มอง 'ลูกกะเทย' อย่างเข้าใจ มาเลี้ยงเขาให้ดีกันดีกว่า

มอง 'ลูกกะเทย' อย่างเข้าใจ มาเลี้ยงเขาให้ดีกันดีกว่า

  • 0 ตอบ
  • 867 อ่าน
*

ออฟไลน์ 02766132

  • Supreme Member
  • *********
  • 7685
  • 15376
  • งานศพแม้ว
    • ดูรายละเอียด
ปฏิเสธได้ยากแล้วว่า สังคมทุกวันนี้ เปิดรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น โดยเฉพาะเพศทางเลือกอย่าง "กะเทย" ทำให้บางครอบครัว เริ่มลดอคติ และเปิดใจยอมรับลูกกะเทยกันค่อนข้างมาก ในขณะที่บางครอบครัว ยังคงมีกำแพง หรือกรอบความคิดทางสังคม คอยปิดกั้นให้เข้าไม่ถึง จนไม่กล้าที่จะเปิดใจยอมรับความเป็นเพศทางเลือกของลูกเท่าที่ควร ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะการฉายภาพซ้ำในด้านลบที่สื่อหลอมให้สังคมเข้าใจมาตลอดว่า กะเทยคือตัวตลก หมกมุ่นเรื่องผู้ชาย มีกามตัณหาทางเพศ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่พ่อแม่บางส่วนยังคงไม่ยอมรับกับสิ่งที่ลูกเป็น
       
       กับกรอบความเชื่อข้างต้น ถือเป็นกรอบทางสังคมที่รุนแรงไม่น้อย ในเรื่องนี้ "กิตติกร สันคติประภา" ผู้ศึกษาวิจัยหลักสูตรปริญญาเอกพัฒนศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เรื่อง "การลวนลามทางเพศกะเทย : นัยยะสำคัญภายในวาทกรรมรักต่างเพศ สะท้อนมุมมองว่า บางครั้งตัวพ่อแม่เองก็หนักใจ กลัวว่าลูกจะไปเจอกับสังคมที่คอยรังแก เลยไม่กล้าที่จะเปิดใจยอมรับ เพราะต้องเชื่ออย่างหนึ่งว่า วิธีคิดทางสังคมในเรื่องของความเป็นเพศทางเลือก มันแรง! เพราะฉะนั้น พ่อแม่จึงเกิดความกลัว เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่างคนต่างไม่เข้าใจ อาจส่งผลให้ทั้งตัวพ่อแม่ และลูกอยู่กันอย่างไม่มีความสุข
       
       "ความรักเป็นทางเดินสำหรับคนเป็นพ่อแม่ ตราบใดที่เรารู้ว่านี่ลูกเรานะ จะยิ่งทำให้ลูกไม่กดดัน และมีกำลังใจที่ดีขึ้น เพราะจากกลุ่มพ่อแม่มีลูกเพศที่ 3 ที่เคยได้คุยด้วย การช่วยให้ลูกอยู่อย่างมีความสุข พวกเขาเชื่อว่า ลูกจะเป็นอย่างไรไม่สนใจ เพราะถึงยังไงก็คือลูกเรา ดังนั้นขอให้ใช้ความรักเป็นตัวนำ ซึ่งเข้าใจว่ามันยาก เพราะกรอบทางสังคมมันแรง แต่เมื่อพ่อแม่ก้าวข้ามไปได้ ลูกจะมีพลัง และอยู่อย่างมีความสุขในสังคม เพราะไม่เช่นนั้น ถ้ายิ่งไปต่อต้าน ลูกอาจหนีออกจากบ้าน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร บางทีอาจจะหลงทาง และถูกเอาเปรียบทางเพศก็เป็นได้" กิตติกรกล่าว
       
       ฉะนั้น ทางที่ดี พ่อแม่พยายามเปิดใจให้กว้าง ถึงแม้จะทำได้ยาก แต่อย่างน้อยก็ควรค่อยๆ เปิดใจ พร้อมกับต่อรองทีละน้อย ว่าสิ่งไหนเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม วิธีการเหล่านี้ จะช่วยเปิดทางเล็กๆ ให้ลูกประสบความสำเร็จได้ไม่น้อย เพราะพ่อแม่ถือเป็นกำลังใจให้ลูกสามารถเลี้ยงชีวิต และอยู่ในสังคมได้อย่างอบอุ่น ทำให้ลูกมีที่ยืน และอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี
 แต่ในมุมกลับกัน ถ้าผู้ที่ใกล้ชิด และเป็นคนที่ลูกรักมากที่สุด ปิดกั้น และไม่เปิดโอกาส สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา พวกเขาจะอยู่อย่างไม่มีความสุข ถึงกับต้องไปหาชีวิตอื่นที่ดีกว่า ซึ่งดีหรือไม่ ตัวพ่อแม่ไม่สามารถรับรู้ได้ โดยเฉพาะลูกที่ยังอายุยังน้อย เป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก
       
       อย่างไรก็ดี สำหรับบ้านที่ค่อยๆ ยอมรับลูกได้บ้างแล้ว สิ่งแรกที่พ่อแม่ควรเข้าใจคือ ลูกกะเทยส่วนใหญ่ เป้าหมายสูงสุดคือการได้ทำให้เป็นหญิงเต็มตัว เพราะถูกสังคมทำให้เชื่อว่า การเป็นผู้หญิงที่สวย จะเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้น จุดตรงนี้ พ่อแม่ควรพูดคุย และเป็นที่ปรึกษาให้ลูก โดยเฉพาะลูกวัยรุ่น ที่พ่อแม่ควรจะมีความรู้ที่ดีพอ เพื่อให้ลูกใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ไม่เช่นนั้น ลูกจะไปเชื่อเพื่อน ซึ่งไม่รู้ว่าผิดถูกอย่างไร แต่ทั้งนี้ เหนือสิ่งอื่นใด การให้ลูกรู้จักคุณค่าในตัวเอง เป็นสิ่งที่ควรปลูกฝัง พร้อมกับชี้แนะให้ลูกเห็นว่า "คุณค่าของคนอยู่จิตใจ ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว"
       
       "ทุกวันนี้ สังคมให้ภาพว่า กะเทยสวย กะเทยนางงามเป็นสิ่งที่คนยอมรับ ทุกอย่างจึงวิ่งไปหาศัลยกรรมกันหมด ดังนั้นพ่อแม่ควรสร้างความเชื่อมั่นให้ลูก โดยชี้ให้ลูกเข้าใจว่า กะเทยมีหลายประเภทนะ สามารถสวยได้เหมือนกันหมด แต่เป็นคนละมุมมองเท่านั้นเอง ไม่จำเป็นต้องสวยแบบนางงาม ลูกก็สวยได้ เช่น แค่ไหนล่ะ สำหรับเรา ซึ่งพ่อแม่ต้องทำให้ลูกพอใจในตัวเองให้ได้" กิตติกรเผย
       
       หันมาฟังเสียงของ "ไพลิน ตี๋นงนุช" หรือ "แม่เล็ก" คุณแม่ของลูกหมู ลูกเพศที่ 3 วัย 24 ที่เธอรักมากคนหนึ่ง เล่าว่า แรกๆ ทำใจยอมรับยาก แต่ในเมื่อมันเปลี่ยนให้เป็นในสิ่งที่ต้องการไม่ได้ จึงค่อยๆ เปิดใจยอมรับลูกมากขึ้น โดยมองไปที่จิตใจ แล้ว "ลูกจะน่ารัก" ซึ่งวันนี้เธอตอบได้อย่างไม่อายว่า เธอมีลูกเป็นกะเทยที่น่ารัก เธอกับลูกจะชวนกันเข้าวัดทำบุญตลอด มีความภาคภูมิใจที่ลูกเป็นเด็กดี ไม่ทำให้ใครเดือนร้อน ทำงานสุจริต ซึ่งถ้าคนเป็นพ่อแม่ไม่เข้าใจลูก แล้วใครจะเข้าใจ และถ้าพ่อแม่ไม่ให้อภัย แล้วใครจะให้อภัยลูก
       
       เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้ว ที่ครอบครัวไทย ควรจะลบภาพความเชื่อเดิมๆ ที่สังคมใส่วงเล็บให้กับเพศทางเลือกออกไปเสียที และหันกลับมามองลูกในความเป็นลูก (ของเรา) พร้อมกับปรับวิธีคิดเสียใหม่ว่า "ถึงแม้ลูกจะกลับไปเป็นลูกชายของเราไม่ได้ เรามาเลี้ยงเขาให้เป็นเด็กดี และคนดีของสังคมกันดีกว่า"
       
       เหมือนกับคุณแม่เล็ก ที่เข้าใจลูก พร้อมกับช่วยส่งเสริมในทางที่ดี จนวันนี้น้องลูกหมูอยู่อย่างมีความสุข ไม่เคว้ง และดำเนินชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ถึงแม้จะถูกสังคมตีกรอบอย่างไร แต่อย่างน้อยก็มีแม่คอยเป็นกำลังใจอยู่ที่บ้านตลอดเวลา

เครดิตเวปเพื่อนบ้าน

เกลียดพวกหมิ่นเบื้องบนและเผาบ้านเผาเมือง

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ