GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)

GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)

  • 20 ตอบ
  • 4590 อ่าน
*

ออฟไลน์ Pem Samsan

  • Banned!

  • Full Member
  • **
  • 80
  • 447
    • ดูรายละเอียด
GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)
--------------------------------------

   ตอนที่แล้วฝีมือโมเป็นไงบ้างค่ะ..อิอิ เสียวดีไหมละ ? (อึม...ยกประโยชน์ให้ครูเต็ม ๆ...)
   พี่กาญจน์เคยบอกโมว่า...หัวใจของการเล่าเรื่องทั้งหลายทั้งหมด คือ "คน" ถ้ารู้ เข้าใจ รู้สึกได้ถึงคน ทั้งตัวเองและคนอื่น ๆ รอบข้าง เราก็นำเอาสิ่งเหล่านั้นนั่นแหละมาเล่า การเล่าเรื่องจึงเป็นเรื่องของใช้ศิลป์มากกว่าศาสตร์ ส่วนศาสตร์จะไม่ใช่ไม่จำเป็น ช่วยให้เรื่องเล่าคงเส้นคงวา ไม่สะเปะสะปะ
   พี่กาญจน์บอกต่ออีกว่า "ยาขอบ" เรียนหนังสือไม่จบมัธยม แต่เขียนเรื่องผู้ชนะสิบทิศยิ่งใหญ่กว่าจบปริญญาเอกเป็นไหน ๆ ให้โมลองดูเพื่อน ๆ ที่จบอักษรศาสตร์ หรือนิเทศน์ศาสตร์ออกมาซิมีกี่คนที่เขียนเรื่องราว เรื่องเล่าได้ดี ๆ มีบ้าง..แต่น้อยเสียเหลือเกิน วิธีการต่าง ๆ ในการเขียนใคร ๆ ก็เรียนได้ รู้ได้ ศึกษากันได้...แต่ทำไมถึงเขียนกันไม่ได้ เขียนไม่ออก แปลกดีไหมละ ?

   "ความเป็นนักประพันธ์ คือ เป็นผู้รู้คน" พี่กาญจน์ย้ำกับโมบ่อย ๆ ถึงอมตะวาจาของยาขอบ และยาขอบยังได้ขยายให้ฟังอีกว่า "ยิ่งรู้คนมากขึ้นเท่าไหร่ ธาตุแท้ของนักประพันธ์ยิ่งกุมกันแน่นแฟ้นขึ้นเท่านั้น"

   โมคิดว่าตัวเองเริ่มจะเข้าใจอะไร ๆ ได้นิด ๆ แล้วละ
   นอกจากนั้นพี่กาญจน์ยังย้ำอีกว่า คนจะเขียนเรื่อง เขียนนิยายได้ดีต้องมี 'คลังคำ' ในหัว สามารถดึงออกมาใช้ได้อย่างไม่จำกัด ภาษาไทยของเราเป็นภาษากวี เป็นภาษาดนตรี คำแต่ละคำแม้จะให้ความหมายเดียวกัน แต่ไพเราะไม่เท่ากัน

   อีกอย่างหนึ่งที่โมเอก็รับรู้รับทราบมานานแล้วตั้งแต่วัยเรียนแล้ว คือ อ่านให้มาก อ่านให้หลากหลาย อ่านจนรัก และเป็นรักที่ถอนตัวไม่ขึ้น อ่านให้กายและใจหลอมรวมกับหนังสือ แต่ไม่ใช่ท่องจำ อ่านให้อยู่ดวงจิต จึงตอนเขียนก็เหมือนกัน เขียนอย่างที่ไม่มีตัวเราเป็นคนเขียน มีแต่ใจ ตัวละคร และเรื่องราวของพวกเขาเท่านั้น

   โมจะพยายาม...พยายาม และพยายาม

   ................................

   เช้านี้โมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา..เวลาเท่าไหร่ก็ไม่รู้หละ แต่คงสายมากแล้ว แสงแดดสาดผ่านผ้าม่านสีอ่อนเนื้อหนาเข้ามาในห้อง โมนอนซุกอยู่กับอกของพี่กาญจน์ ได้ยินเสียงกรนเบา ๆ อยู่เลย เมื่อคืนคงเหนื่อยมากซิ...(ฮา....) หวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน โมอดที่จะวาบหวามใจไม่ได้เลย คนอะไรก็ไม่รู้...ไม่น่าเชื่อว่าจะเก่งถึงขนาดนั้น
   "อุ๊ ๆ ท่าลิงอุ้มแตง...ฮู้วววววววว" อ๊ะ ๆ นึกแล้วแปล๊บขึ้นมาเลย เกิดมายังไม่เคยโดนท่านี้เลย....

   โมพยายามนอนนิ่ง ๆ ให้มากที่สุด ก็ไม่อยากจะปลุกให้พี่กาญจน์ตื่นนี่นา แอบจุ๊บตรงหัวใจเขอบคุณเบา ๆ สวรรค์มันเป็นแบบนี้เอง...อิอิ...มันไม่ใช่เกียรติ ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือความมั่งคั่งร่ำรวยใด ๆ ที่เป็นได้อย่างมากแค่เปลือก
   โมคงเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ ที่มีทั้งพี่โอ๊คกับพี่กาญจน์มอบความสุขความเสียวให้อย่างเกินอิ่มและตาหลับ ผู้หญิงเราจะมีอะไรเลอเลิศและวิเศษวิโสไปกว่ามีผู้ชายรักจริง หลงใหล ทั้งตัวและหัวใจอีกละหรือ ? งั้น..จะพากันไปบุกป่าฝ่าดงหรือลำบากยังไงก็ยอมละ ขออย่างเดียวก็คือมีใจให้แก่กันอย่างเต็มเปี่ยม

   โมแอบจุ๊บตรงหัวใจพี่กาญจน์เป็นระยะ ๆ แต่ก็ทำอย่างแผ่วเบา ไม่อยากให้รู้สึกตัว แต่ครั้งสุดท้ายนี่ซิ ไม่รู้ว่าจุ๊บแรงไปหรือไง พี่กาญจน์ขยับตัวพลิกนอนหงาย
   "ตื่นนานแล้วเหรอ...."
   "อื้ม...."
   "หลับสบายจังเลย...โอ๊ววสายมากแล้วซิ..." โมยันตัวขึ้นมองหน้าพี่กาญจน์แล้วพยักหน้า
   "เหนื่อยมากเหรอ...?" ถามแล้วหน้าคงปรากฏริ้วสีแดงเรื่อเป็นแน่เลย ก็มันเขินเหมือนกันนี่นา
   "โมละ..เหนื่อยหรือเปล่า...?" แต่พี่กาญจน์ถามแบบยิ้มละไม โมส่ายหน้า
   "พี่ไม่เหนื่อยหรอก..แต่สุด ๆ ในชีวิตเลย..." พี่กาญจน์จ้องตาโมนิ่งจนต้องหลบแล้วแนบแก้มลงกับอก
   "คนอะไรก็ไม่รู้..เอาเก่งจัง..." เสียงแผ่วออกจากปากโม
   "จริงหรือเปล่า ?" เสียงพี่กาญจน์มีแววตื่นเต้น
   "จริงอะไร...?"
   "ที่ว่าเอาเก่งนะ..?" พี่กาญจน์ยกมือขึ้นมาลูบผมเบา ๆ
   "จริง...สุด ๆ ไปเลย..." โมตอบแล้วหัวเราะเบา ๆ ก็มันจริงนี่นา คนอะไรก็ไม่รู้ (น่าเสียดายจัง)
   "พี่เองก็สุด ๆ เลยในชีวิต..."
   โมนอนแนบอกฟังเสียงหัวใจพี่กาญจน์เต้นตุ๊บตั๊บ ๆ นิ่งไม่ตอบอะไรอีก

   .................................

   "เออ..พี่กาญจน์จ๋า....วันนี้เราจะไปดูอะไรกันมั่งละ ?" โมเปลี่ยนเรื่องดีกว่า พี่กาญจน์นิ่งเงียบจนโมต้องผงกหัวขึ้นมอง
   "เราไปดูในโบสถ์ San Marco กันดีกว่า โมเห็นแต่ข้างนอก วันนี้เราไปดูข้างในกัน ลุกขึ้นไปอาบน้ำกันเถอะ..."
   "พี่กาญจน์ยังเหนื่อยอยู่หรือเปล่าละ ?" พี่กาญจน์ขยี้ผมโมแรง ๆ แล้วหัวเราะหึ ๆ ก่อนจะพูดว่า
   "ไม่ต้องห่วง...หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งแล้วละ แล้ว..แล้ว..." แกล้งหยุดแล้วยิ้มตาเป็นประกายจนโมทุบปั๊กเอาที่ไหล่
   "แล้ว..อะไร..บอกมานะ..." เอาฟันงับตรงหัวนมจนพี่กาญจน์ร้องอุ๊ย...
   "โม...ยอม...บอกแล้ว...แล้ว..แล้ว..โมอยากเหนื่อยกับพี่แบบนั้นอีกหรือเปล่า ละ ?" โมก้มลงจูบกลางอกอีกครั้งแล้วหัวเราะ อิอิ ไม่ตอบหรอก

   ................................

   อาบน้ำแต่งตัวเสร็จสิบโมงกว่าแล้ว พี่กาญจน์รวบรวมเสื้อผ้าที่ใช้แล้วใส่ถุงที่ทางโรงแรมเตรียมเอาไว้ให้ นั่งกรอกรายละเอียดในแผ่นกระดาษที่วางเตรียมเอาไว้ให้บนโต๊ะ ลอกแผ่นกาวแปะลงไปบนถุง
   "ทำอะไรนะพี่กาญจน์ ?" โมอดที่จะถามไม่ได้ พี่กาญจน์หันมายิ้ม
   "เดี่ยวพี่จะส่งซักนะโม..." โมพยักหน้า

   เราเดินออกจากโรงแรมเกือบสิบเอ็ดโมง
   "โมอยากกินอะไร ?"
   "พิซซ่า" โมตอบด้วยความมั่นใจ ยักไหล่แล้วถามอีก "อร่อยเปล่า ?" พี่กาญจน์ส่ายหน้า
   "ไม่เหมือนบ้านเรา มันแข็ง ๆ หน่อย"
   "โมอยากลอง...ไหน ๆ มาถึงต้นตำหรับแล้ว..." พี่กาญจนดึงโมมาซุกอก
   "ได้เลย..เดินจากนี้หน่อยเดียวก็ถึงแล้ว..."

   ดูแล้วน่ากินเน๊อะ...แต่แหะ ๆ บ้านเรานะอร่อยที่สุดแล้ว....
   
   คนเราเวลามีความสุขถึงจะไม่อร่อยยังไง ก็กินได้อย่างสุนทรีย์นะ กินจนอิ่มเชียวละ ออกจากร้านเดินกลับมาตามเส้นทางเดิมเข้าแถวซื้อตั๋วเข้าชมภายในโบสถ์ มีคนยืนรออยู่ก่อนเกือบสามสิบคน ผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีเราจึงได้รับตั๋วและเดินเข้าไปภายใน

   ภาพหน้าโบสถ์ San Marco
   
   ภายในโบสถ์โมเดินเข้าไปอย่างตื่นเต้น พื้นโบสถ์ปูหินอ่อนเนื้อดีสุด ๆ ในชีวิตเห็นอาคารเก่าแก่มาก็ไม่น้อย แต่บอกได้เลยว่าในชีวิตโมไม่เคยเห็นหินอ่อนเนื้อดีขนาดนี้มาก่อน แผ่นหินอ่อนเรียงเป็นลวดลายสวยมาก ไม่ใช่หินอ่อนสีขาวแบบนมสดนวลเนียนเท่านั้น หินอ่อนที่นี่มีหลากสีสรร แต่ละแผ่นรู้สึกได้ถึงคุณค่า แต่ด้วยความเก่าและพื้นดินของเวนิสเป็นที่ราบปากแม่น้ำไม่แข็งพอเลยทำให้พื้นเป็นลอนสูง ๆ ต่ำ ๆ อย่างน่าเสียดาย

   พี่กาญจน์สะกิดให้โมเงยหน้าขึ้นมองแท่นบูชาที่อยู่ตรงกลาง ดูแล้วละลานตาจริง ๆ เสาหินแบบต่าง ๆ ประกอบกับรูปปั้น รูปสลัก และยังแต่งแต้มด้วยโมเสกหลากสีสรรอย่างวิจิตรบรรจง พี่กาญจน์บอกว่า กว่าจะได้ความสมบูรณ์ขนาดที่เห็นนี่ ช่างต้องใช้เวลาสร้างเสริมต่อ ๆ กันมานานนับร้อยปี

   (น่าเสียดายที่ภายในโบสถ์ไม่ให้มีการถ่ายรูปใด ๆ ทั้งสิ้น)

   พี่กาญจน์ชี้งานชิ้นหนึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางโบสถ์ ทำเป็นทางขึ้นสู่แท่นบูชาชั้นใน พื้นเป็นหินอ่อนระดับสุดยอดของสุดยอดจริง ๆ ก่อเป็นบันไดขึ้นไปเป็นชั้น ๆ มีเสาหินอ่อนตั้งเรียงกัน แต่ละต้นนะ...โอวว...โอ๊ววววว...ช่างงามล้ำค่าจริง ๆ หัวเสาแกะเป็นลายละเอียดยิบ พี่กาญจน์หันมากระซิบว่า
   "เสานะสวยแล้วโม ลองดูไม้กางเขนบรอนซ์นั่นซิ..." โมพยักหน้าแล้วหันไปมองผ่านแสงสลัวที่สาดเข้ามาในโบสถ์
   "อึม...มันเป็นไงมาไงกันค่ะ...?" โม..งงนี่นา ไม้กางเกงมันก็เป็นไม้กางเขน มีอะไรแปลกเป็นพิเศษหรือ ?
   "ไม้กางเขนชิ้นนี้..อายุไม่มากไม่มายเท่าไหร่...แค่หกร้อยกว่าปี..เอง" พี่กาญจน์กระซิบบอกพร้อมทิ้งหัวหัวเราะในตอนท้าย ไม้กางเกงเขนตั้งเด่นเป็นสง่า มีประติมากรรมนักบุญสาวกพระเยซูยืนเรียงรายเป็นหน้ากระดาน

   โมขยับมาทางซ้ายทีขวาที พยายามหามองมุมถนัด ๆ ยืนพิจารณา โอ๊ยยยย...มันทำกันได้ยังไงหว่า สุดยอด ๆ ๆ ๆ ๆ ผลงานแต่ละชิ้นโมขอบอกว่าขั้นเทพประทาน ประกอบด้วยหินอ่อนเนื้อเยี่ยมเนียนตา ดูเท่าไหร่ก็ไม่มีเบื่อ ดูวนไปเวียนมา เอาตรงโน้นมาเปรียบกับตรงนี้ ให้พี่กาญจน์เล่าถึงตรงนั้น ดูด้วยสายตาที่ทึ่งและซาบซึ้งในฝีมือของมนุษย์จริง

   เผลอแป๊บ ๆ เวลาผ่านไปแล้วเกือบสองชั่วโมงจนพี่กาญจน์สะกิด
   "โมยังมีม้าอยู่ข้างบน..อีกนะ..."
   "หา....ม้า...." แหมจะไม่ให้...หา...ได้ไง โบสถ์กับม้ามันไม่น่าจะเกี่ยวกันนี่นา
   "ใช่ม้า...ม้าจริง ๆ..ม้าที่ร้อง ฮี้ ๆ กับ ๆ นั่นแหละ"
   แหม...ดูพี่กาญจน์ซิทำหน้ายื่นเหมือนม้าเชียว อิอิ แล้วตรงนั้นอาจจะญาติห่าง ๆ ของม้าก็เป็นได้ อิอิ พี่กาญจน์เหมือนจะอ่านแววตาทะลึ่งของโมออก เอานิ้วชี้มาจิ้มหน้าผากโมแล้วขยี้ไปมาอย่างมันเขี้ยว

   "มา ๆ พี่เล่าต่อ ม้า..ของเวนิสเป็นประติมากรรมม้าศึกโรมันที่หาได้ยากมาก ๆ สมัยก่อนนั้นม้าศึกนะมีความสำคัญมาก เรียกกันว่า 'Quadriga' ใช้ม้าศึกสี่ตัว ม้าสี่ตัวนี้มีความเป็นมาสนุกมาก ตอนกรุงโรมตะวันออกล่มสลาย ความเจริญต่าง ๆ เริ่มย้ายไปอยู่ที่จักรวรรดิ์โรมันตะวันตกที่กรุงคอนสแตนดิโนเปิล จนสืบต่อกันมาอีกนับพันปี ก่อนถึงจุดเสื่อมสลาย พ่อค้ารายหนึ่งรีบนำประติมากรรมชั้นยอดนี้หลบซ่อนออกจากเมืองและหลบเอามาเก็บที่เวนิสนี่แหละ เวนิสเอาไปซ่อนไว้ที่หลังคาโบสถ์นี่แหละ หลังจากนั้น...ม้าสี่ตัวนี้ห้อเหยียดไปถึงฝรั่งเศสอีกที โดยท่านนโบเลียน ต่อมา..เมื่อ ท่านนโบเลียนหมดอำนาจ ม้าชุดนี้ถูกนำกลับมาไว้ที่เวนิสเหมือนเดิม"

   แต่พอเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าโบสถ์ โมเห็นม้าศึกทั้งสี่ตัวยืนเรียงเป็นแถว แต่ละตัวใหญ่มาก กล้ามเนื้อเป็นมัดนูนเด่น เส้นเอ็นที่น่องและขาชัดเจน โมมาสะดุดก็ตรงที่บริเวณคอม้าทำไมมันถึงได้มีปลอกเหล็กรัดอยู่ด้วย... แต่เขาทำกลมกลืนนะ..ไม่น่าเกลียด..ถ้าไม่สังเกตดี ๆ จะไม่เห็นความแปลกแยก แล้วทั้งสี่ตัวอยู่ตรงตำแหน่งเดียวกันหมด

   ภาพ..ม้าศึกที่บนหลังคาโบสถ์ San Marco
   
   ภาพแรกนะเป็นตัวจำลอง ของจริงเก็บเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์
   
   "พี่กาญจน์..ม้าศึกของโรมนี่เขาใส่ปลอกคอแบบนี้หรือไง ?" พี่กาญจน์ส่ายหน้ายิ้มพราว
   "โมนี่เก่งไม่ใช่เล่นนะ ช่างสังเกตเชียว ปลอกคอนี่มีความเป็นมา ก็ตอนที่เคลื่อนย้ายม้ามาจากกรุงคอนสแตนดิโนเปิล เขาจำเป็นต้องหั่นเอาคอม้าออก ก็ตัวมันใหญ่มากนี่นา จึงต้องเอาหัวม้าแยกมาต่างหาก เมื่อแอบเอามาจนถึงเวนิสได้สำเร็จ เลยต้องมีการเชื่อมหัวม้าเข้ากับตัวใหม่อีกครั้ง ทำไง ๆ ยังเห็นรอยต่ออยู่ ทำให้เรียบสมบูรณ์เหมือนเดิมไม่ได้คิดกันจนปวดหัวอยู่นานเชียวทีเดียว ในสุดเลยเสนอให้ทำปลอกคอสวมเพื่อปกปิดร่องรอย แล้วทุกคนก็เห็นด้วย ก็เป็นมาฉะนี้..."
   "น่าเสียดายนะ...."
   "นั่นซิ...แต่ก็ดีกว่าที่ต้องสูญเสียไปตลอดกาล พวกนี้เป็นมรดกของมนุษยชาตินะ"
   โมพยักหน้าแล้วอดหวนนึกไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่ได้ เราสูญเสียศิลปะของชาติไปมหาศาลจนไม่อาจนับได้ ทั้งจากการปล้นชิง การเผาทำลาย เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เรารุ่นลูกหลานไม่สามารถจะเห็นได้อีกแล้ว

   ออกจากโบสถ์ San Marco พี่กาญจน์พาโมเดินไปยังฝั่งตรงข้ามเพื่อขึ้นไปชมวิวเวนิส หอชมวิวนี้เรียกว่า Campanile di San Marco เป็นสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่าสูงที่สุดในเวนิส สูงหนึ่งร้อยเมตรพอดิบพอดี พี่กาญจน์เล่าต่อว่าหอนี้สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 จากนั้นก็ต่อเติมกันเรื่อย ๆ จนสุดท้ายกลายเป็นตึกสี่เหลี่ยมสีอิฐอย่างที่เห็น ด้านบนยอดหอมีหินสีขาว และมีนางฟ้าที่สามารถหันไปมาตามลมได้

   หอ Campanile di San Marco
   

   โมแหงนหน้าดูยอดหอ พี่กาญจน์จึงรีบดักคอโมว่า
   "คงไม่ไหวละซิ...ไม่ได้คิดให้โมต้องขึ้นบันไดไปนี่นา..เขามีลิฟต์บริการจ๊ะ..." แหมคนอะไรรู้ทันไปทุกอย่างเชียว อิอิ โชคดีที่วันนี้คนไม่มากนัก ไม่นานเราได้ขึ้นมาชมวิวบนจุดสูงสุดกับท้องฟ้าใสกระจ่าง อากาศเย็นสบายดีจริง ๆ มลภาวะน้อยมาก ๆ สูดเข้าไปได้อย่างเต็มปอด โมเดินไปดูมุมโน้นบ้างมุมนี้บ้าง แล้วมายืนมองเรือยอร์ชลำสีน้ำเงินคาดขาวที่กำลังเล่นผ่านหน้าจัตุรัส San Marco สวยจริง ๆ เราใช้เวลาเดินชมภายในโบสถ์กับหอชมวิวไปมากกว่าสี่ชั่วโมง
   "โม..หิวยัง...พี่จะพาโมไปชิมแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อดังของเวนิส..." โมตาลุกวาวเลยซิ มีด้วยเหรอ..
   "อยู่ตรงไหนละพี่กาญจน์.....?" พี่กาญจน์ดึงมือโมเดินลัดเลาะเข้าไปในซอกหนึ่งของจัตุรัสแล้วก็มาเจอกับเจ้าตัว M สีเหลืองอยู่เหนือประตู
   "นี่ไง...เข้าไปชิมเลยพี่กาญจน์..." โมขันพี่กาญจน์ตั้งเห็นไอ้เจ้าตัว M แล้ว แกล้งดันหลังพี่กาญจน์แรง ๆ ให้นำหน้าฝ่าคนเข้าไป ร้านเขาอยู่ในซอยแคบ ๆ ประตูโค้งสีเขียวเข้ม แต่โมว่ามันอร่อยสู้เมืองไทยบ่ได้ด๊อก.... ยังห่างชั้นกว่าส้มตำปูเยอะเลย อิอิ

   หลังจากยัดแฮมเบอร์เกอร์รองท้องกันคนละก้อน พี่กาญจน์จูงมือพาโมเดินดูอาคารสวยหรูยาวเหยียดตลอดแนวทั้งสองด้านนับร้อยคูหา ร้านเด็ดที่พี่กาญจน์คุยนักคุยหนาว่ายังไงก็ต้องพาโมไปนั่งละเลียดให้ได้ก็คือร้าน "Caffe Florian" เสียงพี่กาญจน์ยังก้องในหัวโมเลย
   "โม..ร้านกาแฟเก่าแก่ที่สุดในโลกนะ ร้านนี้เปิดขายกาแฟมาตั้งแต่ คศ.1720"
   "หา...!" โมร้อนลั่นเลยแหละ ร้านกาแฟบ้าอะไรเปิดมาได้เกือบสามร้อยปีเข้าไปแล้วนั่น
   "ไม่ต้องหาละ..เขาเปิดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา...สนไหมละ...?"
   "สน..ซิ...ร้าน..ร้านกาแฟ...Caffe Florian เนี๊ยะ....!!"
   จะไม่ให้โมต้องเบิกตาโตเป็นไข่ห่านได้ไง ร้านกาแฟที่เปิดขายต่อเนื่องไม่เคยปิดมายาวนานเกือบสามร้อยปี โดนไม่หยุด ไม่เลิก
   "เฮ่อ..มันจะอาหย่อยยย..ขนาดไหนกันละนี่....? ไปเลยพี่กาญจน์จ๋า...."
   เอาหน้าผากโหนก ๆ ดันไหล่พี่กาญจน์ให้รีบเดินไปเร็ว ๆ จนทำให้พี่กาญจน์แกล้งทำเป็นเซมากระแทกโม

   เดินไล่ร้านไปเรื่อย ๆ ที่ละร้าน เขาอนุรักษ์ของเก่าเอาไว้อย่างดีที่สุด
   เมื่อหลายร้อยปีก่อนเป็นแบบไหน ตอนนี้ก็ยังคงเป็นแบบนั้น ภายในร้านคุณจะจัดจะวางยังก็ได้ตามใจ แต่เดินดูเถอะทุกร้านจะจัดร้านแบบมีคลาสด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครจัดแบบเลอะเทอะหรอก เขารับผิดชอบบ้านเมืองของเขา ร้านแบรนด์ดัง ๆ เรียงกันไปเป็นแถว พี่กาญจน์ยื่นหน้าทำเป็นชี้ชวนให้มองร้านแบรนด์กระเป๋า แต่ขอโทษเถอะโมไม่ใช่คนบ้าแบรนด์ มองแล้วก็แค่นั้นไม่ได้เกิดอาการกรี๊ดแต่อย่างใด เดินมาประมาณครึ่งทางก็ถึงร้านกาแฟโคตะระเก่าและแก่ที่ว่า (ไม่ได้ว่าพี่กาญจน์นะ...บอกก่อน อิอิ)

   ร้าน Caffe Florian (หน้าร้าน)
   
   มุมสูง จะเห็นโต๊ะเล็ก ๆ มีวงดนตรีมาแสดงด้วย
   
   วงที่เล่นเป็นประจำ
   
   ชุดกาแฟชุดใหญ่
   

   หน้าร้านที่ดูว่าเก่าแสนเก่าแล้ว พอเข้าไปข้างในหรูหรามาก คนมากินกาแฟจำนวนหนึ่งแต่งกายกันแบบไม่ธรรมดา โดยแต่งกายย้อนยุคใส่หน้ากากมาโชว์ด้วย โย่ว ๆ ๆ
   
   ทีนี้มาดูถ้วยกาแฟที่เป็นเอกลักษณ์ของร้าน
   
   โมกับพี่กาญจน์เดินเข้าไปเลือกนั่งโต๊ะติดกระจก นั่งสักพักจึงมีบริกรใส่ชุดหรูเริดกว่าชุดเจ้าบ่าวเสียอีก นายนั่นเดินเข้ามาถามเราว่าจะรับอะไร พี่กาญจน์กับโมสั่งคาปูชิโนสองที่กับเค้กอีกคนละชิ้น ขณะรอเห็นหนุ่มสาวเดินเข้ามาในร้านแต่ละคนใส่ชุดหรูเลิศวิจิตพิสดาร

   นั่งละเลียดกาแฟคาปูชิโนสไตล์อิตาลีแท้ ๆ อยู่นาน ดูผู้คนที่เดินเข้าเดินออกกันขวักไขว่
   "ถ้าโมมาในช่วงเทศกาล Venice Carnival ราว ๆ ต้นเดือนกุมภาฯ จะมีคนแต่งชุดย้อนยุคแบบนี้เยอะไปหมด"
   "โห..คงน่าดูมาก ๆ เลยซิ..."
   "อึม..แต่ละชุดพี่เคยเข้าไปคุยกับพวกเขามาราคาเป็นล้านก็มี พวกนี้จะหวงชุดของเขามาก ห้ามคนเข้าแตะชุดโดยเด็ดขาด"
   "แต่งกันทั้งเมืองเลยหรือเปล่า ?"
   "ก็คนที่เป็นเวนิสแท้ ๆ เกือบทั้งหมดนั่นแหละ บางชุดตกทอดกันมาเป็นร้อย ๆ ปี"

   งาน Venice Carnival
   
   
   
   
   
   

   โมหลับตาจินตนาการจากคู่ที่นั่งกินกาแฟอยู่โต๊ะไม่ไกลนัก โหถ้าแต่งกันแบบนี้ทั้งเมืองคงสวยและยิ่งใหญ่น่าดู
แบบนี้ต้องหาโอกาสมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์อีกสักทีแล้วหละ ชุดพวกนี้เป็นมนต์เสน่ห์มัดใจแขกผู้มาเยือนได้จริง ๆ ด้วย

   อิ่มอาหารว่าง ดูดดื่มกับรสกาแฟต้นตำหรับ ผสานเพลงโดยการบรรเลงของวงดนตรีสี่คน เพลงทั้งคลาสสิค ป๊อบ ร๊อค ส่วนใหญ่ก็คุ้น ๆ หูทั้งนั้นแหละ อาการเย็นสบาย ผู้คนแต่งตัวสวยงาม หนุ่มหล่อสาวสวย แม้คนสูงอายุต่างก็ค่อนข้างดูดี โมว่าที่นี้เพรียบพร้อมทั้งอาหารปาก อาหารตา อาหารหู และอาหารทางใจครบถ้วน สมเป็นเมืองสวรรค์

   ออกจากร้านกาแฟโคตะระเก่า พี่กาญจน์พาเดินไปยังมุมที่เป็นร้านหรู ๆ โดยเฉพาะ เข้าซอยเล็กจิ๋วอยู่ตรงข้ามกับโบสถ์แล้วเดินทะลุผ่านอาคารเข้าไป เริ่มต้นกันที่ร้านหลุยส์ซึ่งตั้งตระหง่านท้าทายชิดชาแนล กุชชี่ บอตเตก้า พราด้า และ...และ...อูยยยย...เรียงเป็นแถว..เยอะจริง ๆ โห...ทุกแบรนด์ที่คนไทยอยากได้มีหมดและมีมากกว่าที่เรารู้จักเสียอีก ของที่ขายก็มีมันทุกรูปแบบ ประเภทลิมิเต็ดเอดิชันก็เยอะแยะจนตาลาย ถ้าขาประจำมาคงรูดกันบัตรลุกเป็นไฟทีเดียวแหละ

   "โม..อยากได้อะไรก็เลือกเอาเลยนะ...เต็มที่...."
   โมหันมายิ้มแล้วส่ายหน้า ไม่ใช่โมเกรงใจพี่กาญจน์หรอก แต่โมไม่ใช่คนบ้าแบรนด์ต่างหาก เดินเข้าร้านนี้แล้วก็ออกไปร้านโน้น ไล่ไปทีละร้าน ๆ มีความสุขกับการได้ดูอย่างเดียว

   เอ๊ะ ๆ แต่ไปเจอกับเสื้อตัวหนึ่งชุดลายหอย รีบหยิบป้ายมาดูราคาแล้วคูณห้าสิบในใจแล้วก็หัวเราะ
   "เสื้อบ้าอะไรว๊ะ..เสื้อหอยตัวนี้ราคาเกือบสี่แสน..ใส่แล้วมันจะเหาะก็ไปอย่าง..." พี่กาญจน์แอบได้ยินเสียงพึมพำของโมก็หัวเราะ
   "เออ..มันบ้าจริง ๆ นั่นแหละเสื้อตัวเดียว...สี่แสน..." เราหันมาสบตากันแล้วหัวเราะเดินออกจากร้าน

   เดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางไปสะพาน Rialto สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านเล็กร้านน้อยมากมายนับไม่ไหว


   ผ่านไป ๆ จนเจอร้านขายของฝากกระจุ๋มกระจิ๋มที่ขายเครื่องแก้วมูราโน
   สร้อยคอรูปหัวใจ
   
   ชิ้นนี้ก็ทำจากแก้วแต่เป็นสีทอง ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาทำได้ยังไง แต่แพงสุด ๆ
   
   โหอันนี้ถูกใจสุด อิอิ..ใจแตกกับอันนี้นี่แหละ
   
   แล้วอันนี้ก็เรียบร้อยโมไปเหมือนกัน
   
   ประเภทแบบนี้ก็เยอะมาก ๆ
   
   แบบหุ้มด้วยทองคำขาวก็มีหลากหลายแบบ แต่อันนี้ไม่กล้าแตะเลย...สุด ๆ มีเพชรประกอบด้วย
   
   แหวนวงนี้ซื้อให้พี่กาญจน์เป็นที่ระลึก
   

   นี่ของที่ระลึกจากทางร้านเนื่องจากจ่ายไปเยอะทีเดียว
   

   ดูเพลินจนแทบไม่อยากเดินไปดูของอย่างอื่นเลย เครื่องแก้วมูราโนนี่โมดูจากในเน็ตมาก่อนแล้ว แต่พอมาเจอของจริงพระเจ้าจอร์จ ซาร่าละลานตาละลานใจจนเตลิดเกินห้ามใจ แล้วพี่กาญจน์ก็เชียร์จัง ไม่เชียร์อย่างเดียวจะซื้อให้อีกแนะ ไอ้เราก็บ้าจี้ลืมตัวไปหลายชิ้น มันโทษใครไม่ได้หรอก ต้องโทษพี่กาญจน์นั่นแหละที่ทำให้โมสนใจเครื่องแก้วมูราโน ตั้งแต่ตอนที่พี่กาญจน์มาเวนิสครั้งแรก ขากลับพี่ท่านซื้อสร้อยรูปหัวใจไปฝากโม เฮ่อ...ตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งนั้นแหละ เอ..หลุมอะไร ไม่ใช่หลุมพี่กาญจน์หรอก เป็นหลุมมูราโนนะ..โปรดอย่าเข้าใจผิด

   ดี..สมแล้วละ..ต้องลงโทษให้หนัก อยากทำให้โมคลั่งมูราโน..ทำม่ายก็ไม่รู้

   เดินออกมาจากร้านพร้อมกับถุงอย่างดีมียี่ห้อมูราโนเป็เอกลักษณ์ บอกตามตรงนะค่ะ..อยากกอดแล้วจูบพี่กาญจน์มาก ๆ เลย แต่กลับเมืองไทยแล้วโมจะโอนเงินไปเข้าบัญชีให้ทีหลังนะ

   "พี่กาญจน์เล่าเรื่องที่มาที่ไปของแก้วมูราโนให้ฟังหน่อยซิ..."
   พี่กาญจน์โอบเอวมือดึงเข้ามาใกล้ ๆ พาเดินไปนั่งตรงหน้าร้านขายหน้ากากเชิงสะพานริอัลโต
   "เดิมช่างเป่าแก้วก็อยู่บนเกาะเวนิสนี่แหละ แต่การเป่าแก้วมันต้องใช้ไฟใช่มั้ยโม" โมพยักหน้ารับเหรอ ๆ หน่อย
   "เป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้บ่อย ๆ ชาวเวนิสจึงได้ขับไล่พวกเป่าแก้วให้อพยพไปอยู่ที่เกาะอื่น ด้วยความจำใจพวกนักเป่าแก้ว จึงพากันย้ายไปอยู่เกาะใกล้ ๆ ที่ชื่อเรียกว่ามูราโน คนบนเกาะก็ยินดีต้อนรับ อยู่มาตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้ก็นานหลายร้อยปี

   ฝีมือของนักเป่าแก้วพวกนี้เป็นที่ยอมรับของคนทั้งโลก แก้วที่พวกเขาเป่าออกช่างวิจิตรพิสดารอย่างที่โมเห็นนั่นแหละ มีเทคนิคการใส่สี ใส่ทอง เงินและอื่นเข้าเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับแก้วล้วนแล้วแต่พิสดาร ถ้ามีโอกาสเราอาจแวะไปที่เกาะก็ได้" โมพยักหน้าสายตาลุกวาว...จนพี่กาญจน์หัวเราะแล้วกระซิบว่า
   "ซื้อได้อีกนะ...โควตายังไม่หมด..." โมค้อนให้แล้วพูดว่า

   "ยุให้ซื้อมาก ๆ โมไม่มีเงินคืนพี่กาญจน์ไม่รู้ด้วยนะ..." พี่กาญจน์หัวเราะจนเห็นฟัน
   "พี่ให้โม...." พูดแล้วก็เอานิ้วชี้จิ้มหน้าผากโหนกของโมเล่น
   "เกรงใจ..มันเยอะนา..."
   "นาน ๆ ทีได้เงินมาพี่ไม่ค่อยได้ใช้อะไรมากนักหรอก...แบ่งให้โมใช้มั่งก็ดีเหมือนกัน ช่วยงานพี่ก็เยอะนี่นา..." พูดแบบนี้จะไม่ให้โมซึ้งใจได้ไงพี่กาญจน์ขา...น้ำตาจะไหลคลอจะไหลให้ได้เชียว...

   เดินเที่ยวกันจนเย็นมากเลยจึงเดินลัดเลาะกลับทางเก่า โมจำทางไม่ได้หรอก เข้าตรอกนั้นออกซอยนี้ พี่กาญจน์จำทางได้ไงก็ไม่รู้
   "พี่กาญจน์จำทางได้ไง...." พี่กาญจน์หัวเราะแล้วชี้ให้ดูป้ายเล็ก ๆ ตามมุมตึก แต่ถ้าให้โมนำทางรับรองหลงแน่นอน เพราะฉะนั้นพี่กาญจน์ไปไหนโมเกาะติดหลังเจแบบไม่ยอมให้ห่าง กลัวถูกทิ้ง....อิอิ

   กว่าจะกลับมาถึงจัตุรัส San Marco ก็เกือบทุ่ม
   ต้องเข้าใจนะคะว่าประเทศแถบนี้ในฤดูกาลนี้เวลาสองทุ่มกว่าแล้วยังสว่าง เหมือนห้าโมงหกโมงเย็นบ้านเราเลย กว่าจะมืดสนิทโน้นก็สามทุ่มไปแล้ว
   "โมหิวยัง..." โมส่ายหน้า
   "ซัดมูราโนเซี๊ยะเต็มคราบแล้ว..."
   "น่า...ไปกินกันเถอะ...."
   "พี่กาญจน์พาไปซิ...."

   นั่นซิ..มันต้องให้พี่กาญจน์พาไป โมจะพาไปถูกซะที่ไหน
   นึกว่าพี่กาญจน์จะพาไปกินที่ไหน ในที่สุดกลับมากินอาหารเย็นย่ำที่โรงแรมกินไปชมวิวไปเกือบสามทุ่มแล้วยังไม่มืดเลย
   
   ภาพนี้มองจากห้องพักของอีกวันถัดมา
   
   จานนี้น่ากินสุด ๆ
   
   สเต็กซี่โครงแกะกับไวน์รสเลิศ
   

   แก้วมังกรไม่รู้มาจากเมืองไทยหรือเปล่า แหม..แต่วางอย่างศิลป์จริง ๆ
   

   ความมืดโรยตัวลงมาคลอเคลียกับบรรยากาศแสนโรแมนติด
   ผลไม้รสเปรี้ยวหวานค่อย ๆ หายไปทีละชิ้นจนหมดจาน
   สายตาพี่กาญจน์มองโมตาเป็นประกายจ้า โมไม่หลบสายตาวาวนั่นหรอก
   "วันนี้..พี่ให้โมพักหนึ่งวัน..." โมพยักหน้ายิ้มล้อ ๆ
   "ยังอิ่มกับเมื่อคืนอยู่เหรอพี่กาญจน์...?" โมกระซิบถามเบา ๆ พี่กาญจน์ส่ายหน้า
   "พี่เห็นโมเดินไม่ค่อยปกตินัก เลยอยากให้พักสักคืนนะ...ไม่รู้จะดีขึ้นหรือเปล่า ?"

   แหม...ดูซิช่างสังเกตถึงขนาดนั้นเชียว จากการกระแทกกระทั้นเมื่อคืนตื่นทำให้เช้านี้โมรู้สึกหน่วง ๆ พิกล
   "ทีหลังก็ถนอม ๆ หน่อยซิ อิอิ...เล่นเสียงรุนแรงแบบนั้น ผู้หญิงก็แย่ซิ...." พี่กาญจน์สลดลงนิดแล้วพยักหน้า
   "พี่ขอโทษ..อดใจไม่ไหวจริง ๆ พยายามแล้วนะ..."
   "อิอิ...โมเองก็อยากให้เต็มที่แบบนั้นด้วย...ไม่ได้โทษพี่กาญจน์ซักหน่อย...แต่พี่กาญจน์จะอดใจไหวหรือเปล่าละ ?"
   "ไหวซิ...ไว้ตกเบิกคืนพรุ่งนี้...."
   "อื้อ..." โมตอบรับแบบไม่ค่อยเชื่อว่าพี่กาญจน์กับโมจะอดใจเอาไว้ได้

   พี่กาญจน์ลุกขึ้นแล้วยื่นมือมาประคองให้ลุก เดินอิงแอบกันเงียบ ๆ ขึ้นลิฟต์
   "โม..วันนี้ขอพี่จูบโมทั้งตัวได้ไหม...??" โมหันมามองแล้วยิ้มเต็มหน้า
   "อดใจไม่ไหวละซิ...โมเซ็กซี่ถึงขนาดนี้...ใช่ปล่าว ?" พี่กาญจน์ส่ายหน้า "อ้าว..แล้วทำไมอยากหอมอย่างนั้นละ จะทนไหวเหรอ ? ..บอกหน่อยซิ..."
   "พี่แค่อยากหอมโมไปทุกส่วน อยากตั้งแต่วันแรกที่พี่ได้เห็นโมแล้วละ.."
   "โอวววว...แล้วทำไมพี่กาญจน์ไม่หอมเสียละ...? เห็นทำแต่อย่างอื่น อิอิ"

   "หึ ๆ...อดใจไม่ไหวนะซิ มันอยาก..." พี่กาญจน์หยุดนิดนึงแล้วเอียงมาริมหูให้โมขนลุกซู่ "ความอยากเย็ดมันแย่งไปหมดเลย..."
   "วันนี้ไม่ได้เย็ด..เลยอยากหอมงั้นซิ..." พี่กาญจน์พยักหน้าตาพราวเยิ้มเชียว
   "อื้อ....งั้นแหละ...." พี่กาญจน์รับคำง
   "โมจะอาบน้ำแล้วแก้ผ้าล่อนจ้อนให้พี่กาญจน์หอมทุกจุดทุกเลยเลย...ดีไหมจ๊ะ...?" พี่กาญจน์ยิ้มหน้าบานเชียว
   "ดีซิ..ดี...พี่จะหอม ๆ ๆ ๆ ให้สมใจอยากเลย..."

   "อิอิ..แล้วพี่กาญจน์จะอดใจไหวเหรอ ? ซะขนาดนั้นนะ..." โมแอบถามเสียงแผ่วเชียวแหละ แค่นึกยังไม่รู้ว่าตัวเองจะทนไหวหรือเปล่าเลย
   "รับประกัน..วันนี้พี่ให้โมได้พักแน่นอน..." พี่กาญจน์ยกขึ้นทำท่าเหมือนสาบาน
   "โมเชื่อพี่กาญจน์..แต่กลัวว่าโมเองจะทนไม่ไหวซะต่างหาก แค่ฟังก็ชักเสียว ๆ แล้ว..."
   "อ้าว..ไม่อยากเก็บเอาไว้บ่มให้สุกงอมในวันพรุ่งนี้เหรอ..." โมพยักหน้าแล้วเอียงตัวไปซบไหล่พี่กาญจน์

   เดินออกมาเปิดประตูเข้าห้องพี่กาญจน์กอดโมเอาไว้แน่น
   "อึม...เก็บเอาไว้วันพรุ่งนี้นะ..." โมย้ำเบา ๆ
   "ได้จ๊ะ..พี่ตามใจโม.."
   "งั้น..ให้พี่กาญจน์หอมโมได้อย่างเดียว...อย่ามาขอโมทำอย่างอื่นเชียวหละ..." พูดแล้วโมแกล้งเอาหน้าขยี้ กับอกแล้วกอดจนแน่น พี่กาญจน์เองตวัดแขนรัดตัวโมไว้แน่นเช่นกัน
   "ให้โมไปอาบน้ำอาบท่าก่อน..รอนิดนึง..."
   "จ๊ะ..." พี่กาญจน์ตอบเสียงใสพร้อมปล่อยตัวโมเป็นอิสระ

   โมเดินไปจัดเตรียมเสื้อผ้า
   "พี่กาญจน์..เสื้อผ้าที่ซักมาส่งแล้วละ...." พี่กาญจน์รีบเดินเข้ามาดู แล้ว...อิอิ ดันมาช่วยโมถอดเสื้อผ้าไปเสียนี่
   ถอดไม่ถอดเปล่าดันไม่เรานุ่งอะไรเสียอีกปล่อยให้เปลือยล่อนจ้อนอยู่อวดเรือนร่างอวบตึงสมส่วน
   "รูปร่างโมนี่ดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ อก เอว สะโพก น่าฟัดจริง ๆ ด้วยแหละ" พูดแล้วถอยออกมาเอียงคอซ้ายทีขวาทีด้วยสายตาแพรวพราว
   "อ้าว..นี่โมจะได้อาบน้ำไหมนี่ ?" พี่กาญจน์หัวเราะร่วนแล้วพยักหน้า
   "ได้ ๆ รีบ ๆ เข้านะ..."

   ตกลงโมไม่ต้องนุ่งอะไรแล้วละ คว้าผ้าเช็ดตัวจากพี่กาญจน์แล้ววิ่งจู๊ดเข้าห้องน้ำทันที
   อิอิ...ตรงนี้วางกลเอาไว้นิดนึง คอยดูว่าที่โมคิดจะถูกหรือเปล่า ?

   ขั้นแรกโมล้างหน้าล้างตาเพื่อขจัดคราบเครื่องประทินผิวออกไปเสียก่อน ต่อมาเปิดฝักบัวปรับน้ำจนได้ที่ เล้วรดไปทั่วร่าง ๆ ค่อย ๆ ขัดสีฉวีวรรณ เทสบู่เหลวที่เก็บเอามาจากโรงแรม 'ฝันของจูเลียต' ฟอกไปทั้งตัว เน้นหนักไปตามซอกทุกมุม

   อิอิ...แล้วกลที่วางไว้หรือสังหรณ์ก็เป็นจริง แม่นไหมละ ?
   เสียงเคาะประตู แล้วบิดลูกบิด รู้ว่าพี่กาญจน์ทนไม่ได้จะต้องเข้ามาร่วมด้วย โมจึงไม่ล็อคประตูไง ?
   "เข้ามาซิคะ..." ตอบไปด้วยน้ำเสียงเจือแววขำ

   พี่กาญจน์ค่อย ๆ เปิดประตูยิ้มแป้นเข้ามา
   "อยู่คนเดียวเหงา..."
   "เหงาก็มาอาบกับโมซิ..." พี่กาญจน์หัวเราะก้าวขึ้นมายืนด้านหลัง สอดมือเข้าประคองสองเต้านวดเบา ๆ โมเลยยื่นฝักบัวให้สายน้ำรดตัวพี่กาญจน์ข้าง แล้วกลับหลังหันมายืนประจัญหน้า เอาสายน้ำฉีดไปที่ตรงอก มือก็ลูบไล้ไปทั่ว
   "พี่เทสบู่เหลวมาหน่อยซิ..โมจะฟอกตัวให้..."

   พี่กาญจน์ก้มลงหยิบขวด Ferragamo เปิดฝา โมส่งฝักบัวให้พี่กาญจน์ รับขวดสบู่เหลวมาบีบเทลงบนฝ่ามือ
ลูบไล้ไปทั่วแผ่นอกแล้วถูนวดเบา ๆ ไปจนทั่ว สอดเข้ายังจั๊กแร้แล้วอ้อมมือไปยังด้านหลัง ชั่วครู่ทั้งพี่กาญจน์และโมต่างก็ลื่นไปด้วยฟองสบู่ที่หอมกรุ่นชื่นใจ

   โมสอดมือลงไปฟอกน้องชายพี่กาญจน์ ก็แกล้งถู ๆ นวด ๆ จนมันผงาดแข็ง กระดกสู้มือตลอด ตอนนั้นนึกในใจขึ้นมาอีกแล้วว่าพี่กาญจน์จะทนไหวแน่ละเหรอ แค่นวดยังผงาดได้ขนาดนี้ พี่กาญจน์ให้โมเล่นอะไร ๆ ได้ใจชอบจนโมบอกให้พี่กาญจน์รดน้ำล้างตัวนั่นแหละ

   พี่กาญจน์รดน้ำให้โมก่อนแล้วลูบไล้ไปทั่วร่าง ทีนี้พอถึงช่วงล่างนี้ซิพี่กาญจน์จับขาโมข้างหนึ่งยกขึ้นมาเหยียบขอบอ่าง ยื่นฝักบัวเอาน้ำฉีดเข้าไปกลางร่องแคม โมสะดุ้งเชียว จากนั้นพี่ใช้มือและนิ้วล้างของโมจนสะอาด โดนเข้าแบบนี้มีหรือโมจะไม่เสียว  โมเลยให้พี่กาญจน์ยกขาขึ้นเหยียบขอบอ่างมั่ง แก้แค้นว่างั้นเถอะ กว่าจะล้างน้องชายเสร็จ อิอิ...ทำเอาพี่กาญจน์ตัวเกร็งไปเลย

   เฮ่อ...จะใจแข็งพอไหมนี่ (ตัวเองนะ)

   อาบน้ำเสร็จพี่กาญจน์ดึงผ้าขนหนูมาคลุมตัวโม ประคองมลงมายืนบนพรมหน้าอ่าง
   พี่กาญจน์จัดการเอาผ้าเช็ดตัวมาซับน้ำบนตัวจนแห้งแล้วลงมายื่นข้าง
   "มา..มาให้พี่เช็ดตัวให้...." โมยื่นกางแขนปล่อยให้พี่กาญจน์ทำตามใจชอบ

   จับขาโมแยกออกแล้วคุเข่าลงเช็ดตรงเนินที่ห่างจากใบหน้าไม่กี่นิ้ว
   แหม...ดูแลมันอย่างพิถีพิถันมาก ๆ แถมเช็ดเสร็จยังก้มลงจูบกลางเนินฟอดใหญ่เป็นรางวัลอีก
   "หอมชื่นใจจัง..โม..."
   "ถูกใจเจ้า Ferragamo...." พี่กาญจน์ส่ายหน้า
   "เนื้อโมนะหอมอยู่แล้ว..."

   พี่กาญจน์ยื่นมือไปหยิบแปรงสีฟันมาบีบยาสีฟันแล้วส่งให้โม จากนั้นก็บีบใส่แปรงสีฟันของตัวเอง เรายืนแปรงฟันหน้าอ่างล้างหน้าที่มีกระจกเงาบานใหญ่
   ภาพเปลือยเปล่าของโมกับของพี่กาญจน์เหมือนภาพถ่ายบนผนังชัด เราสบตาผ่านกระจกเงากันบ่อย ๆ สายตาพี่กาญจน์จับจ้องอยู่ตรงเต้านมกลมอวบเหมือนถูกแรงดึงดูด ไม่นานการแปรงฟันของเราทั้งสองก็เสร็จเรียบร้อย ล้างปากล้างมือ

   พี่กาญจน์จูงมือโมออกมาจากห้องน้ำ เดินมาที่ริมเตียง เปิดผ้าห่มที่เป็นผ้าคลุมเตียงไปด้วยออก โมคลานขึ้นมานอนกลางเตียง พี่กาญจน์ขยับตามขึ้นมาทีนที พี่กาญจน์นั่งลงข้าง ๆ ตัวโม ส่วนโมเองแกล้งหลับตาพริ้ม
   "พี่หอมนะ...." แหม...เสียงกระเส่าเชียวนะ โมพยักหน้าแต่ยังลืมตามอง

   พี่กาญจน์ก้มลงหอมตรงหน้าผากโหนกฟอด ๆ  หนำใจก็ไล่ลงมาที่แก้มนวล หอมแล้วพึมพำเบา ๆ ว่า
   "ชื่นใจ ๆ ๆ" อยู่นั่นแหละ
   "โมนี่ตัวหอมจังเลย..."

   พี่กาญจน์หอมแบบสูดกลิ่นเนื้อฟอด ๆ ผ่านเลยริมฝีปากโมไปที่คาง ลำคอ ไหล่ แล้วจับแขนโมทั้งสองข้างยกขึ้นเอาไปวางพาดกับหมอน โมปรือตามองเห็นพี่กาญจน์ที่กำลังดูจั๊กแร้ของโมแล้วก้มลงหอมฟอดหนึ่งก่อน
   โมจั๊กจี้กับริมฝีปากและไรหนวดเคราจนอดเกร็งตัวไม่ได้ ยิ่งพี่กาญจน์เอาจมูกซุกถูไถไปตามแนวจั๊กแร้ อารมณ์มันบอกไม่ถูก อิอิ..รู้สึกอยากฟัดพี่กาญจน์ให้จั๋งหนับขึ้นมางั้นแหละ

   พี่กาญจน์หอมจั๊กแร้ทั้งซ้ายและขวา แล้วไล่มาที่เต้านมโดยใช้ริมฝีปากจูจุ๊บเป็นระยะ เต้าทั้งสองถูกหอมแทบทุกตารางมิลลิเมตร เรียกว่าหอมแล้วหอมอีกอย่างไม่รู้เบื่อ หอมจนปุ่มเสียวปรากฎขึ้นชัด ๆ เลย พี่กาญจน์เอาหน้าซุกตรงที่กลางอกแล้วขยี้เบา ๆ จนโมจั๊กจี้จนต้องยื่นมือขึ้นไปจับหัวของพี่กาญจน์กดเอาไว้ให้อยู่นิ่ง ๆ

   พี่กาญจน์เงยหน้าขึ้นโมก็เลยปล่อยมือลง
   "โม..หอมเหลือเกินจ๊ะ...ชื่นใจที่สุด..."
   พูดแล้วพี่กาญจน์ก้มหน้าลงที่หน้าท้อง หอมตรงนั้นตรงนี้ก็แล้วแต่ความพอใจ จมูกสูดกลิ่นเนื้อไล่ลงเรื่อย ๆ จนมาหยุดอยู่ตรงหลุมสะดือ พี่กาญจน์เงยหน้าขึ้นแล้วห่อปากก้มลงจุ๊บพร้อมกับขยี้หน้าไปมาแรง ๆ อุ๊ย...สยิวจนโมถึงกับตัวงอเชียวหละ แหม..เล่นไปได้ขนาดนั้น.....

   จากนั้นก็ไล่จมูก-ปากลงไปทีละนิด ๆ พี่กาญจน์ข้ามเนินโหนกของโมไปเสียงั้นแหละ แค่หยุดมองนิดเดียวแล้วก้มลงจุ๊บไปตามโคนขาโม ขยับเคลื่อนไปทีละนิด ๆ จนถึงเข่า จับขาโมยกแล้วดันอ้าออกในท่างอเข่า จากนั้นเอาฝ่าเท้าทั้งสองมาปะกบกันเป็นท่าดอกบัว พี่กาญจน์จัดท่าจนพอใจเชียวหละ เอียงซ้ายเอียงขวา สายตาลุกวาวเชียว โมแม้จะไม่เห็นเรือนร่างตัวเองกับตา แต่คิดว่าหน้าเนินของโมคงเปิดโล่งโจ้งอวดเต็มพื้นเนินเขาให้เห็นเต็มตาเชียว พี่กาญจน์เหลียวมองเนินโมบ่อยครั้ง เอาลิ้นเลียริมฝีปากไปมาอย่างกระหาย

   "เฮ่อ..จะรอดไหมเนี๊ยะ...." ประโยคนี้ปรากฏขึ้นมาในใจอีกครั้ง เป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้

   พี่กาญจน์ก้มลงหอมโคนขาโมใหม่อีกครั้ง แล้วไล่จมูกต่ำลงไปที่ขาหนีบ จุ๊บเป็นระยะ ๆ ไปเรื่อย แต่ตอนที่โมปรือตาแอบมองเห็นนะ สายตาพี่โมไม่ค่อยโฟกัสห่างจากเนินอวบของโมไปไกลหรอก แม้จะนอนหนุนแต่ก็เห็นไม่ชัดหรอก โมอยากจะเห็นว่าพี่กาญจน์จะทำยังก็เลยผงกหัวขึ้น พี่กาญจน์เงยหน้าขึ้นมาเห็นแล้วยิ้มพราวถามว่า
   "โมอยากดูก็ยันตัวลุกขึ้นซิ...เอาหนอนพิงหลังไว้ก็ได้..."
   พี่กาญจน์ขยับตัวไปดึงหมอนมาวางซ้อนกันสองใบหนุนหลังให้ ส่วนโมเอามือทั้งสองยันที่นอนในลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอน

   พี่กาญจน์กลับมานั่งที่ตรงข้ามจับเข่าโมดึงขึ้นให้อยู่ในลักษณะชันเข่าแล้วฟุบตัวราบลงกับที่นอน ใบหน้าห่างจากเนินอูมของโมไม่เกินสามนิ้ว ตามองแล้วจุ๊ปากจุ๊บจิ๊บ เงยหน้าขึ้น
   "ของโมนี่...แคมสวยเหลือเกิน..น่าดูจัง..." โมยิ้มหวานให้กับคำชม แต่สายตาของพี่กาญจน์นี่ซิอธิบายไม่ถูกว่าดึงดูดจิตใจของโมยังไง
   สายตานั้นมากับถ้อยกระทงความนวนมากมายมหาศาล แล้วแล้วแต่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้ นอกจากสัมผัสได้ในความรู้สึกของกันและกันเท่านั้น โมมองเห็นถึงเยื่อใย ความเอื้ออาทร นุ่มนวล อ่อนหวาน และความปรารถนาที่ลุกฮือโหมทั้งมวลที่อยู่ในใจของพี่กาญจน์ ขณะเดียวกันนั้นโมคิดว่าพี่กาญจน์ก็ได้สัมผัสใจของโมผ่านทางสายตาเหมือนกัน
   ตาเป็นประตูของหัวใจจริง โมว่า...มันเร้ารุนแรงยิ่งกว่าคำพูดเป็นไหน ๆ ก็เจ้าคำพูดนั้นมันต้องผ่านกระบวนการร้อยเรียงแสร้งสรรอีกต่อหนึ่งนี่นา

   พี่กาญจน์สบตาหวามกับโมอยู่ครู่ใหญ่ แล้วก้มหน้าลงจูบตรงกลุ่มไหมดำกลางเนินอีกครั้ง เรื่องกลุ่มไหมหรือ 'หมอย' ของโมนะเส้นไม่ได้หยาบหนาเหมือนแบบของพี่กาญจน์หรอกจ๊ะ เส้นนะเล็กละเอียดสีดำสนิท แล้วโมก็ไม่ดกจนรกหรอกคะ แผ่เป็นปีกหยิกแนบกับเนินเนื้อขาวกับดำตัดกันดีจัง โมก้มลงดูพี่กาญจน์ห่อริมฝีปากจุ๊บกลางกลุ่มหมอยของโมครั้งแล้วครั้งเล่า

   ความรู้สึกในใจมันอธิบายไม่ถูกหรอกคะ แต่โมจะไม่แลกความรู้สึกนี้กับอะไรทั้งสิ้น ทั้งความสุข ซาบซึ้ง ดื่มด่ำ การซ่านกระสันที่แผ่ลามขึ้นมา โมว่ามันมีค่ามากกว่าอะไรทั้งหมด พี่กาญจน์เป็นคนละเอียดอ่อน อ่อนหวาน ทั้งความรู้สึกและอารมณ์ บรรดานี้นี่แหละที่พี่กาญจน์ทอดผ่านรอยจูบแล้วจูบส่งมาถึงโม

   ใจหนึ่งโมชักอยากให้พี่กาญจน์แลบลิ้นออกมาโลมเลียตรงนั้นผ่าซักนิด แต่ต้องรีบหักห้ามใจ อิอิ...อยากบ่มความกระสันนี้เอาไว้นาน ๆ  เก็บให้มันกระสันจนล้นทะลักในคืนพรุ่งนี้ดีกว่า ให้แสนหวานแสนชื่อใจและสมใจอยากมากกว่า

   พี่กาญจน์ขยับหน้าต่ำลงไปอีก จูบตรงกลางร่องกลีบแคมอวบนูนทั้งสอง โมกลัวพี่กาญจน์จะเมื่อยก็เลยยันตัวขยับแอ่นก้นให้ลอยขึ้นช่วย พี่กาญจน์ขยี้จมูกปากกับกลางเนินอย่างเมามันแล้วเงยหน้าขึ้นยิ้มเหมือนยั่ว

   "ชื่นใจที่สุดเลยโม....อยากจูบแบบนี้มานานนักหนาแล้ว..."
   "นานนะ..ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?"
   "ก็ตั้งแต่...ที่พี่เห็นโมครั้งแรกนะ..." โมเบิกตาโพรงมองสบตาพี่กาญจน์นิ่ง
   "ตั้งแต่....แต่....ตอนนั้นเลยเหรอนี่...." พี่กาญจน์พยักหน้า
   "เก็บเอาไปฝันเลยแหละ..."
   "ฝันไง..??"
   "ฝันว่าได้จูบแบบนี้แหละ จูบ ๆ ๆ ๆ ๆ ซ้ำ ๆ แบบนี้ นี่ ๆ ๆ ๆ...."
   พี่กาญจน์ระดมจูบเนินโคกอวบของโมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนโมเองก็เกร็งตัวแอ่นก้นร่อนรับอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

   "พี่กาญจน์ฝันว่าจูบโมอย่างเดียวหรือเปล่า ?" พี่กาญจน์เงยหน้าขึ้นแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ
   "ฝันอะไรอีก ?"
   "ฝันว่าเย็ดโมด้วย...บ่อย ๆ เลย"
   "ฝันแล้วชักว่าวเหรอ ?"
   "อื้อ...คิดถึงโมแล้วไม่รู้เป็นไง..มันมีอารมณ์ทุกทีจนอดใจไม่ได้..."
   "โมเซ็กซี่มากถึงขนาดนั้นเลยหรือไง ?"
   "กับคนอื่นพี่ไม่รู้หรอก แต่สำหรับพี่โมคือเทพธิดาในฝันจริง ๆ"
   โมฟังพี่กาญจน์พูดแล้วอดขำไม่ได้ นี่แสดงว่าโมถูกพี่กาญจน์แอบ...โมไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้วซิ

   "งั้นถามจริง...พอได้สัมผัสกับของจริงแล้วถูกใจเหมือนอย่างฝันหรือเปล่า ?" โมแกล้งแอ่นก้นเอากลีบเนินถูจมูกพี่กาญจน์จนพี่จูบอีกฟอด
   "แล้วตกลง...พี่กาญจน์สมหวัง หรือผิดหวัง ?"
   "พี่สมหวัง....โม อึ่ม...จูบให้ชื่นใจอีกที..." พี่กาญจน์ระดมจูบฟอด ๆ อย่างไม่รู้เบื่อ "โมเยิ้มไปหมดแล้วนะ...." พี่กาญจน์เงยหน้าขึ้นบอกตายิ้มพราว
   "อื้อ..มันขมิบใหญ่เลยแหละ" โมสารภาพ

   "เสียวเหรอ..." โมพยักหน้า
   "พี่ใช้ลิ้นเลียให้เอาไหมละ...?" โมส่ายหน้า
   "โมอยากเก็บเอาไว้วันพรุ่งนี้..."
   "ทนไหวแน่นะ...?"
   "อื้อ...เอาเป็นว่าพี่กาญจน์ละทนไหวหรือเปล่า ?"
   "ไหวซิ....เมื่อคืนทำให้โมระบมไม่น้อยซิ...?" โมพยักหน้า
   "หน่วง ๆ อยู่เหมือนกัน...." พี่กาญจน์ก้มลงซุกหน้ากลางเนินนิ่งครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้น
   "พี่ส่งกำลังใจไปช่วยแล้วละ...หรือจะให้พี่เป่ามนต์ให้...."
   "หา...พี่กาญจน์เป่ามนต์เป็นด้วยเหรอนี่...อ้าว..ลองดู...."
   "งั้นโมขยับอ้าขาออกกว้าง ๆ กว่านี้หน่อย" โมรีบทำตามก็อยากรู้นี่ค่ะว่าจะเป่ามนต์ยังไง ไม่เคยได้ยินมาก่อน

   พี่กาญจน์ใช้หัวแม่มือทั้งสองข้างกดอ้ากลีบแคมรั้งออก เผยให้เห็นร่องแคมเป็นมันเยิ้มจรดปากรูเสียว
   "โม..พี่เป่ามนต์แล้วนะ...." พูดจบพี่กาญจน์ห่อปากแล้วเป่าลมพรวดตรงไปยังปากรูเสียว

   โห...สะดุ้งเลย...มันเสียวแปล๊บ ๆ ขึ้นมาสุดใจเลย พี่กาญจน์เป่าครั้งที่หนึ่ง สอง สาม แล้วก็อีกหลายครั้งจนโมนับไม่ไหว โมเสียวสะท้านและเกร็งตัวเขม็ง ภายในขมิบอย่างรุนแรงจนขึ้นจี๊ด ๆ มาเลย พี่กาญจน์เงยหน้าขึ้นหัวเราะแล้วพูดว่า
   "เป็นไงมนต์ของพี่..." โมระบายลมหายใจออกยาว ผ่อนคลายตัวเองลง
   "มนต์..มนต์..พี่กาญจน์นี่...โห...แรง...มาก ๆ" พูดเสียงตะกุกตะกักเลยแหละ แล้วโมก็หัวเราะ พี่กาญจน์ก็ยันตัวขึ้นนั่งอีกครั้งแล้วหัวเราะร่วนประสานเสียงกับโม

   โมเปลี่ยนมานั่งขัดสมาธิบ้าง ยกมือขึ้นทุบที่ไหล่พี่กาญจน์เบา ๆ
   "แกล้งโมเหรอ...." พี่กาญจน์หัวเราะเต็มเสียงแล้วพยักหน้า โมเลยโอบรอบคอพี่กาญจน์แล้วทิ้งตัวลงกับที่นอนดึงตัวพี่กาญจน์ล้มลงมาด้วย
   "เดี่ยว...ไม่ไหว..พอเถอะ...พี่กาญจน์จะหลับลงหรือเปล่าละ ?" พี่กาญจน์ไม่ฟังกลับก้มลงจูบหน้าผากโหนก "พี่กาญจน์จะให้โมดูดให้เอาไหมจ๊ะ ?" พี่กาญจน์ส่ายหน้าแล้วก้มลงจูบหน้าผากอีกที
   "พี่อยากเก็บเอารอโม..เอาไว้ถึงพร้อมกับโม.." พี่กาญจน์ยันตัวขึ้นดึงตัวโมเอาหมอนออกจากหลังมาหนุนให้โม
   "ให้พี่จูบส่งท้ายราตรีสวัสดิ์ก่อนนะ..."
   พี่กาญจน์ไม่รอให้โมตอบยังไง ก้มหน้าลงหอมตรงหน้าผาก หัวนมทั้งสองข้าง หลุมสะดื้อ แล้วจุดสุดท้ายเนินโคกอวบของโม

   จากนั้นพี่กาญจน์ขยับไปดึงผ้าห่มมาคลุมร่างโมและสอดตัวเข้าไปนอนตะแคงกอดอยู่ข้าง ๆ โมพลิกตัวนอนตะแคงซุกหน้าลงกับอกกำยำแล้วจูบตรงตำแหน่งหัวใจฟอดใหญ่
   "พี่มีความสุขเหลือเกินโม พี่ได้ทำอย่างที่พี่ฝันมานานแล้ว..."
   "จูบนี่เหรอ..."
   "ก็ทั้งหมดนั่นแหละ...สำคัญที่พี่ได้ทำกับโมต่างหาก" พี่กาญจน์ก้มลงหอมเรือนผมโม
   "โมก็มีความสุขอย่างที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลย...โมสารภาพความจริงให้พี่กาญจน์ฟังนิดนะ..."
   "หือ..สารภาพ...."   
   "คะ..."
   "งั้น...ว่ามาเลยโม....."

   "ไม่ใช่พี่กาญจน์แอบคิดกับโมแบบนั้นคนเดียวหรอก...."
   "หมาย..หมายความว่าไงโม...?" พี่กาญจน์สวนขึ้นมาทันที
   "โมก็เก็บเอาพี่กาญจน์ไปฝันว่าเคยทำอะไร ๆ กับโมมาเหมือนกันแหละ...."
   "โม...โม...เคยฝันว่าเย็ดกับพี่เหรอนี่....ดีใจจัง...."

   "ทำไมดีใจด้วย...พี่กาญจน์ก็ยังฝันว่าได้เย็ดโมไม่ใช่เหรอ...?"
   "พี่ดีใจที่สุดเลยที่ได้ฟังจากปากโม..." พี่กาญจน์ก้มลงหอมหน้าผากตอนที่โมเงยหน้าขึ้นฟอด ๆ "งั้น..ฝันของเราก็เป็นจริงซินะ...โชคดีจัง...."
   "โมขอบคุณพี่โอ๊คที่ให้โอกาสนี้แก่โมและพี่กาญจน์..."

   "นั่นซิ....มันดีมาก ๆ เลย..ดีที่สุดในชีวิตของพี่เลย..."
   "กับโมก็เหมือนกัน..."
   "ให้พี่หอม..หอม.ตรงนั้นโมอีกทีได้หรือเปล่าละ ?" พี่กาญจน์เอานิ้วชี้จิ้มไปที่เนินโคกของโมนอกผ้าห่ม
   "แน๊ะ ๆ ติดใจละซิ..."
   "อื้อ..ติดใจมาก ๆ เลย อยากหอมบ่อย ๆ"
   "งั้นก็หอมซิ...ไม่มีใครห้ามนี่นา...อิอิ"

   ตกลงพี่กาญจน์ต้องดึงผ้าห่มออกอีกครั้งแล้วขยับตัวลงไปก้มหอมเนินที่นูนเป็นหลังเต่าของโมฟอดแล้วฟอดเล่า อีกครั้งและอีกครั้ง โมผงกหัวขึ้นมองด้วยอารมณ์ที่แสนจะอิ่มเอม ชื่นบานเหมือนกับได้ดื่มน้ำทิพย์ก็ไม่ปาน

   โมปล่อยให้พี่กาญจน์หอมจนพอใจแล้วมานอนกอดอยู่ในผ้าห่มเหมือนเดิม
   พี่กาญจน์จับให้โมนอนหงายอ้าขาออกเพื่อให้มือพี่กาญจน์โลมลูบสัมผัสกับกลีบเนินได้สะดวก
   "หมอยโมนิ่มมือมาก ๆ เลย...ไม่เหมือนของพี่เส้นแข็งเชียว..."
   "เอ่อ..พี่กาญจน์ชอบผู้หญิงขนดก หรือมีนิดหน่อยแบบโม หรือโล้น ๆ แบบเด็ก"
   "พี่เหรอ..." พี่กาญจน์นิ่งเหมือนคิดไปครู่ "แบบดกมาก ๆ มันตำจมูกแย่ โล้น ๆ แบบเด็กก็ไม่ไหว แบบโมนี่แหละอยู่สายกลางกำลังพอดี..."
   "พี่กาญจน์เกาเบา ๆ แบบนี้สบายจัง..."
   "อื้อ...ชอบจะได้เกาให้ก่อนนอน..."
   "ดีจัง..."

   .....................................

   พี่กาญจน์เกาเบา ๆ ไปที่ซอกขาหนีบแล้วเลื่อนมาที่เนินนูน เกากลีบแต่ละข้าง แล้วใช้ปลายเล็บของนิ้วชี้กับนิ้วกลางเกาไปกลางกลุ่มขนมันยุบ ๆ ยิบ ๆ เสียวสบายมาก ๆ จนอยากให้นอนเกาแบบนี้ทั้งวันทั้งคืนไปเลย
โมหลับตาพริ้มปล่อยกายปล่อยใจให้ลอยละล่องเข้าไปในในห้วงแห่งความฝันแสนหวาน

   "หมื่นแสนลำลึงค์แห่งข้า
   ไร้เดียงสาไปเสียแล้ว
   แค่เพียงหนึ่งจุมพิตโยนีแห่งนาง"
   (จำมาจากเรื่องสั้นเรื่องอะไรจำไม่ได้แล้ว)

   เสียงอ่านนั้นนุ่มนวลแผ่วเบา จะเป็นเสียงพี่กาญจน์หรือเสียงใครโมก็ไม่รู้ โมไม่สามารถลืมตาขึ้นมองได้แล้ว มันหนักเสียเหลือเกิน พยายามฝืนจากความหลับอันแสนสบาย ปล่อยดวงจิตใจปลอดโปร่ง โมสัญญากับตัวเองเอาไว้ว่าคืนพรุ่งนี้โมจะตอบแทนให้พี่กาญจน์อย่างเต็มความปรารถนาทีเดียว

------------------------------------------
ด้วยความขอบคุณ  kankan


 

เนื้อหาถูกซ่อนเอาไว้ คุณต้องตอบกระทู้นี้ก่อน


*

ออฟไลน์ tacklove

  • Senior Member
  • ****
  • 896
  • 362
    • ดูรายละเอียด
Re: GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2017, 07:01:59 pm »
สมความปรารถนาทั้งสองคน แล้วถ้ากลับไปที่เมืองไทยมันคงทรมานน่าดู อยากรู้แนวคิดของทั้งสองคนว่าจะรอดได้มั้ย และทำอย่างไร

*

ออฟไลน์ kaithai

  • Global Moderator
  • *****
  • 2707
  • 2641
    • ดูรายละเอียด
Re: GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2017, 07:16:44 pm »
คุณ kankan เข้าใจคำของยาขอบได้ ลึกซึ้งเลยละ
   "ความเป็นนักประพันธ์ คือ เป็นผู้รู้คน"

ถึงได้เขียนได้ ละเมียดละไม เข้าถึงจิตใจคนอ่าน
ทำให้คล้อยตาม และเหมือนเป็นตัวละครในเรื่อง

ขอบคุณมากครับ ที่นำเรื่องเยี่ยมๆ มาแบ่งปัน

*

ออฟไลน์ Pem Samsan

  • Banned!

  • Full Member
  • **
  • 80
  • 447
    • ดูรายละเอียด
Re: GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2017, 07:43:34 pm »
สุดยอดเลยคุณ kaithai ที่ยกคำของยาขอบ มาอธิบายให้เห็นภาพได้ชัดแจ้ง
"ความเป็นนักประพันธ์ คือ เป็นผู้รู้คน"

การจะเป็นนักเขียนที่ดีจะต้องเป็นคนอ่านมาก เห็นมาก ช่างสังเกต ช่างจดจำ และที่สำคัญที่สุดคือการถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือ ให้ผู้อ่านเห็นภาพชัด มีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวที่นำเสนอ ลื่นไหลมีสะดุด

อ่านแล้วอยากเป็นนักเขียนบ้างจังเลย อิอิ หรือไม่ก็เป็นนักเล่าเรื่องก็ยังดี 555
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 08, 2017, 08:23:25 pm โดย Pem Samsan »

*

ออฟไลน์ kenwin

  • Gold Member
  • *****
  • 1226
  • 575
    • ดูรายละเอียด
Re: GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2017, 09:48:03 pm »
อ่านแล้วอยากไปเที่ยวมาก
ขอบคุณครับ

*

ออฟไลน์ akennya

  • Senior Member
  • ****
  • 882
  • 0
    • ดูรายละเอียด
Re: GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2017, 11:46:47 pm »
ขอบคุณครับ

*

ออฟไลน์ akennya

  • Senior Member
  • ****
  • 882
  • 0
    • ดูรายละเอียด
Re: GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2017, 11:55:40 pm »
ขอบคุณครับ

*

ออฟไลน์ Sessiri Ratanatharakeat

  • Junior Member
  • ***
  • 336
  • 1
    • ดูรายละเอียด
Re: GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2017, 10:44:51 am »
ยังจะกลัวอยู่อีกเหรอครับ

*

ออฟไลน์ intanianoi

  • Senior Member
  • ****
  • 640
  • 106
    • ดูรายละเอียด
Re: GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2017, 02:08:57 pm »
เขียนได้ละเอียดดีครับ

*

ออฟไลน์ chanky2007

  • Gold Member
  • *****
  • 1147
  • 409
    • ดูรายละเอียด
Re: GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2017, 02:17:01 pm »
อ่านแล้วรู้สึกละมุ่นในความรู้สึกจริงๆครับ

นุ่ม ชวนฝันมากครับ

ชอบทั้งบทของโมและกาญจน์
ขอบคุณมากครับ
คิดว่าดี ก็ทำไป

*

ออฟไลน์ 7946410

  • Ultimate Member
  • ********
  • 3488
  • 2867
    • ดูรายละเอียด
Re: GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2017, 07:11:26 pm »
สถานที่ท่องเที่ยวที่บรรยายมาอยากจะไปเที่ยวจัง

*

ออฟไลน์ acropobia899

  • Junior Member
  • ***
  • 332
  • 0
    • ดูรายละเอียด
Re: GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2017, 03:39:08 pm »
สนุกสุขสมกันมากมายแบบนี้ต้องกอบโกยให้พอ  เพราะเวลาสนุกใกล้หมดลงไปทุกที ช่างน่าเสียดาย

*

ออนไลน์ kodzilla

  • Senior Member
  • ****
  • 600
  • 384
    • ดูรายละเอียด
Re: GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2017, 05:08:48 pm »
อ่านไปแล้วเคลิ้มเหมือนไปเที่ยวด้วยเลย

*

ออฟไลน์ Demons_tee

  • Tiny Member
  • *
  • 35
  • -1
    • ดูรายละเอียด
Re: GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2017, 02:58:54 pm »
เหมือนมาฮันนิมูน

*

ออฟไลน์ eaddy48

  • Junior Member
  • ***
  • 344
  • 122
    • ดูรายละเอียด
Re: GhostWriter ภาคเวนิสพิศวาส ตอนที่ 5 โบสถ์ San Marco & แก้ว Murano (Copy kankan)
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2018, 07:52:15 pm »
อยากไปเที่ยวจังสมปราถนาทั้งคู่

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ