เรื่อง สั้น นวนิยาย ผจญ..ตอนที่ 1 บทที่ 4 หลุมนรกหุบมรณะ..แว่น...By…areja..

เรื่อง สั้น นวนิยาย ผจญ..ตอนที่ 1 บทที่ 4 หลุมนรกหุบมรณะ..แว่น...By…areja..

  • 0 ตอบ
  • 5124 อ่าน
*

ออฟไลน์ areja

  • Global Moderator
  • *****
  • 11820
  • 21137
  • เจ้เตือนแล้วนร้าว่า อย่าสดๆ
    • ดูรายละเอียด
   Normal  0          false  false  false    EN-US  X-NONE  TH                                          MicrosoftInternetExplorer4                                    
................เรื่อง สั้น นวนิยาย ผจญ..ตอนที่ 1 บทที่ 4 หลุมนรกหุบมรณะ..แว่น...By…areja..

………..
อัพกันต่อนะคะตอนที่ 4นี้ บอร์ดใน ต้องมาอ่านเพิ่มอีกหน่อยนะจ๊ะ เพราะ มีส่วน ที่ตัดออกไปเพื่อ ให้พอดีจำนวนหน้า ที่ กำหนดในกิจกรรม ส่วน คนที่พึ่งเคยอ่านนั้นก็ขอให้รอตอนต่อไป.. “ เรื่อง สั้น นวนิยายผจญหลุมอดีตกาล..ตอนที่ 2.”..ซึ่ง กำลัง ปั้น เพื่อ เชื่อมต่อ.. “ เรื่อง สั้น นวนิยาย ผจญนครหลง..ตอนที่ 3.”..ซึ่ง ปั้น เสร็จแล้ว...เพราะ ตอน แว่น ส่งเข้าร่วมกิจกรรมถ้าเขียนต่อกันเลยจนจบ อาจผิดกฎได้ และ เกรงใจ กลุ่ม แอตมินบอร์ดหลักด้วย.. แว่นเลย แยกภาคตอน ออกจากกัน โดย เมื่อจบกิจกรรมแล้วจึง ได้ ปั้น ต่อตอนที่ 2 เพื่อ เชื่อมโยง ตอนแรก และ ตอนที่ 3 มันก็เป็นเช่นนี้นะคะ..มาตาม บทที่ 4 หลุมนรกหุบมรณะ กันก่อนดีกว่านิ..( 20/ 9/2555 )..

                      


บทที่4 หลุมนรกหุบมรณะ

..............
เดินมาได้ระยะหนึ่งใบ้ เอา มีด กับ ปืน ของ เพลา มายื่นให้.. เพลา ให้มีด แก่ นายใบ้ และกล่าวชมในความกล้าหาญ เขา ยิ้มตอบรับน้ำใจ เพลา เหน็บปืน เข้าซอง และยื่นซองมีดส่งให้ นายใบ้ เขา รับไป และ วิ่งกลับไปช่วย ต๋าย แบะสัมภาระต่อ ต๋ายดูสลดที่เพื่อนตายไป จันสู กับพราน ชาติ ยังเดินพาคณะบุกฝ่าป่าไปเรื่อยๆต้นไม้ใบบังเริ่มน้อยลง เหลือเพียงต้นชนิดพุ่มเตี้ยๆ พรานชาติ พาคณะเดินผ่าผ่านมาเวลาเกินเที่ยงวัน ดวงอาทิตย์คล้อยไปทางฝั่งตะวันตกแล้ว แดดยามนี้สาดแรงไอพรายความร้อน ที่สะท้อนผิวดินแลดูดั่งน้ำระเหยขึ้นมาภาพลวงตาที่ธรรมชาติสร้าง แต่ ทุกคนต้องฟันฝ่าไป พรานชาติสั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่เหลือโดดๆ อยู่บริเวณนี้ อาหารถูกลำเลียงมาแบ่งสรรเพลา หยิบปืน ขึ้นมาทำความสะอาด ถอดล้างน้ำมัน กาล และ มาเรียหัวเราะต่อกระซิกกันเหมือนไม่เคยเกิดสิ่งใดร้ายๆ ขึ้น กาหลงนั่งพักห่างออกไปทางกลุ่มลูกหาบ แต่ สายตา มอง ชายหนุ่ม นั่งทำความสะอาดปืนจนเผลอยิ้ม พรานชาติ เดินมาเคาะหัว และ เดินผ่านไป หา นายใบ้ กล่าวชมเรื่องเมื่อคืน จันสู ก็ นั่งอัดยาเส้นพ่นควันแข่งกับ ยาเส้นสอดใส่พันลำ ของบุญช่วย ต๋าย ซึมไป แต่ ก็ยังยิ้มได้ เมื่อ หนานหงำ และ บังเขียด ชวนคุยสภาพคณะเดินทางกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ทั้งหมดพักกันอยู่อีกไม่นานพอข้าวเริ่มเรียงเม็ด จอมพราน ก็สั่งเดินทางต่อ หนทางช่วงนี้แทบไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย ไม้พุ่มก็แทบหายาก สภาพทั่วไปคล้ายทุ่งนายามแล้งลมแดดพัดมาเหมือนหอบความร้อนมาจากทะเลทราย พายุฝุ่น กรรโชกมาเป็นระยะ พรานชาติพยายามมองหาที่ๆ พอจะพักได้ตลอด แต่ก็ยังไม่พบที่ใดเหมาะ จน ทุกคนแทบหมดแรง เพราะความร้อนที่คล้ายเดินฝ่าไปในทะเลทราย แล้ว กาหลงก็ส่งเสียงดังลั่นตะโกนบอกผู้เป็นพ่อ..

..กาหลง “ พ่อ พ่อ นั้นใช้ป่าไหมพ่อ ใช่ไหม ..”..เธอ ดีใจที่เห็นป่ามาตั้งอยู่ เวลานี้..
..พรานชาติ “ เห็นแล้ว นังกาหลง เอาเข้าไปดูกัน ..”..เขา ก็แปลกใจว่าทำไมจึงมีป่ามาตั้งอยู่กลางทางที่แห้งแล้งนี้..

..............
ทั้งหมดรีบเดินเข้าไปมันคงจะคือ โอเอซิส เหมือนกลางทะเลทราย มาเรีย หันไปบอก กาล แล้ว พรานชาติก็เดินวนดูรอบๆ แล้วก็สั่งพักค้างคืนที่นี้ ใช่แล้วมัน คือ โอเอซิส จริงๆ รอบๆมีแต่ ไม้พรรณแปลกคล้ายพืชโบราญ ที่ พรานชาติ ก็ไม่รู้จักจึงกำชับว่าห้ามไปถูกหรือ เข้าใกล้ โดยเด็ดขาด ลักษณะแอ่งกระทะ ที่พักคืนนี้ อยู่กลางป่า ที่ล้อมรอบมีต้นไม้ลักษณะคล้าย ต้นปาล์ม และ มะพร้าวขึ้นอยู่จำนวนมาก ไม่พบเห็นสัตว์ใดๆในอาณาเขตโดยรอบ พรานชาติ เดินไปดูน้ำในบึงกลางโอเอซิส แล้วบอก มาเรีย และ กาลที่เดินตามมาด้วย และ ยืนมองรอคำตอบ..

                                    


                           


..พรานชาติ “ได้ ใช้อาบ ใช้ดื่มได้ แต่ ควรอยู่บนฝั่ง เพราะ ก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรอยู่ในบึงบ้าง หรือ เปล่า ? .”..เขา บอก ทำเอา สาวๆ ที่กระโดดดีใจ หน้าสลดลงเล็กน้อย..
..กาล “ ไปเตรียมตัวกัน เดียวชวน กาหลง ด้วยไป มาเรีย..”..เธอ ดีใจ ที่จะได้ อาบน้ำ เพราะ วันนี้ทั้งแดดร้อน ลมที่พัดฝุ่นดิน เหงื่อที่ชุ่มเสื้อผ้า แทบทำ เธอ ตะโกน เซ้งธรรมชาติหลายครั้ง..

..............
จันสูเดินดูรอบๆ แล้วรู้สึกแปลกใจ ที่บริเวณนี้เป็นแหล่งน้ำ แต่กับไม่พบ แม้รอยเท้าสัตว์ใดๆ เลย พรานชาติ ก็จับสังเกตนี้ได้ แล้วคาดไว้ว่าคืนนี้ คงจะ ผจญศึกหนักอีกแน่ แต่มันคืออะไรกันแน่ ?ทั้ง 3 สาวอาบน้ำกันเสร็จก็มาช่วยกันทำอาหาร คืนนี้ไม่ต้องบอกว่าต้องกางเต็นท์เช่นใดเต็นท์ 3 หลัง และ สัมภาระ ถูกเอามาใกล้กองไฟ เพราะ ต่างยังหวาดกับ ความลึกลับ ของไพรวิปโยคแห่งนี้ และ กลุ่มลูกหาบก็เชื่อฟังจับคู่กันทำสิ่งต่างๆตลอดเพื่อความปลอดภัย ของ ตนเอง อาหารสำเร็จถูกนำมาปรุงอีกครั้ง ทั้งหมดรีบกินกันโดย แทบไม่มีเสียงคุย เพราะ ความเพลียในการเดินทาง ของ วันนี้ และ ต่างแยกกันไปพักผ่อนก่อนถึงยามที่จะต้องดูแลบุญช่วย กับ ใบ้ อยู่โยงยามหนึ่ง ต่างเก็บสิ่ง ของ ทำความสะอาดบริเวณรอบกองไฟและวงอาหาร ทุกคนแยกย้ายกันไปนอน พรานชาติ ผูกเปล ใกล้ จันสู ที่นอนกับพื้นใกล้กันใต้ กก ปาล์ม 3 -4 ต้นบริเวณห่างออกมาจากกองไฟ ไม่ถึง 5เมตร จันสู กอดปืนไว้ทีอกยามนอน เขา สังหรณ์ใจว่าคืนนี้ต้องเกิดสิ่งใดแน่ แต่ เขา ไม่อาจคาดเดาออก พรานชาติก็เช่นกันได้กำชับทุกเวรยามให้สุ่มไฟให้มากเข้าไว้ คืนนี้ไม้ที่นำมาใส่เป็นฟืนมีแต่ กาบปาล์ม และ ก้านมะพร้าวแห้งถึงให้ไฟแรง แต่จะมอดเร็วมาก กาล กับ มาเรีย หลับไวกว่าทุกวันคงจะเพลียจากเมื่อคืน และ วันนี้ก็เสียเหงื่อจากการเดินทางค่อนข้างมาก เพลา เอาปืนไรเฟิ่ล มาถือแทน ลูกกรด.22ลูกกรด ได้ให้ บุญช่วย ไว้ถือแทน เขา หลับเมื่อเข้าไปเอนหลังไม่ถึง 5นาที นายใบ้ ใช้มีดเล่มใหม่ที่ เพลาให้เหลาไม้ท่อนหนึ่งไว้ใช้แทนหอก บุญช่วย นั้น เมื่อเห็นปลอดคน ก็ดึงบ๊องคู่กายมากระชากหญ้าสมุนไพรอย่างเดิม เวลาเคลื่อนไปตามปกติ แต่เริ่มมีสิ่งไม่ปกติเกิดขึ้น เมื่อ บักเขียด และ ต๋าย มาเข้ายาม ผลัด 2 มีเสียงกาบแห้งๆ ของ ปาล์ม และ ก้านใบมะพร้าวแห้งดังขึ้น จากด้านหนึ่ง 2ผู้อาวุโส จับกระแสความผิดปกตินั้นได้ ต่างลืมตาดูความเคลื่อนไหวแต่ยังไม่ขยับจากจุดที่นอนกัน กลิ่นสาปสัตว์ชนิดหนึ่งที่คุ้นชิน เตะจมูก จอมพรานเขา ค่อนข้างแน่ใจว่าใช่แน่ๆ จันสู กระชับปืนลูกซองเดียวง้างนกรอ พรานชาติก็เช่นกัน จับลูกเลื่อนสไลด์รอท่า นักล่าแห่งไพร มัน ไม่เดินมาทาง 2 ผู้อาวุโส แต่ กลับเดินอ้อมบึงน้ำไปอีกทางหนึ่งจนเสียงเหยียบกาบก้านไม้ดังขึ้นอีกเงามัจจุราชแห่งป่าย่องเบาเข้ามาจนเฉียดกองไฟโชนเปลวแสง.. 2 ฝั่งผู้ล่าต่างเผ่าพันธุ์กำลังรอเวลาว่าใครจะจู่โจมก่อนกัน การบุกก่อนไม่ใช่ว่า จะได้เปรียบเสมอไปแล้ววินาทีที่รอคอยก็มาถึง พร้อม ร่างใหญ่โตกระโดดเข้าหา ร่าง นายต๋ายที่หันหน้าให้กองไฟ แต่ หันหลังออกด้านมืด เปลวไฟแตกพะเนียงเปลวพุ่งออกทันที่เมื่อร่างนั้นกระโจนใส่ นายต๋าย ร่างนั้นสะดุ้ง และ ลงผิดเป้าหมายจะด้วยแรงกระสุนที่ปะทะ หรือ อารามตกใจเอง ของ ผู้รุกรานก็ไม่อาจคาดเดา แต่ คมเล็บพยัคฆ์เจ้าถิ่นก็ปาดกระชากเฉียดแขนนายต๋าย ถึงกับได้เลือด เหล่าผู้เดินทางต่างคว้าอาวุธ ออกมาจากที่นอน เมื่อออกมาก็ปะ ร่างใหญ่โตเตรียมตั้งท่าหมอบรอกระโดนซ้ำใส่เหยื่อที่พลาดไป เมื่อหนแรกทุกปลายกระบอกเล็งไปที่ร่างนั้น แต่ ก็ช้ากว่าเจ้าแห่งไพร มัน กระโจนซ้ำใส่นายต๋าย ที่ยัง งง จับต้นแขนตัวเอง ศีรษะ นายต๋าย โดนงับขบ และลากกลับเนื้ออ่อนต้นคอ กับ กระดูกบริเวณนั้นไม้อาจทานแรงได้ ศีรษะ นายต๋ายหลุดติดปากเจ้าไพรไป เลือดสดจากเส้นเลือดใหญ่ฉีดแดงกระจาย พร้อมกับห่ากระสุนที่มุ่งตรงยังร่าง ด้วยแรง ไรเฟิ่ล สัตว์ตระกูลแมวกระเด็นหงายท้องม้วนในทันทีเสียงคำรามลั่นโฮ๊ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ! ! อาวุธทุกกระบอกถูกปลดปล่อยใส่ร่างตามจนหมดแม๊ก-เกลี้ยงโม่สัตว์เจ้าไพรสิ้นฤทธิ์ ทันที ทั้งหมด ค่อยๆ ขยับเข้าหา ร่าง นายใบ้ใช้ไม้เหลาแท่งไปที่ร่างแมวยักษ์สำรวจอีกครั้ง.. ศีรษะ นายต๋าย กลิ้งมายังกองไฟดูหน้าสลดใจยิ่ง 2 สาวปิดปากกลั่นเสียงร้อง จากภาพสยอง ไม่แค่นั้นเพราะ เลือดที่หยดกระจายเมื่อครู่ พอ พรานชาติ เดินมาถึงซากเสือใหญ่มันก็หายไปสิ้น และ บริเวณพื้นดินปนทรายรอบๆ ก็มีสิ่งมีชีวิตโผล่ผลุดขึ้นมา และตรงไปยังร่างเสือ ที่ชุ่มเลือด ไม่นานเหล่าแมลงลักษณะคล้ายด้วง แต่ มีขนาดใหญ่มากและ ตะขาบตัวเกือบแขน ของ ผู้ใหญ่ จำนวนมากก็ดำยั้วเยี้ย ที่ร่างเจ้าแห่งไพรไม่ถึง 10 นาทีเท่านั้น ทั้งร่างก็พรุนอาบไปด้วยเลือดเหล่าสัตว์เจ้าถิ่นรุมกัดกินซากอย่างรวดเร็ว พรานชาติ ให้ นายใบ้เตรียมไหน้ำมันที่ยังพอมีเหลือเตรียมไว้ พร้อมสั่งให้ทุกคนเข้ามาให้ใกล้กองไฟมากที่สุดร่าง นายต๋าย ที่อยู่ใกล้กองไฟเมื่อครู่ถูกหมู่มวลเจ้าถิ่นลากออกไปพ้นรัศมีเปลวไฟ และ ถูกรุมกินซากร่าง ร่างนายต๋าย เหลือแต่ โครงกระดูกอย่างรวดเร็วกว่าร่างเจ้าป่าทั้งหมดต่างเบนหน้าหนีเมื่อ เห็นความสยดสยองเบื้องหน้า กาล กับ มาเรีย กอดกันแน่นเพลา บีบมือ กาหลง ที่ซบหน้าอก เขา อยู่เพราะ ทนดูภาพการกินที่สยดสยองไม่ไหวกองไฟถูก บุญช่วย เร่งไฟสุมฟืนเต็มที เกือบชั่วโมง เนื้อทั้ง 2 นั้น ก็ไม่มีเลือดติดโครงกระดูกเลยซักหยดฝูงแมลงเจ้าถิ่นตีกรอบล้อมวงรอบกองไฟ แต่ ไม่เข้ามาในรัศมี ของ เปลวไฟอีกพักใหญ่ก็ค่อยๆ มุดร่างหายลงทรายไปตามเดิม จนหมด พรานชาติกำชับคนอยู่ยามให้สุ่มไฟตลอดเวลาก่อนนั่งลง และเอนหลังยังหินก้อนใหญ่ข้างกองไฟซึ่ง จันสู นั่งพิงอยู่ก่อนแล้ว กาล กับ มาเรียขยับ แจ๊ดเกตฟิล์ม ที่สวมอยู่นั่งผิงกันอยู่ข้างกองไฟ กาหลง นั่งลง ข้างๆ เพลาที่ก็นั่งลงกอดเข่า มองออกไปด้านนอกความมืด.. บักเขียด ถูก เพลา สั่งให้นอนพักได้เดียวเขา อยู่ยามให้ เพราะก็เจียนหมดเวลายาม 2 แล้วทุกคนหลับในเวลาไม่นาน กาหลง หยิบก้านมะพร้าว และ กาบปาล์ม โยนเข้ากองไฟอย่างสม่ำเสมอ เพลา มองหญิงสาวบ้านป่า นึกหลงในความเด็ดเดี่ยว และความกล้าหาญ ไม่แพ้ พรานชาติ ผู้พ่อ แถมรูปที่งามเลื่องลือไป 3 ป่า เธอ ชายหางตามาปะทะสายตา ที่จ้อง เธอ อยู่นานพร้อมยู่ปาก แลบลิ้นเบ้ปาก ( แบบ รูปโปรไฟร์ แว่น นะคะ ..) เขา ยักคิ้วตอบ ทั้ง 2 จ้องตากันอย่างมีเลศนัยอะไรที่อยู่ในใจสะท้อนออกมาที่แววตาด้วยกันทั้งคู่ แสงจากเปลวไฟสะบัดไร้ทิศตามลม ที่โชยเอื่อยๆ มาเป็นระยะ แต่ ทั้ง 2ยังไม่ละลดสายตาจากกัน แล้ว ก็มีเสียง “ อะอื้อ ..” ขั้นบรรยากาศออกมาจาก จอมพรานทั้งคู่หยุดสบตากัน กาหลง มองค้อนไปยังร่าง พรานชาติ เพลา มองขึ้นไปบนฟ้า ที่ดาวไร้แสงสกาว..ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างช้าๆ พอเช้าแสงยังไม่ทันมาถึง แค่ เห็นลายมือทุกคนก็รีบเก็บสัมภาระรอ คำสั่งเดินทาง โดย ไม่ได้หุงข้าวไว้เป็นเสบียงยามหยุดพักเลย เพราะ ปกติ หน้าที่หุงข้าว จะเป็นหน้าที่ ของยามสุดท้าย และ ห่อเก็บในใบตองก่อนออกเดินทาง แต่ ค่ำคืนที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าเขยิบพ้น เปลวไฟจากกองเพลิงกลางปางพักเลย ซึ่ง ขณะนี้ก็ยังมีไฟ โชติช่วงอยู่ พรานชาติ ให้เคลื่อนขบวนคณะ เมื่อทุกคนพร้อมเดินทางบุญช่วย กับ นายใบ้ เข้าคู่กันหาบสัมภาระ และ บักเขียด กับ หนานหงำ ก็ เข้าคู่กันกาหลง และ เพลา ร่วมถึง มาเรีย กาล ก็ช่วยแยก ของ ในหาบออกแบ่งมาใส่เป้ ของ แต่ละคน พรานชาติ และ จันสู ก็ช่วยแบกของใส่หลังเช่นกัน ..โครงกระดูก ของ นายต๋าย ถูกพรานชาติ จับโยน เข้ากองไฟ ก่อนเดินทาง พอพ้นออกมา ก็ ยังอยู่ในสภาพแห้งแล้งตามยอดหญ้าแห้งบนดิน มีน้ำค้างเกาะ ดูเหมือนจะสวย เมื่อ แสงยามเช้าส่องกระทบ แต่นั้น คือความน่ากลัว ที่คณะ ต้อง ผจญ กันมาทั้งคืน และ เจออีกต่อไปอีกเกือบครึ่งวัน ขบวนเดินทางก็ผ่านหญ้าแห้งๆ ลม แล้งๆ ที่พัดเอาแต่ ฝุ่นดินมา..เดินมาเฉียดเที่ยงวันเริ่มมีหญ้าเขียวทุ่งกว้างใหญ่ ขุนเขาโผล่ให้เห็นไกลๆพรานชาติ สั่งหยุด ที่ ต้นไม้ใหญ่พออาศัยบังเงาตะวันได้ ต้นหนึ่งขนาดลำต้นใหญ่โตเกิน10 คนโอบ แต่ ยอดถูกฟ้าฝ่าไปแล้ว แต่ก็ยังพอเหลือกิ่งก้านบังแดดได้ลูกหาบก่อไฟตั้งข้าวในกระบอกไม้ไผ่.....

                                               


           [/url] [/size]





................
ทั้งหมดจัดสรรแบ่งงานกันอย่างรู้หน้าที่ไม่ถึง ชั่วโมง ก็กินอาหาร ง่ายๆ เนื้อเค็ม กับ น้ำพริก และ ปลายางแดดเดียวก็นำมาเพิ่มรสได้พออิ่มประทังหิวได้ไปมื้อหนึ่ง..คณะเดินทางเคลื่อนขบวนกันอย่างอืดช้า แต่พอข้าวเรียงเม็ดเรียบร้อย ก็ เร่งเดินตาม พรานชาติ กับ จันสู ที่เดินสับขาเหมือนวิ่งแหวกผ่านทุ่งหญ้าสูงมาอีกระยะ ก็ เข้าเขต หนองน้ำ ที่ เป็นหลุมบ่อใหญ่บ้าง-เล็กบ้าง บ้างหลุมกว้างสุดตา มีน้ำขังนองทั่วบริเวณ พรานชาติ หยุดพินิจว่าจะฝ่าผ่านไปเลย หรือ จะตั้งปางพัง ณ. จุดนี้ดี เพราะเวลายังเหลืออีกมากคงยังไม่พ้น บ่าย 3 โมง แล้ว พรานชาติ ก็ให้เคลื่อนคาราวานคณะเดินทางต่อโดย กำชับ ให้เดินเกาะกลุ่ม เกี่ยวมือกันเป็นคู่ๆ พรานชาติ ค่อยๆจับทางเลาะลัดไปเรื่อยๆ ตามขอบ ของ ปากหลุม บางหลุมมองลงไปน้ำดำมืดบอกถึงความลึกที่ยากเดา บางหลุมตื้นเขิน จนเดินผ่านไปได้เลยมีหญ้าน้ำหลายชนิดปลกคุมผิวน้ำ แต่ ไม่หนามากนัก เมื่อแหวกออก จะเห็นพื้นบ้าง ถ้าขอบหลุม หรือ หลุม ไม่ลึกเกินไป มีงูน้ำ ว่ายผ่านไปมาอยู่หลายครั้ง จน กาล กับมาเรีย เดินเกาะแขนกัน และ เคลื่อนร่างเข้าไปเดิน ตามหลัง จอมพราน จันสูปิดท้ายขบวน ปัดเขี่ยแมงมุมน้ำตัวใหญ่หลายครา เพลา เดินกุมมือ กาหลง เบาๆ กาหลงหน้าแดง และ ไม่กล้ามองสบตา หลายครั้ง ที่ เธอ ก้าวพลาดเหยียบขอบหลุมแล้วลื่นไถลเสียอาการ เพลา ก็ ประครอง เธอ ทุกครั้ง ทั้ง 2 เดินในตำแหน่งเบื้องหน้าจันสู ..ส่วน คนที่เหลือมีสัมภาระแบกยกอยู่นั้น อยู่ตรงกลางขบวนคณะผู้เดินทางบุกน้ำฝ่าพืชน้ำกันมามาร่วมชั่วโมง พรานชาติ เริ่มเกิดอาการเคลือบแคลงใจว่า เหตุใด จึงไม่มีสัตว์ชนิดอื่นเลย ปลาน้อย-ใหญ่ไม่ปรากฏฝูงสัตว์ ที่ หากินกับแหล่งน้ำทั้งสัตว์บก และ สัตว์เลือดเย็นต่างๆ ก็ไม่มีจะเห็นมีเพียงแมลงตัวเล็กๆ แมงน้ำบางชนิด และ งูบ้างเท่านั้น แล้ว เหตุเกิดคาดก็มากระชากภวังค์! ! ของ จอมพราน ผืนแผ่นน้ำรอบๆ ตัวทุกคนเกิดการกระเพื่อมไหวเป็นระลอกๆ และดูที่ท่าจะเพิ่มขนาดความรุนแรงมากขึ้น และ อยู่ๆ ก็รู้สึกคล้ายน้ำ ที่สูงเกือบต้นขาอ่อนไหลไปในทิศทางเดียวกัน พรานชาติ ตะโกนสั่งเสียงกังวานก้อง...

..พรานชาติ “ ทุกคนระวังตัว เกาะประครองกันไว้นะ ..”..เขา สั่ง และมองหมู่มวลวัชพืชน้ำที่ไหลไปในทิศทางเดียวกัน..
..เพลา “ เกิดอะไรขึ้น พรานชาติ .”..เขา ตะโกนสวนสอบถาม พรานชาติ ร่าง กาหลงแนบเข้าหาแผ่นอกมือสอดประครองเกาะร่าง เขา แน่น เมื่อแรงดูดไหลของกระแสน้ำเพิ่มแรงมากขึ้น..

................
ทั้งหมดแตกตื่นและ ทำตามคำสั่ง จอมพราน พืชน้ำไหลไปยังหลุมน้ำวน จากบ่อหลุมขนาดใหญ่หลุมหนึ่งทุกสิ่งถูกดูดหายลงไป..ด้วยเวลา และ ความเร็วเพียงไม่นาน พืชผิวน้ำก็กระฉอกย้อนกลับ ขึ้นมาคล้ายโยนหินลงในบ่อน้ำ และ กระแสน้ำรอบตัวก็ หยุด นิ่งอีกครั้ง นี้คงคือ คำตอบว่าเหตุใด สัตว์ในน้ำจึงหาไม่มีในหลุมบึงกว้างแห่งนี้พรานชาติ นึกถึงภัยที่ พร้อมเกิดขึ้นได้ทุกขณะจิต เขาสั่งหมู่คณะเร่งเดินไปเบื้องหน้า อีกไม่นาน ก็ เกิดขึ้นอีกๆ หลายครั้ง พรานชาติไม่สามารถคำนวณ ระยะได้เลยว่าจะเกิดขึ้นจุดใด แต่ ก็ อณุมาน เอาว่า ควรอยู่ห่างหลุม ที่ มีสีค่อนข้างดำ เพราะ หลุมนั้นๆ คงมีความลึกเท่านั้นแล้วท่ามกลางแสงอาทิตย์ ที่เริ่มคล้อยลดระดับลง ก็มี แสงสว่างแห่งความหวังสอดส่องมา พรานชาติ มองเห็น เกาะกลางน้ำห่างไปไม่ไกลเบื้องหน้ามีป่าหนาทึบ และ ต้นไม้ใหญ่ ขึ้นอยู่ท่ามกลาง บ่อหลุมบึงนั้น พรานชาติเร่งเท้าตนเอง เพื่อ ให้คณะเดินตาม โดย ยังยืดขอบบ่อ ของ หลุมกว้างเป็นคั้นทางเดินน้ำที่อยู่ระดับสูงบ้างต่ำบ้างตามขอบปากหลุม เริ่มตื้นเขินลง และมองเห็นพื้นชัดเจนขึ้น ไม่นานทุกคนก็ก้าวขึ้นมาในป่าบนเกาะกลางบึงน้ำกว้าง และอยู่ๆ ก็มีหลุม ด้านข้างเกาะนั้น ดูดดึงด้วยแรงกระแสน้ำอีกพอทั้งหมดขึ้นมาแล้วมองไปที่ หลุมนั้น ก็พบว่าความแรงกระแสน้ำจะดูดทุกสิ่งลงไปในบ่อหลุมดังกล่าว ไปที่ใดที่หนึ่งอยู่ตลอดเวลา... การเร่งเดินทำให้เม็ดเหงื่อซึมร่างกันทุกคน พรานชาติได้ยินเสียงน้ำไหลก้องกระทบอยู่ไม่ไกล พรานชาติ เลย ให้ทุกคนเริ่มเดินต่อ แต่ ก็กำชับให้ระวังทุกขณะจิต ขบวนผู้แสวงหา เดินตามหลัง พรานชาติที่ถางหญ้าสูงผ่าเข้าไป มีเสียงกระแสน้ำดังใกล้เข้ามากระทบประสาทหูขัดขึ้นๆ ทุกที่แต่ เพลา จับสังเกตได้ว่า ทุกคน กำลังเดินลึกลงไปสู่ก้นบ่อ หรือ หุบลึก เรื่อยๆ พรานชาติเริ่มเกาะต้นไม้ประครองตัวเองไม่ให้ลื่นไถลลงสู่เบื้องหน้า ที่ลาดเอียง แต่แล้ว ! ! ! “ เฮ้ย...! ! ! !!.. .”.. เสียงลูกหาบคนหนึ่งร้องลั่นพร้อมร่าง 2ลูกหาบไถลลื่นดิ่งลงไปทางลาด และ อีกคู่ หนึ่ง ของ นายจ้างก็ไหลลื่นตามไปด้วย เสียง 2 สาวร้องกันลั่น พร้อมเรือนร่างบอบบาง ที่ไหลลงไปทางลาดสู่เบื้องล่าง-เบื้องหน้า พรานชาติตัดสินใจนั่งลงกับพื้นหญ้า และ ละมือที่เกาะกุมต้นไม้.. ร่างจอมพรานก็ไถลื่นไถลตาม 4 คนก่อนหน้าไป ทุกคนที่เหลือเลยทำตามยอดพราน หลายอืดใจ ทั้งหมดก็กลิ้งลงมากองกระจัดกระจายกัน ถลอกบ้าง ได้เลือดกันซิบๆเพลา รุกยืนด้วยอาการขัดยอกเล็กน้อย ก่อนสอบถามว่าทุกคนปลอดภัยดีกันไหมมีใครบาดเจ็บกันบ้าง...เบื้องหน้าไม่ไกลนัก ทุกคนก็พบน้ำตกขนาดใหญ่ ที่ตกไหลจากธารน้ำเบื้องบน มองไปโดย รอบเหมือนทุกคนอยู่ก้นบ่อหลุมขนาดใหญ่ยักษ์ กาหลงชี้ให้ดู ว่าเมื่อมีน้ำตก แต่ ทำไมจึงไม่มีธารน้ำ แต่กลับมีเพียงบ่อสระขนาดกว้างไม่ถึง 10 เมตรเท่านั้น กาล และมาเรีย พอปัดเศษหญ้าตามร่างกายออก และ มองไป ก็เห็นจริงด้วย ตามคำ กาหลง พรานชาติเดินนำไป ที่ น้ำตกเบื้องหน้า ลูกหาบ และ คณะ เคลื่อนตาม พื้นกรวดดิน ที่ พรานชาติเหยียบไป เขา สังเกตว่า เป็นคลายกวดทราย ปนหินเกล็ดเล็กๆ มีสีดำเป็นส่วนใหญ่เม็ดหินกรวดกลมเหมือนเข้าเครื่องปัดกลึงรูปร่าง และ ขนาด พอทุกคนเดินไปถึงก็พบว่าน้ำตกนั้นไหลลงมาจากด้านบนลง สระ หรือ บ่อ ขนาดเกือบ 10 เมตรแต่ น้ำที่ไหลตกลงมากลับไหลย้อนเข้าไปใต้น้ำตก...... “ โอ้ อะไรกันนี้.......? ? ? ??....”..

................
..............จบบทที่ 4 ก่อนนะคะ อัพไปอีก 1 บทแล้ว นะคะ ส่วนตอนต่อไป.. “ เรื่อง สั้น นวนิยายผจญหลุมอดีตกาล..ตอนที่ 2 .” ..รอนิดคร๊า หากมีถ้อยกระทงความอักษรใด ผิดไวยากรณ์บ้าง ผิดเพี้ยนไปบ้าง ขอได้โปรด อภัย มา ณ. ที่นี้ด้วยนะคะ.. ( 20/ 9/2555 )


..............จบตอน เรื่อง สั้น นวนิยาย ผจญ..ตอนที่ 1 บทที่4 หลุมนรกหุบมรณะ..แว่น...By…areja..

*ก๊อป ไปอ่านได้ แต่ ห้าม ! นำไปเผยแพร่นะคะ ต้องการหาอ่าน แว่นนำไปลงไว้หลายที่ มีรูปโปรไฟร์ นี่ที่ไหน ที่นั้น ก็มี  งาน ของ แว่น นะคะขอบคุณคออ่านจ๊ะ *
                                                                                                                                                                                                                                                                                    


 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ