เล่ห์สวาท เพลิงราคะ ตอน 21 by TIS

เล่ห์สวาท เพลิงราคะ ตอน 21 by TIS

  • 1 ตอบ
  • 13277 อ่าน
*

ออฟไลน์ fhonman

  • Full Member
  • **
  • 100
  • 954
    • ดูรายละเอียด
เล่ห์สวาท เพลิงราคะ ตอน 21 by TIS
« เมื่อ: มกราคม 08, 2016, 05:27:06 am »
ขอให้ คุณ suckzeed นําไป remade ให้คุณอรชาตัวเอกของเรื่องมีบทพิสวาทมากหลาย


ความคิดของศักดานั้นพล่านไปด้วยความชั่วช้าลามก แต่ทุกอย่างมันถูกซ่อนเอาไว้ภายใต้สีหน้าของชายหนุ่มผู้หล่อเหลายิ้ม แย้มอย่างนุ่มนวลมีเสน่ห์เหลือเกินในสายตาของเพศตรงข้าม ศักดาทำทีเดินเกร่เข้าไปในทิศทางที่สองสาวกำลังเดินสวนมา และเมื่อประสานสบตากับฐิติพรรณ แววตาของทั้งคู่ก็วูบวาบ ชายหนุ่มฉีกยิ้มด้วยมารยาขณะที่ฐิติพรรณก็ทำตาโตด้วยความสามารถในการเล่น ละครที่ไม่แพ้กัน

“พี่ศัก..พี่ศักจริงๆ..ด้วย..ดีใจจังค่ะ..ที่แจอกัน”

พริตตี้สาวส่งเสียงร้องทัก ขณะที่ชายหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า พยายามระมัดระวังไม่ให้สายตาของตัวเองสาดประกายความรู้สึกที่พล่านพลุ่งอยู่ ภายใน ยิ่งเข้ามาใกล้ๆ ผิวแก้มบางใสที่ราวกับจะปริไปได้เมื่อต้องลมแรงของเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ฐิติพรรณมันปั่นป่วนเพลิงตัณหาในกายของจิ้งจอกสวาทอย่างเหลือประมาณ

“อ้อ..น้องไอซ์เองหรือ แหมบังเอิญจริง”

พริตตี้สาวหัวเราะคิกคิก หันไปยังอรอุษาและแนะนำเสียงหวานใส

“นี่น้องสาวของเพื่อนสนิทไอซ์ค่ะ ชื่อน้องอรอุษา..ษาจ๊ะ..นี่พี่ศักดาจ้ะ”

อรอุษาพนมมือไหว้ชายหนุ่มอย่างเรียบร้อย พอดวงตากลมโตของเธอประสานเข้ากับสายตาของชายหนุ่มที่มองมา ใจของเด็กสาวแสนสวยก็สะท้านวูบ แก้มบางใสนั้นปรากฏริ้วรอยระเรื่อ ต้องรีบก้มหน้าลงมองพื้น ในช่วงวัยที่ผ่านตั้งแต่เด็กจนโต อรอุษาที่เรียนคอนแวนต์หญิงล้วนตั้งแต่เล็ก และใช้ชีวิตในยามปกติกับพี่สาวทั้งสองคนตลอดมา ทำให้เธอนั้นไร้เดียงสานักกับเพศตรงข้าม ชายหนุ่มที่ใกล้ชิดกับตัวเธอก็มีเพียงพี่ปานเทพพี่เขยและพี่ธนาน้องชายของ พี่เขยเท่านั้น

ภาพของเด็กสาวแสนสวยที่ไร้เดียงสาเบื้องหน้านั้นยั่วยวนใจของจิ้งจอกสวาทจน ใคร่จะกระชากร่างบางนั้นเข้ามาเฟ้นฟอนจูบแก้มบางใสสีสวยน้นให้สาแก่ใจ แต่ต่อหน้านั้นศักดารักษาความเป็นสุภาพบุรุษอย่างเต็มเปี่ยม ทำเป็นไม่สนใจกับความงามล้ำเบื้องหน้า หันไปยิ้มกว้างขวางกับฐิติพรรณ ชวนพริตตี้พูดคุยอย่างเป็นกันเอง อรอุษาที่แอบมองมาอย่างขลาดๆ จึงค่อยสบายใจขึ้นที่สายตาของชายหนุ่มไม่ได้จ้องมายังเธออีก

“พี่ศักได้ตั๋วแล้วหรือยังคะ”

ศักดายิ้มละไม ผงกศีรษะ พริตตี้สาวกล่าวเสียงใส

“ไอซ์ก็เรียบร้อยแล้วค่ะ กำลังจะพาน้องษาไปหาอะไรอร่อยๆ ทาน พี่ศักไปด้วยกันสิคะ”
“ได้สิครับ ยินดีอย่างที่สุด แต่ว่า แต่พี่เกรงใจ เผื่อน้องษาอาจจะไม่สะดวกใจหรือเปล่า”

ตอนท้ายศักดาหันมาถามเด็กสาวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ซึ่งเด็กสาวผู้อ่อนเยาว์ไร้เดียงสา ลึกๆ ความจริงเธอรู้สึกไม่สะดวกใจอย่างที่อีกฝ่ายพูด แต่ความเป็นคนขี้เกรงใจ และถูกอบรมมารยาทสังคมมาเป็นอย่างดี ทำให้ใบหน้าเป็นสีชมพูเมื่อตอบเสียงเบาบาง

“ไม่ค่ะ”
“ถ้าอย่างงั้นขออนุญาตให้พี่เป็นเจ้ามือนะครับ”
“ไม่ปฏิเสธอยู่แล้วค่ะ”

พริตตี้สาวตอบเสียงใส ก่อนที่จะเดินจูงมืออรอุษาที่หายใจไม่ค่อยทั่วท้องเดินตามชายหนุ่มไป

หลังจากทำกิจกรรมกันค่อนข้างหนักเมื่อช่วงเช้า พอถึงเวลาอาหารกลางวันที่ยกพลกลับมาร่วมรับประทานกันที่ปางห้วยสัก คณะกองประกวดทั้งระดับวัยคุณลุงคุณป้าและระดับสาวๆ จึงลงมือทานกันเป็นการใหญ่อย่างหิวโหย ซึ่งอาหารที่ถูกจัดเตรียมไว้นั้นสั่งตรงมาจากภัตตาคารที่มีชื่อเสียงในตัว จังหวัดลำปาง ทำให้มื้อกลางวันมื้อนี้ถูกใจคนกินกันทั้งหมด

เสียงสรวลเสเฮฮาดังกิ๊วก๊าวลั่นเรือนไทยที่เมื่อเช้าใช้นั่งประชุม แต่ตอนนี้ปรับสถานที่เป็นจัดเรียงโต๊ะอาหาร ก๊วนสาวซ่าประจำคณะประกวดรวมตัวกันที่โต๊ะหนึ่ง ส่งเสียงเอะอะโวยวายดังกว่าใครเพื่อน จนบรรดาคุณป้าที่นั่งรวมกันอีกโต๊ะต้องส่งเสียงปราม

“นี่หนูกิ๊ก..เบาๆหน่อยจ้ะ เสียงเธอมันดังคับศาลาไปหมดแล้ว”

เสียงหัวเราะโห่ฮิ้วดังจากปากเพื่อนฝูง เจ้าตัวหน้าม่อยแต่ก็แป๊บเดียวเท่านั้น เพราะประเดี๋ยวหนึ่งรัชนีก็ยิ้มหัวเราะร่าเริงต่อ เมื่อหัวข้อการเมาท์ในโต๊ะกำลังลำเลิกถึงความเปิ่นของคณะพรรคสาวซ่าส์แต่ละ คนที่ทำเอาไว้ในกิจกรรมช่วงเช้า อรนุชกับนิรัชราก็เป็นสมาชิกของแกงค์นี้ด้วยนั่งหัวเราะคิกคักเสียงใส

“คิดดู ไอ้เราอุตส่าห์แบ่งงานกันทำ เรารึก็ขุดแทบมือหงิก ยายกิ๊กทำแสบ ฝังกล้าไปโดยไม่ถอดออกจากถุง เล่นเอาเหนื่อยต้องขุดดินรื้อออกมาใหม่ ดีนะที่ฉันน่ะสังหรณ์ กลับมาเห็นทัน ไม่งั้นต้องทำใหม่ทั้งหมดแน่ๆ”

มุกดา สาวน้อยน่ารักผู้มีผิวสีเข้มจากธรรมศาสตร์ค้อนให้กับรัชนีที่ทั้งสองจับคู่กันเมื่อช่วงเช้า ซึ่งเจ้าตัวรีบร้องเอะอะ

“อ้าวๆ..แล้วใครจะไปรู้ล่ะจ๊ะ ว่าต้องเอากล้าออกจากถุงก่อน ไอ้เราก็นึกว่าวางปุ๊บก็กลบดินปั๊บได้เลย”

นิรัชราหัวเราะคิกๆ กล่าวยิ้มๆ

“ตอนที่คุณคมศรเขาอธิบายตอนเช้ากิ๊กไม่ได้ยินเหรอ ถ้าไม่เอากล้าไม้ออกจากถุงฝังไปรากก็เน่าได้”

รัชนีทำตาปรอย หันไปยังชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังนั่งร่วมโต๊ะกับบรรดาคุณลุงคุณป้า แล้วยกมือประสานกันบนทรวงอก พร่ำเพร้อ

“โอว์..เจ้าชายของกิ๊ก แค่ได้ยินเสียง ใจกิ๊กก็ลอยคว้างจนไม่รับรู้อะไรแล้ว”
“อ้วก!!!”

เพื่อนๆ ร่วมโต๊ะพร้อมใจกันส่งเสียงออกมาดังลั่น จนพี่แต๋วนึกว่ามีใครอ้วกจริงๆ หันมาร้องถามตาโต

“ตายแล้ว มีใครเป็นอะไรไปจ๊ะ”

แกงค์สาวซ่าส์หัวเราะคิกๆ ครืนใหญ่เสียงใสแจ๋วโดยเฉพาะตัวต้นเหตุรัชนีเสียงแหลมดังกว่าเพื่อน พี่แต๋วจึงค้อนตาคว่ำ ขมุบขมิบปาก กานตาเพื่อนซี้จึงหันไปแขวะว่า

“ไหนเมื่อเช้าเธอบอกไงจ๊ะว่า ปล่อยให้สาวๆ ร่าเริงอย่างนี้น่ะน่ารักดี”

ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจ ขณะที่กรองกนกได้แต่ยิ้มกร่อยๆ จนแต้มกับคำพูดของตัวเองย้อนมาคืนสนอง คมศรปรายตามองไปยังเด็กสาวร่างเล็ก ที่ตอนนั้นตายิบหยีกำลังหัวเราะท้องคัดท้องแข็งจนน้ำตาร่วง ใช้มือป้ายตาป้อยๆ ขณะนั้นเองดวงตาประกายเหล็กของชายหนุ่มพลันสาดประกายวูบวาบ ล้ำลึกจนยากจะหยั่งรู้ว่าเจ้าของดวงตาร่างสูงใหญ่นั้นกำลังรู้สึกอย่างไรกับ ภาพที่เห็น

หลังอาหารกลางวันเป็นเวลาฟรีไสตล์ ใครใคร่ทำอะไรก็ได้ ทางปางห้วยสักจัดเตรียมไกด์เอาไว้ในหลายจุด ใครอยากไปเที่ยวชมสวนป่าสักก็ได้ หรืออยากจะเดินท่องป่าดูดอกไม้ป่านานาพันธ์ หรือจะเลือกไปดูสวนดอกไม้ที่ปลูกเอาไว้ในบริเวณหนึ่งมีเนื้อที่หลายไร่ มีทั้งไม้ดอก และไม้ประดับที่งามตา

แต่บรรดาคุณลุงคุณป้าส่วนใหญ่เลือกที่จะเอนหลังพักผ่อนเนื่องจากงานค่อนข้าง หนักเมื่อช่วงเช้า และกินอาหารกลางวันจนอิ่มไปตามๆ กันมันชวนให้นอนเหลือเกิน ซึ่งรีสอร์ทอยู่ในกลางหุบเขาอันร่มรื่นย์นี้บรรยากาศน่านอนเป็นที่สุด ไม่นานหลายๆ ห้องก็มีเสียงดังคร่อกๆ มาให้ได้ยิน แกงค์สาวซ่าที่เดินผ่านได้ยินก็หัวเราะคิกๆ คักๆ กันอย่างสนุกสนาน

รัชนี มุกดา และนิรัชราตกลงใจจะไปเดินท่องป่าดูดอกไม้กัน แต่อรนุชสั่นศีรษะเบ้ปาก

“พวกเธอไปเหอะ นุชขี้เกียจเดิน นั่งๆ นอนๆ อยู่แถวนี้ดีกว่า”

นิรัชรากลัวเพื่อนเหงา จึงเซ้าซี้ชวน แต่อรนุชยิ้มกว้างขวางยืนยัน สาวน้อยจากเชียงใหม่ก็เลยตามใจ

“ก็แล้วแต่นุชล่ะกัน ถ้างั้นเย็นๆ เจอกันอีกทีแล้วกันนะ”

เพื่อนๆ แกงค์สาวซ่าโบกไม้โบกมือให้พากันเดินไปร่วมกลุ่มกับคณะอื่นๆ ที่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน อรนุชกวาดตามองไปรอบๆ ตัว ดื่มด่ำกับบรรยากาศอันร่มรื่นย์บริเวณปางนั้น สายตาของเธอเมื่อกวาดไปเรื่อยๆ ก็ไปปะทะกับแววตาประกายเหล็กที่เขม้นมองมาแต่ไกลอยู่แล้ว เด็กสาวสะบัดหน้าพรืด หันหลังให้ทันทีเดินจ้ำไปอีกทางหนึ่ง

คมศรที่ยืนดูอยู่ต้องส่ายศีรษะอย่างมันเขี้ยวในความแง่งอนนั้น แต่ก็ปลีกตัวไปไม่ได้เพราะบรรดาคุณลุงคุณป้าบางคนที่ไม่สมัครใจนอนรวมกลุ่ม กันขอให้เขาพาไปชมการทำสวนป่าสัก ซึ่งเจ้าของปางร่างสูงก็ขัดไม่ได้ ทำมือให้สัญญาณกับปิงชายหนุ่มไว้หนวดที่เป็นคนสนิทเดินเข้ามาหา พร้อมกับส่งเสียงกระซิบสั่ง

“คอยดูแล คุณอรนุชแทนฉันด้วย สำหรับคนนี้ ฉันอนุญาต เธออยากจะไปไหน ทำอะไร ได้หมด รับรองให้ดีที่สุดเข้าใจไหม ไอ้ปิง”

คุณอรนุชนั้นคือใคร คนสนิทของคมศรนั้นรู้กระจ่างดีอยู่แล้ว ริมฝีปากที่ไว้หนวดเรียวตอนนั้นจึงยิ้มกว้างขวาง ผงกศีรษะรับคำอย่างนอบน้อม

“ครับ พ่อเลี้ยง”

จากนั้นคมศรก็เดินกลับไปยังคณะนักท่องเที่ยวกิตติมศักดิ์ แล้วผายมือเชิญ

“เชิญครับ ผมจะพาไปชมดูสวนสัก”

ปิงยืนยิ้ม ตอนนั้นหันมามองร่างเล็กที่เดินเตร็ดเตร่ไปตามทางที่เดินอ้อมไปหลังรีสอร์ท ในใจคิดอย่างครึ้มๆ

“เฮ้อ อยู่กับพ่อเลี้ยงมานาน ไม่เคยเห็นใครได้รับการเอาใจใส่อย่างนี้มาก่อน รึว่าคราวนี้ พ่อเลี้ยงจะชอบใครสักคนขึ้นมาจริงๆ แล้ววะ ไม่อยากจะเชื่อเล๊ย พับผ่า”

เด็กสาวเป้าหมายในการคิดคำนึงของมือขวาพ่อเลี้ยงแห่งปางห้วยสัก เดินชมนกชมไม้มาจนถึงหลังรีสอร์ท ดวงตากลมโตก็พลันเบิกกว้างเป็นประกาย ปากบางงามร้องออกมา

“โอ้โห สวยจังเลย”

สิ่งที่ปรากฏตรงหน้านั้นก็คือสิ่งมีชีวิตสี่ขาลำตัวสูงพ่วงพีสีดำปลอดกำลัง วิ่งเหยาะย่างอยู่ในคอกกว้างอย่างคึกคะนอง ใบหน้างามของอรนุชแย้มยิ้มออกมาอย่างกว้างขวาง วิ่งตื๋อไปชิดขอบรั้วทันที ดวงตากลมโตนั้นจับจ้องไปยังกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเป็นมัดๆ กำลังกระตุกไปตามจังหวะควบนั้นอย่างหลงใหล คนที่จับตามองแต่ไกลใจหายวาบ ตาเหลือกพอง เมื่อแลเห็นร่างเล็กบางนั้นชะเง้อชะแง้ยื่นหน้าข้ามเข้าไปในรั้วไม้ ทำท่าราวกับจะปีนเข้าไป

“ตายห่ะ เดี๋ยวก็โดนเจ้าหมอกเตะตายคาเท้าหรอก ตัวเล็กๆ แค่นั้น”

คนสนิทของคมศรวิ่งสุดฝีเท้า ตะโกนร้องเรียกสุดเสียงจนคอโก่งพอง

“เดี๋ยวๆ อย่าปีนเข้าไปนะครับ ม้ามันพยศ”

อรนุชได้ยินเสียงโหวกเหวก ก็เลยชะงักตัวลงหันไปก็เห็นชายไว้หนวดวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหอบแฮ่กๆๆ ตรงหน้า ก็ยิ้มพลางว่าเสียงอ่อนหวาน

“ขอฉันขี่หน่อยได้ไหมคะ”
“คุณหนูอยากขี่ม้าหรือครับ เอาไว้ผมหาตัวอื่นให้ดีกว่า พ่อเลี้ยงเขาหวงตัวนี้ครับ”

ใบหน้างามที่กำลังยิ้มหวานๆ อยู่ เปลี่ยนสีหน้าแสดงความงอนป่องถือดีขึ้นมาทันทีจนตากลมนั้นเป็นประกายวาววับ

“ไม่เอาจะขี่ตัวนี้”

ปากบางงามเม้มอย่างดื้อดึง ความจริงถ้าไม่มีประโยคหลัง เธอก็คงยอมให้อีกฝ่ายเลือกตัวอื่นให้ขี่แหล่ะ แต่เช๊อะ อยากหวงนักเรอะ ทำไมจะขี่ให้ดูว่าแล้วก็ทำท่าจะปีนรั้วเข้าไป มือขวาของคมศรตาเหลือก รีบถลันเข้ามายกมือไหว้ประหลกๆ

“โธ่ คุณหนู หาเรื่องให้ไอ้ปิงแท้ๆ ขอร้องเถอะครับ เจ้าหมอกตัวนี้มันไม่ยอมให้ใครขี่หรอกครับ มันเชื่องกับพ่อเลี้ยงคนเดียว”
“ไม่เชื่อ อย่ามาขู่เสียให้ยาก ฉันจะขี่ตัวนี้ พยศมากเหรอ ขี้งกมากกว่า เช๊อะ”

ปากงามฟ่อดแฟ่ดใส่คนที่ห่างออกไปนับกิโล ว่าแล้วก็ขยับตัวจะปีนเข้าไปใหม่ ปิงหนุ่มคนสนิทของเจ้าของปางห้วยสักทำหน้าอย่างกับจะร้องไห้ นึกถึงถ้าว่าที่เจ้านายสาวตัวน้อยคนนี้หล่นจากหลังเจ้าหมอกมาจุกแอ้กๆ บนพื้น เท้าหนักๆ ของพ่อเลี้ยงก็คงประเคนให้เขาเป็นแน่แท้ แค่คิดคนไว้หนวดที่ริมฝีปากก็คอย่น ถึงแม้คำสั่งของพ่อเลี้ยงจะบอกว่าให้ตามใจทุกอย่าง แต่กรณีนี้ถ้าขืนตามใจไปมีหวังถูกเตะมากกว่าถูกชม แต่ตอนนั้นจะให้ยื้อมือเข้าไปฉุดร่างเล็กบางก็ไม่กล้า ได้แต่เกาหัววุ่นวาย นึกขึ้นได้ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อไปหาคมศรทันที

“ไม่เอาเว้ย ขืนรับเผือกนี้ร้อนคนเดียวตายห่าแน่เรา”

ซึ่งพ่อเลี้ยงร่างสูงที่กำลังพาคณะกองประกวดเดินชมแปลงเพาะกล้าไม้สักอยู่ ที่เรือนเพาะชำได้ยินจากปากของคนสนิทก็ตาลุกโพลง คิดในใจอย่างหงุดหงิด บ๊ะ มันน่าจับตีก้นนัก แม่เด็กดื้อนี่ ร่างสูงกวักมือเรียกพนักงานที่ดูแลอยู่ประจำเรือนเพาะชำให้เข้ามาดูแลแทนตัว เอง ขณะที่พยายามปั้นยิ้มบอกกับบรรดาคณะกองประกวดว่ามีเรื่องด่วนเข้ามา จึงรีบขอตัวเดินแกมวิ่งกลับไปที่รถจี๊ปส่วนตัวที่จอดอยู่ข้างๆ

“ไอ้ปิง ทำยังไงก็ได้อย่าให้เธอขึ้นหลังเจ้าหมอกเด็ดขาดไม่ อย่างนั้นฉันเตะแกแน่ๆ”

พ่อเลี้ยงร่างใหญ่กล่าวเสียงหนักๆ เสียงคนสนิทโอดครวญมา

“แล้วพ่อเลี้ยงจะให้ผมทำยังไงล่ะครับ เอ้าๆๆๆคุณหนูว้าอย่าเข้าใกล้มันนักสิครับบบ โธ่ ไอ้ปิงตายแน่”

ร่างกำยำที่เด้งเข้าไปประจำที่นั่งคนขับ กระชากรถออกไปทันทีด้วยความร้อนใจ ส่งเสียงหนักๆตบท้าย

“ฉันกำลังรีบกลับไป ถ่วงเวลาเอาไว้ก่อน จำไว้นะ ถ้าแกปล่อยให้คุณอรนุชขึ้นไปบนหลังเจ้าหมอก แกถูกฉันเตะแน่นอน”
“โธ่พ่อเลี้ยงโอ้วๆๆไม่น่ะคุณหนูตายแล้ว”

เสียงคนสนิทร้องลั่น แต่ชายหนุ่มไม่สนใจแล้ว ปิดมือถือ เหยียบคันเร่งพารถพุ่งทะยานด้วยความร็วสูง ใบหน้าคร้ามคมนั้นบึ้งตึง หงุดหงิดใจเหลือประมาณ ยัยเด็กดื้อ มันน่านัก พับผ่าสิ เผลอแป๊ปเดียวก่อเรื่อง

คอนเสริต์การกุศลครั้งนี้นับว่าผู้จัดทำการประชาสัมพันธ์ได้อย่างดีเยี่ยม เพราะขณะที่ศักดาพาเด็กสาวสองคนกลับมาจากรับประทานอาหารกลางวัน ตรง หน้าประตูทางเข้าด้านหน้าของหอประชุมใหญ่ที่จุคนดูได้ราวสองพันคน ในเวลานั้นก็มีคนยืนต่อคิวกันเตรียมกันจะเข้าไปฟังดนตรีกันแน่นขนัด

ตลอดช่วงระยะเวลาทานอาหารกลางวันนั้น ศักดากับฐิติพรรณผูกขาดการสนทนากันโดยสิ้นเชิง นานๆ ครั้งอรอุษาที่นั่งก้มหน้าก้มตาอยู่กับอาหารตรงหน้า จะเงยขึ้นมายิ้มอ่อนๆ รับคำ เมื่อหัวข้อสนทนานั้นแวะเข้ามาขอให้เธอช่วยออกความเห็น ซึ่งเด็กสาวก็มีแค่พูดเบาบางทำนองว่า

“ค่ะ..ใช่ค่ะ..”

อยู่เท่านั้นซึ่งพริตตี้สาวนั่งนึกในใจอย่างดูถูก นังเด็กนี่มันจืดสนิทจริงๆ เสียแรงที่หน้าตาพอเข้าที เช๊อะ ไม่เห็นว่าจะมีอะไรน่าสนใจดึงดูดเล๊ย ขณะที่ศักดายิ้มกระซุ่นในใจ บางช่วงบางขณะที่เด็กสาวตรงหน้าก้มหน้าก้มตากินอาหารตรงหน้า

สายตาของจิ้งจอกสวาทก็สาดประกายวาววับ ยิ่งดูก็ยิ่งสวยว่ะ ท่าทางจะอร่อยไปทั้งตัว หัวโบราณอย่างนี้รับรองเลย ไม่ต้องพูดถึงความสดซิงๆ แม้กระทั่งมือสวยๆ ของนังเด็กนี่สงสัยก็ยังไม่เคยถูกผู้ชายจับมาเลยมั๊ง ฮ่าฮ่า อร่อยควยกูแน่ เมื่อถึงเวลาเปิดซิงของใหม่เอี่ยมถอดด้ามเพิ่งถูกแกะกล่องอย่างนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า ตอนนั้นพริตตี้สาวมองไปที่แถวของคนที่กำลังต่อคิวกันแน่น ก็ยิ้มพลางว่า

“ไอซ์ขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะคะ รออีกนานเลยกว่าจะได้เข้า”

ว่าแล้วก็ขยับเดินไป โดยที่อรอุษานั้นใจเต้นระทึก ไม่กล้าอยู่ตามลำพังกับชายหนุ่มที่เธอเพิ่งรู้จักไม่ถึงสองชั่วโมงดี ก็รีบผวาไปยึดชายเสื้อของฐิติพรรณราวกับกวางน้อยที่ติดแม่

“ษาไปด้วยค่ะ”

เรียวปากงามราวกับกลีบกุหลาบนั้นเอ่ยเสียงบางเบา ขณะที่เจ้าของเสียงก้มหน้างุด พริตตี้สาวหันมาหลิ่วตาให้กับศักดาอย่างยั่วเย้า ก่อนจะหัวเราะเสียงใส

“ไปสิจ๊ะ พี่ศักคอยตรงนี้นะคะ”
“ครับ เชิญน้องไอซ์กับน้องษาตามสบายเลยนะครับ ไม่ต้องรีบร้อน”

ศักดากล่าวเสียงนุ่มนวล ยืนส่งมองไปยังภาพอันงามตาเบื้องหลังของอรอุษาแล้วรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาจะ เห็นมาจากที่ไหนมาก่อน เอ เหมือนกับเคยเห็นหลังสวยๆ อย่างนี้มาก่อนนะ แต่จะเป็นไปได้ไงวะ ก็เพิ่งเคยเห็นนังเด็กนี่วันนี้เองนี่หว่า ถ้าเห็นมาก่อนมีเหรอวะที่กูจะปล่อยให้ผ่านมือไปน่ะ จิ้งจอกสวาทไล่ความคิดนั้นออกไปอย่างไม่สนใจอะไรอีก ตอนนั้นสมองของชายหนุ่มหมกมุ่นครุ่นคิดแผนการณ์ที่เหมาะสมที่สุดที่จะเคลม สวาทเหยื่ออันโอชะตรงหน้านี้ ดวงตาของจิ้งจอกเจ้าเล่ห์สาดประกายวูบวาบ ขณะที่ฐิติพรรณเดินจูงมืออรอุษาไปที่ห้องน้ำ กระซิบเสียงหวานว่า

“ษาทำไมดูเกร็งๆ พี่ศักเขามีอะไรที่ษาไม่ชอบหรือจ๊ะ”

เด็กสาวผู้อ่อนวัยกว่ารีบสั่นศีรษะ ใบหน้าแดงระเรื่อ กล่าวอุบอิบ

“ไม่ ไม่มีอะไรนี่คะ ษาไม่ได้เกร็งซักหน่อย”
“แหมไม่ต้องปิดพี่หรอก และก็สบายใจได้นะจ๊ะ พี่ขอรับรองว่าพี่ศักดาน่ะเขาเป็นคนใจดีมากๆ ดูแลน้องๆ อย่างดีเลยล่ะ ษาคบหากับเขาอย่างวางใจได้เลยพี่รับประกัน”

หยุดไปเล็กน้อยก็หยอดต่อเสียงหวาน

“เหมือนกับมาฟังเพลงนี่ไง ที่มาคงเพราะช่วยอุดหนุนพรรพวกที่ไปขายบัตรการกุศลให้ ไม่เคยเห็นพี่ศักเขาปฏิเสธใครเลยนะ”

พริตตี้สาวแอบยิ้มในหน้าอย่างพอใจ เมื่อเห็นใบหน้าของเด็กสาวผู้อ่อนวัยกว่าเริ่มมีวี่แววชื่นชมคล้อยตามคำพูด ตัวเอง และเมื่อกลับไปสมทบกับศักดา รอยยิ้มเหยียดก็ยิ่งฉีกกว้างขึ้น เมื่อได้ยินอรอุษาเริ่มตอบคำถามที่ศักดาชวนคุยเป็นประโยคยาวๆ ขึ้น

และในที่สุดรอยยิ้มน่ารักและเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นมาผ่านริมฝีปากงามของเด็ก สาวแสนสวย เมื่อจิตใจอันบริสุทธิ์ของเธอเริ่มเปิดกว้างออกรับการเข้ามาของศักดาผู้มี เปลือกนอกที่เป็นสุภาพบุรุษแสนดีทุกกระเบียดนิ้ว ตลอดเวลานั้นเองที่เด็กสาวผู้อ่อนเยาว์นั่งฟังคอนเสริต์เปียโนการกุศลด้วย ความเพลิดเพลินใจ โดยที่ไม่มีความรู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่าตนเองกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางปากเสือ ปากหมีที่จ้องจะพร่าทำลายล้างเธออย่างเลือดเย็นอำมหิตที่สุด!!!

เล่ห์สวาทเพลิงราคะ ตอน 12

ปานเทพนั่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของเขา ในเวลานั้นชายหนุ่มหมุนเก้าอี้หันออกไปยังทิศทางด้านหลังซึ่งเป็นผนังกระจก สีตัดแสงบานใหญ่ จากระดับซึ่งชายหนุ่มนั่งทำงานอยู่บนอาคารสูงเสียดฟ้ากว่าสี่สิบชั้นนั้น สามารถมองออกไปได้รอบทิศทาง สายตาของเขาที่มองเหม่อๆ ไปยังภาพของตึกสูงที่ผุดขึ้นมาเป็นหย่อมๆ ทั่วพื้นที่โดยรอบบริเวณนั้นมีแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง

ขณะที่ปานเทพกำลังใคร่ครวญเกี่ยวกับโทรศัพท์ที่เขาเพิ่งวางหูไปไม่นานก่อน หน้านี้ ในเวลานั้นเองที่เสียงเคาะประตูดังขึ้นและเมื่อเขาหันกลับไป น้อง ชายของเขาก็เปิดประตูเยี่ยมหน้าเข้ามา

“ผมจะออกเดินทางแล้วนะครับ”

ปานเทพเลิกคิ้ว อ้าว..นึกว่าทนคิดถึงยายนุชไม่ไหวเผ่นไปตั้งแต่เช้าเสียอีก ชายหนุ่มผู้พี่ยิ้มเล็กน้อย

“พี่นึกว่าแกไปตั้งนานแล้วเสียอีก แล้วจะกลับเมื่อไรล่ะ”

น้องชายของเขายิ้มสดชื่น

“พอดีมีเอกสารให้เคลียร์นิดหน่อยครับ อีกอย่างตอนนี้น้องนุชคงวุ่นๆ อยู่กับกิจกรรมกองประกวด ตามที่ผมเช็คเวลามา กว่าจะถึงโรงแรมก็คงค่ำๆ ผมกะจะไปสบทบที่นั่นเลย ส่วนขากลับ คงจะมะรืนนี้ล่ะครับ ตั้งใจจะพยายามชวนน้องนุชให้กลับกรุงเทพด้วยกันกับผม”

“เออ..ขอให้สำเร็จเถอะ จะเอาใจช่วยนะ”

แม้ว่าต่อหน้าเขาต้องให้กำลังใจน้องชายเต็มที่ แต่พอลับร่างของธนาไปแล้ว ปานเทพก็อดคิดในใจไม่ได้ ไอ้ธนา เอ๊ย ดูตายัยนุชไม่ออกเลยสิวะ น่าจะเบนเข็มไปจีบยายษาให้รู้แล้วรู้รอดดีกว่า เด็กหัวอ่อนว่าง่ายอย่างยายษาน่าจะจีบติดสบายๆ ถึงจะต้องรออีกนานก็เหอะกว่าจะได้คบเป็นแฟนจริงๆ เพราะพี่สาวเขาหวงน้องคนเล็กจะตายไป พอคิดถึงตอนนี้วงหน้างามล้ำของภรรยาสุดที่รักก็ลอยเข้ามาในห้วงคำนึง

‘เฮ้อ ผมคิดถึงคุณจัง อรจ๋า’

เมื่อปานเทพนึกถึงคำสนทนาที่คันธรสโทรมาหาเขาเมื่อสักครู่ใหญ่ที่ผ่านมา ชายหนุ่มก็หันไปมองรูปของอรชาที่กำลังแย้มยิ้มให้กับเขาอย่างอ่อนหวานสดใสใน กรอบรูปใบเล็กบนโต๊ะทำงาน พลางพูดในใจ ผมขออนุญาตไปพบคุณรสนะครับ ที่รัก ผมเสียใจกับคุณรสเขาจริงๆ อรเข้าใจผมนะครับ

ในเวลานั้นมือขวาของคมศรตาเหลือก ใบหน้าเต็มไปความตื่นตระหนก เพระร่างเล็กบางที่หนีเขาปีนเข้าไปในรั้วไม้จนได้กำลังวิ่งหัวเราะเสียงใส ล้อเล่นอยู่กับอันตรายที่สามารถทำให้สาหัสจนถึงกับพิการเอาง่ายๆ เพราะหลังม้าดำปลอดสูงใหญ่พ่วงพีตัวนั้นยังสูงท่วมศีรษะของร่างเล็กๆ นั้นเสียอีก

“ว้า..คุณหนู..ออกมาก่อน..มันอันตรายครับ..แว๊กกกก..ฉิบหาย..แล้ว”

ปิงร้องลั่น ยกมือปิดตาที่กำลังเหลือกลนลานของตัวเอง เพราะเจ้าโธโรเบลด* (พันธุ์ม้าแข่งชนิดหนึ่ง) วัยฉกรรจ์อายุกำลังครบสามปี สงสัยคงกำลังหงุดหงิดเต็มที่ ที่อยู่ดีๆ ก็มีร่างเล็กๆ มายืนล้อเลียนใกล้ๆ จึงร้อง ฮี้ย เสียงดังสนั่น โผนเข้ามาเอาขาหน้าตะกุยเข้าใส่ร่างเล็กบางที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างดุร้าย คนสนิทของพ่อเลี้ยงปางหัวสักหลับตาปี๋ กลั้นใจ ขวัญบินหายไปไปจากร่าง ขนลุกชันอย่างสยองขวัญ ไม่กล้าแม้จะลืมตาขึ้นมอง

แต่จากนั้นชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงหัวเราะใสแจ๋วดังแว่วมา ค่อยพ่นลมหายใจออกมาจากปากดังพรืดใหญ่..เฮ้อออออออ..เสียงร้องดังออกมายาว เหยียด โล่งอกโล่งใจราวกับตายแล้วเกิดใหม่

พอเขาเปิดนิ้วที่ปิดตาขึ้นมองไปก็เห็นร่างเล็กนั้นมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอย ยิ้มอย่างเฉิดฉัน ดวงตากลมโตกำลังระริกพราวสวยระยับราวกับดาวบนท้องฟ้า แต่ตอนนั้นมือขวาของพ่อเลี้ยงปางห้วยสักไม่มีแก่จะเชยชมความสวยงามตระการตา นั้น วิ่งเข้าไปหา แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้นัก เพราะถ้าถูกเจ้าหมอกเตะ ถึงแม้ว่าตัวเองจะตัวใหญ่กว่าร่างเล็กนั้นมากก็คงไม่แคล้วต้องนอนหยอดน้ำ เกลือที่โรงพยาบาลเป็นเดือน ได้ยืนห่างๆ ตะโกนเสียงสั่นเครืออย่างหวาดเสียว

“โธ่..คุณหนู..ไอ้ปิง..ขอล่ะ เจ้าหมอกมันโกรธใหญ่แล้วว..อ๊าย..ออกมาเร็ว เดี๋ยวผมหาตัวใหม่ให้ขี่ครับ..ตายๆๆ..โอ๊ย..อย่างยื่นหน้าเข้าใกล้อย่างนั้น สิคร้าบบบ..ตายแน่ๆ..ไอ้ปิง”

“คิกคิก..ไม่เอา..จะขี่ตัวนี้”

อรนุชตะโกนตอบอย่างสนุก พลางวิ่งตื๋อสลับเท้าเล็กๆ ของตัวเธอเองหลบการจู่โจมของเจ้าโธโรเบลดกลัดมันตัวนั้นอย่างคล่องแคล่ว เจ้าหมอกร้อง ฮี้ย ดังสนั่น หงุดหงิดเหลือเกิน ถ้ามันเป็นคนอาจจะกำลังคิดว่า ทำไมเหยียบไม่โดนวะ ไวอย่างกับปรอทเด็กสาวร่างเล็กบางผู้ซึ่งพิสมัยการขี่ม้ามาตั้งแต่เล็ก กำลังตื่นเต้นระทึกใจกับทีท่าอันพยศของเจ้าหมอกตรงหน้าอย่างที่สุด ตกลงใจแม่นมันจะต้องขึ้นหลังเจ้านี่ให้ได้ ทั้งอยากขี่เองเพราะแรงปราถนาส่วนตัว ทั้งอยากเอาชนะอีตาหน้าหมีด้วย เช๊อะ หวงเหรอจะขี่ให้ดู ใส่อานไว้เรียบร้อยแล้วด้วย คิกคิก เสร็จเรา

อรนุชผู้ซึ่งตั้งแต่อายุได้ห้าขวบเธอก็ขึ้นหลังเจ้าโพนี่ (พันธุ์ม้าแคระชนิดหนึ่ง) เป็นครั้งแรก จนเจ้าของคอกม้าซึ่งเป็นเพื่อนกับบิดาของเธอถึงกับอ้าปากค้างด้วยความทึ่ง และนับจากนั้นแทบจะทุกปิดเทอมใหญ่ ที่ร่างเล็กๆ ของอรนุชจะเริงร่าอยู่บนหลังม้าสูงใหญ่ ควบตะบึงราวกับจ๊อกกี้ผู้ชำนาญการขี่ม้า และเมื่อมีม้าตื่น เธอก็เคยกระโจนขึ้นไปคุมจนสงบมาแล้วมากครั้ง

ดังนั้นท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายของปิง กับเสียงคำรามของเจ้าหมอก เสียงกุบกับๆ ที่ดังพร้อมๆ กับเนื้อดินที่แตกกระจุยกระจายยามสองเท้าที่แข็งแกร่งนั้นดีดตะกุย ร่างเล็กบางของอรนุชก็ยังวิ่งวนอยู่รอบๆ ได้อย่างสนุกสนาน ใบหน้างามตาที่หาตัวจับได้ยากยามนั้นเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ดวงตากลมโตพราวใส เสียงหัวเราะดังกังวานไพเราะราวกับสกุณาระเริงไพร

คมศรที่เหยียบคันเร่งจนแทบมิด พารถจี๊ปที่เหินเข้ามาราวกับบิน ก็ต้องตาเหลือกเมื่อเห็นภาพหวาดเสียวตรงหน้าไกลๆ ร้องออกมาอย่างหงุดหงิด

“เอ้า..เอาเข้าไป..ยัยเด็กนี่ ไม่รู้เหรอว่ามันอันตรายแค่นไหน..ฮึ่ม..อย่าให้จับได้นะ”

ความจริงอรนุชตั้งใจจะศึกษาจังหวะสะบัดตัวของเจ้าหมอกตรงหน้าให้ดีกว่านี้ อีกหน่อย เพราะจะเป็นประโยชน์กับเธอเมื่อตอนขึ้นหลังไปแล้ว แต่พอดีหางตาเหลือบไปเห็นรถจี๊ปคนหนึ่งกำลังวิ่งปุเลงๆ เข้ามา โดยมีบุรุษร่างใหญ่ไว้เคราดกซึ่งกำลังทำหน้ายักษ์เป็นคนขับเลยเปลี่ยนใจ

ในเวลานั้นเด็กสาวสะกิดเท้าเล็กๆ กระโดดผึงไปด้านข้างเฉียงๆ หลบฉากการพุ่งเข้ามาเหยียบของเจ้าหมอกอย่างคล่องแคล่ว ร่างเล็กบางที่แม้ศีรษะยังไม่สูงเสมอหลังอานดีเลย แต่มีความไวเหลือประมาณ ก็เอื้อมมือคว้ามับไปที่สายบังเหียน ดีดตัวออกจากพื้น เท้าซ้ายจิกสอดเข้าไปที่โกลนอย่างแม่นยำ และอาศัยแรงดีดบวกกับการส่งแรงจากเท้าที่จิกสอดอยู่ในโกลนม้านั้นเหวี่ยง ร่างบางของเธอขึ้นไปบนหลังเจ้าโธโรเบลดสีดำปลอดจนได้อย่างสวยงาม ตระการตา เสียงหัวเราะใสดังกังวานเจื้อยแจ้ว ทั้งคมศรและมือขวาของเขาเห็นอย่างหน้าก็ทำตาเหลือก คนหนึ่งยืนอยู่ในคอก อีกคนกำลังขับรถพุ่งวาบเข้ามาต่างอ้าปากร้องออกมาพร้อมๆ กับราวกับนัดเอาไว้

“ฉิบหาย!”

เจ้าหมอกดำร้อง..ฮี้ย..ดังลั่น ดีดขาหลังสุดแรง หมายจะเหวี่ยงร่างเล็กบางที่บังอาจขึ้นมาขี่หลังมันโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ กระเด็นไป แต่อรนุชที่กำสายบังเหียนมั่น ยืดตัวตรงสองขาหนีบไปที่อานม้า สอดเท้ายึดจิกไว้กับโกลนแน่น ขณะที่ใช้กำลังขาถีบส่งกำลังให้ร่างบางนั้นล้อไปตามจังหวะดีดของเจ้าหมอก เป็นการลดทอนแรงเหวี่ยงอันรุนแรงนั้น ส่วนมือเล็กบางงามแต่เชี่ยวชาญในการบังคับม้าเหลือขนาดนั้นกระตุกสาย บังเหียนเชิดรั้งให้หัวของเจ้า โธโรเบลดดำปรอดนั้นแหงนขึ้นอย่างคล่องแคล่ว

ภาพร่างเล็กบางของอรนุชกับเจ้าหมอกเด้งดีดไปพร้อมๆ กันเป็นวงกลม ผมดำงามเป็นมันวาวปลิวไสวสยายล้อไปกับแรงสะบัดช่างเป็นภาพที่สวยงามจับตา เหลือประมาณ ถ้าไม่ติดว่าคนที่กำลังมองอยู่นั้นกำลังเครียดจัดจนแทบจะเป็นบ้า คมศรนั้นจอดรถพรวดที่ริมรั้วไม้ ก่อนที่ชายหนุ่มจะวิ่งออกมาจากรถกระโดดผึงเดียวก็ข้ามรั้วสูงนั้นมายืนเคียง ข้างคนสนิทที่ทำหน้าอย่างกับร้องไห้

“ผมพยายามห้ามแล้วนะครับพ่อเลี้ยง แต่คุณหนู”

ปิงพูดเสียงสั่นๆ ทำตัวแหยงๆ เตรียมรอรับบาทาจากเจ้านายร่างใหญ่ แต่ทว่าตอนนั้นคมศรไม่มีแก่ใจจะมาคิดลงโทษอะไรกับคนของเขา เพราะตอนนั้นความสนใจทั้งมวลมันมุ่งไปสู่ความกังวลกับสวัสดิภาพของร่างเล็ก บางที่เตลิดอยู่บนหลังเจ้าหมอกอย่างร่าเริง ผมดำขลับพลิ้วสยายไปกับแรงลมที่โกรกเข้ามา
Hew โพสเมื่อ 2011-2-1 08:16
ชายหนุ่มอ่านความรู้สึกของม้าตัวโปรดออก เจ้าหมอกกำลังโกรธ ตอนนี้แม้กระทั่งเขาเข้าไปก็คงจะหยุดมันไม่ได้ ใบหน้าคร้ามคมจึงมีวี่แววของความตระหนกตกใจจนปิดไม่มิด เจ้าหมอกดีดหลังอย่างไรก็สลัดไม่หลุด เลยเปลี่ยนวิธีมาเป็นยกขาหน้าขึ้นสูง ร้อง ฮี้ย ดังสนั่นคอก ร่างพ่วงพีของเจ้าโธโรเบลดกลัดมันนั้นเกือบจะยกขึ้นตั้งชันกับพื้นดิน พร้อมๆ กับอาการดิ้นสะบัดเต็มแรง

“โอ๊ย..คุณหนู ตายแล้ว”

ปิงร้องลั่นเมื่อมองเห็นภาพที่น่าหวาดเสียวนั้น ส่วนคมศรเองก็กำหมัดแน่นเหงื่อซึมออกมาจนเหนียวมือไปหมด ร่างเล็กบางของอรนุชเหยียดตรงเท้าสองข้างจิกไปที่โกลนแน่น โผตัวขึ้นไปตรงแผงคออันกำยำของเจ้าหมอก และใช้มือทั้งสองที่ยังไม่คลายบังเหียน ตะปบกุมไปที่ขนคอที่ดำเป็นมันนั้นเอาไว้แน่นหนา ปากบางงามแย้มเยื้อนอย่างสมใจ ดวงตาพราวระริกด้วยความสนุกสนานที่ได้รับจากการต่อกรกับเจ้าโธโรเบลดจอมพยศ ตัวนี้ ม้าตัวโปรดของคมศรดิ้นอย่างไรก็สลัดไม่หลุด เลยร้องเสียงดังลั่นก่อนจะทิ้งตัวลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับดีดขาหลังกระเด้ง สะโพกแข็งแรงของมันเป็นแรงบวกกระแทกใส่ร่างเล็กบางที่ตกวูบลงมาตามจังหวะ ทิ้งตัวของมัน

ทั้งคมศรและมือขวาคนสนิทสะดุ้งขึ้นพร้อมๆ กันเมื่อเห็นร่างเล็กคราวนี้ถูกสลัดอย่างแรงจนร่างบางนั้นแกว่งออกจากอานม้า แต่สองขาที่เหยียดตรงของเด็กสาวนั้นยังจิกแน่นไปกับโกลนทั้งสองข้าง พร้อมทิ้งตัวแนบหลังทำมุมไปกับอานม้าจนเกือบเท่ากับร้อยแปดสิบองศา มือบางที่จับบังเหียนนั้นเกร็งข้อกระตุกจนหน้าของเจ้าหมอกสะบัดแหงนพรืดพราด ร่างที่กำลังดีดสุดๆ ต้องชะงักงัน ผ่อนเพลาแรงลงไปมากอักโข ทำให้อรนุชรั้งตัวพลิกกลับมาหนีนอานเอาไว้ได้อีกครั้งไม่ถูกเหวี่ยงหลุดออก ไป ปากงามของเด็กสาวผ่านเสียงหัวเราะใสราวกับระฆังเงิน

เสียงถอนหายใจดังเฮือกใหญ่ดังมาจากสองชายที่ยืนมองอย่างเครียดจัดอยู่ข้างๆ ขณะที่ใบหน้างามของเด็กสาวยิ้มพราว ใช้สองเข่าหนีบกระทุ้งเป็นเชิงหยอกเจ้าหมอกเล่น สร้างความหงุดหงิดให้กับมันจน ฮี้ย ฮี้ย วิ่งกระโดดดีดไปมาราวกับบ้าคลั่ง ถึงตอนนี้มือขวาของคมศรต้องยกมือขึ้นปิดหน้าอีกรอบ คอย่นอย่างหวาดเสียว เบิ่งตามองลอดผ่านร่องนิ้วของตัวเองอย่างตื่นเต้นระทึกขวัญจนหัวใจแทบ กระดอนออกมาจากอก ปากร้องซี๊ดซ๊าด ออกมาไม่หยุด แต่ทว่าสายตาประกายเหล็กของพ่อเลี้ยงปางห้วยสักเริ่มมีแววของความผ่อนคลาย เขามองเห็นความล้าของม้าตัวโปรดแล้ว สองขาด้านหลังที่เป็นอาวุธหลักของมันไม่ดีดแรงเหมือนตอนแรกจึงต้องใช้อาการ สะบัดตัวเข้าช่วยเหวี่ยง

แต่จากสายตาของผู้ชำนาญการบังคับม้าคนหนึ่ง เขาคาดการณ์ได้ เจ้าหมอกน่าจะแพ้ ทุกอย่างเป็นจริงดั่งที่คมศรคิด เพราะในตอนนั้นไม่ว่าร่างกำยำพ่วงพีที่หงุดหงิดเต็มที่ ดีดเด้งอย่างไรก็ไม่สามารถสลัดร่างเล็กที่อยู่บนหลังมันออกมาได้ สายตาอันเต็มไปด้วยความกังวลของคนสนิทพ่อเลี้ยงปางห้วยสักก็เริ่มแปรเปลี่ยน ไปเป็นพิศวง และค่อยๆ ปรากฏร่องรอยของความชื่นชมขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด ชายหนุ่มหัวเราะแหะๆ ดีใจว่าตัวคงรอดพ้นการถูกเตะแน่ กล่าวเสียงประจบเจ้านาย

“คุณหนูเก่งนะครับ ไม่เคยมีใครเอาเจ้าหมอกอยู่หมัดเหมือนเจ้านายมาก่อนเลย”

คมศรเริ่มมีอารมณ์ดีขึ้น มองร่างเ


*

ออฟไลน์ code47

  • Senior Member
  • ****
  • 827
  • 226
    • ดูรายละเอียด
Re: เล่ห์สวาท เพลิงราคะ ตอน 21 by TIS
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2018, 10:52:27 pm »
เนื้อเรื่องลื่นไหลดีครับ
แต่เมื่อไหร่จะ xxx ขอรับ

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ