ตามรอยวรรณคดี สุดสาคร 7 (ตอน กำราบชีเปลือย)

โพลล์

ชอบ/ไม่ชอบ

ชอบ
48 (98%)
ไม่ชอบ
1 (2%)

จำนวนผู้โหวตทั้งหมด: 43

ตามรอยวรรณคดี สุดสาคร 7 (ตอน กำราบชีเปลือย)

  • 7 ตอบ
  • 4274 อ่าน
*

ออฟไลน์ cobra

  • Full Member
  • **
  • 148
  • 416
    • ดูรายละเอียด
               ก่อนอื่นต้องขออภัยท่านผู้อ่านที่ตอนนี้ผู้เชียนนำเสนอล่าฃ้าไปนิด ด้วยสาเหตุที่ติดธุระนานกว่าที่คิดประกอบกับไม่สบาย ผู้อ่านไม่ต้องห่วงว่าเรื่องนี้จะติดขัดทางด้านเนื้อหาแต่อย่างใด ด้วยเรื่องนี้ผู้เขียนได้คิดเรื่องไว้จนทะลุจนจบแล้ว จึงไม่มีปัญหาด้านเนื้อเรื่อง จะติดขัดเฉพาะด้วยเรื่องเวลาจากสาเหตุดังกล่าว
               และขอขอบคุณผู้อื่นที่ให้กำลังมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการคอมเม้นท์ การโหวต หรือแม้แต่ที่ช่วยกด + money ให้ ซึ่งผู้เขียนก็ไม่รู้ว่ามันสามารถนำไปทำอะไรได้ แต่ไม่ว่าจะทางใดทางหนึ่งก็เป็นกำลังใจ ให้ผู้เขียนกลับมานำเสนอต่อผู้อ่านได้เช่นกัน เพื่อไม่ให้เสียเวลาต่อเลยแล้วกัน
               ตอนกำราบฃีเปลือย


              เมื่อม้านิลมังกรกลับมาทั้งสุดสาครและม้านิลมังกรต่างพักกันจนหายเหนื่อย สุดสาครได้นำผลลูกไม้ที่หามาได้ให้ม้านิลมังกรได้ทานบรรเทาหิวโหย ส่วนตัวสุดสาครได้ไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายจนสดชื่นกระปรี่กระเปร่าแข็งแรงดีแล้วจึงขี่ม้านิลมังกรเข้าเมืองการะเวกอย่างรวดเร็ว
        ครานี้ชาวเมืองจึงต่างเห็นม้านิลมังกรอีกครั้ง ต่างกันตรงที่บนหลังม้าปรากฎมีร่างของดาบสน้อยผิวพรรณสะอาดตา ดูองอาจน่ารักน่าชื่นชมยิ่ง ม้านิลมังกรพาสุดสาครไปที่ประตูวังอันเป็นที่สุดท้ายที่มันแยกจากชีเปลือย
ทหารวังเห็นม่านิลมังกรที่ชีเปลือยขี่มาคราก่อนก็จำได้จึงเข้าไปสอบถาม
       “น้าจ๋า หนูมาตามหาชีเปลือย ที่ได้ข่าวว่าเข้ามาในวังนี้ พวกน้าเห็นไหมจ๊ะ ช่วยบอกหน่อยเถิดว่าอยู่ที่ใด”
       ทหารเห็นพระดาบสน้อยท่าทางองอาจ แต่มีกริยางดงามพูดจานอบน้อมอ่อนหวานต่างก็นึกชื่นชม
       “ไม่ผิด ชีเปลือยผู้วิเศษนั้นพักอยู่ด้านในเลยอุทยานไปหน่อยหนูไปถามข้างหน้าอีกที พวกน้าจำต้องเฝ้าหน้าประตูวัง แต่หนูต้องลงจากหลังม้าจูงเข้าไป ด้วยวังมีกฎห้ามไม่ให้ใครขี่พาหนะเข้าไปทั้งสิ้น”
        “เรื่องนี้ไม่มีปัญหาหรอก หนูขอบคุณที่น้าบอกทางให้อย่างมาก”
        สุดสาครลงจากหลังม้านิลมังกรพร้อมยกมือไหว้ทหารวัง พลางจูงม้านิลมังกรเข้าไป พอสุดสาครไปแล้วทหารผู้หนึ่งจึงรีบวิ่งเข้าไปในวังทันที
        เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะพระราชาสุริโยทัยได้มีคำสั่งลงมา ว่าหากช่วงนี้มีเด็กเข้ามาในวังให้ทำการต้อนรับห้ามขัดขวางให้เข้าวังมาโดยดี เพียงแต่ให้รีบมารายงานให้พระองค์ทราบว่าเด็กนั้นไปยังที่ใด
        สุดสาครเมื่อเดินเลยอุทยานเข้ามาเห็นที่ประทับแห่งหนึ่งมีตุ่มน้ำใบใหญ่ตั้งไว้สองใบตรงตามลักษณะที่พักของชีเปลือยที่ทราบมา จึงผูกม้านิลมังกรไว้ที่โค่นต้นไม้ ตัวเองเดินเช้าไปสำรวจข้างใน พบทหารสองคนยืนตัวแข็งทื่อหน้าประตูคล้ายถูกมนต์นะจังงังทำร้าย นึกสังหรรณ์ใจว่าคงมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแล้ว จึงรีบถีบประตูเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว พบชีเปลือยกำลังจับสองขาของนางกำนัลผู้หนึ่งขึ้นพาดบ่า ตัวมันเองทำท่ายงโย่ยงหยก จับท่อนกระดอตั้งท่าเตรียมชำเราหญิงสาวอยู่ร่อมร่อ
       “เจ้าโจรชั่ว หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
       ชีเปลือยสดุ้งตกใจกำลังเตรียมตัวแสวงหาความสุขถึงวิมานต้องพังครืนลง ด้วยไม่คิดว่าจะมีคนมาพบเห็นพอหันไปเห็นเป็นสุดสาคร มันยิ่งตกใจใหญ่
       “เจ้าสุดสาคร ข้าผลักมันตกปล่องภูเขาไปแล้ว ไฉนจึงยังไม่ตาย มิหนำซ้ำกลับดูทนงองอาจกว่าคราก่อน ดูท่าไม่ดีแล้ว”
        เจ้าชีเปลือยคิดด้วยความสังหรณ์ใจ แต่จำทำเป็นใจดีสู้เสือหาทางหลอกสุดสาครอีกครั้ง
       “โอ้..สุดสาครหลานรัก ข้าดีใจจังที่เจ้าไม่เป็นอะไร คราก่อนตอนที่เจ้าพลั้งตกเขาไปข้าเสียใจแทบแย่ พยายามเอามือคว้าจับช่วยเจ้าไม่ทัน เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว “
        เจ้าชีเปลือยพูดโกหกแบบเนียน หวังว่าสุดสาครจะตามไม่ทัน
        “เจ้ามาได้เวลาพอดีเลย ข้ากับพี่สาวกำลังจะเล่นเกมส์ มาจ๊ะฉึกฉึก กันพอดี เจ้ามาเล่นด้วยกันเลย สนุกนะข้าให้เจ้าลองเล่นดูก่อนหากเจ้าไม่เข้าใจ ข้าจะได้สอนให้เจ้าเข้าใจได้ถูกต้อง “
       “เจ้าอุบาทย์ ข้าไม่หลงกลเจ้าแล้ว เจ้ากำลังจะข่มขืนนางต่างหากมีที่ไหนที่นางจะเต็มใจ เดี๋ยวพิสูจน์ดูก็รู้”
        เจ้าชีเปลือยใจหายวาบไม่คิดว่าสุดสาครจะรู้ได้ไง เห็นท่าไม่ดีพยายามควานหาไม้เท้ากายสิทธิ์มาจัดการสุดสาครทันที ฝ่ายสุดสาครก็ยกมือบริกรรมคาถาสักพัก ไม่ทันที่ชีเปลือยจะคว้าจับไม้เท้าได้ทัน ไม้เท้ากายสิทธิ์กลับลอยชึ้นมาเองอย่างประหลาด
       “โอม..นังจังงะ จ้า มาจ๊ะ ทิง จา จงกลับคืนสู่ปกติ”
       สิ้นเสียงสุดสาคร ไม้เท้ากลับลอยขึ้นมาชี้ปลายไม้ไปที่ร่างนางกำนัลผู้นั้น แลเห็นแสงสีขาวออกจากปลายไม้ ร่างนางกำนัลคล้ายสดุ้งขึ้น พลันนางรู้สึกตัวพบว่าตัวเองกำลังนอนแก้ผ้าเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงก็ร้องขึ้นอย่างตกใจ
      “ว๊าย ตายแล้ว ข้ามาแก้ผ้าได้ยังไง หมดกัน”
       นางกำนัลหวีดร้องพร้อมกับรีบลุกขึ้นคว้าเสื้อผ้ามาใส่อย่างลวกๆ
       “พี่สาวไม่ต้องตกใจหรอก ไม่เป็นไรแล้ว ข้ามาช่วยได้ทัน”
       นางกำนัลกำลังมึนงงด้วยไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่เห็นดาบสน้อยร้องบอกค่อยใจชื้นขึ้น รีบใส่เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว
      “หนอยแน่ะ เจ้านี้คิดจะมาชิงไม้เท้าข้าไป ไม่ยอม”
       เจ้าชีเปลือยรีบเอามือคว้าไม้เท้าที่ลอยอยู่ชิงกลับคืนมาสู่ตัวให้จงได้
       “พ่อไม้เท้า มาหาหนูเถิด จ้า มาจ๊ะทิงจา”
       “เฮ้ย ไม้เท้าอย่าไปฟังมัน มาหาข้า มาจ๊ะฉึกฉึก เอ้ย มาจ๊ะทิงจา”
        ทั้งสุดสาครทั้งชีเปลือยต่างพยายามเรียกไม้เท้ากลับมาเป็นของตน ยังผลให้ไม้เท้ากลับหลุดกระเด็นมาลอยคว้างกลางอากาศแบบไม่รู้จะไปทางใดดี ส่วนนางกำนัลเห็นไม้เท้าลอยกลางอากาศอย่างน่าพิศวงดูคล้ายทั้งสองกำลังประลองกำลังต่อสู้กันเห็นท่าไม่ดี พอแต่งตัวเสร็จจึงหนีออกไปจากห้องส่งเสียงให้คนมาช่วย
        เจ้าชีเปลือยเห็นดังนั้นรู้ตัวดีว่า มันคงจบเห่ในวันนี้แน่ มีทางเดียวต้องแย่งไม้เท้ากลับคืนมาให้ได้จึงจะมีชีวิตรอดไป มันจึงทุ่มความพยายามเต็มที่
        ไม้เท้าวิเศษหมุนวนส่ายไปมาสักพักก็ลอยตรงกลับมาหาชีเปลือย มันดึใจสุดประมาณที่ไม้เท้าเลือกตน มันจึงอ้าแขนรับอย่างดีใจ แต่ไม่ทันคาดคิดว่าไม้เท้าที่ลอยกลับมาดันหยุดชงักเขกหัวเจ้าชีเปลือยต่างมะเหงกดังโป๊กสนั่น
        “โอ้ย  เจ้าไม้เท้าบ้า ข้าให้กลับมาไม่ใช่ให้มาเขกหัวข้า”
        เจ้าชีเปลือยร้องลั่น ไม้เท้ากลับยิ่งระดมเขกหัวเจ้าชีเปลือยไม่ยอมหยุด จนมันต้องตะลีตะลานยกมือขึ้นป้องกัน พลางวิ่งหนีไม้เท้าไปรอบๆห้อง
       “โป๊ก โป๊ก ๆ ๆ ๆ”
       “โอ๊ย โอ็ย ๆ ๆ ไอ้ไม้เท้าบ้า ตามเขกหัวข้าอยู่ได้ โอ๊ย เจ็บ ช่วยข้าด้วย”
       เจ้าชีเปลือยร้องลั่นโดนไม้เท้าตามเขกหัวจนปูดโนไปทั้งหัว วิ่งหนีไม้เท้าทุลักทุเล จนเท้าข้างหนึ่งของมันต้องเหยียบไปติดในกระโถน วิ่งเสียงดังปุเลงปุเลงหนีออกไปนอกห้องจนผู้คนแตกตื่นออกมากันทั่ว
       “ฃ่วยกันจับไอ้แก่นั่นไว้อย่าให้หนีไปได้”
        เสียงนางกำนัลที่เกือบโดนชีเปลือยข่มขืนร้องบอกให้ทหารช่วยกันจับชีเปลือย พร้อมกับพระราชาสุริโยทัยที่ได้รับแจ้งจากทหารว่ามีกุมาราเข้ามาในวังเสด็จดำเนินมาถึงพอดี แลเห็นชีเปลือยวิ่งหนีไม้เท้ามาพร้อมกับกุมาราในชุดดาบสที่ติดตามมา จึงสั่งให้ทหารจับชีเปลือยและให้ทั้งหมดไปเข้าเฝ้ายังท้องพระโรงเพื่อสอบสวนความ
        พระราชาสุริโยทัยแลเห็นกุมารามีท่าทางองอาจกล้าหาญสมดั่งคำที่โหราจารย์ได้ทำนายไว้ทุกประการก็รู้สึกถูกชะตาต้องพระทัยตั้งแต่แรกเห็น ยิ่งพอได้ทราบว่าสุดสาครเป็นหน่อเชื้อกษัตริย์เช่นเดียวกันยิ่งมีใจชื่นชอบยิ่งขึ้น เมื่อพระองค์ได้ทราบที่มาของสุดสาครว่าได้เรียนวิชาจากฤาษีด้วยใจกตัญญูจึงออกติดตามหาบิดา จนเจอกับชีเปลือยที่มาหลอกลวงขโมยของวิเศษแล้วยังลอบทำร้ายหมายเอาชัวิตให้ตกตาย ก็ยิ่งนึกชิงชังเจ้าชีเปลือยที่ใจร้ายยิ่งนัก ซ้ำยังมาก่อเหตุเอามนต์วิเศษมาหลอกลวงผู้คน และยังจะมาทำเรื่องบัดสีเอากับนางกำนัลในวัง จึงทำให้โกรธหนัก คาดคั้นเอาโทษเจ้าชีเปลือยให้ได้ ชีเปลือยจนด้วยหลักฐานหมดทางแก้ตัวจำต้องสารภาพสิ้นทุกประการพร้อมกับร้องขอให้ทรงเมตตาไว้ชีวิตด้วยเถิดด้วยตนแก่ชรามากแล้ว
            (เหตุการณ์วันนี้เกิดจากนางกำนัลที่ทำหน้าที่นำอาหารมาถวายแก่ชีเปลือยตามลำพัง ชีเปลือยเห็นนางกำนัลผู้นี้หน้าตาสะสวยอดใจไม่ไหว ด้วยช่วงนี้ในวังต่างมีเวรยามแน่นหนา ด้วยกลัวภัยจากปีศาจหำ (ผีกระจู๋)  จึงเห็นเป็นโอกาสเหมาะจึงออกไปร่ายมนต์นะจังงังให้ทหารยืนนิ่ง แล้วเข้ามาใช้ไม้เท้าจัดการนางกำนัลอีกที สั่งให้นางขึ้นเตียงจัดการแก้ผ้าจนหมด กำลังจะลงมือกับนางกำนัลผู้นี้อยู่แล้ว พอดีสุดสาครเข้ามาช่วยได้ทัน)
       เมื่อพระราชาทรงสอบสวนได้จนสิ้นกระบวนความแล้ว จึงมีรับสั่งให้นำชีเปลือยไปประหารชีวิตทันที แต่สุดสาครกลับมีเมตตาขออย่าทรงประหารชีวิตชีเปลือยเพื่อเป็นการสร้างกุศลแก่ตนด้วยเถิด
       พระราชาสุริโยทัย แม้ไม่เห็นด้วยแต่สุดสาครทูลร้องขอในใจนึกเอ็นดูสุดสาคร ปรารถนาจะได้สุดสาครเป็นลูกบุญธรรมจึงต้องการซื้อใจสุดสาครจึงยอมทำตาม แต่แม้โทษตายเว้นได้โทษเป็นยังมีอยู่ จึงให้ทหารนำตัวชีเปลือยไปคุมขังไว้ก่อนรอพิจารณาโทษต่อไป
       เมื่อทรงจัดการเรื่องชีเปลือยเสร็จจึงหันมาพูดกับสุดสาครว่ากุมาราอายุยังเด็กเล็กนักจะไปติดตามหาบิดายังที่ใด ทราบแน่แล้วหรือว่าต้องไปยังเหนือใต้ออกตกตรงไหน หากไม่รู้ทิศทางแน่นอนยิ่งมิทำให้ต้องหาไม่เจอเข้าไปใหญ่
มิสู้พักที่นี้ก่อนรอให้พระองค์ช่วยสืบข่าวว่าพระอภัยมณีผู้เป็นบิดาแท้จริงอยู่ทีใดค่อยออกเดินทางไปไม่ดีกว่าหรือ  พระองค์สัญญาว่าจะช่วยสืบเสาะให้ ด้วยพระองค์ก็รู้สึกรักใคร่ในตัวสุดสาครขอรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมในระหว่างนี้เอง อย่าเพิ่งเดินทางลำบากปะเหมาะอาจเจอกับคนร้ายยิ่งกว่าชีเปลือยจะเป็นเช่นไร แม้ว่าสุดสาครจะมีเวทย์มนต์วิเศษมากแต่ยังเด็กนักก็อาจพลาดเสียทีคนร้ายมากเล่ห์ได้เช่นกัน ด้วยอายุยังเยาว์ ยิ่งคนร้ายรู้ว่าสุดสาครมีของวิเศษมากกลับยิ่งไม่ปลอดภัย อุปมาดั่งปล่อยให้เด็กใส่ทองของมีค่าไปเดินตามตลาดมีแต่คนร้ายที่คิดจะคอยปล้นจี้เท่านั้น นึกตำหนิในใจว่าพระฤาษีไฉนกล้าปล่อยให้หลานอายุยังน้อยเช่นนี้ออกมาผจญภัยได้อย่างไร
      สุดสาครได้ฟังพระราชาสุริโยทัยหว่านล้อมก็คล้อยตามรู้สึกว่าได้รับความเมตตาอย่างมาก แต่ใจก็ยังอยากออกติดตามพระอภัยมณีโดยเร็ว เพราะตอนเข้าเมืองมาก็หวังเพียงชิงไม้เท้าวิเศษกลับคืนมาก็จะรีบไปเท่านั้น
            พระราชาสุริโยทัยไม่อยากหักหาญน้ำใจสุดสาคร นึกในใจว่าหากสิ่งใดจะเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา แม้ไม่มีวาสนาก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้งไว้ได้ แม้ใจนึกเสียดายว่าหากแม้สุดสาครจะไม่ยอมรับเงื่อนไขของตัวก็ตาม
          “เอาเถอะแล้วแต่หนูเถอะนะ เมื่อมาแล้วพักอยู่หลายวันก่อนเถอะนะ ได้เตรียมเสบียงอาหารของใช้ในการเดินทางให้พร้อมเถอะนะ”
            พระสุริโยทัยทรงตรัส พลางพยายามหาทางเหนี่ยวรั้งให้สุดสาครอยู่ต่อ ทำอย่างไรจะให้สุดสาครได้ลืมบิดาที่แท้จริงมาเป็นบุตรบุญธรรมให้จงได้
             “ขอเดชะ บัดนี้การแสดงรำได้พร้อมแล้ว พะยะค่ะ”
              พระราขาสุริโยทัยได้รับถวายรายงานจึงนึกขึ้นได้ ว่าวันนี้จะมีการแสดงรำเจ็ดนางฟ้ามาให้ทอดพระเนตร พอดีมีเหตุการณ์ยุ่งๆ เรื่องชีเปลือย จึงลืมไป พระองค์จึงชักชวนให้สุดสาครไดเข้ามานั่งอยู่บนบัลังค์รับชมไปด้วยกัน
             “เอาไปบอกให้ เริ่มการแสดงได้เลย”
               พอสิ้นเสียงรับสั่งก็ปรากฎมีขบวนมโหรีเข้ามาเริ่มบรรเลงเพลง ตามด้วยนางรำในชุดขาวหน้าตาจิ้มลิ้มเริงรำเข้ามาราวกับนางฟ้าลอยลิ่วลงมาก็ไม่ปาน แม้ดูหน้านางจะหม่นหมองไปสักหน่อย แต่ก็จัดว่าแฝงความงามอยู่ไม่น้อย
              นางรำผู้นี้ กลับเป็นนางกำนัลละเอียดที่มีนมสวยที่สุดในคติของนางในวรรณคดี ที่ดวงหน้าดูหม่นหมองไปนิดด้วยเมื่อวันก่อนนางต้องเสียทีโดนผีกระจู๋ข่มขืนนั้นเอง นางกำนัลละเอียดกลับเป็นผู้ที่คิดการแสดงรำเจ็ดนางฟ้าขึ้นเป็นที่ชื่นชอบของพระธิดาเสาวคนธ์ พระธิดาน้อยเพียงองค์เดียวของพระสุริโยทัยจนพระธิดาขอเรียนการแสดงรำด้วย นางละเอียดเป็นนางรำรุ่นพี่มีหน้าที่ฝึกสอนการแสดงรำชุดนี้โดยเฉพาะ
              นางละเอียดเริงรำต่อหน้าพระพักตร์เป็นที่ถูกใจยิ่งนักทั้งสุดสาครก็มองอย่างเคลิบเคลิ้ม สักพักกลับมีขบวนรำย่างเท้าเข้ามาราวกับสายรุ้งที่อ่อนพริ้วลิ่วเข้ามาประกอบด้วย นางรำในชุด ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ราวสายรุ้งเจ็ดสีที่พุ่งฉวัดเฉวียนไปมา แต่ละนางอยู่ในวัยรุ่นกำดัด อายุราว 13 – 16 ปี พวกนางไม่เพียงที่แต่ท่วงท่ารำที่งดงามเท่านั้น ทั้งรูปร่างหน้าตาต้องบอกว่าเป็นโฉมสคราญโดยแท้ เพราะถูกเลือกสรรมาเพื่อเป็นหน้าเป็นตาอวดแก่แขกบ้านแขกเมือง นอกจากมีท่วงท่ารำที่พร้อมกันแล้ว ยังมีการโชว์จุดเด่นออกมาร่ายรำให้เห็นทีละคนต่อหน้าพระพักตร์ ราวกับต่างอวดรูปร่างหน้าตาและความสามารถเฉพาะตัวให้เลือกสรร ไม่เพียงแต่ทำให้พระราชาสุริโยทัยพึงพอใจเท่านั้น แม้แต่สุดสาครที่ได้เห็นนางรำคณะนี้ยังอดรู้สึกวาบหวามใจเกิดอารมณ์พิเศษขึ้นมา จนพระราชาสุริโยทัยก็อดสังเกตุเห็นไม่ได้ว่าสุดสาครเหมือนถูกการร่ายรำเจ็ดนางฟ้าดึงดูดความสนใจจนจ้องมองตาไม่กระพริบ
โดยเฉพาะนางรำที่ใส่ชุดสีแดงซึ่งเป็นที่สดุดตาที่สุดด้วยความที่สวยน่ารักกว่าใครทั้งหมดในคณะนางรำชุดนี้
            พระราชามองเห็นหนทางที่จะหลอกล่อให้สุดสาครหลงใหลอยู่ต่อในเมืองการะเวกนี้ร่ำไร
            การแสดงผ่านไปจบลงอย่างน่าเสียดายที่จบเร็วไปนิด มองเห็นนางรำทั้งหมดต่างแยกไปยืนอยู่สองข้าง ขณะที่สุดสาครจะตบมือแสดงการชื่นชม คณะมโหรีก็บรรเลงเพลงขึ้นใหม่ ครานี้กลับมีเด็กหญิงตัวกระจิดริดรำออกมา อยู่ในชุดทองคำอร่ามไปทั้งองค์ ราวกับธิดาเทพลงมาจากฟ้าหรือไร มาร่ายรำน่ารักน่าเอ็นดูอยู่ข้างหน้า แม้จะอายุยังเยาว์วัยแต่ก็ดูน่ารักงดงามฉายแววความสวยเพลิดพริ้งเด่นล้ำกว่านางรำทั้งเจ็ดที่ว่าสวยแล้ว หากนางนี้เติบใหญ่ขึ้นคงงามงดกว่าใครเป็นแน่ แม้แต่นางรำในชุดแดงก็ไม่อาจเทียบได้ ด้วยงามกว่านางสวรรค์ชั้นหกเป็นที่เลื่องลือถึงสามโลก(สวรรค์ มนุษย์ บาดาล) สุดสาครมัวจ้องดูเพลินจนนางแสดงการร่ายรำจบลงเมื่อไรไม่รู้ มารู้สึกตนเมื่อทุกคนพากันปรบมือแสดงการชื่นชม
            “สวยงามจริง ทั้งการแสดงรำนางฟ้าทั้งเจ็ด และธิดาน้อยของพ่อ มาเสาวคนธ์มาไหว้พี่เจ้าเสียซิ”
              พระราชาสุริโยทัยทรงตรัสพลางเรียกธิดาขึ้นมาหา พระธิดาเสาวคนธ์ขณะนั้นอายุได้สองปีกับสี่เดือน กำลังน่ารักพอได้ยินพระบิดาก็ขึ้นไปหากระพุ่มมือไหว้สุดสาครอย่างอ่อนหวานน่ารัก
              พอทั้งคู่ต่างประสบตากันทั้งสุดสาครและพระธิดาเสาวคนธ์เกิดปิ๊งกันทันที   ทั้งๆที่อายุได้เพียง 2- 3 ขวบ พระราชาให้เสาวคนธ์นั่งลงข้างๆสุดสาคร และแนะนำให้ทั้งคู่รู้จักกันว่าทั้งคู่ต่างเป็นดั่งพี่น้องต้องดูแลกันให้ดี พระราชาสุริโยทัยทึกทักเอาดื้อๆ หวังใช้ลูกสาวผูกมัดสุดสาคร พระธิดาก็ว่าง่ายโอนอ่อนแต่โดยดี เรียกพี่สุดสาครอย่างอ่อนหวาน พระราชาสุริโยทัยกำลังจะวกกลับมาให้สุดสาครเป็นบุตรบุญธรรมเพื่อจะได้อยู่กับพระธิดาเสาวคนธ์อยู่แล้วเชียว ก็มีทหารวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
             “ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า เกิดเรื่องใหญ่แล้วพระเจ้าข้า”
             “เรื่องอันใด จงว่ามา”
             “คือ เจ้าชีเปลือย มันหนีไปได้แล้วพะยะค่ะ”
             “หา...หนีไป มันหนีไปได้ยังไง เจ้าคุมมันยังไง”

             (เรื่องเกิดจากภายหลังที่ทหารได้คุมตัวเจ้าชีเปลือยไปขังในคุกได้แล้ว เจ้าชีเปลือยเจ้าเล่ห์ จึงทำการร่ายคาถากำบังตน แล้วเอาหญ้าแฝกบังไว้ แสร้งทำเป็นร้องเอะอะโวยวายขึ้น เรียกทหารเข้ามาดู ทหารมาถึงไม่เห็นชีเปลือยอยู่ในห้องขัง เห็นมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ใต้หญ้าแฝกที่ใช้ปูนอน จึงเปิดประตูเข้าไปสำรวจดูให้รู้แน่ เจ้าชีเปลือยเลยฉวยโอกาสลุกขึ้นจากกองหญ้า พุ่งชนทหารล้มลงไป แล้วรีบวิ่งหนีออกจากที่คุมขังไป ฝ่ายทหารเองก็ตกใจที่อยู่ๆ มีผีกระจู๋ผุดออกมาจากกองหญ้าแฝก มาทำร้ายตนแล้วลอยหายออกจากห้องขัง ต่างมัวแต่ตกตะลึงและกลัว กว่าจะตั้งสติได้เจ้าชีเปลือยก็หนีออกจากคุกหายไปแล้ว)

           “คือพวกกระหม่อมได้จับชีเปลือยขังให้คุกตามบัญชาแล้ว อยู่ๆเจ้าชีเปลือยก็ร้องเอ็ดตะโรขึ้น เลยกลับไปดูในห้องขังไม่พบใคร เห็นมีอะไรเคลื่อนไหวใต้หญ้าแฝกเลยเปิดห้องขังไปสำรวจดูให้รู้แน่ ก็ปรากฎมีผีกระจู๋ออกมาทำร้ายจนล้มลง แล้วมันก็ลอยหายไป ส่วนเจ้าชีเปลือยก็ไม่ทราบอยู่ไหนแล้วพะยะค่ะ”
            ทหารเล่าตามเหตุการณ์ที่ประสบมาตามมุมมองของตน
             หา...ผีกระจู๋ อีกแล้วหรือ กลางวันแสกๆ ยังมีผีกระจู๋ปรากฎได้ไง”
             พระราชาสุริโยทัยรำพึง ตอนนี้ทั้งท้องพระโรงต่างมีเสียงดังแซ่งไปทั่ว ต่างหวาดกลัวผีกระจู๋ขึ้นมา โดยเฉพาะนางกำนัลละเอียดถึงกับหน้าซีดตกใจขึ้นมาอย่างชัด จนนางรำคนอื่นต้องเข้าไปปลอบขวัญ ไม่เพียงแต่หลายคนในที่นั้น แม้แต่พระธิดาเสาวคนธ์ก็พลอยตกใจเข้าไปสวมกอดสุดสาครด้วยความกลัว
            “พี่สุดสาคร น้องกลัวผีกระจู๋เพคะ มีผีกระจู๋ทำไงดี..”
             “โอ..ไม่ต้องกลัวหรอก หากมีผีกระจู๋มา พี่สุดสาครจะจัดการมันเอง”
             พระราชาสุริโยทัยแลเห็นสุดสาครปลอบขวัญพระธิดาตนเองดูน่ารักน่าชังยิ่ง นึกในใจว่าขนาดเด็กตัวแค่นี้ก็กล้าหาญออกปากจะปกป้องธิดาตน หากเติบใหญ่คงฝากผีฝากไข้ให้ดูแลธิดาตนได้เป็นแน่แท้ สุดสาครไม่ทราบเรื่องผีกระจู๋ว่าเป็นมาอย่างไร จึงขอให้พระราชาสุริโยทัยเล่าให้ฟัง พระองค์จึงเล่าให้ฟังอย่างย่อๆ พลางวิเคราะห์ขึ้นว่า
             แต่เดิมในเมืองการะเวกไม่เคยปรากฎมีผีกระจู๋แต่อย่างใด เพิ่งจะมีก็ตอนชีเปลือยเข้าวังมานี้แหละ และชีเปลือยกลับมาหายไปพร้อมผีกระจู๋ อาจเป็นไปได้ที่ชีเปลือยจะเป็นผีกระจู๋เอง หรือต้องมีส่วนเกี่ยวพันกับผีกระจู๋แน่แท้ นี้ถ้าหากสุดสาครไม่ห้ามไว้ไม่ให้ประหารชีเปลือยเรื่องคงจบไปแล้ว
             สุดสาครได้ฟังรู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบตน แต่นึกไม่ออกว่าชีเปลือยจะมีเวทมนต์อันใดที่เกี่ยวข้องกับผีกระจู๋ได้ อีกทั้งเวทมนต์ลอยตัวได้ของตนก็ไม่มีมิฉะนั้นตอนตนตกในปล่องภูเขาคงใช้เวทมนต์พาตัวเองขึ้นมาจากปล่องภูเขาได้ไม่ต้องไปตามพระเจ้าตามาช่วย(ทั้งนี้สุดสาครไม่รู้ความนัยที่แท้มาจากชีเปลือยได้ท่องมนต์ผิดพลาดไปเอง เลยได้มนต์ใหม่มา) สุดสาครพอฟังว่านางกำนัลถูกผีกระจู๋ข่มขืนทำร้ายโดยลักษณะเหมือนต้องมนต์นะจังงัง ก็รู้สึกเสียใจที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดเรื่องขึ้น จึงขออาสาเป็นผู้รับผิดชอบเป็นผู้ปราบผีร้ายตัวนี้ให้เอง
             พระราชานึกว่าตัวเองพูดพลาดไปทำให้สุดสาครต้องคิดมากจริงจังเช่นนี้ จึงไม่สบายใจว่า สุดสาครไม่ต้องกังวลไปโทษว่าเป็นความผิดตนแต่ผู้เดียว เมื่อเกิดเรื่องมาต้องมีทางแก้ไข อย่างน้อยตอนนี้ทุกคนก็รับทราบว่าเจ้าผีกระจู๋ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีเปลือยหากจับชีเปลือยได้ทุกสิ่งจะกระจ่างเอง จึงสั่งให้ทหารออกประกาศว่าหากมีผู้ใดพบเห็นชีเปลือยให้จับให้ได้จะมีรางวัลอย่างงาม
           “เด็กคนนี้ช่างกระไร ทั้งมีความคิดอ่านห้าวหาญเกินเด็กทั่วไปยิ่งนัก”
            พระราชาสุริโยทัยอดคำนึงถึงสุดสาครไม่ได้
            “บรรยากาศกำลังดีแท้ๆ มาเสียฤกษ์เพราะเจ้าชีเปลือยซะนี้ “
            พระราชาจึงสั่งพักประชุมไว้เพียงแค่นี้ ให้จัดหาห้องพักให้สุดสาคร โดยสุดสาครซึ่งตอนนี้ยังคงเป็นดาบสถือศีลอยู่แลเห็นว่าห้องที่จัดไว้ให้ชีเปลือยพักก็เหมาะสมแก่ตนดี พระราชาก็ไม่ขัดข้องให้สุดสาครพักที่นั้นตามต้องการ
            สุดสาครขณะเดินไปห้องพักโดยมีทหารช่วยดูแลเกิดคิดขึ้นมาว่า หากตอนนี้พระเจ้าตาอยู่ก็คงดีไม่น้อยจะได้ให้ท่านช่วยนั่งทางในดูว่าตอนนี้ชีเปลือยไปอยู่ ณ ที่ใด พลันระลึกถึงคำสอนของพระเจ้าตาที่ว่า
             “มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน   บิดามารดารักมักเป็นผล  ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน   “
            ความหมายคือ คนเราย่อมสามารถพึ่งพาบิดามารดาได้ทุกเมื่อ ตราบที่ท่านยังมีร่างกายหรือตัวตนอยู่เท่านั้น หากแม้ท่านสิ้นฃีพไร้ตัวตนแล้วก็ไม่รู้ว่าจะเป็นที่พึ่งให้แก่ลูกได้อย่างไร แม้หลวงตาก็เช่นกันแม้สามารถมาฃ่วยสุดสาครได้ตลอด แต่มีสักวันที่ท่านอาจจะต้องจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ไม่สามารถจะมาช่วยสุดสาครได้เช่นกัน เจ้าจำเป็นต้องรู้จักช่วยตัวเองให้มากที่สุด อย่ามัวแค่คิดว่าจะต้องให้หลวงตาช่วยจนติดเป็นนิสัยทำอะไรด้วยตนเองไม่ได้”
             สุดสาครคิดว่าจะตามจับเจ้าผีกระจู๋ยังไงดี มันมีฤทธิ์มากแค่ไหนกัน ก็บังเอิญให้เห็นแป้งดินสอพองที่ชีเปลือยเขียนไว้บนฝาผนัง เกิดเฉลีบวใจขึ้นมา
             “เอ..มีใครมาเขียนอะไรบนฝาเหล่านี้ ดูไม่เหมือนเลขยันต์อะไรเลย วงกลมนี้อะไรเมื่อสักครู่ก็มี ต่างกันนิดหน่อยเอง”
               สุดสาครคิดแล้วจึงคอยดูค้นเครื่องหมายตามที่ต่างๆ อย่างซุกซนสนใจ จนทหารต้องวิ่งไล่ตามแทบไม่ทัน สุดสาครจึงสอบถามว่านี้คือห้องอันใด นั้นคืออะไรไม่หยุด ทหารต้องคอยอธิบายให้สุดสาครทราบตลอด สุดสาครวิ่งวนตามเครื่องหมายที่ชีเปลือยทิ้งไว้จนรอบวัง ด้วยความเฉลียวฉลาดของสุดสาครจึงทำให้รู้ว่าที่แท้ชีเปลือยได้ทำสัญญลักษณ์บอกทิศทางห้องหับต่างๆ ไว้นั้นเอง
              “ที่แท้เป็นอย่างนี้ ไม่เพียงแต่ฝา ทั้งบนต้นไม้ในอุทยานต่างทำเครื่องหมายบอกทิศทางไว้ วงกลมคือห้องนางกำนัล กากบาทนี้เป็นท้องพระคลัง สามเหลี่ยมเป็นอะไรกันแน่ ดูท่าเจ้าชีเปลือยคงยังแอบซ่อนอยู่ในวังนี้เป็นแน่
               ดีละคืนนี้ข้าจะจับเจ้าเอง”
               สุดสาครคำนึงขึ้นอย่างมั่นใจ
               เจ้าวายร้ายชีเปลือยมันยังไม่หมดฤทธิ์ มีแผนการณ์อะไรอีกหรือไม่
              โปรดติดตามตอนต่อไป ในตอน จับผีกระจู๋ อันเป็นบทสุดท้ายของชีเปลือย

 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 10, 2017, 07:48:52 pm โดย cobra »

*

ออฟไลน์ Patrict Time

  • Tiny Member
  • *
  • 10
  • 1
    • ดูรายละเอียด
Re: ตามรอยวรรณคดี สุดสาคร 7 (ตอน กำราบชีเปลือย)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2017, 04:34:21 pm »
ชีเปลือยยังไม่สิ้นฤิทธ์อีกแฮะ น่าติดตามมากครับ
พระธิดา 2 ขวบกว่าสุดสาครจะติดคุกไหมเนี่ย 555

cobra
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 17, 2017, 11:41:25 pm โดย cobra »

*

ออฟไลน์ medsay

  • Gold Member
  • *****
  • 1195
  • 1061
    • ดูรายละเอียด
Re: ตามรอยวรรณคดี สุดสาคร 7 (ตอน กำราบชีเปลือย)
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2017, 06:00:14 pm »
ชีเปลือยต้องไปอยู่ที่ห้องเก็บสมบัติแน่ๆ ก่อนจะหนี ขออะไรติดไม้ติดมือสักหน่อยก็คงดี โลภมากลาภหายแน่เลย ขอบคุณครับ

ที่จริงไม่อยากเฉลย แต่ขอชมว่าผู้อ่านยอดเยี่ยมมากเลยครับ ที่จับทางได้ถูกต้องครับ cobra
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 11, 2017, 06:15:56 pm โดย cobra »

*

ออฟไลน์ sunnie06

  • Veteran Member
  • ******
  • 1553
  • 835
    • ดูรายละเอียด
Re: ตามรอยวรรณคดี สุดสาคร 7 (ตอน กำราบชีเปลือย)
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2017, 05:24:13 am »
ชีเปลือยมันแน่ มั่วจนได้คาถาใหม่

cobra
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 12, 2017, 11:21:10 pm โดย cobra »

*

ออฟไลน์ cd13579

  • Global Moderator
  • *****
  • 1579
  • 978
  • ชายผู้มีโครงการเต็มหัว แต่ไม่มีปัญญาเขียน
    • ดูรายละเอียด
Re: ตามรอยวรรณคดี สุดสาคร 7 (ตอน กำราบชีเปลือย)
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2017, 03:38:00 am »
เอาเรื่องรักใคร่มาแนบวางสนิทกับเนื้อหาดั้งเดิมได้อย่างสุดยอด รอตอนไปนะครับ

cobra
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 15, 2017, 01:10:39 pm โดย cobra »
ใครหื้อใครซ่า ข้าแบนเรียบ

*

ออฟไลน์ review1972

  • Legend Member
  • *******
  • 2386
  • 1012
    • ดูรายละเอียด
Re: ตามรอยวรรณคดี สุดสาคร 7 (ตอน กำราบชีเปลือย)
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2017, 10:25:40 am »
หมดเวลาของไอ้ช๊เปลือยแล้วสินะ555

cobra
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 15, 2017, 01:11:04 pm โดย cobra »

*

ออฟไลน์ somc217

  • Legend Member
  • *******
  • 2139
  • 995
    • ดูรายละเอียด
Re: ตามรอยวรรณคดี สุดสาคร 7 (ตอน กำราบชีเปลือย)
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2017, 12:23:06 pm »
ชอบครับ
อ่านแล้วสนุกดี สมกับเป็นวรรณคดีฉบับใต้แผง
ขอบคุณมากครับ

cobra
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 15, 2017, 01:11:26 pm โดย cobra »

*

ออฟไลน์ Seraphia13

  • Full Member
  • **
  • 212
  • -1
    • ดูรายละเอียด
Re: ตามรอยวรรณคดี สุดสาคร 7 (ตอน กำราบชีเปลือย)
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2017, 05:52:34 am »
รักษาสุขภาพไว้ก่อนจ้า เรื่องอื่นเรื่องเล็ก

ขอบคุณมากครับ ที่ห่วงใย
cobra
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 17, 2017, 11:43:09 pm โดย cobra »

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ