วรรณกรรมเเต่งเอง By P4GE บทที่ ๒ กรุณาอย่าส่งต่อผมทำเพื่อเว็บนี้

วรรณกรรมเเต่งเอง By P4GE บทที่ ๒ กรุณาอย่าส่งต่อผมทำเพื่อเว็บนี้

  • 0 ตอบ
  • 597 อ่าน
*

ออฟไลน์ P4GE

  • Full Member
  • **
  • 221
  • 216
    • ดูรายละเอียด
บทที่ ๒
อยู่กันไปก็เสียเวลา
อย่าพึ่งคิดว่าบทนี้ยุให้เลิกกันนะครับ เพราะบทนี้จะเป็นถ้อยคำที่ไม่ค่อยสุภาพและเนื้อหาจะเข้มข้นขึ้นกว่าบทที่ ๑
A ฮาโหล .......
A กินข้าวหรือยัง ??
B อ่อ กินแล้ว
A ทำไรอยู่
B นอน
A เห้อ .... งั้นแค่นี้นะ
B อืม บาย
จากข้อความข้างต้นนี้จะสังเกตว่า B เริ่มหมดใจให้ A อย่างเห็นได้ชัด ผมจะสื่อความออกมายังไงดีละครับประมาณว่า “คนเราอยู่ด้วยกันนั้นไม่วุ่นวายกันมากก็ดี แต่นี่ไม่สนใจกันเลย”
ในทุกๆชั่วโมง ในทุกๆนาที ในทุกๆวินาที ต้องมีคนในโลกเราเป็นทุกข์เพราะความรักแน่นอนครับแล้วใครที่เคยทุกข์กับความรักก็คงจะทราบดีว่า แค่สิบวินาทีมันนานเหลือเกิน
กับการที่เราต้องทุกข์เพราะความรัก เพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นท่าเราเข้าใจในบทที่ ๑ และ บทที่ ๒ นี้จะเป็นแค่เพียงตัวอักษรที่สอนท่านผู้อ่านให้รับรู้เท่านั้นเอง
มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าขอบอกสักนิดหนึ่งก่อนว่าบทนี้ผมไม่ได้ทำเพื่อการค้าธุรกิจเพลงนะครับ แต่บทนี้จำเป็นต้องเปิดเพลงฟังเมื่ออ่านจบ
สิ่งที่คนที่มีความรักหวังนั้นก็คือ ความสุขในชีวิต เช่น ได้แต่งงาน ได้มีครอบครัวที่อบอุ่น
นั่นก็คือสิ่งที่ทุกคนหวัง แต่มีหลายสิ่งที่คนทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นนั่นก็คือ
“การทนอยู่”
การทนอยู่ นั้นเป็นสิ่งที่เพศชายหรือเพศหญิงก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับความรักตัวเองทั้งนั้นและครับเพราะอะไรนะหรือ เพราะว่า อึดอัด และ ก็พูดไม่ได้ด้วย นอกจากจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมเป็นคนออกไปจากชีวิตเอง
สำหรับบทที่ ๒ นี้ผมเลยยกตัวอย่างของการทนอยู่มาให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณากันครับ
๑ ทะเลาะกันบ่อยๆจนชินชากันไปเอง
๒ ต่างฝ่ายต่างเอาแต่ใจตัวเองจนไม่มีใครยอมใคร
๓ มีบุคคลที่สามเข้ามาในชีวิตของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
นอกจากสามกรณีนี้ยังมีอีกมากมายเลยนะครับที่ยังไม่ได้ยกตัวอย่างขึ้นมาแต่จนแล้วจดรอดนั้น “การทนอยู่” ก็มีข้อดีแฝงอยู่ข้างในเล็กๆซึ่งท่านผู้อ่านคิดตามผมมาเลยนะครับ
ข้อดีของการทนอยู่นั้น
๑ ทำให้เรารู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ความรัก
๒ ทำให้เรารู้จักปรับสภาพตามสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับคู่รัก
๓ เมื่อฝ่ายตรงข้ามมีอาการทนอยู่ เราก็ต้องใช้มาตรการเพื่อใจ
๔ เมื่อฝ่ายตรงข้ามมีอาการทนอยู่ เราก็มีอาการนอกใจได้ (ผมไม่ได้ยุให้ใครมีกิ๊กนะครับ ฮ่าๆ)
๕ เมื่อฝ่ายตรงข้ามมีท่าทีจะบอกลา เราก็จะไม่เป็นฝ่ายผิด
นี่ไงละครับข้อดีของการทนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเราทน หรือ ฝ่ายตรงข้ามทน มีข้อดีด้วยกันทั้งนั้นและครับ แต่เอ๊ะ!! ลืมอะไรไปหรือเปล่านะ ท่านผู้อ่านสงสัยไหมครับว่า ทำไมฝ่ายตรงข้ามถึงทนอยู่กับเราผมบอกสั้นๆเลยนะครับ อ่านออกเสียงด้วยนะครับทุกท่าน
“เบื่อ”
จบ
คนเรากินข้าวทุกวันยังเบื่อ ก็ต้องหากินเกี่ยวเดี๋ยว เสต็ก หรืออะไรต่างๆนาๆที่ทำให้ชีวิตไม่จำเจละครับ ก็เหมือนกับความรักไม่มีการปรุงแต่ง เพิ่มเติม ก็จะทำให้ความรักจืดจางลง
เมื่อความรักจืดจาง กระผมเลยเห็นสมควรพร้อมกับทีมงานที่ทำหนังสือเล่มนี้แล้วว่า
เราควรจะมีวิธีแก้ไขไม่ให้คู่รักเราเบื่อ
(เนื้อหาต่อไปนี้ไม่เหมาะสมกับบุคคลที่มีอายุ ๑๕ ปีลงไปเพราะอาจจะมีการใช้คำพูดที่หยาบคายรุนแรง รวมถึงส่อลามกอนาจาร)
๑ เสี่ยว หวาน เลี้ยน เหี้ย เข้าไว้ (แต่เหี้ยให้ดูกาลเทศะด้วย)
๒ ไม่มีมนุษย์คนไหนนอกจากพระพุทธเจ้าไม่มีราคะ (ผมไม่ได้ถึง “เซ็กส์”)
๓ เงิน เงิน เงิน ผมไม่ได้จะบอกว่าให้ใช้เงินล่อแต่จำเอาไว้นะครับ เงินคือตัวแปรของความรัก
๔ เซอไพรส์ในทุกโอกาสและจังหวะ
๕ ทะเลาะกันหน่อยๆ พอหอมปากหอมคอ
๖ อย่าลืมบอกรักฝ่ายตรงข้ามเมื่อถึงเวลาอันสมควร (ห้ามบอกพร่ำเพื่อ)
๗ โทรศัพท์เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการถ่ายทำภาพยนตร์ลามก (ไปเที่ยวไหนยังถ่ายรูปเก็บไว้ดู กิจกรรมส่วนตัวทำไมไม่เก็บไว้ดูบ้างละจ๊ะ ท่านผู้อ่าน)
ฮ่า ๆๆ ผมเขียนแรงเกินไปหรือเปล่าครับทุกท่านแต่นี่คือชีวิตจริงไม่ใช่นิยายนะครับ เลยต้องใช้เนื้อหาที่แรงนิดหนึ่งท่าท่านผู้อ่านรู้จักปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคปัจจุบัน ผมเชื่อว่าความรักของท่านไม่มีวันที่จะเฉาลงง่ายๆแน่นอนครับ แค่ต้องรู้จักการ”รัก”ให้เป็นเท่านั้นเอง
และมาถึงตรงนี้แล้วผมเกือบลืมเสียสนิทที่ผมเกริ่นเรื่องเพลงไปว่าเมื่ออ่านบทที่ ๒ แล้วควรจะเปิดเพลงฟังตบท้ายเพื่อให้ได้อารมณ์ของการอ่านหนังสือนั่นก็คือเพลง
I THINK I


 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ