ประวัติวันคริสต์มาส

ประวัติวันคริสต์มาส

  • 0 ตอบ
  • 919 อ่าน
*

ออฟไลน์ ouyjutakan

  • Full Member
  • **
  • 171
  • 559
    • ดูรายละเอียด
ประวัติวันคริสต์มาส
« เมื่อ: พฤษภาคม 02, 2010, 05:10:24 PM »
ประวัติวันคริสต์มาส

คริสต์มาส คือการเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซู โดยเฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคม
พระองค์ประสูติที่เมืองเบ็ธเลเฮ็มและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ประเทศอิสราเอล
ในปัจจุบันบางคนเข้าใจว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติของฝรั่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วพระเยซู
ประสูติที่เอเซียตะวันออกกลาง และใครก็ตามที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้าและมาบังเกิด
เป็นมนุษย์ในโลกนี้เมื่อ 2000 กว่าปีก่อนเพื่อมาไถ่บาปแทนเรา คนนั้นก็จะเรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียน
คือผู้ที่นับถือพระเจ้าด้วยความเชื่อถึงแม้จะไม่เคยเห็นพระองค์

ประวัติความเป็นมาของวันคริต์มาส ซึ่งเป็นวันเกิดของพระเยซูนั้น ตามหลักฐานในพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า
พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโน
ครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็ รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่ว
ทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร ด้านนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า
 เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิ
ไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ใน
จักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิด ของสุริยเทพ จึงหันมาฉลอง
การบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 จน
ถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ. 330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย

คำว่าคริสต์มาส เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษChristmas ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษโบราณว่า
Christes Maesse ที่แปลว่า บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า การร่วมพิธีมิสซา
เป็นประเพณีที่ถือว่าสำคัญที่สุดสำหรับชาวคริสต์ คำว่า Christes Maesse
ปรากฏครั้งแรกในเอกสารโบราณในปี ค.ศ.1038 และต่อมา คำนี้ก็ได้เปลี่ยนเป็น
คำว่า Christmas คำที่เราได้ยินบ่อยๆในเทศกาลนี้คือ Merry Christmas
คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่าสันติสุขและความสงบสุขทางใจ จึงถือเอาคำนี้ใช้อวยพร
คนอื่นเนื่องในเทศกาลคริสต์มาส เราจะสังเกตเห็นชาวคริสเตียนอวยพรคนอื่นว่า พระเจ้าอวยพร

ประวัติเรื่องซานตาคลอส

นัก บุญ(เซนต์)นิโคลัสแห่งเมืองไมรา นักบุญองค์นี้เป็นสังฆราช ของไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่4
ได้รับการยกย่องให้เป็นซานตาคลอสคนแรก เพราะวันหนึ่งท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจน
คนหนึ่งแล้วทิ้งถุง เงินลงไปทางปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิง
พอดี ซานตาครอสจริงๆแล้ว แทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้เลย นักบุญนิโคลาส เป็นนักบุญ ที่ชาว
ฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญอุปถัมภ์ของเด็กๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษา
ประเพณีการฉลองนักบุญ นิโคลาส ในวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะ มาเยี่ยม เด็กๆ และเอาของ
ขวัญมาให้ เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ก็อยากมีส่วนร่วมในประเพณีแบบนี้บ้าง
เพื่อรับของขวัญ ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายไปในอเมริกา โดย มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ
ชื่อนักบุญนิโคลาสก็เปลี่ยน เป็นซานตาคลอส และแทนที่จะเป็น สังฆราชซึ่งเป็นนักบุญองค์นั้นก็กลายเป็น
ชายแก่ที่อ้วนใส่ชุดสีแดงอาศัย อยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อน เป็นยานพาหนะมีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยม
เด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมา ทางปล่องไฟของบ้าน เพื่อเอาของขวัญมาให้ เด็กเหล่านั้น
ตามความประพฤติ ของเขา


ประวัติเรื่องต้นคริสต์มาส
ใน เทศกาลคริสต์มาส แต่ละบ้านแต่ละครอบครัวนิยมตกแต่งต้นคริสต์มาสอย่างสวยงาม ในสมัยโบราณ
ต้นคริสต์มาส หมายถึง ต้นไม้สวรรค์ ซึ่งอาดัมและอีฟไปหยิบผลไม้ต้องห้ามมากิน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11
ชาวคริสต์แสดงละครถึงความหมายของคริสต์มาส โดยเอาต้นไม้ต้นหนึ่งตั้งไว้ตรงกลาง ซึ่งต้นไม้ที่ใช้เป็น
ต้นสนเนื่องจากหาได้ง่าย การแสดงละครเกี่ยวกับบาปกำเนิดของอดัมและอีฟนี้ มีมาเป็นเวลาหลายร้อยปี
จวบจนศตวรรษที่ 15 พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดง เนื่องจากการแสดงนั้นเหมือนการเล่นลิเก
ล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองและศาสนา ซึ่งไม่ตรงกับการเฉลิมฉลอง ชาวบ้านจึงไม่มีโอกาสดูละครสนุกๆเช่นนี้อีก
จึงหันไปสนุกกันเองที่บ้านของตน โดยการตั้งต้นคริสต์มาสไว้เองที่บ้าน หลังจากนั้นก็มีการแขวนลูกแอปเปิ้ล
ขนมและของขวัญอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ นอก จากนั้น ชาวเยอรมันยังมีประเพณีอีกอย่างหนึ่งคือ จุดเทียน
หลายเล่มเป็นรูปปิรามิดไว้ตลอดคืนคริสต์มาส โดยมีดาวของเดวิดที่ยอดปิรามิด ซึ่งประเพณีที่จะแขวนของ
ขวัญและขนมก็ได้รวมกับประเพณีของชาวเยอรมัน มาตั้งแต่ศตวรรษที่16 โดยเอาเทียนมาไว้ที่ต้นไม้รูปทรง
ปิรามิด ซี่งกลายเป็นที่มาของประเพณีในปัจจุบันที่มีการแขวนของขวัญ และไฟกะพริบไว้ที่ต้นคริสต์มาส และมี
ดาวของเดวิดไว้บนยอดสุด  หวังว่าคงเป็นความรู้ให้กับสมาชิกในมานาฟอรั่มได้บ้าง และถ้าใครไม่รู้ว่าทำไม
เว็บนี้ถึงชื่อว่ามานา เพราะมานาหมายถึง อาหารจากสวรรค์ที่พระเจ้าประทานลงมา

ขอให้พระเจ้าอวยพร


 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ