองในห้าเซียนเทพยุทธ
บ้อเมี้ยวเล่านั๊ง ซึ่งถูกขนานนามว่า ปราชญ์พิสดาร ก็ถูกขอให้มาเป็นสักขีพยานในการประลองยุทธของคนทั้งสอง 
ทิกุ้ยชิ้ว ใช้วิชา ฝ่ามือสุญญตา ซึ่งถูกจัดให้เป็นวิชาที่มีพลังฝ่ามือที่รุนแรงที่สุด  ส่วนหลวงจีนหลี่เต๋อ ใช้วิชา ยูไลพันกร
ก็ถูกจัดให้เป็นวิชาฝ่ามือที่พลิกแพลงที่สุดเช่นเดียวกัน

ทั้งสองเข้าต่อสู้กัน โดยมี บ้อเมี้ยวเล่านั๊ง ผู้หลงใหลในวิชายุทธ เฝ้ามองดูอย่างตื่นตาตื่นใจ  ฝ่ามือสุญญตา ของทิกุ้ยชิ้ว
ที่ทรงพลังและเกรี้ยวกราด ยามร่ายรำและฟาดพลังฝ่ามือออกไป  หลวงจีนหลี่เต๋อ ก็ใช้วิชา ยูไลพันกรที่พิสดารและพลิกแพลง
เข้าคลี่คลายพลังฝ่ามือนั้นจนสลายไปสิ้น  และยามที่หลวงจีนหลี่เต๋อ ใช้วิชา ยูไลพันกร ที่พิสดารล้ำลึกเข้าจู่โจมบ้าง
ทิกุ้ยชิ้วก็ใช้พลังฝ่ามือสุญญตาร่ายรำแผ่อนุภาพออกครอบคลุมไปต้านรับ  จนหลวงจีนหลี่เต๋อก็มิสามารถหาช่องว่างเข้าโจมตีได้
ทั้งสองต่อสู้กันถึงสามร้อยกระบวนท่า ก็มิอาจทราบผลแพ้ชนะจึงหยุดการประลอง และขอคำวิจารณ์ตัดสินจาก บ้อเมี้ยวเล่านั๊ง

ในครั้งนั้นบ้อเมี่ยวเล่านั้ง ก็ให้คำวิจารณ์ว่า  ฝ่ามือสุญญตาของทิกุ้ยชิ้ว แม้มีอานุภาพที่รุนแรงและเกรี้ยวกราดก็จริง
แต่ท่าร่าง กลับเชื่องช้า ขาดความล้ำลึก  ส่วน วิชายูไลพันกร ของหลวงจีนลี่เต๋อ แม้กระบวนท่าพลิกแพลง เลิศล้ำ
แต่ก็ขาดจุดเด่นทางด้านพลังทำลายล้าง  สรุปก็คือ ฝ่ามือสุญญตามีความเป็นเลิศทางสายลมปราณ  ยูไลพันกร
มีความเป็นเลิศ ทางด้านกระบวนท่า หากแม้นประสานทั้งสองวิชาเข้าไว้ด้วยกันได้ ก็นับว่า บู๊ลิ้มได้กำเนิดสุดยอดวิชา
มาอีกหนึ่งแล้ว

ทิกุ้ยชิ้ว และ หลวงจีนหลี่เต๋อ ได้รับฟังคำวิจารณ์ของ บ้อเมี้ยวเล่านั๊ง ก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ จึงตกลงให้ บ้อเมี้ยวเล่านั๊ง
ทดลองหล่อหลอมวิชายุทธทั้งสองเข้าไว้ด้วยกัน แล้วนำมาวิจารณ์ร่วมกันในการนัดพบครั้งหน้า

ตั้งแต่นั้นมา บ้อเมี่ยวเล่านั้ง ก็ใช้เวลาหลายปี คร่ำเคร่งหล่อหลอมสุดยอดวิชาทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันจนสำเร็จเป็นคัมภีร์ยุทธ
ขึ้นมาหนึ่งเล่ม คัมภีร์เล่มนั้นมีชื่อว่า คัมภีร์สุญญตาพันกร

เวลาล่วงผ่านไปเนิ่นนาน ทั้งสามก็มิเคยได้มีโอกาสพบกันอีก  จนเกิดเหตุการณ์ลัทธิเบญจธาตุบุกจงหยวน โดยใช้วิชาฝ่ามือ
เบญจธาตุเข้าทำลายล้างชาวยุทธจงหยวน บ้อเมี่ยวเล่านั้ง จึงนำคัมภีร์ สุญญตาพันกร ที่ตนบัญญัติขึ้นมาทบทวน ก็พบว่า
คัมภีร์ สุญญตาพันกร สามารถสยบวิชา ฝ่ามือเบญจธาตุของ เหล่าลัทธิเบญจธาตุได้ จึงได้เขียนอักษร คำว่า สยบฝ่ามือเบญจธาตุ
ปิดทับไว้ที่หน้าคัมภีร์เล่มเดิม เวลาเนิ่นนานผ่านไปจน บ้อเมี่ยวเล่านั้งเอง ก็เลอะเลือนลืมไป

จนเว่ยฉิงคัง เข้าไปพบคัมภีร์นี้ในห้องเก็บคัมภีร์ ของบ้อเมี่ยวเล่านั้ง มันมีความตั้งใจที่จะศึกษาเพลงยุทธในคัมภีร์นี้
เพื่อที่จะนำไปสยบฝ่ามือ เบญจธาตุ ของเทวทูตหน้าทอง แก้แค้นให้กับบิดาของตน

ตั้งแต่นั้นมา มันก็เฝ้าฝึกฝนวิชาในคัมภีร์อย่างอดทนจนเวลาล่วงผ่านไปห้าวัน  มันก็หาได้มีความก้าวหน้า
ในวิชายุทธจากคัมภีร์ไม่ เนื่องด้วยเพราะ วิชา สุญญตาพันกร ถูกหล่อหลอมมาจากสุดยอดวิชาของผู้ทักษะยุทธ
ที่มีพลังลมปราณที่สูงล้ำ บุคคลเช่นมันยังมีพื้นฐานลมปราณอ่อนด้อย จึงยังมิอาจกระทำตามข้อความที่ระบุไว้ในคัมภีร์ได้

ครั้นเวลาผ่านไปห้าวัน ใกล้จะถึงกำหนดตามที่ บ้อเมี่ยวเล่านั้ง ระบุไว้มันก็เกิดความเกรงกลัว จะถูกขับไล่ออกไป
จึงขวนขวายหาวิชายุทธใหม่มาฝึกฝน แต่กลับไม่พบวิชายุทธใดที่ต้องใจมัน พลันบังเกิดความหงุดหงิดฟุ้งซ่าน
ปัดป่ายคัมภีร์ยุทธในชั้นออกจนหมดสิ้น ด้วยความคับแค้นใจ

เมื่อคัมภีร์ในชั้นวาง ถูกมันปัดป่ายออกจนหมด สายตาของมันก็กระทบเข้ากับห่อผ้าสีขาวที่ถูกปิดผนึกไว้ ห่อหนึ่ง
มันวางอยู่ที่ส่วนภายในของชั้นวาง   มันหยิบห่อผ้านั้นมาพิจารณาดู  ที่ห่อผ้า มีข้อความปิดไว้ว่า

"คัมภีร์โบราณนี้ ชั่วร้ายนัก แต่มิอาจตัดใจทำลาย"


เว่ยฉิงคัง ครุ่นคิดอยู่ภายในใจ คัมภีร์นี้คงเป็นวิชาทางฝ่ายมาร แต่บ้อเมี่ยวเล่านั้ง เป็นผู้รักและหลงใหลวิชายุทธ
จึงมิอาจทำลาย และซ่อนไว้ในห่อผ้านี้ 

ยามอับจนปัญญา มันก็หาได้สนใจข้อความบนห่อผ้า พลางเปิดผนึกคลี่ห่อผ้าออกดูก็พบว่า เป็นคัมภีร์เก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่ง
มันหยิบคัมภร์นั้นขึ้นมาเปิดอ่าน หน้าแรก เขียนไว้ว่า 

"ลมปราณพรากวิญญาณ"

เว่ยฉิงคังใคร่รู้ มากขึ้นจึงพลิกหน้าที่สองออกอ่าน ด้วยความสนใจ
หน้าที่สองมีข้อความว่า

"โคจรย้อนกลับ ซึมซับพลังผี ทอนอายุสิบปี ทั่วปัฐพีล้วนกลัวเกรง"


มันเกิดความงุนงงสงสัย จึงเปิดอ่านทีละหน้าก็พบว่า คัมภีร์เล่มนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนลมปราณ และส่วนกระบวนท่า
การฝึกฝนต้องเริ่มจากส่วนของลมปราณก่อน ผู้ฝึกจะต้องหมั่นโคจรลมปราณให้ย้อนกลับ  เพื่อเร่งทะลวงจุดในร่าง
ให้เปิดรับพลังจักระจากภายนอก ในระหว่างการฝึกจะได้รับความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก จนในที่สุดผู้ฝึก
จะมีร่างกายทรุดโทรมและมีอายุสั้นลงสิบปี 

เมื่อทะลวงจุดเปิดรับจักระจากภายนอกได้สำเร็จ จึงออกไปแสวงหาสถานที่ เพื่อซึมซับพลังวิญญาณจากคนตาย
 ควบคู่กับการฝึกกระบวนท่า จึงจะสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว

เว่ยฉิงคังครุ่นคิด และตัดสินใจได้ในทันที มันต้องการจะฝึกวิชาในคัมภีร์นี้ แม้จะลดทอนอายุมันลงสิบปีก็ตาม
มันไม่อาจรั้งรอฝึกวิชาอื่นใดได้อีก  มีแต่วิชาในคัมภีร์นี้เท่านั้นที่จะเร่งให้มันเป็นยอดฝีมือ ทำการแก้แค้นให้บิดาได้สำเร็จ 
มันคิดได้ดังนั้นก็บังเกิดแผนการขึ้นทันที 

มันต้องออกไปจากที่แห่งนี้ เพื่อฝึกปรือพลังลมปราณ เพราะหากยังคงฝึกในสถานที่แห่งนี้ บ้อเมี้ยวเล่านั๊ง คงต้องทราบ
และ ยึดเอาคัมภีร์คืนไป มันจึงสอดคัมภีร์ลมปราณพรากวิญญาณ ซ่อนไว้ในอกเสื้อของมัน  แล้วแสร้งส่งเสียงพร่ำเพ้อ ออกไป
มันอดทนพยายามส่งเสียงคร่ำครวญอยู่หลายครั้ง จนผ่านไปค่อนวัน  บ้อเมี้ยวเล่านั๊ง ก็เกิดความรำคาญ และหมดความอดทน
เปิดประตูห้องเก็บคัมภีร์ แล้วส่งเสียงถามลงไป

"เจ้าส่งเสียงคร่ำครวญต้องการสิ่งใด"



"ข้าทนอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว  โปรดปล่อยข้าออกไปเถิด ท่านผู้อาวุโส"


บ้อเมี้ยวเล่านั๊ง ส่ายศรีษะอย่างระอาใจ

"เช่นนั้น เจ้าขึ้นมา"


เมื่อได้ยินคำของ บ้อเมี้ยวเล่านั๊ง พูดเช่นนั้น ก็สมดังความต้องการของมัน มันจึงเร่งไต่บันได
ขึ้นไปจากห้องเก็บคัมภีร์ ร่างของมันโผล่พ้นขึ้นมาจนยืนอยู่ภายในบ้าน หันเหลียวมองไปโดยรอบ
ก็ไม่พบร่างของ บ้อเมี้ยวเล่านั๊ง มันจึงเดินออกมาจนถึงบริเวณภายนอกตัวบ้าน

โดยที่มันมิทันตั้งตัว ร่างของบ้อเมี้ยวเล่านั๊ง  ก็ปราดเข้าจู่โจมใส่มันอย่างว่องไว
เว่ยฉิงคังยกแขนสกัดกั้นฝ่ามือ ที่บ้อเมี้ยวเล่านั๊งฟาดจู่โจมใส่มัน พลันบังเกิดช่องว่างขึ้นที่เอวของมัน
เป็นเวลาเดียวกันกับเท้าของ บ้อเมี้ยวเล่านั๊ง ก็ฟาดเข้ามาทันที

ร่างของมันเซถลาไปตามแรงเตะจนล้มลง  บ้อเมี้ยวเล่านั๊ง เห็นเช่นนั้นใบหน้าก็บังเกิดความโกรธเกรี้ยวขึ้น
แล้วพุ่งร่างปราดเข้าไปเตะซ้ำ ที่ร่างของมันในขณะที่มันกำลังยันกายลุกขึ้น
ร่างของเว่ยฉิงคัง ก็กลับล้มกลิ้งหมุนไปอีกสามสี่รอบ


"ไป..ไปให้พ้นจากบ้านของข้า ห้าวันมานี้เจ้ามัวทำสิ่งใดอยู่ คนเช่นเจ้ามันไม่มีความมานะพยายาม
เจ้าไม่มีค่าพอที่จะร่ำเรียนวิชาของข้า จงไสหัวไปเดี๋ยวนี้"


เว่ยฉิงคังยันกายลุกขึ้นอีกครั้ง กายของมันบอบช้ำ แต่จิตใจของมันกลับลุกโชนด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า
สักวัน มันจะพิสูจน์ให้ทุกคนในบู๊ลิ้มได้เห็น ว่าคนเช่นมันนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด

มันประคองร่างตนเองเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ร่างของมันค่อยๆ หายลับไปกับพงไม้ ณ.ป่าแห่งนั้น

---------

ณ.ปรัมพิธีบูชาเทพแห่งลัทธิเบญจธาตุ ลิ่มบ้อฮวย เหม่ยผิง และ เหม่ยลี่ แปลงโฉมเป็นสตรีชาวเปอร์เซีย
เดินปะปนไปกับชาวเมือง ที่กำลังหลั่งไหลมาทำพิธีบูชาเทพเจ้าของลัทธิ ผ่านองค์ธิดาเทพที่นั่งอยู่ในปรัมพิธี
เพื่อสอดแนมช่องทางที่จะเข้าไปภายในวังของลัทธิเบญจธาตุ ขณะที่พวกนางยืนปะปนอยู่ในแถวนั้น
ก็เห็นสตรีนางหนึ่งใช้ผ้าดำคลุมศรีษะ มีท่าทีแตกต่างจากบุคคลทั่วไป คล้ายกำลังจะลักลอบจะบุกเข้าไปในปรัมพิธี

ลิ่มบ้อฮวยเห็นเช่นนั้น ก็เกรงว่าสตรีผู้นั้นจะก่อความวุ่นวายขึ้นจนเสียแผนการของฝ่ายตน จึงติดตามสตรีนางนั้น
เข้าไปอย่างใกล้ชิด ครั้นพอได้ระยะที่เหมาะสม ลิ่มบ้อฮวยก็จี้สกัดจุดสตรีผู้นั้น จนหลับไหล แล้วประคองร่าง
ของนางออกมาจากบริเวณนั้นพร้อมกันกับ เหม่ยผิงและเหม่ยลี่  เป็นเวลาเดียวกันกับที่หมอวิปลาสและ เม่ยเม่ย
ก็เดินทางมาถึงและพบกันในที่นั้น

ทั้งหมดพากันหลบเข้ามาในที่ปลอดคน แล้ววางร่างของนางผู้นั้นลง ลิ่มบ้อฮวยตัดสินใจเปิดผ้าคลุมศรีษะ
ของนางผู้นั้นออกดู พอเห็นใบหน้าของนางผู้นั้นก็ทั้งตกใจและดีใจระคนกัน เพราะนางผู้นั้นคือ เหม่ยเยี่ย
ศิษย์ในสำนักของตน ที่ถูกคนของลัทธิเบณจธาตุจับตัวไปนั่นเอง

เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เหม่ยเยี่ยก็กลับฟื้นคืนสติขึ้น ลืมตาขึ้นมองดูเห็นเป็นลิ่มบ้อฮวย และน้องสาว
ทั้งสองของตนก็ดีใจ จนน้ำตาไหลพรากออกมา  เหม่ยเยี่ยกระทำคารวะต่อเจ้าสำนักของตน และตรงเข้า
โอบกอดน้องสาวทั้งสอง ทั้งหมดต่างไถ่ถามเรื่องราวของกันและกันจนคลายความตื่นเต้นที่ได้เจอกันแล้ว

พลันสายตาของเหม่ยเยี่ยก็เหลือบไปเห็น หมอวิปลาสนั่งรวมอยู่ในที่นั้นด้วย สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปในทันที
พลางร้องถามขึ้น


"ท่านเจ้าสำนัก ใยบุคคลผู้นี้จึงมาอยู่ ณ.ที่นี้"


ลิ่มบ้อฮวย มิได้ล่วงรู้เหตุการณ์ในครั้งก่อนก็ยิ้ม แล้วพูดขึ้นว่า

"นี่คือ ท่านหมอเมี่ยว ท่านหมอได้ช่วยชีวิตข้าไว้ในคราวที่ต้องพิษของลัทธิเบญจธาตุ  ส่วนแม่นางน้อยนั้น
คือ เม่ยเม่ย บุตรสาวของ ท่านเว่ยน่ำเทียน นางมีเคราะห์กรรมต้องพิษมาเช่นเดียวกัน ท่านหมอจึงได้ช่วยไว้"


เหม่ยเยี่ย แสยะยิ้ม หันไปมองหมอวิปลาสพลางพูดขึ้น

"หึ...คาดไม่ถึง ท่านกลับกลายเป็นคนดีในสายตาผู้อื่นไปแล้ว"


หมอวิปลาสมีใบหน้าเรียบเฉย คล้ายดังไม่เคยมีเรื่องราวใดเกี่ยวข้องกับนาง

ลิ่มบ้อฮวยหันมองไปที่ เหม่ยเยี่ย แล้วไถ่ถามขึ้น

"เจ้าเคยพบท่านหมอมาก่อนรึ"


เหม่ยเยี่ยสบตากับหมอวิปลาสแล้วพูดขึ้นว่า

"ศิษย์เคยพบมาครั้งนึง  นับว่าท่านเป็นบุคคลที่ประเสริฐจริงๆ"


ลิ่มบ้อฮวย ฟังแล้วก็มิได้ติดใจสิ่งใด จึงร้องขอให้นางเล่าเรื่องราว ภายในวังเบญจธาตุที่นางได้พบเห็น
ออกมาให้ทราบ

เหม่ยเยี่ยจึงเล่าเรื่องราว เกี่ยวกับ เจ้าลัทธิและธิดาเทพ รวมถึง ยาสะกดวิญญาณ ที่เทพธิดาหมื่นพิษ หยางเพ่ยจือ
เป็นผู้ปรุงขึ้น จนทำให้นาง และเยี่ยกุ้ยอิง รวมถึง ศิษย์ของ อารามชีบุปผาหยกอีกสองคน
ต้องกลายเป็นองครักษ์หุ่น ส่วนเหตุใดจึงมีนางเพียงผู้เดียวที่ฟื้นคืนสติขึ้น นางเองก็มิทราบ 

ลิ่มบ้อฮวยทราบเรื่องราวทั้งหมดก็ร้อนใจ ใคร่จะไปช่วยเหลือ เยี่ยกุ้ยอิง จึงพูดขึ้นว่า

"เช่นนั้นพวกเราลอบเข้าไปนำตัว เยี่ยกุ้ยอิงกลับมา"


หมอวิปลาสได้ยินเช่นนั้นก็ขัดขึ้น

"ทำเช่นนั้น ไม่เกิดประโยชน์อันใด หากว่ามันรู้ตัวว่านางถูกช่วยเหลือออกไป
พวกมันก็จะเรียกตัวนางกลับไปอีก  เราควร หายาถอนพิษสะกดวิญญาณให้ได้เป็นอันดับแรกก่อน
แล้วจึงชิงตัวนางกลับมา"


ลิ่มบ้อฮวย เห็นด้วยกับเหตุผลของหมอวิปลาส จึงถามขึ้นว่า

"ท่านมีความเห็นว่า ควรทำเช่นใด"


"ข้าคิดว่า เราควรเริ่มสืบค้นยาถอนพิษ จาก หยางเพ่ยจือ  งานครั้งนี้จะทำให้พวกมันรู้ตัวก่อนไม่ได้
ข้าคิดว่า ข้าจะลอบเข้าไปในห้องปรุงยาของนาง เผื่อว่าจะได้เบาะแสของยาถอนพิษ  หากว่าโชคเข้าข้างเรา
ค้นพบยาถอนพิษ พวกเราก็จะบุกเข้าชิงตัวช่วยเหลือ เยี่ยกุ้ยอิง กลับคืนมา"


ลิ่มบ้อฮวย และเหล่าศิษย์ของนางต่างก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ ทุกคนตกลงกันที่จะให้หมอวิปลาสลักลอบเข้าไป
หายาถอนพิษ ดังนั้นในยามค่ำของวันนั้น หมอวิปลาสก็ทะยานร่าง หายไปในความมืดขึ้นสู่บนกำแพงวัง
ด้วยวิชาตัวเบาที่ล้ำเลิศ แล้วเร้นกายหายลับเข้าไปภายในเขตวังของลัทธิเบญจธาตุ

หมอวิปลาส ทะยานร่างไปบนหลังคาตามตึกต่างๆ ภายในวัง มันมีความคิดว่า หยางเพ่ยจือ เป็นหมอยาผู้หนึ่ง
ดังนั้น ห้องยาของนางจะต้องมีกลิ่นยาล่องลอยมาต้องจมูกมัน มันจึงทะยานร่างไปบนหลังคาของตึกต่างๆ
จนมาหยุดลงที่ตึกทรงเตี้ยตึกหนึ่ง มีกลิ่นยาต้ม ลอยคละคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณ

มันจึงทิ้งร่างลงสู่พื้นดิน เร้นกายไปที่ช่องหน้าต่าง ลอบมองความเคลื่อนไหวภายในห้อง
ครั้นไม่เห็นมีผู้คนในห้อง มันจึงลอบเข้าห้องยานั้น เพื่อสืบค้นหายาถอนพิษ 

หมอวิปลาสตรงไปที่ชั้นเก็บยา หยิบขวดยามาเปิดจุกดม พิจารณาตัวยาและส่วนผสมในแต่ละขวด
แต่มันก็ไม่สามารถระบุให้แน่ชัดลงไปได้  ในระหว่างที่มันกำลัง พิจารณาตัวยาในแต่ละขวดอยู่นั้น
ก็มีเสียงของสตรีนางหนึ่งพูดขึ้น


"เจ้าคือผู้ใด  เข้ามาค้นหาสิ่งใดในห้องยาของข้า"


หมอวิปลาสตกใจจนสะดุ้ง มันลอบคิดอยู่ภายในใจว่า สตรีนางนี้มาอยู่ข้างหลังเราโดยเรามิรู้ตัว
ฝีมือของนางต้องมิใช่ชั่วแน่  มันจึงค่อยๆหันใบหน้าไปมองดู เห็นเป็นสตรีวัยสามสิบเศษ
ดวงหน้าเป็นรูปไข่ ใส่เครื่องประดับคล้ายเป็นสตรีสูงศักดิ์ มีรูปกายงดงามจนมันตะลึงค้าง
ทันทีที่พบเห็น

"แม่นางคือ หยางเพ่ยจือ เทพธิดาหมื่นพิษใช่หรือไม่"




มันเอ่ยปากไถ่ถาม พลางแย้มยิ้ม

นางผู้นั้นเดินเนิบนาบเข้ามาใกล้ แล้วเหลือบมองดูหมอวิปลาสตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า


"เจ้ามิใช่ ชาวเปอร์เซีย ลอบเข้ามาในห้องยาของข้ามีประสงค์สิ่งใด"


"ข้าคือ เมี่ยวนึ้งตง เป็นหมอยา ได้ยินชื่อเสียงแม่นางมานานจึงคิดใคร่แลกเปลี่ยนความรู้"


"เจ้าโป้ปด มิสมจริง ข้าไม่เคยออกไปภายนอก เหตุใดจึงมีชื่อเสียงไปถึงหูเจ้าได้ บอกมาเจ้าประสงค์สิ่งใด"


"ฮ่า ฮ่า ฮ่า  เช่นนั้นข้าคงต้องบอกแล้ว  ขอแม่นางโปรดให้ยาถอนพิษ สะกดวิญญาณแก่ข้าด้วย"


"ที่แท้ เจ้าก็คือชาวจงหยวน คิดจะช่วยเหลือองครักษ์หุ่นออกไป    ยาถอนพิษจะได้ไปหรือไม่
ต้องขึ้นกับฝีมือของเจ้าแล้ว"


พูดจบ หยางเพ่ยจือ ก็ฟาดหลังมือใส่ร่างของหมอวิปลาส แล้วตามติดด้วยการเตะ หมอวิปลาสยามกระทันหัน
ก็หงายร่างหลบหลังมือของนาง ย่างเท้าถอยหลังไปหนึ่งก้าว ยกแขนข้างนึงขึ้นรับเท้าข้างนึงของนาง
พลันเบี่ยงร่าง หมุนตัวหันกลับมาเป็นฝ่ายจู่โจมคืนบ้าง

หยางเพ่ยจือบิดร่างไปทางซ้ายและขวา รับเพลงเท้าของหมอวิปลาส ที่จู่โจมตามติดไม่ลดละ แล้วกระโดดกลับหลัง
ซัดอาวุธลับออกมากลุ่มหนึ่ง

หมอวิปลาสเห็นเช่นนั้น ก็แก้ไขด้วยการการหยิบกระด้งใส่ยาใบหนึ่งขึ้นบังร่างมันไว้ อาวุธลับกลุ่มนั้น
ก็พุ่งติดตรึงอยู่กับกระด้งยาทั้งหมด

หยางเพ่ยจือจรดเท้าลงสู่พื้น ยืนนิ่งมองดูอยู่ แล้วลอบคิดอยู่ภายในใจว่า หมอยาผู้นี้มีพลังฝีมือสูงส่ง คิดเอาชัย
ด้วยกำลังการต่อสู้ คงเป็นเรื่องยาก จึงคิดหาหนทางเอาชัยต่อหมอวิปลาสในทางอื่น


"เราทั้งสองเป็นผู้ชำนาญในการใช้ยา ใยมิประลองกันด้วยยา"


หยางเพ่ยจือมั่นใจในฝีมือการใช้พิษของตน จึงคิดใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกล่อ ให้หมอวิปลาสประลองกับนางด้วยพิษ

หมอวิปลาสได้ยินเช่นนั้น ก็รู้เท่าทัน จึงตอบไปว่า

"แม่นางคิดจะสยบข้าด้วยพิษ หาใช่เรื่องง่ายดาย แต่หากแม่นางต้องการทดสอบข้าก็ยินดี"


หยางเพ่ยจือ แย้มยิ้มออกมาอย่างสมความคิด

"เช่นนั้นเรามาประลองกัน ท่านกับข้าผลัดกันรับพิษของแต่ละฝ่าย หากผู้ใดมิสามารถ
แก้ไขพิษได้ก็พ่ายแพ้ตายไป ท่านจะกล้าหรือไม่"


"หึ... มีสิ่งใดต้องเกรงกลัว"


"ดี  ข้าเป็นสตรี สมควรเป็นฝ่ายให้พิษท่านก่อน ท่านเห็นเป็นเช่นไร"


"ดูแม่นางมีความมั่นใจมาก ข้าก็ใคร่จะรู้เช่นกันว่า พิษของเจ้าจะมีพิษสงเช่นใด
เชิญแม่นางให้พิษแก่ข้า"


หยางเพ่ยจือหยิบขวดยาออกมาจากสายคาดเอวของนาง พลางพูดขึ้นว่า

"นี่คือ ยาเม็ดเจ็ดอสรพิษ มันปรุงมาจากพิษของอสรพิษที่ร้ายแรงทั้งเจ็ด พิษของมันจะทำให้
โลหิตไหลออกจากทวารทั้งห้า ทุกข์ทรมานจนตาย หากท่านคิดถอนตัว ยอมกลับออกไปแต่โดยดี
ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ประเสริฐ"

หมอวิปลาสยื่นมือออกไปรับเม็ดยา ด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบ แล้วก็จับใส่ปากของตนทันที

เม็ดยาเข้าปากไปเพียงชั่วอึดใจ พิษของมันก็กำเริบขึ้นทันที หมอวิปลาสพิจารณาถึงอาการ ก็หยั่งทราบว่า
ยานี้แพร่กระจายตัวไปทางเส้นเลือด จึงใช้วิชาจี้สกัดจุด สกัดจุดสำคัญของตนเองไปทั่วร่างเพื่อระงับ
การแพร่กระจายของพิษ แต่ก็ได้ยังรับความทุกข์ทรมานจนต้องกระอักโลหิตออกมาก้อนหนึ่ง

หยางเพ่ยจือเห็นเช่นนั้น ก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน

"เสียดายที่ท่านต้องมาพบจุดจบเช่นนี้ หากท่านคิดออกไปก่อนหน้านี้ ท่านก็มิต้องมาประสบชะตากรรม
ที่น่าสังเวชแล้ว"


หมอวิปลาสมิพูดสิ่งใด ล้วงมือไปในอกเสื้อ หยิบขวดยามาขวดหนึ่ง  มันคือพิษที่ปรุงจากต้นไม้พิษ
ที่ร้ายแรงหลายชนิดหลอมรวมกัน มิคาดว่าในครั้งนี้จะได้นำออกมาใช้ มันคิดใช้วิธี  พิษต้านพิษ
หมอวิปลาส เทเม็ดยาออกจากขวดมาหนึ่งเม็ด แล้วหยิบใส่ปากของตน พลางโคจรลมปราณในร่าง
เร่งให้พิษทั้งสองกำเริบหักล้างกัน    จนในที่สุด หมอวิปลาสก็อาเจียนออกมาเป็นโลหิตสีดำสนิท

หยางเพ่ยจือ เห็นเช่นนั้นก็เข้าใจในทันทีว่า หมอวิปลาสได้ถอนพิษของตนออกจากร่างจนหมดสิ้น
นางถึงกับตื่นตะลึง ใบหน้าซีดเผือดลง  แต่ก่อนมา นางมีความมั่นใจและถือดีในวิชาพิษของนาง
เป็นอย่างมาก ไม่เคยมีผู้ใดสามารถรอดตายจากพิษของนางได้ หากนางประสงค์ให้ตาย
จนนางได้รับการยกย่องให้เป็น เทพธิดาหมื่นพิษ

เมื่ออาเจียนเสร็จสิ้น หมอวิปลาสก็มีอาการคล้ายกับมิเคยได้รับพิษ แย้มยิ้มออกมาแล้วพูดขึ้นว่า

"พิษของเจ้าถูกข้าขับออกมาหมดแล้ว  ถึงคราวของข้าบ้าง เจ้าจะยินยอมพ่ายแพ้หรือไม่"


หยางเพ่ยจือ มีความทรนงถือดี นางคิดว่านางก็ย่อมสามารถถอนพิษของหมอวิปลาส
ออกมาได้เช่นกัน จึงยื่นฝ่ามือออกไปรับยาจากหมอวิปลาส

หมอวิปลาสเห็นเช่นนั้นก็พูดขึ้นว่า

"แม่นางเป็นสตรีที่มีความงาม หากมาตายไปด้วยพิษของข้า ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งนัก
ขอเจ้าจงใคร่ครวญให้ดี"


"ส่งยาของเจ้ามา"


หมอวิปลาสพลันมีสีหน้าแปรเปลี่ยน ลอบยิ้มคล้ายดังมีเรื่องเกิดขึ้นสมใจมัน
พลันหยิบยาออกมาหนึ่งเม็ดยื่นให้นาง

ยังมิทันที่มันจะได้พูดสิ่งใด หยางเพ่ยจือก็หยิบยานั้นใส่ปากของตนทันที
หมอวิปลาสเห็นเช่นนั้น ก็ยิ้มออกมาอย่างมีเรื่องน่ายินดีพลางพูดขึ้นว่า

"ยาที่เจ้ากินลงไปเมื่อสักครู่ เป็นยาที่ข้าทุ่มเททั้งชีวิตปรุงขึ้นมา เพื่อให้ความสุข
แก่สตรี  มันมีชื่อว่า เหมยฟ้ารัญจวน"


หยางเพ่ยจือ จ้องมองมายังมัน แล้วพูดขึ้นว่า

"มันคือพิษชนิดใดกันแน่ จึงสามารถให้ความสุขแก่สตรี"


ทันใดนั้น หยางเพ่ยจือ ก็เริ่มรู้สึกรุ่มร้อนตามส่วนต่างๆภายในร่าง ด้วยเหตุที่นางเป็นหมอยา
ก็เข้าใจได้ทันทีว่ามันคือพิษชนิดใด  ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นพลางร้องถามออกมา

"หรือว่า มันคือยา....."


หยางเพ่ยจือ จี้สะกัดจุดตนเองเพื่อชลอฤทธิ์ยา พลางพูดขึ้นว่า

"เจ้าใช้วิธีสกปรก  เหตุใดจึงนำยาลามกเช่นนี้มาประลองกับข้า  จงเอายาแก้พิษออกมา"


หมอวิปลาส แย้มยิ้มคล้ายมีความสุขอย่างที่สุดแล้วตอบว่า

"เจ้าใช้พิษฆ่าคน  ข้าใช้พิษให้ความสุขคน มีที่ใดสกปรก หากเจ้าแก้ไขไม่ได้
ก็ถือว่าพ่ายแพ้แก่ข้า"


การจี้สกัดจุด ทำได้เพียงชลอฤทธิ์มิให้กำเริบออกมาเต็มที่เท่านั้น นางจึงเริ่มรู้สึกว่า
จุดสำคัญในร่างของนางเริ่มตื่นตัว ทุกเส้นขนของนางลุกชัน มีอาการร้อนผ่าวซาบซ่าน
ขึ้นบนใบหน้า  นางเริ่มรู้ชะตากรรมตนเองทันที หากเป็นพิษร้ายอื่นๆนางก็หาเกรงกลัวไม่
เนื่องด้วยว่า ร่างกายของนางฝึกฝนการใช้พิษและกินยาต้านพิษมาหลายชนิด จนไม่มี
พิษชนิดใดทำอันตรายแก่นางได้  แต่เหมยฟ้ารัญจวน กลับเป็นพิษที่มิได้มุ่งหมายทำลายชีวิต
มันเป็นยากระตุ้นกำหนัด ที่นางไม่เคยแม้แต่คิด ที่จะศึกษามัน


"ขอยาแก้พิษให้ข้า "

เสียงของนางเริ่มเปลี่ยนเป็น บางเบา แหบพร่า


"หากเจ้าให้ยาแก้ พิษสะกดวิญญาณแก่ข้า ข้าก็จะให้ยาแก้พิษแก่เจ้า"


"ไม่ได้ ...พิษสะกดวิญญาณ ไม่มียาแก้ ข้ายังไม่สามารถคิดค้นมัน"


"เช่นนั้นก็ดี ข้าก็จะขอนั่งชมสตรีรูปงามเช่นเจ้าคลั่งสวาท ให้เป็นที่เพลิดเพลินใจข้า"


หยางเพ่ยจือได้ยินเช่นนั้น ก็เกิดความรู้สึกตื่นกลัว หากเกิดเรื่องราวบัดสีเช่นนั้น นางคงอับอาย
ไปทั้งชีวิต จึงร่ำร้องขอยาแก้พิษอีกครั้ง

"ข้ายอมพ่ายแพ้แล้ว โปรดให้ยาแก้พิษข้าเถิด"


"ไม่ได้ เจ้าต้องเอายาแก้ พิษสะกดวิญญาณมาแลก"


"ข้าบอกเจ้าไปแล้ว พิษสะกดวิญญาณ ไม่มียาแก้  โปรดเชื่อข้า"

นางพูดพลางหยิบขวดยาขึ้นมาจากสายคาดเอว


"นี่คือพิษสะกดวิญญาณ มันจะออกฤทธิ์ปิดกั้นจุดที่ก่อเกิดพลังชีวิต ทำให้ผู้ที่รับพิษมีอาการเช่นคนตาย
จากนั้น ข้าจึงสะกดจิตให้คนผู้นั้นเชื่อฟัง สัญญาณจากเสียงกระดิ่งเรียกวิญญาณ
ข้าบอกเคล็ดของพิษสะกดวิญญาณแก่เจ้าไปสิ้นแล้ว  โปรดให้ยาแก้พิษแก่ข้า"

หยางเพ่ยจือพูดจบ ก็มีอาการกำเริบขึ้น นางล้มตัวลงนอนเกลือกกลิ้งอยูที่พื้น
แต่ยังมีสติหลงเหลืออยู่ นางจ้องมองดูหมอวิปลาสอย่างข่มความรู้สึกถึงที่สุด


"แม่นาง ข้าเชื่อเจ้าแล้ว แต่ข้าเองก็ไม่มียาถอนพิษเช่นกัน  ข้าจะช่วยให้เจ้าพ้นทุกข์
หากเจ้าต้องการ"


หมอวิปลาสพูดออกไป แต่ใจมันหาได้คิดเช่นนั้น มันรุ่มร้อนกระวนกระวายต้องการเชยชมเรือนร่าง
ของนางผู้นี้อย่างเร็วไว  เพียงแต่มันต้องการให้นางเป็นผู้เอ่ยปากเท่านั้น
คิดไปพลางมันก็เกิดอารมณ์กำหนัด พลุ่งพล่านขึ้น ในคราวนี้ไม่ต้องทดลองหรือทดสอบอันใด
แก่นกายของมันก็แข็งชูชันขึ้น มันงุนงงสงสัยอยู่เช่นกันว่า เหตุใดมันจึงเป็นเช่นนี้


"ไม่..อย่า..อย่า.ได้แตะต้องตัวข้า"


หยางเพ่ยจือ พูดออกมาอย่างยากลำบาก นางข่มสติสกัดกั้นอารมณ์กำหนัด มิให้กำเริบขึ้น
แต่ยิ่งพยายามสกัดกั้น เหมือนยิ่งโหมไฟให้รุนแรง บัดนี้ยอดทรวงอกของนางกลับชี้แข็งชูชัน
เส้นขนของนางก็พลันชี้ชันขึ้นทั้งร่าง  ส่วนท่อนร่างของนางนั้นก็เริ่มฉ่ำเยิ้มขึ้นจนสุดจะยับยั้ง 
เรียวขาของนาง เหยียดตรง นิ้วเท้างองุ้มจิกลง

หมอวิปลาสเห็นอาการเช่นนั้นก็หยั่งทราบ ก้มตัวลงนั่งเคียงข้างร่างของนาง

"ให้ข้าช่วยเจ้าเถอะนะ"


พลางลูบไล้ไปที่ใบหน้าของนาง


หยางเพ่ยจือ ใช้สติครั้งสุดท้ายปลุกตนเองให้ตื่นจากอารมณ์กำหนัด

"ไม่..เจ้าออกไป...."


หมอวิปลาสยืนขึ้น แต่มันไม่เดินออกไป  มันเปลื้องผ้าออกจนเหลือแต่ร่างเปลือยเปล่า
ยืนมอง หยางเพ่ยจือด้วยแววตาที่หื่นกระหาย นิ่งอยู่

หยางเพ่ยจือเห็นมันยืนขึ้น คล้ายจะเดินจากไปก็คลายใจ หันมาใช้สติข่มใจตนเองอย่างเต็มที่

แต่ครั้นหันกลับมาเหลือบมองดูอีกครั้ง กลับเห็นภาพมันเปลือยเปล่าเช่นนั้น นางก็ถึงกลับมองตะลึงนิ่ง
ไปที่แก่นกายที่แข็งเกร็งและยาวใหญ่ของมัน

บัดนี้นางได้พ่ายแพ้แก่อารมณ์กำหนัดของตนเอง ฤทธิ์ยาเหมยฟ้ารัญจวน ทำให้นางลืมความอับอาย
คงเหลือแต่ความกำหนัดที่พลุ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย

หมอวิปลาส เดินเข้าไปใกล้ร่างของนาง แล้วพูดขึ้นว่า

"เจ้าต้องการข้าแล้ว ใช่หรือไม่"


หยางเพ่ยจือยันกายลุกขึ้น ดวงตาของนางเริ่มฉายแววหยาดเยิ้ม หมอวิปลาสเดินเข้าไปจนชิด
ร่างของนาง หยางเพ่ยจือเงยหน้าขึ้น ก็พบแก่นกายอันแข็งเกร็งชี้ตรงมา เกือบจะถึงใบหน้าของนาง
ด้วยอารมณ์กำหนัดที่เปี่ยมล้น ทำให้นางยื่นสองมือของนางเข้าลูบไล้พวงสวรรค์และแก่นกายของมัน
อย่างอ่อนโยน แล้วใช้มือข้างหนึ่งกำแก่นกายของมันอย่างแนบแน่น แล้วรูดเข้าออกอย่างเชื่องช้า

หมอวิปลาส แอ่นบั้นเอวของมันเข้าออกกับมืออันอ่อนนุ่มของนาง พลางใช้มือทั้งสองของมันเกาะกุม
ที่ศรีษะนาง แล้วรั้งใบหน้าของนางเข้ามาจนเกือบแนบชิดกับแก่นกายของมัน

"อ้าปากของเจ้าซิ"


หยางเพ่ยจือ เผยอริมฝีปากอวบอิ่มของนางออกอย่างว่าง่าย มันไม่รอให้นางเผยอปากออกอย่างเต็มที่
ก็จับแก่นกายของมันยัดเข้าไปในปากของนาง แล้วขยับสะโพกของมันเข้าออกอย่างเนิบนาบ

"อ้าาาาาา......ซี๊ดดดดดดดด...อ้าาาา....ซี๊ดดด....."


ฝ่ามือของมันที่เกาะกุมศรีษะของนาง เกร็งแข็งขึ้นอย่างลืมตัว  แล้วขยับบั้นเอวของมันเร็วขึ้น
จนหยางเพ่ยจือร้องอู้อี้ออกมา


"ซี๊ดดดดดดดด...อ้าาาา....ซี๊ดดด....ซี๊ดดดดดดดด...อ้าาาา....ซี๊ดดด...."


เมื่อเห็นหยางเพ่ยจือร้องออกมาเช่นนั้น มันก็กลับมารู้สึกตัว ผ่อนความเร็วลง แล้วส่ายหมุนควงแก่นกายของ
มันอยู่ในปากของนาง 

หยางเพ่ยจือ ครั้นคลายความอึดอัดลงแล้วก็หันมาใช้ลิ้นของนางตวัดไปมากับแก่นกายของมันแล้วห่อริมฝีปาก
ของนางดูดส่วนหัวของแก่นกายมันอย่างรุนแรง

หมอวิปลาสถึงกับสะดุ้ง หงายใบหน้าหลับตาครางออกมาอย่างสุดเสียว

"โอ้ววววววว.........ซี๊ดดดดดดดด........"


หยางเพ่ยจือ โยกใบหน้าของนางเข้าออก  ยามโยกเข้า  แก่นกายอันแข็งเกร็งของมันก็ดันกระพุ้งแก้มของนาง
จนโป่งพองออกมา และยามโยกออก  นางก็ตวัดลิ้นโลมเลียส่วนหัวของแก่นกายมัน  สร้างความเสียวซ่านให้แก่มัน
จนเคลิบเคลิ้ม หลงใหล

มันพลางได้คิด หากปล่อยให้นางโลมเลียดูดกินอยู่เช่นนี้  มันคงต้องถึงกับพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
มันจึงรั้งแก่นกายของมันออกจากปากของนาง แล้วนั่งลงจุมพิตที่ริมฝีปากนางอย่างดูดดื่ม พลางใช้มือของมันเปลื้องผ้า
ของนางออกด้วยความชำนาญ จนทรวงอกขาวผุดผ่องทั้งสองของนาง ปรากฎออกมาต่อสายตามัน  มันเลื่อนใบหน้าของมัน
ลงซุกไซ้อย่างไม่รอช้า ลิ้นของมันลากเลื้อยไปมาที่ฐานเต้ากลมกลึงของนาง แล้วเลยขึ้นไปยังส่วนของยอดถัน

หยางเพ่ยจือแอ่นทรวงอกของนาง ให้มันเชยชมอย่างเสียวสยิว อารมณ์กำหนัดของนางก่อเกิดขึ้นมาดุจดั่งระลอกคลื่น
พลันนางก็รู้สึกสมใจร้องครางออกมา เมื่อหมอวิปลาสขบกัดยอดถันของนางด้วยริมฝีปากของมัน แล้วดูดกิน ดุจดั่งทารกกินนม
จากถันมารดา


"ฮ้าาาาาา......ซี๊ดดดดดดดด........"



เมื่อเชยชมทรวงอกของนางจนพอใจแล้ว มันก็หันมาจัดการเปลื้องผ้าส่วนล่างของนางออกแล้วหยุดมองดู
เนินสวาทที่กว้างขวาง และโหนกนูนของนางนิ่งอยู่อย่างเนิ่นนาน  ยิ่งนางส่ายร่างไปมาและส่งสายตามายังมันอย่างหยาดเยิ้ม
ยิ่งทำให้มันคลั่งไคล้ในโฉมของนางมากยิ่งขึ้น

หมอวิปลาสก้มใบหน้าของมันลง ซุกไซ้ โลมเลียไปที่เรียวขาทั้งสอง ดูดเลียเรียวขางามของนางจนเกิดร่องรอยไปทั่ว แล้วค่อยๆ
ไล่สูงขึ้นไปจนถึงเนินเนื้อที่มันหลงใหล มันใช้นิ้วแหวกเส้นไหมของนาง แล้วแบะกลีบสวาทให้อ้าออก จนเห็นติ่งน้อยสีชมพูชูยอด
ออกมาอย่างท้าทาย ริมฝีปากของมันตรงเข้างับติ่งนั้น แล้วก็เม้มหายเข้าไปในปากของมัน พลางส่งปลายลิ้นที่พลิกพริ้วของมัน
ลงหยอกล้อกับติ่งสวาทนั้นอย่างเร็วถี่

หยางเพ่ยจือถึงกับ เหยียดขาเกร็ง แอ่นเนินสวาทขึ้นมาจนโหนกนูน แล้วส่งเสียงครวญครางดังออกมา

"อ๊ายยยยยยยยยยยยยย.....อ๊ายยยยยยยยยย......อ๊ายยยยยยยยยย..."



หมอวิปลาสช้อนมือทั้งสองของมันรองรับสะโพกของนางที่แอ่นขึ้นด้วยความซ่านเสียว แล้วจับตรึงไว้ให้อยู่กับที่
ซุกไซ้ใบหน้าของมันลงไปอีกครั้ง

ครั้งนี้ลิ้นของมันชอนไชไปในช่องสวาทของนางอย่างถนัดถนี่ มันทั้งเสีย ทั้งดูด ใบหน้าของมันซุกแน่นอยู่กับ
เนินสวาทของนางไม่ยอมเงยหน้าขึ้น



"อ๊ายยยยย....อูยยยยยยยย....ขะ..ขะ..ข้า...อูยยยยยยย....ซี๊ดดดดด..."



หยางเพ่ยจือ ดิ้นพราด ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวคล้ายถูกทรมาน แต่ดวงตากลับหยาดเยิ้ม ส่งเสียงครวญคราง
ออกมาไม่หยุดปาก


"อูยยย....อูยยย...ซี๊ดดดดดดด...ขะ..ขะ..ข้า...ไม่ไหวแล้ว...ซี๊ดดดด...ฮ้าาาาาาา.."



หยางเพ่ยจือ เสียวซ่านจนถึงขีดสุด ร่างของนางสั่นกระตุกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วปล่อยร่างตนเองให้อ่อนระทวยลง

แต่หมอวิปลาสกลับไม่เลิกลา มันห่อปากดูดซดที่รอยผ่ากลางเนินสวาทอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเสียงดังออกมา คล้ายดังว่า
เนินสวาทของนางมีรสชาติถูกใจมันเหลือหลาย

หยางเพ่ยจือสงบไปได้อยู่เพียงครู่  ก็เริ่มมีใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวขึ้นอีก  นางถูกจู่โจมด้วยปลายลิ้นอันระรัวของมัน
อย่างไม่เลิกลา จนนางต้องถึงกับส่งเสียงครวญครางขึ้นอีกครั้ง


"อ๊ายยยยยยย....อ๊ายยยยยยย.....อ๊ายยยย....ข้า..ข้า.....อีกแล้ว....โอ้วววว..."



ร่างของนาง แข็งเกร็งและสั่นกระตุกอีกครั้ง นางหายใจหอบถี่คล้ายเหน็ดเหนื่อย เจียนตาย  ดวงตาของนางปรือเลื่อนลอย
แล้วหลับลง ผ่อนลมหายใจออกทางปากอย่างเป็นสุข

หมอวิปลาสเงยใบหน้าอันเปียกแฉะของมันออกมาจากเนินสวาทของ หยางเพ่ยจือ มันแย้มยิ้ม แล้วทอดกายลงทาบทับ
ร่างเปลือยเปล่าของนาง  พลางสูดดมไปตามส่วนต่างๆของใบหน้าอันงามผุดผ่อง  ขาของมันเกี่ยวกระหวัดกับขาของนาง
พลางผลักดันให้ขาทั้งสองแยกออก แล้วดันแก่นกายของมันทะลวงผ่านร่องสวาทของนางจนมิด แล้วค้างนิ่งอยู่เช่นนั้น 
มันสบตากับหยางเพ่ยจือแล้วเริ่มเคลื่อนร่าง ให้แก่นกายของมัน ไถลเข้าออกในโพรงสวาทอยู่ไปมา

"ซี๊ดดดดด.....ฮ่าาาา.....ซี๊ดดดดดดดดด......ฮ่าาาาา...."


 

เนื้อหาถูกซ่อนเอาไว้ คุณต้องตอบกระทู้นี้ก่อน


*

ออฟไลน์ tnttnt

  • Full Member
  • **
  • 163
  • 97
    • ดูรายละเอียด
Re: ยอดยุทธสะท้านบู๊ลิ้ม ตอนที่ 13 ลมปราณพรากวิญญาณ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 08:55:31 PM »
อาจารย์เริ่มสะสมฮาเร็ม   ::Glad::

*

ออฟไลน์ tututu

  • Full Member
  • **
  • 74
  • 61
    • ดูรายละเอียด
Re: ยอดยุทธสะท้านบู๊ลิ้ม ตอนที่ 13 ลมปราณพรากวิญญาณ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 09:05:31 PM »
นับถือครับ  รายละเอียดดีมากเลย เห็นภาพ  สุดๆเลยครับเรื่องนี้

*

ออฟไลน์ sawatcat

  • Tiny Member
  • *
  • 42
  • 65
    • ดูรายละเอียด
Re: ยอดยุทธสะท้านบู๊ลิ้ม ตอนที่ 13 ลมปราณพรากวิญญาณ
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 09:22:25 PM »
ยิ่งอ่านยิ่งสนุกชอบมากครับ

*

ออฟไลน์ pongsap

  • Full Member
  • **
  • 104
  • 84
    • ดูรายละเอียด
Re: ยอดยุทธสะท้านบู๊ลิ้ม ตอนที่ 13 ลมปราณพรากวิญญาณ
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 09:23:55 PM »
หมอวิปลาสฟื้นอีกแล้ว

*

ออฟไลน์ thamm

  • Tiny Member
  • *
  • 41
  • 66
    • ดูรายละเอียด
Re: ยอดยุทธสะท้านบู๊ลิ้ม ตอนที่ 13 ลมปราณพรากวิญญาณ
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 09:26:47 PM »
ขอบคุณครับ  ::Thankyou::

*

ออฟไลน์ loliconman01

  • Tiny Member
  • *
  • 34
  • 1
    • ดูรายละเอียด
Re: ยอดยุทธสะท้านบู๊ลิ้ม ตอนที่ 13 ลมปราณพรากวิญญาณ
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 09:27:06 PM »
ว่าแล้วว่า ท่านหมอ แกต้องเล่นยาเหมยฟ้ารัญจวน

*

ออฟไลน์ tarokub

  • Ultimate Member
  • ********
  • 3697
  • 3626
    • ดูรายละเอียด
Re: ยอดยุทธสะท้านบู๊ลิ้ม ตอนที่ 13 ลมปราณพรากวิญญาณ
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 09:28:21 PM »
 ::Glad::ขอบคุณครับ อ่านแล้ววางไม่ลงเลย

*

ออฟไลน์ noomyonghi

  • Full Member
  • **
  • 133
  • 117
    • ดูรายละเอียด
Re: ยอดยุทธสะท้านบู๊ลิ้ม ตอนที่ 13 ลมปราณพรากวิญญาณ
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 09:29:43 PM »
ท่านหมอลีลาเด็ดมากเลย สงสัยแม่นางจะเริ่มติดใจแล้วนะ

*

ออฟไลน์ tcolove150

  • Full Member
  • **
  • 115
  • 202
    • ดูรายละเอียด
Re: ยอดยุทธสะท้านบู๊ลิ้ม ตอนที่ 13 ลมปราณพรากวิญญาณ
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 09:34:16 PM »
สรุป เกิดมีอารมกับ คนนี้สินะ (มันมีอารมกับบางคนชั่ยไหมหว่า ลืมอ่ะ ฮ่ะๆ)

*

ออฟไลน์ km001

  • Full Member
  • **
  • 191
  • 251
    • ดูรายละเอียด
Re: ยอดยุทธสะท้านบู๊ลิ้ม ตอนที่ 13 ลมปราณพรากวิญญาณ
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 09:37:16 PM »
รอตอนต่อไปน่ะ สนุกดีครับ. เฝ้ารอดูทุกๆวันครับ

*

ออฟไลน์ meowmeng

  • Junior Member
  • ***
  • 289
  • 339
    • ดูรายละเอียด
Re: ยอดยุทธสะท้านบู๊ลิ้ม ตอนที่ 13 ลมปราณพรากวิญญาณ
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 09:39:59 PM »
หมอวิปลาสนี้ก็ได้หลายคนเหมือนกันนะ

ขอบคุณที่แบ่งปันครับ

*

ออนไลน์ oymfoyp00

  • Junior Member
  • ***
  • 422
  • 538
    • ดูรายละเอียด
Re: ยอดยุทธสะท้านบู๊ลิ้ม ตอนที่ 13 ลมปราณพรากวิญญาณ
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 09:43:39 PM »
อาจารย์ได้เมียเพิ่ม พระเอกต้องไปเอาบรรดาเมียๆคืนเร็วแล้วหาเพิ่มอีก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 22, 2016, 10:08:35 PM โดย oymfoyp00 »

*

ออฟไลน์ harn9397

  • Full Member
  • **
  • 170
  • 191
    • ดูรายละเอียด
Re: ยอดยุทธสะท้านบู๊ลิ้ม ตอนที่ 13 ลมปราณพรากวิญญาณ
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 09:47:34 PM »
ขอบคุณครับ

*

ออฟไลน์ ROCKY_BOY

  • Junior Member
  • ***
  • 504
  • 440
  • ร้านเหล้า
    • ดูรายละเอียด
Re: ยอดยุทธสะท้านบู๊ลิ้ม ตอนที่ 13 ลมปราณพรากวิญญาณ
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 09:51:14 PM »
สนุกมากครับท่านกิมย้งเมืองไทย

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ