เหตุผลที่..."หญิงรักหญิง” /เรื่องเล่า นศ.

เหตุผลที่..."หญิงรักหญิง” /เรื่องเล่า นศ.

  • 0 ตอบ
  • 1169 อ่าน
*

ออฟไลน์ 02766132

  • Supreme Member
  • *********
  • 7685
  • 15375
  • งานศพแม้ว
    • ดูรายละเอียด
“เหตุผลที่...หญิงรักหญิง” เป็นบทความสะท้อนสังคมจากฝีไม้ลายมือของสาวน้อย “พิชญา ขันตยาภรณ์” นักศึกษาภาควิชาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ รั้วมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้ขีดเขียนคอลัมภ์ “Pink” ลงในนิตยสาร "บ้านกล้วย" ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ฉบับที่ 3 เล่มที่ 32 เธอได้หยิบยกเอาตัวอย่าง คำพูดของบุคคลเพศที่ 3 มาเป็นเรื่องราวความเป็นมาของบทความเรื่องนี้ เราลองมาดูกันดีกว่า บทความนี้ จะถูกใจใคร(สักคน)กันบ้าง
       
       **
       
       ความรักนั้นมีมากมายหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไป อาจเป็นเพราะความรักไม่มีกฏเกณฑ์ที่จำกัดความรู้สึกของแต่ละคนได้ จะมีก็แต่เพียงการตีกรอบที่สังคมสร้างขึ้นเสียมากกว่าว่า ความรักนั้นต้องเกิดขึ้นในรูปแบบใด และกับเพศใดถึงเหมาะสม
       
       “หญิงรักหญิง” หรือกลุ่มเลสเบี้ยน ทอม ดี้ เป็นอีกหนึ่งกลุ่มความรักที่ถูกมองว่า ผิดธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกันอาจมีอีกแง่มุมหนึ่งที่มองความรักของคนกลุ่มนี้ว่า มีความละเอียดอ่อนและงดงามมาก แต่ความรักของพวกเธอนั้นคงต้องใช้ความเข้าใจเพื่อมองสิ่งที่พวกเธอเป็น
       
       ความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิงนั้น มักมีคนพูดเสมอว่า เกิดจากการรับค่านิยมจากต่างประเทศ แต่แท้จริงแล้ว ความรักแบบนั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว ซึ่งสมัยก่อนเรียกว่า “อัญจารี” เป็นกลุ่มรวมชาวหญิงรักหญิง ที่จะปรากฏให้เห็นจากบทกลอนของสุนทรภู่ ในนิราศพระประธมแสดงให้เห็นว่า สุนทรภู่นั้นได้กล่าวถึงเรื่องราวความรักของหญิงรักหญิงเอาไว้ ดังนั้นจึงใคร่ขอยกมาเป็นตัวอย่างตอนหนึ่ง

  “ที่ปลูกรักจักได้ชื่นทุกคืนค่ำ ก็เตี้ยต่ำตายฝอยกร๋องกร๋อยโกร๋น ที่ชื่นเชยเคยรักเหมือนหลักประโคน ก็หักโค่นขาดสูญประยูรวงศ์ ยังเหลือแต่แม่ศรีสาครอยู่ ไปสิงสู่เสน่หานางสาหงส์ จะเชิญเจ้าเท่าไร่ก็ไม่ลง ให้คนทรงเสียใจมิได้เชย”
       
       จากตอนหนึ่งของนิราศแสดงให้เห็นว่า แม่ศรีสาครนั้นรักอยู่กับนางสาหงส์ คำว่า “สิงสู่” ในที่นี้แสดงให้เห็นความรักที่แม่ศรีสาครมีต่อนางสาหงส์ ถึงขั้นหลงใหลอย่างไม่ยอมจากลา หรือไม่ยอมแม้จะอยู่ห่างไกลกัน
       
       ดังนั้นความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง อาจจะไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่รับมาจากตะวันตก แต่มีอยู่ก่อนหน้าแล้วในประวัติศาสตร์ไทยก็เป็นได้ ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า หญิงรักหญิง หรือเลสเบี้ยน ทอม ดี้ แตกต่างกันอย่างไร “เลสเบี้ยน” เป็นคำเรียกของผู้หญิงที่ชอบผู้หญิงด้วยกัน หรือหญิงรักหญิงนั้นเอง ส่วน “ทอม” มาจากภาษาอังกฤษว่า “Tomboy” เป็นผู้หญิงที่ทำตัวเหมือนชาย และ “ดี้” มาจากภาษาอังกฤษว่า “Lady” เป็นผู้หญิงที่ชอบทอม โดยทั่วไปจะคบและคลั่งไคล้สาวหล่อหรือทอมนั้นเอง
       
       ความรักของผู้หญิงที่รักหญิงด้วยกัน มีความละเอียดละอ่อนเป็นอย่างมาก เพราะต้องคอยดูแลเอาใจใส่เป็นห่วงเสมอ เป็นทุกอย่างของกันและกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง รวมถึงคนรู้ใจ ทำได้แม้ที่ต้องเสียสละเพื่อความรัก
       
       “กิ๋ว” หญิงสาวที่อยู่ในกลุ่มหญิงรักหญิงหรือเลสเบี้ยน เล่าให้ฟังว่า นิยามความรักของเธอคือ "การเข้าใจและห่วงใยซึ่งกันและกัน" โดยให้เหตุผลว่า สาเหตุหนึ่งที่เธอหันมาชอบผู้หญิงด้วยกันเป็นเพราะความเข้าใจในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวัน การเลือกซื้อของ รวมถึงเรื่องสุขภาพที่ผู้ชายหลายคนอาจไม่เข้าใจ อีกทั้งความห่วงใยที่ผู้หญิงมีให้กันแล้ว อาจมีให้กันมากกว่าที่ผู้ชายจะมีให้ และผู้หญิงยังมีความสุภาพอ่อนหวานกว่า

 ส่วน “แต๊งค์กิ้ว” ได้ถ่ายทอดความรู้สึกและเหตุผลถึงการเป็นทอมว่า เขามีท่าทางและรู้สึกว่า ตนเองเป็นผู้ชายตั้งแต่จำความได้ ไม่ได้เป็นตามกระแสหรือแฟชั่นแต่อย่างใด เขาเกิดมาเห็นเด็กผู้หญิงด้วยกันแล้วรู้สึกชอบ โดยที่ตัวเองไม่รู้ว่าทำไม อาจเป็นเพราะผู้หญิงมีความสะอาด น่ารัก เรียบร้อย เอาใจเก่ง ช่างพูด ช่างแต่งตัว และที่สำคัญคือ "ความเข้าใจที่ผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชาย" ซึ่งบางครั้งก็รู้สึกว่า ผู้หญิงที่มาคบนั้นต้องเสียสละ เพราะคนอื่นในสังคมอาจมองไม่ดี แต่ยังอยู่โดยไม่อายใคร จึงได้ให้นิยามความรักของตัวเองว่า “ความรักไม่มีเส้นขีดว่า อะไรเหมาะสมและอะไรไม่เหมาะสม แต่ความรู้สึกของคนเราต่างหากที่บอกว่าอะไรเป็นสิ่งที่ตนเองนั้นต้องการจริงๆ”
       
       สำหรับ “เจน” เธอยอมรับว่าเป็นดี้ หรือหญิงที่ชอบทอม เจนเล่าว่า เธอเคยเป็นผู้หญิงมาก่อน แต่เพราะทนความเจ้าอารมณ์ของผู้ชายไม่ไหว รวมถึงความเข้าใจ เลยหันมาลองคบกับทอม ปรากฏว่า ทอมดูแลเอาใจใส่ให้ความเข้าใจเป็นอย่างดี และมีความเสมอต้นเสมอปลาย อีกทั้งทอมเอาใจเก่ง "ทำให้มีความสุข ไม่ว่าจะทุกข์เพียงใดก็ทำให้ยิ้มได้ตลอด"
       
       ตัวผู้เขียนเองได้เห็นความรักของทอมดี้คู่หนึ่งที่รักกันมาก แต่ต้องเลิกรากันไป ทั้งที่ยังรักกัน เพราะด้วยเหตุผลที่ว่า ดี้ต้องไปแต่งงานตามที่พ่อแม่ขอร้อง เพราะไม่อยากให้สังคมมองลูกของตนว่าเป็นพวกรักเพศเดียวกัน ฝ่ายทอมได้พูดกับพ่อแม่ฝ่ายดี้ว่า “ความรักของคนที่เป็นทอมเองก็ต้องเสียสละด้วยกันทั้งนั้น เพราะตัวเองรู้ดีและเข้าใจดีว่า โลกนี้สร้างผู้หญิงให้เกิดมาคู่กับผู้ชาย มันเป็นธรรมชาติ" เพราะฉะนั้น ตนเข้าใจดีและยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่ได้โกรธเคืองแต่อย่างใด และยังช่วยเลี้ยงดูลูกให้กับดี้คนนั้นด้วย
       
       ไม่ว่าในโลกนี้จะมีความรักกี่แบบก็ตาม ความรักของผู้หญิงกับผู้หญิงก็คงสวยงามไม่น้อยไปกว่าความรักแบบใดในโลก อาจจะกล่าวได้ว่า ความรักของผู้หญิง ต้องการแค่ความเข้าใจ ความห่วงใย ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันมากกว่า การจับจองเอามาเป็นเจ้าของ หรือรักตามกระแสแฟชั่น
       
       ความรักเป็นสิ่งที่ไม่มีคำว่าถูกหรือผิด และความรักไม่มีกฏเกณฑ์ใดมาตัดสิน ไม่ว่าจเป็นอายุฐานะ รูปลักษณ์ หรือแม้กระทั่งเพศก็ตาม สิ่งที่จะตัดสินความรักว่าถูกหรือผิดนั้น กลายเป็นเรื่องตามแต่ใจของเราแต่ละคนนั้นจะเป็นตัวที่ตัดสินคำว่า “รัก”

เกลียดพวกหมิ่นเบื้องบนและเผาบ้านเผาเมือง

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ