"ทอม แอนด์ เจอร์รี่" และ "ชินจัง" กับความปัญญาอ่อนของละคร(ไทย)ภาคค่ำ

"ทอม แอนด์ เจอร์รี่" และ "ชินจัง" กับความปัญญาอ่อนของละคร(ไทย)ภาคค่ำ

  • 0 ตอบ
  • 3452 อ่าน
*

ออฟไลน์ 02766132

  • Supreme Member
  • *********
  • 7685
  • 15375
  • งานศพแม้ว
    • ดูรายละเอียด
อาจจะไม่ถึงกับโดดเด่นเป็นพิเศษหรือมีอะไรให้พูดถึงมากนักขนาดที่จะกลายเป็นเรื่องที่พูดกันทั่วบ้านทั่วเมือง ทว่าก็ดูสนุกทีเดียวเลยครับสำหรับละครช่อง 7 อย่าง "เพลงรักทะเลใต้" จากบทประพันธ์ของ "ธงธรรมราช" โดยมีคุณ "ธงชัย ประสงค์สันติ" รับหน้าที่กำกับการแสดง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับละครภาคค่ำของวิกหมอชิตที่เคยออกอากาศมาก่อน ทั้ง ปอบอพาร์ตเมนต์, โก๊ะจ๋าป่านะโก๊ะ, โคกอีเลิ้งหรรษา ฯลฯ
       
        จริงๆ แล้ว ผมว่าด้วยศักยภาพของผู้ผลิตละครแต่ละช่องทั้งในส่วนของผู้จัด ผู้กำกับ ความสามารถของตัวนักแสดง เงินทุน เครื่องไม้เครื่องมือ ไม่ใช่เรื่องยากเลยครับกับการที่บรรดาผู้ผลิตทั้งหลายจะทำละครที่ดี น่าดู และมีคุณภาพออกมาให้ได้คนได้เลือกเสพกัน
       
        หากแต่เป็นเพราะความคิดที่ยังจมปลักอยู่ที่ว่าคนไทยส่วนใหญ่ชอบละครน้ำเน่า คนไทยชอบเรื่องชวนฝันหนีจากความเป็นจริง (ก็ไม่รู้ว่าชีวิตจริงของคนไทยเรามันเลวร้ายไม่มีความสุขเอาเสียเลยหรืออย่างไร) คนไทยชอบดูอะไรที่มันเป็นละค้อนละคร ที่ต้องมีตัวร้ายแว้ดๆ ต้องมีฉากทะเลาะตบตี แย่งพระเอกนางเอก มีการแสดงแบบโอเวอร์แอ็กติ้งดูแว้บเดียวรู้ว่าใครพระเอก ใครนางเอก ใครตัวอิจฉา ฯ เหล่านี้นี่เองที่ทำให้ละครไทยส่วนใหญ่ไม่พัฒนาไปไหนเสียที
       
        ที่น่าเศร้าก็คือ ขณะที่ประเทศอื่นๆ เขาไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว แต่กลับไม่มีท่าทีเลยครับว่าบรรดาผู้ผลิตละครทั้งหลายในบ้านเราจะเลิกทัศนะคติแบบนี้เพื่อเริ่มต้นนับหนึ่งกับเขาเสียที?
        ...
        พูดถึงละครภาคค่ำแล้ว บางคนอาจจะรู้สึกว่าดูแล้วรู้สึก "เบาปัญญา" แต่โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าละครภาคค่ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งของช่อง 7 นั้น ส่วนใหญ่ดูแล้วต้องบอกว่าเข้าข่าย "ปัญญาอ่อน" เอามากๆ
       
        ปัญญาอ่อนนี่ไปไกลยิ่งกว่า "น้ำเน่า" เยอะนะครับ เพราะในความซ้ำซากของเนื้อหาที่วนเวียนอยู่กับพล็อตเรื่องเดิมๆ กระทั่งถูกเรียกว่าละครน้ำเน่านั้น อย่างน้อยๆ ก็ยังมีอะไรให้จับต้องหรือชื่นชมได้ เช่นดูแล้วสนุกดีนะ หรือว่าเออเรื่องนี้ลงทุนดีขนดาราดังๆ มาประชันกันตั้งหลายคน เรื่องนี้ไปถ่ายไกลที่ต่างประเทศ ฯ
       
        ขณะที่ละครปัญญาอ่อนมันไม่มีอะไรให้จับต้องเอาเสียเลย
       
        สนุกก็ไม่สนุก บางเรื่องงี่เง่าดูแล้วน่ารำคาญ ขณะที่บางเรื่องก็ "คิดง่ายๆ" นึกอยากจะใส่อะไรเข้ามาก็ใส่ เหมือนกับว่าผู้ผลิตเองทำราวกับว่าคนที่ดูละครไม่มีสมอง ไม่มีรสนิยม ไม่มีความคิดอย่างไรอย่างนั้น
       
        ยกตัวอย่างละครเรื่องหนึ่ง(จบไปนานแล้วพอสมควร) ผมเองจำชื่อไม่ได้(เพราะไม่ได้สนใจที่จะจำ และที่ได้มีโอกาสดูก็เพราะแม่ของผมดู) แต่ที่จำได้แม่นก็คือ มันมีอยู่ฉากหนึ่งครับ เป็นฉากที่ตัวละครซึ่งเป็นช่างเสริมสวย (แสดงโดยผู้หญิงอ้วนๆ ไม่แน่ใจว่ามาจากเวทีประกวดธิดาช้างหรือเปล่า) คนหนึ่งกำลังถูกไฟดูดอยู่
       
        ตามประสาหนังเบาปัญญาครับ ระหว่างที่เธอชักแหงกๆ นั้นเอง ก็มีตัวละครอีกตัวหนึ่งเข้ามาช่วย
       
        ให้เดาครับว่าผลเป็นอย่างไร? ระหว่างคนมาช่วยยกเท้าถีบไปที่คนที่ถูกไฟดูดอยู่จนล้มคว่ำล้มหลาย กับ คนมาช่วยถูกไฟดูดตาม
       
        คือไม่ว่าจะเลือกแบบไหนมันก็มีความปัญญาอ่อนพอๆ กัน นั่นแหละครับ ซึ่งละครเรื่องนี้เลือกตัวเลือกหลัง ปรากฏว่าคนมาช่วยถูกไฟดูดจนชักแหงกๆ เข้าให้อีกคน
       
        จากนั้นก็มีคนอื่นๆ เข้ามาโหวกเหวกโวยวายขณะที่คนที่ถูกไฟดูดก็ยังยืนดิ้นยืนงอเพราะถูกไฟดูดอยู่ ซึ่งฉากนี้ฉากเดียวกินเวลานานหลายนาทีเลยทีเดียวครับ
 ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อละครับว่า ถึง พ.ศ.นี้แล้ว คนทำละครไทยยังคิดว่ามุกถูกไฟดูด ถูกไฟช็อตต่อๆ กันไปเช่นนี้ยังจะสามารถเรียกเสียงหัวเราะได้อีก
       
        เห็นละครทำนองนี้แล้วก็ให้รู้สึกเสียดายเงินทุนที่ใช้ไปกับการผลิต-ต้นทุน+ทรัพยากรต่างๆ ในการใช้ออกอากาศเป็นที่สุด
       
        คืออย่าโกรธกันนะครับ แต่อยากจะบอกตรงๆ ว่าถ้ามีปัญญา มีความสามารถทำได้แค่นี้ ผมขอแนะนำว่าให้เอาการ์ตูนอย่าง "ทอม แอนด์ เจอร์รี่" หรือ "ชินจังจอมแก่น" มาออกอากาศแทนยังมีประโยชน์มากกว่าซะอีก
       
        ครับอ่านไม่ผิดครับ ผมบอกว่าซีรีส์การ์ตูนเด็กๆ จบในตอนสั้นๆ ที่เรื่องหนึ่งเป็นการไล่ล่ากันไปมาระหว่างแมวกับหนูซึ่งช่อง 7 เองเคยนำมาฉายเมื่อ 21 ปีที่แล้ว(พ.ศ.2532) กับการ์ตูนอีกเรื่องที่มีเด็กออกมาโชว์ก้นพูดจาทะลึ่งทะเล้นนั้นมีความสนุกสนาน ตลอดจนมี "ชั้นเชิง" ในการสอดแทรกสิ่งที่เป็น "สาระ" ชนิดที่ชวนประทับใจกว่าละครไทยภาคค่ำของวิกหมอชิตที่เข้าข่ายปัญญาอ่อนเป็นไหนๆ
       
        ภาพของการ์ตูนทอม แอนด์ เจอร์รี่ อาจจะดูไม่มีเนื้อหาสาระอะไรซ้ำยังมีแต่ความรุนแรง มีแต่การเป็นศัตรูไล่ทำร้ายซึ่งกันและกัน แต่ถ้าใครได้ติดตามการ์ตูนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องจะพบได้ไม่ยากเลยครับว่า หลายต่อหลายตอนหรือส่วนใหญ่เลยก็ว่าได้ที่การ์ตูนเรื่องนี้สอดแทรกในเรื่องของความสามัคคี เรื่องของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เรื่องของการเห็นใจซึ่งกันและกันเอาไว้
       
        ยกตัวอย่างตอนหนึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับวันคริสต์มาส ซึ่งเปิดเรื่องมาทั้งคู่ก็ไล่ล่ากันเหมือนเดิมตามปกตินั่นแหละครับ
       
        ไล่กันไปไล่กันมา สุดท้ายทอมก็สามารถตะเพิดเจอร์รี่ออกไปพ้นนอกบ้านที่มีหิมะตกอยู่ค่อนข้างจะหนักจนได้
       
        แต่แทนที่เจ้าแมวของเราที่เปรียบเสมือนกับผู้ร้ายของเรื่องนี้จะสบายใจในฐานะของผู้ชนะที่สามารถกำจัดศัตรูได้แล้ว มันกลับนอนไม่หลับเพราะความกังวล
       
        มันเดินไปที่ประตูพร้อมกับเปิดแง้มช่องเล็กๆ เอาไว้ก่อนจะวิ่งมาหลบแอบมองโดยหวังว่าจะเห็นเจ้าหนูตัวน้อยวิ่งกลับเข้ามา
       
        แต่แล้วก็ไร้แม้เงาของอีกฝ่าย
       
        เจ้าทอมเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี มองออกไปนอกบ้านก็พบร่างของเจอร์รี่ถูกหิมะห่อจนแข็งตัว มันตกใจสุดชีวิต รีบวิ่งไปอุ้มร่างเจ้าหนูกลับเข้ามาในบ้าน พร้อมนำร่างไปอังกับไฟ(การ์ตูนครับการ์ตูน)ก่อนจะหาที่นอนให้ พร้อมด้วยนมอุ่นๆ
       
        หลังเห็นว่าเจ้าหนูน้อยปลอดภัยแล้ว ทอมก็เตรียมที่จะรับประทานอาหารในส่วนของตัวเองบ้าง แต่ก่อนที่มันจะก้มลงไปกินนมในชาม เจอร์รี่ก็รีบวิ่งมาห้ามเอาไว้ พร้อมกับใช้อะไรบางอย่าง(จำไม่ได้)คนลงไปในชามดังกล่าว ปรากฏว่าในชามนั้นมีกับดักที่เจอร์รี่วางเอาไว้แกล้งทอมนั่นเอง
       
        ต่างฝ่ายต่างตอบแทนบุญคุณกันจบแค่นี้ก็ชวนประทับใจแล้ว แต่ยังมีมากกว่านี้ครับ เมื่อเจอร์รี่วิ่งไปที่กับดักหนูอันหนึ่ง (ซึ่งมันเห็นตั้งแต่ตอนเปิดเรื่องแล้ว) ก่อนใช้แท่งขนมเขี่ยไปที่เนยแข็งที่มันเข้าใจว่าเป็นเหยื่อล่อของกับดักอันที่ว่า
       
        แทนที่กำดักจะทำงานด้วยการที่เหล็กต้องดีดลงมาหนีบที่แท่งขนม ปรากฏว่าเจ้าเหล็กนั้นกลับค่อยๆ เคลื่อนตัวช้าๆ พร้อมๆ กับเสียงเพลง Jingle Bells ดังขึ้น
 สรุปก็คือมันเป็นมิวสิคบ็อกซ์ที่ทอมเตรียมไว้สร้างความประหลาดใจให้กับเจอร์รี่นั่นเอง
       
        เช่นเดียวกับการ์ตูนชินจังฯ ซึ่งบางคนอาจจะมองว่ามีแต่ความตลกโปกฮาไร้สาระกับความทะลึ่งทะเล้นความแก่เด็กเกินเด็กของตัวชินจังเอง แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วนี่คือการ์ตูนอีกเรื่องที่ผมว่าสอนเด็กๆ ได้เป็นอย่างดีในหลายๆ แง่มุม ไม่ใช่เฉพาะการเสียดสีสังคมของคนญี่ปุ่นเองในปัจจุบันเท่านั้น
       
        แง่มุมที่ว่าก็คือเรื่องของการมีจิตใจที่เมตตา-อ่อนโยน
       
        หนึ่งในหลายๆ ตอนที่ประทับใจผมมากเป็นตอนที่ชื่อว่า "ชีโร่(เจ้าขาว)มีแฟน" (สุนัขบ้านชินจังที่มักจะถูกมิซาเอะลืมให้อาหาร และถูกชินจังเองเลี่ยงที่จะพาไปเดินเล่น)
       
        แฟนที่ว่าของเจ้าชีโร่เป็นตุ๊กตาสุนัขตัวเล็กๆ สกปรกๆ ที่มันไปเจอที่กองขยะที่รอรถขยะมาขนไปครับ
       
        แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีโร่ก็จำต้องเก็บเรื่องแฟนของตัวเองเอาไว้เป็นความลับ เพราะไม่เช่นนั้นจะต้องถูกแม่ของชินจังนำไปทิ้ง ทว่าเรื่องนี้ก็ต้องมาถูกชินจังรู้เข้าจนได้ ซึ่งด้วยสายตาที่วิงวอนนั้นเองที่ทำให้ชินจังสัญญากับชีโร่ว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ
       
        อย่างไรก็ตามวันคืนแสนสุขของชีโร่ก็สั้นเพียงชั่วข้ามคืน หลังมันพบว่าตุ๊กตาชื่อ "มิตจัง" ตัวนั้นเป็นของสำคัญของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ถูกมารดานำมาทิ้งเพราะคิดว่าลูกสาวไม่ต้องการแล้ว
       
        แม้จะต้องเสียใจแต่เจ้าชีโร่ก็ตัดใจที่จะนำตุ๊กตามิตจังไปคืนเพราะทนเห็นน้ำตาของเด็กตัวน้อยๆ ไม่ได้
       
        ตอนที่เจ้าชีโร่เอาตุ๊กตาไปคืนว่าประทับใจแล้วนะครับ เพราะเจ้าชีโร่มันนำไปคืนอย่างอาลัยอาวรณ์แบบที่ไม่ต้องการให้หนูน้อยรับรู้ แต่ตอนจบนี่ซึ้งกว่าเมื่อชินจังได้หอบเอาหมอนมานอนกับเจ้าชีโร่เพราะรู้ว่ามันเหงาที่แฟนต้องจากไป
       
        ไม่รู้ว่าใครจะคิดอย่างไรนะครับ แต่ผมมีความรู้สึกว่า ทั้ง ทอม แอนด์ เจอร์รี่ ทั้ง ชินจังฯ ที่ยกตัวอย่างมาซึ่งถูกมองว่าเป็นการ์ตูนย่อมจะไร้สาระนั้น มันมีเนื้อเรื่องที่มีเหตุมีผล มันให้ความรู้สึกถึงความมีชีวิตจิตใจ
       
        ตลอดจนสัมผัสได้ถึงความเป็นมนุษย์ที่มีความคิด มีเลือดมีเนื้อ มีอารมณ์มีความรู้สึก มากกว่าละครปัญญาอ่อน และละครน้ำเน่าหลายต่อหลายเรื่องของไทยที่ใช้คนจริงๆ แสดงเสียอีก...
       
        จริงๆ นะ
        ...
        ปล. ดูชินจังฯ ตอน "ชีโร่มีแฟน" ได้ที่


เครดิต เวปเพื่อนบ้าน

เกลียดพวกหมิ่นเบื้องบนและเผาบ้านเผาเมือง

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ