เรื่องสั้นคันอารมณ์ หมายเลข 1 เจ้าหญิงสุคนธอัปสร

เรื่องสั้นคันอารมณ์ หมายเลข 1 เจ้าหญิงสุคนธอัปสร

  • 527 ตอบ
  • 19513 อ่าน
*

ออฟไลน์ Kamen Rider V-3

  • Full Member
  • **
  • 71
  • 1352
    • ดูรายละเอียด
ก่อนเริ่มเรื่อง

     บางคนอาจจะรอ อาถรรพ์ปลัดขิก ตอนที่ 11 อยู่ แต่ก็คงต้องสารภาพว่าจนถึงตอนโพสเรื่องนี้ ก็ยังไม่ได้ลงมือเขียนเลย
พอถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ว่าจะเริ่มลงมือ แต่ก็อย่างที่ผมเคยบอกไว้นั่นแหละ ถ้ายังไม่อยากเขียนคิดยังไงก็คิดไม่ออก
เอายังไงดีละทีนี้  ก็เลยตัดสินใจงัดเรื่องที่เขียนดองๆไว้มาตบแต่งใหม่ออกมาขัดตาทัพดีกว่า  ไหนๆก็จะลงแล้วก็เลยตั้ง
ชื่อเป็น ชุดเรื่องสั้นคันอารมณ์ ซะเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 1 แล้วก็คงมี 2 3 4 มาเรื่อยๆ เวลาเบื่อหน่ายจากเรื่องหลัก

    ก็ลองอ่านดูแล้วช่วยติชมหน่อยนะครับ หวังว่าคงให้ความสำราญบานกระเจี๊ยวของท่านไม่มากก็น้อย


-------------

ณ. ปราสาทศรีจัมปา  จังหวัดสุรินทร์  นักศึกษาคณะโบราณคดีของมหาวิทยาลัยศิลปากรกลุ่มหนึ่ง กำลังนั่งฟังเลคเชอร์
ภาคสนามอยู่บนทุ่งหญ้าเขียวขจีที่ตัดไว้จนสั้นอย่างเรียบร้อย  เบื้องหลังอาจารย์สาวสวยที่กำลังยืนอธิบายประวัติ
และความเป็นมาของปราสาทอยู่นั้น  คือซากปรักหักพังของหน้าปราสาทที่คงเหลืออยู่ ตัวเรือนปราสาทและความยิ่งใหญ่
ของมันในอดีต เหลือเพียงเศษซากของฐานรากวางอยู่เป็นแนว พอเป็นประจักษ์พยานว่ามันได้เคยตั้งอยู่ ณ.ที่นี้

พลพีระ นักศึกษาหนุ่มปี 3  จับใจความจากถ้อยคำที่อาจารย์ จิรา อาจารย์ประจำภาควิชาโบราณคดี  ได้ว่า
ปราสาทศรีจัมปานี้ สร้างขึ้นในอาณาเขตของอาณาจักรอิศานปุระ หรือ อาณาจักรเจนละ  ซึ่งปัจจุบันนี้ก็คือประเทศกัมพูชา
และดินแดนภาคอีสานตอนใต้ของประเทศไทย  ในแผ่นดินที่พระเจ้าภววรมันเสด็จขึ้นครองราชย์ 
แผ่นดินในสมัยพระองค์มีสงครามภายในเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ และถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วน คืออาณาจักรเจนละบก
และอาณาจักรเจนละน้ำ แต่พระองค์ก็ยังคงศรัทธาต่อศาสนาอย่างหนักแน่น


พระองค์เป็นนับถือศาสนาฮินดู ลัทธิไศวะ  และทะนุบำรุงให้ความเคารพต่อพราหมณ์ของลัทธิเป็นอย่างยิ่ง
ลัทธิไศวะนับถือศิวะเทพเป็นเทพเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียว  และมีรูปศิวลึงค์เป็นที่สักการะแทนองค์ศิวะเทพ
จึงมักมีการค้นพบรูปเคารพศิวลึงค์ตามโบราณสถานต่างๆที่ขุดพบ  แม้ประชาราษฏรในสมัยของพระองค์ก็ล้วน
แต่เคร่งครัดในลัทธิไศวะ มีรูปเคารพศิวลึงค์ติดตัวอยู่ทั่วทุกตัวคน


พระเจ้าภววรมันทรงอภิเษกสมรสกับเจ้านางศรีลาวัลญ์ พระธิดาแห่งเมืองอมเรนทรปุระ  และมีพระราชธิดาที่มีพระสิริโฉม
งดงามจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศ ในวันที่พระนางถือกำเนิด ได้เกิดสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น นั่นก็คือมวลบุปผานาๆพันธ์
ในราชอาณาจักรพากันออกดอกและเบ่งบานไปทุกต้น  ส่งกลิ่นหอมระรื่น ตลบอบอวลไปทั่วทั้งราชอาณาจักร
พระเจ้าภววรมันมันจึงให้พระนามพระธิดาของพระองค์ว่า สุคนธอัปสร





พระธิดาสุคนธอัปสรทรงมีกลิ่นหอมออกมาจากพระวรกายมาแต่กำเนิด  ยิ่งเมื่อเจริญพระชันษาเข้าสู่วัยแรกรุ่น
กลิ่นหอมแห่งพระวรกายก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น จนหากแม้นบรุษใดแม้ได้สบพระพักตร์ และได้สัมผัสกลิ่น
จากวรกายของนางเข้านาสิกประสาท  บุรุษผู้นั้นก็จะบังเกิดจิตสิเหน่หานึกรักในตัวพระนางจนลุ่มหลง 
พระเจ้าภววรมันทรงหวงแหนพระธิดาพระองค์นี้เป็นยิ่งนัก จึงได้ตรัสสั่งให้สร้างประสาทสำหรับพระราชธิดาโดยเฉพาะ
โดยมีนางในและข้าทาสบริวารที่เป็นหญิงล้วนทั้งหมดคอยปรนนิบัติ  และห้ามบรุษเพศทุกคนเข้าใกล้
อาณาบริเวณปราสาทโดยเด็ดขาด  ทำให้พระราชธิดาไม่คุ้นเคยกับบุรุษเพศ และไม่เคยรับรู้เลยว่า บุรุษเพศนั้น
แตกต่างจากสตรีเช่นไร   ปราสาทที่เจ้าหญิงสุคนธอัปสรใช้เป็นที่ประทับก็คือ ปราสาทศรีจัมปา นี่เอง


ยังมีเกร็ดประวัติศาสตร์เล่าว่า กิตติศัพท์ความงามและกลิ่นหอมของพระวรกายนี้  เลื่องลือไปถึงเจ้าต่างเมืองรอบนอก
อาณาขันธสีมา  จนในครั้งหนึ่งเจ้าต่างเมืองเหล่านั้น พากันเดินทางมาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีต่อพระเจ้าภววรมัน
แต่เหตุจูงใจอันแท้จริงแล้วมาจากใคร่จะได้ยลโฉมและสัมผัสกลิ่นแห่งพระวรกายของพระธิดาด้วยกันทั้งสิ้น 

ครั้นเจ้าต่างเมืองเหล่านั้นถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระองค์แล้ว  ก็พากันทูลขอพระราชโอกาสยลโฉม
พระธิดาสุคนธอัปสรกันโดยพร้อมหน้า แม้พระเจ้าภววรมันจะทรงพยายามบ่ายเบี่ยงเช่นใด  แต่เจ้าต่างเมือง
เหล่านั้นก็พากันทูลอ้อนวอนขอ  จนพระองค์เห็นว่าหากยังทรงปฏิเสธก็อาจทำให้เสียราชไมตรีอันดีต่อเจ้าต่างเมืองเหล่านั้น
ทั้งอาจยังให้เกิดเป็นชนวนสงครามสืบต่อไป  พระองค์จึงตรัสรับสั่งเรียกพระธิดาให้เสด็จมายังท้องพระโรง

ครั้นองค์พระธิดาเสด็จมาถึง กลิ่นหอมแห่งพระวรกายก็ฟุ้งกระจายไปทั่วท้องพระโรง  จนเจ้าต่างเมืองและข้าราชบริวาร
ที่เป็นบรุษเพศต่างตะลึงงันในงาม และบังเกิดสิเหน่หาต่อพระนางด้วยกันทั้งสิ้น  เจ้าต่างเมืองพระองค์หนึ่งลุ่มหลงพระนาง
จนถึงกับบังอาจทูลขอพระธิดาไปเป็นนางห้ามแห่งตน  ทั้งๆที่เจ้าต่างเมืองพระองค์นั้นมีมเหสีอยู่แล้ว  จากนั้นเจ้าต่างเมืององค์อื่นๆ
ก็พากันทูลขอตามอย่างเซ็งแซ่  ทำให้พระเจ้าภววรมันทรงกริ้วเป็นอย่างมาก  ตรัสขับไล่เจ้าต่างเมืองเหล่านั้นออกจาก
เขตพระราชฐานโดยทันที



พออาจารย์จิราเล่าจบ  พล นักศึกษาหนุ่มที่นั่งฟังอยู่อย่างตั้งใจ ก็ยกมือขึ้น พร้อมกับเอ่ยถาม

"อาจารย์ครับ เรื่องเจ้าหญิงสุคนธอัปสรเนี่ย เป็นบันทึกประวัติศาสตร์จริงๆ หรือนิทานครับ"


เพื่อนๆที่นั่งอยู่ใกล้ๆ พอได้ยินพลเอ่ยถาม ก็พากันหันมามอง  รวมทั้งสหชาติเพื่อนที่สนิทที่สุดของพล

"ทำไมวะ...ไอ้พล...มึงอยากดมกลิ่นเจ้าหญิงฯมากเลยเหรอวะ  กูว่าอย่างมึงไม่ต้องดมหรอก แค่นี้มึงก็หื่นจะแย่อยู่แล้วล่ะม้างงง"


สิ้นเสียงของชาติ  นักศึกษาทุกคนรวมทั้งอาจารย์จิรา ก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างครื้นเครง  แล้วอาจารย์จิราก็พูดขึ้นว่า

"เรื่องของเจ้าหญิงสุคนธอัปสร เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น  จะว่าไปมันก็เหมือนนิทานปรัมปรา นั่นแหละ อย่าคิดมากเลยพล"



แต่พลมีความรู้สึกผูกพันธ์กับเรื่องราวที่ได้ฟังเป็นอย่างมาก  จนแม้ว่าเขาได้กลับจากการออกภาคสนามในครั้งนั้นแล้ว
เรื่องราวของเจ้าหญิงสุคนธอัปสรก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา   

จนในวันหนึ่งขณะที่เขากำลังแปลบทความที่สำเนามาจากภาษาขอมบนแผ่นศิลา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรโบราณแห่งนี้
จนผล็อยหลับไป  ก็บังเกิดเป็นภาพเลือนลางในความฝัน ว่าเขาได้เดินทางไปยังปราสาทศรีจัมปาอีกครั้ง  แต่ภาพของปราสาทในครั้งนี้
กลับสวยสดงดงาม และยิ่งใหญ่อลังการเหมือนกับว่าพึ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่ๆ   เขาก้าวเท้าเดินเข้ามา แล้วหยุดยืนนิ่งอยู่ที่หน้าลานปราสาท
อันเงียบสนิทไร้ผู้คน  และคิดที่จะย่างเท้าเข้าไปยังส่วนในของปราสาท   แต่ก็ชะงักเท้าไว้แล้วหันหน้ากลับมายัง แท่งโลหะอันมีส่วนปลาย
กลมมนสีดำสนิทที่โผล่พ้นมาจากผืนดิน   สีที่แต้มแต่งเติมเป็นขีดขวาง และกลีบดอกไม้ที่รายล้อมอยู่ ทำให้พลรู้ในทันทีว่านั่นคือ
ศิวลึงค์  สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งไศวะนิกาย


พลตรงเข้าไปแล้วน้อมกายลงกระทำสักการะต่อรูปศิวลึงค์นั้น  แล้วกล่าวความต้องการในใจของเขาออกมา

"ข้าแต่ ศิวลึงค์แห่งองค์ศิวะเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์  หากเรื่องราวแห่งเจ้าหญิงสุคนธอัปสรมีอยู่จริง ขอจงให้ข้าได้พบ ได้เห็น ได้รู้จัก
พระนางด้วยเถิด"

แล้วพลก็พนมมือหลับตานิ่งอยู่เช่นนั้น

แต่แล้วเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังขึ้น จนทำให้พลสะดุ้งตื่นแล้วคว้ามันมารับสายอย่างเหนื่อยหน่าย

"ฮัลโหล"


"ไอ้พล....เย็นนี้กูไปบ้านมึงนะ...แดกเหล้ากัน"


"เนื่องในวโรกาสอะไรของมึงวะ"


"วโรกาสที่ พณฯท่านชาติ อยากแดกว่ะ   อากาศมันครึ้มๆดี   กูซื้อเหล้ากับกับแกล้มไว้พร้อมแล้ว  รอหน่อยนะ"


เย็นวันนั้นชายหนุ่มสองคนที่เป็นเพื่อนสนิทกัน  ก็จัดการตั้งโต๊ะหลังบ้านเช่าของพล ที่มีวิวเป็นท้องนากว้างจากที่ดิน
ที่ปล่อยให้เช่าระยะยาวของเจ้าของบ้าน  อากาศที่ขมุกขมัวและมีลมเย็นเอื่อยๆ ทำให้เหล้าที่ชาติเตรียมมา 1 ขวดเต็มๆ 
พร่องลงไปอย่างรวดเร็ว


"ไอ้พล  กูมาคิดๆดูนะ มึงกับกูเนี่ยไม่โง่ก็บ้าว่ะ เสือกเลือกมาเรียนโบราณคดี"


"ทำไมวะ...มึงจะโง่ก็โง่ไปคนเดียว  ไม่ต้องเอากูไปเกี่ยวด้วย"


"เอ๊า.....ก็จบไปจะไปทำมาหาแดกอะไรวะ   โบราณสถาน โบราณวัตถุบ้านเรา แม่งก็ไม่มีอะไรให้ต้องรักษา
เพราะมันชิบหายไปหมดแล้ว"


"เฮ้ย...ไม่จริงหรอก  กูว่าประเทศเรายังมีของดีๆอีกเยอะที่ยังไม่ถูกค้นพบ  เรียนจบเมื่อไหร่กูจะทำตัวเป็นอินเดียน่าโจนส์เว้ย"


"ถุยย!....ไอ้หน้าโจรสิไม่ว่า  ถ้าจบมามึงไม่ได้รับราชการ รับรองไม่มีแดกเป็นโจรแน่ๆ"


"แต่กูก็รักที่จะเรียน  ที่จะทำงานทางนี้นะเว้ย "


"ไหนมึงบอกกูหน่อยซิ  ทำไมมึงถึงชอบวะ"


"มันสร้างจินตนาการว่ะ   สิ่งปรักหักพัง  ร่องรอยที่เหลือทิ้งไว้จากอดีต มันสร้างความอยากรู้อยากเห็น จนกูรู้สึกตื่นเต้นที่จะค้นคว้า
อย่างเรื่องปราสาทศรีจัมปา ที่อาจารย์จิรา เล่าให้ฟังเนี่ย..... มึงว่าไหมว่ามัน.....น่าสนใจมากกกก.......แผล้บๆๆ"


พลพูดขึ้นมาพร้อมกับทำหน้าหื่นแล้วเลียลิ้นออกมารอบริมฝีปาก  จนชาติยกเท้าถีบออกไปที่เก้าอี้ที่พลนั่งอยู่

"โธ่.....กูก็ฟังตั้งนาน ที่แท้มึงก็อยากดมกลิ่นเจ้าหญิง ....แหม...ไอ้บ้าหม้อเอ้ย....."


"มึงอะว่าแต่กู  ตัวมึงอ่ะสุดหื่นเลย  เวลาอาจารย์จิราเลคเชอร์ มึงอ่ะจ้องแกตาเป็นมันเลย กูเห็นนะเว้ย"


เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของเพื่อนรักทั้งสอง ดังอยู่ไม่ขาดระยะระหว่างการสนทนากัน  จนในตอนหนึ่งพลก็เอ่ยกับชาติขึ้นว่า



"ไอ้ชาติ กูอยากไป ปราสาทศรีจัมปา อีกซักครั้ง  มึงไปเป็นเพื่อนกูหน่อยนะ"


ชาติมองหน้าเพื่อนรัก เหมือนจะให้แน่ใจว่าพลเล่นมุกหรือเปล่า  แต่พอเห็นหน้าที่จริงจังของพลก็เริ่มสงสัย"

"เฮ้ยย...พล....มึงเอาจริงเหรอเนี่ย.......จะไปทำไมวะ"


"กูอยากพิสูจน์อะไรบางอย่างว่ะ   นะ...มึงไปเป็นเพื่อนกูหน่อยนะ"


ชาติเห็นท่าทีของเพื่อนรัก ก็รู้ว่ามันเอาจริงแน่ๆ ก็เลยตอบรับไปอย่างรำคาญ

"เออๆๆๆ.....จะไปเมื่อไหร่ก็บอกแล้วกัน....บอกไว้ก่อนนะเว้ย....ทั้งค่ารถค่ากินมึงออกล้วนๆ"


"เออ  .....เสาร์นี้เลยแล้วกัน"

-------------


แล้ววันที่พลนัดหมายไว้ก็มาถึง  พลจัดของที่จำเป็นลงกระเป๋าสะพายของเขา จนรู้สึกว่ามันยัดแน่นจนตุงไปหมด 
แต่แล้วเขาก็เหลือบไปเห็นกระเป๋าสะพายของชาติ ที่ลืมเอาไว้เมื่อตอนมากินเหล้าที่บ้านในสองวันก่อน 
เขาเห็นว่ากระเป๋าของชาติใบใหญ่ดี จึงคิดที่จะใช้กระเป๋าของชาติแทน  แต่พอเขาคว้ากระเป๋าออกมาเปิดดู
ก็ต้องปล่อยเสียงหัวเราะก้ากออกมา  เพราะนอกจากถุงยางหลายสิบอันแล้ว ก็ยังมี ไวเบรเตอร์ รูปร่างเหมือน
กับที่ใช้ในหนัง AV ไม่มีผิดเพี้ยน

"ฮ่าๆๆๆๆๆ.......ไอ้เหี้ยชาติ  จังไรจริงๆเลยมึงนี่  จะพกไว้ทำไมวะ"


พลจับไวเบรเตอร์นั้นยัดใส่ไว้ในกระเป๋าของชาติตามเดิม  แล้วเอาข้าวของของเขาถ่ายใส่ลงไปในกระเป๋าของชาติด้วย 
จากนั้นก็สะพายใส่หลังเดินทางไปยังสถานีขนส่งตามที่นัดไว้กับชาติ 



รถทัวร์ออกจากสถานีขนส่งในช่วงเช้า จนถึงจังหวัดสุรินทร์ก็เกือบจะเที่ยง  ทั้งคู่แวะกินข้าวกลางวันที่สถานีขนส่ง
แล้วเหมารถสองแถวให้ไปส่งยังปราสาทศรีจัมปา  พอไปถึง ชาติก็ลงจากรถด้วยอาการกระปกกระเปลี้ย  แล้วเริ่มบ่นขึ้น

"โอยยย...ทั้งเหนื่อย....ทั้งร้อน......ถึงแล้ว...มึงจะทำอะไรก็ทำ  กูไปหาที่งีบก่อนล่ะ เมื่อยชิบหาย"


"เฮ้ย...เดี๋ยวซิวะชาติ  ช่วยกูก่อน  มานี่  มึงมากับกูก่อน"


พลลากตัวชาติเดินเข้าไปยังบริเวณด้านหน้าของซากปราสาท  แล้วตรงไปยืนนิ่งห่างจากประตูปราสาทราว 10 ก้าว
เขาเพ่งมองอย่างพิจารณาไปรอบตัว แล้วก้มหน้าเดินจากจุดที่ยืนอยู่ไปที่หน้าปราสาท พร้อมกับทำปากขมุบขมิบ
เหมือนกำลังนับก้าว  พอถึงหน้าประตูปราสาท เขาก็หันกลับ  แล้วเดินไปยังจุดเดิมทำปากขมุบขมิบแบบเดิมอีกครั้ง 
จนชาติรู้สึกสงสัย

"มึงทำห่าอะไรของมึงวะพล..........แล้วมึงลากกูมาทำอะไรเนี่ย"


"ชาติ...มึงช่วยดูต้นทางให้กูหน่อย "


"ดูต้นทาง....ดูทำไม...มึงจะทำอะไร"


พลดึงเสียมพับออกมาจากกระเป๋าสะพายของเขาแล้วกางออก

"เฮ้ยๆๆๆ.....ไอ้พล.....มึงจะทำเหี้ยไรวะเนี่ย.....เก็บเลยมึง....เก็บเดี๋ยวนี้เลย  หาคุกซะแล้วไหมล่ะ"


"เฮ้ยชาติ  กูฝัน......แม่งเหมือนจริงมากๆ  ตรงจุดนี้แหละที่เป็นที่ตั้งของศิวลึงค์ที่กูเห็นในฝัน  ที่กูชวนมึงมาวันนี้
ก็เพื่อจะพิสูจน์ว่า  สิ่งที่กูเห็นมันเป็นของจริงหรือเปล่า  ช่วยกูหน่อยวะ  ดูต้นทางให้กูหน่อย"


ชาติส่ายหน้าไม่เอาด้วย  แต่พลก็อ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า  จนในที่สุดเขาก็ใจอ่อนยอมเฝ้าดูต้นทางให้


พลเดินไปวัดจำนวนก้าวอีกครั้งว่าตำแหน่งที่จะขุด เป็นตำแหน่งเดียวกับที่เขาเห็นในความฝัน และเมื่อแน่ใจแล้ว
เขาก็ดันปลายเสียมฝังลึกลงไปทันที 


ครั้งแล้ว ครั้งเล่าที่ปลายเสียมทิ่มแทงลงไปยังพื้นดิน จนเกิดเป็นหลุ่มลึกราวสองฟุต  พลจึงวางเสียมลง แล้วใช้มือ
กอบเอาดินขึ้นมาวางกองที่ปากหลุม

"ไอ้พล...พอได้แล้ว  เดี๋ยวก็ซวยกันหมดหรอก  มึงจะหาอะไรของมึงกันแน่วะ"


"กูว่าศิวลึงค์ในฝันต้องพยายามบอกอะไรกูแน่ๆ"


พลพูดทั้งๆที่มือของเขายังคงกอบดินขึ้นจากหลุม   และแล้วเขาก็รู้สึกว่า มือของเขาสัมผัสกับสิ่งที่เรียบลื่นสิ่งหนึ่งเข้า
พลรีบปัดเศษดินออกจากบริเวณนั้นจนเกลี้ยง และมองเห็นเจ้าสิ่งนั้นมีลักษณะเป็นวงกลมโค้งนูนจมอยู่ในดิน

พลคว้าเสียมมาแล้วพยายามแซะเอาสิ่งนั้นขึ้นมาจากดิน  จนในที่สุดเขาก็ดึงมันขึ้นมาเป็นผลสำเร็จ 

มันคือเศษซากโลหะที่ผุกร่อนและมีคราบดำๆเกาะอยู่อย่างเกรอะกรัง  เขาจึงล้วงเอาค้อนเล็กๆในกระเป๋าสะพายมาเคาะลงเบาๆ
ที่แผ่นโลหะนั้น  เสียงค้อนกระทบกับแผ่นโลหะเกิดเป็นเสียงดังกังวานใสคล้ายเสียงของระฆัง  พลเคาะอยู่ครู่หนึ่งคราบสีดำ
ที่เกาะกินแผ่นโลหะนั้นก็เริ่มกระเทาะออกเผยให้เห็นเนื้อแท้สีมันวาวของมัน  ยิ่งพลเห็นมันค่อยๆแสดงเนื้อในของมันออกมา
เขาก็ยิ่งเคาะลงไปอย่างดีใจจนถ้วนทั่วแผ่นโลหะนั้น  และในที่สุดมันก็เผยโฉมที่แท้จริงของมันออกมา   ว่ามันก็คือ
เศษเสี้ยวของส่วนโค้งมนแห่งศิวลึงค์โบราณนั่นเอง


เขายิ้มออกมาอย่างยินดี  แล้วนำเศษซากของศิวลึงค์โบราณมาพิจารณาอย่างใกล้ชิดจนมองเห็นตัวอักษรขอมที่จารึกเป็นวงกลม
รายรอบซากศิวลึงค์นั้น  เขาเพ่งมองมันแล้วพยายามอ่านออกเสียงออกมาทีละตัว ๆ จนหมดสิ้นข้อความ


ทันใดนั้น ชาติก็ส่งเสียงร้องขึ้นอย่างตกใจ

" ไอ้พล  พ่อมึงมาแล้ว เร็ว...วิ่ง ! "



ชาติวิ่งเข้ามาหาพล แล้วติดตามมาด้วยผู้ชายในชุดสีกากีอีกสองคน  แต่แล้วชาติก็หยุดชะงักอย่างตกตะลึง  เมื่อเขาเห็นแสงสว่าง
วาบขึ้นแล้วแผ่ซ่านออกมารอบตัวของพล   มันเจิดจ้าเสียจนเขาต้องหยีตาแล้วใช้สองมือบังหน้าของเขาเอาไว้ 
จนเมื่อรู้สึกว่าแสงสว่างจ้านั้นดับวูบลงแล้ว  เขาก็ลดมือลง  แต่...ไม่มีร่างของพลอยู่ ณ จุดนั้นแล้ว 

ชาติเหลียวซ้ายแลขวามองหาเพื่อนรักด้วยความเป็นห่วง


"ไอ้พล......มึงอยู่ไหน.........ไอ้พล........"


---------


พลรู้สึกมึนงง เหมือนร่างของเขากำลังล่องลอยอยู่ในที่อันเวิ้งว้าง   แล้วร่วงหล่นลงมาอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง
ร่างของเขานอนหงายอยู่กับพื้นที่ปูด้วยผ้าสีแดงสด  บรรยากาศโดยรอบมีแต่กลิ่นควันไฟปะปนกับกลิ่นหอม
ของดอกไม้  เขาสะบัดความมึนงงออกไปแล้วมองไปโดยรอบอย่างแตกตื่น

"นี่มันที่ไหนกัน....กูมาอยู่ที่ได้ไงวะเนี่ย"


แต่แล้วเสียงเข้มแข็งก้องกังวานเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ด้วยภาษาที่เขาไม่คุ้นเคย

"พราหม์วราหะ นี่ละหรือตัวแทนแห่งองค์ศิวะเทพที่ท่านอัญเชิญมา"


เสียงก้องกังวานนั้น พลพอฟังออกว่าเป็นภาษาขอมโบราณ ดังออกมาจากผู้ที่อยู่ไกลออกไปเบื้องหน้าของเขา

แต่แล้วเขาก็พึ่งรู้สึกตัวว่า ที่ข้างกายของเขามีชายชราชุดขาวไว้เครายาวยืนอยู่  ชายชราคนนั้นยกมือพนมไว้ที่อก
แล้วเอ่ยตอบเสียงอันทรงอำนาจที่เขาได้ยินเมื่อสักครู่ว่า


"บุรุษท่านนี้ ปรากฏร่างขึ้นต่อหน้าองค์ศิวลึงค์หลังจากที่ข้าพระบาททำพิธีเสร็จสิ้น คงจะเป็นอื่นใดมิได้
นอกจากตัวแทนที่องค์ศิวะเทพประทานมาเป็นแน่แท้พระเจ้าข้า"


"แล้วเหตุใด ตัวแทนแห่งศิวะเทพจึงมิใช่พราหมณ์เฉกเช่นท่านเล่า  บุรุษผู้นี้สวมใส่อาภรณ์แปลกประหลาด
ทั้งยังมีเส้นเกศาที่สั้นเกรียน หาใช่ผู้ที่อยู่ในวรรณะพราหมณ์เป็นแน่แท้"


พลหันไปมองดูต้นเสียงอันทรงอำนาจที่อยู่ต่อหน้าเขา  แล้วก็ถึงกับตกใจจนเข่าแทบทรุด  เพราะเขาผู้นั้นนั่งอยู่บนแท่นที่สูง
จากระดับพื้นดินอย่างงามสง่า  ใบหน้าดูเคร่งขรึมดุดัน สวมใส่มงกุฏที่มียอดสูงสีทองสุกอร่าม แม้ลำตัวจะเปลือยเปล่า
แต่ก็มีทับทรวงที่มีอัญมณีสีน้ำเงินเข้มเม็ดใหญ่ประดับอยู่กลางอก  คาดด้วยสร้อยสังวาลย์ระยิบระยับงามจับตา ซึ่งเขารู้อยู่แก่ใจว่า
มันคือเครื่องทรงของกษัตริย์ขอมโบราณชัดๆ


พลหันไปมองดูโดยรอบด้วยท่าทีที่แตกตื่น ก็พบว่ารอบตัวเขาก็มีแต่ผู้คนที่ล้วนแต่งกายประหลาด ปานประหนึ่งถอดออกมา
จากข้อเขียนของหนังสือประวัติศาสตร์ขอม  เขาทั้งงุนงงสงสัยและคิดว่าเพื่อนๆคงวางแผนแกล้งเขา

"เฮ้ย...อะไรวะเนี่ย....เลิกแกล้งกูได้แล้ว....กูกลัว...กูยอมแล้ว"


ชายชราที่แต่งกายเป็นนักบวชนุ่งห่มผ้าสีขาว  มุ่นมวยผมสีขาวโพลนทั้งศีรษะก้าวเดินเข้ามาหาเขา
แล้วเอ่ยถามด้วยภาษาขอมว่า

"ท่านจะบอกกล่าวสิ่งใด  เราไม่ล่วงรู้ภาษาของท่าน"


พลค่อนข้างแน่ใจแล้วว่า นี่ไม่ใช่การแกล้งของเหล่าเพื่อนๆตัวแสบของเขาแน่ๆ  เพราะทั้งภาษาและการแต่งกายของคนที่นี่
มันบ่งบอกอย่างแน่ชัดว่าเป็นวัฒนธรรมของขอมโบราณอย่างไม่ผิดเพี้ยน  พลทั้งตกใจ ทั้งหวาดกลัว แล้วก็ฝืนใจพูดภาษาขอม
ที่ร่ำเรียนมาอย่างงูๆปลาๆออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆ

"นี่คือที่ใด   และทะ...ทะ...ท่านคือผู้ใด"


นักบวชชรา ยิ้มออกมาเล็กน้อยที่ได้ยินพลพูดภาษาที่ตนเองเข้าใจออกมา

"นี่คือดินแดนแห่งอาณาจักรอิศานปุระ  ข้าคือ พราหมณ์วราหะ  และนั่นคือ  องค์เหนือหัวของอาณาจักรแห่งนี้
พระนามว่า พระเจ้าภววรมัน"


พราหมณ์วราหะ  แนะนำตัวเองแล้วผายมือไปยังบรุษที่นั่งอยู่บนแท่นสูง พร้อมกับยกมือพนมไว้ที่อก  ทำให้พลหันมองไป
แล้วสบพระเนตรกับ พระเจ้าภววรมัน  แววตาอันทรงอำนาจแห่งพระองค์ทำให้เขายกมือพนมทำความเคารพดุจเดียวกับ
พราหมณ์วราหะ


ทันใดนั้นเอง พระเจ้าภววรมัน ก็ส่งพระสุรเสียงดังกังวานขึ้น

"ท่่านคือตัวแทนที่องค์ศิวเทพส่งมาเพื่อทำพิธิให้กับธิดาของเราใช่หรือไม่"


พอพลได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจเบิกตากว้าง คิดอยู่แต่ในใจคนเดียว

"ตายห่าแล้วกู.......นี่มันขอมโบราณจริงๆด้วย........เอาไงดีวะ....อะไรหว่าตัวแทนศิวะเทพ....
ถ้าบอกไปว่าไม่ใช่....จะทำอะไรกูไหมเนี่ย.........."


แล้วพลก็ตัดสินใจพูดออกไป  ด้วยเกรงว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับตัวเอง

"ใช่แล้วฝ่าพระบาท  ข้าคือพราหมณ์พลพีระ มาตามคำบัญชาแห่งองค์ศิวะเทพ"


สิ้นคำของพล  ก็เกิดเสียงฮือฮาของกลุ่มคนที่รายล้อมอยู่  จนในที่สุด พราหมณ์วราหะก็พูดขึ้น

"ทุกปี ที่ข้าเพียรทำพิธีพลีแด่องค์ศิวะเทพ เพื่อให้องค์ศิวะเสด็จมาทำพิธีให้กับพระราชธิดา  ตั้งแต่พระองค์มีพระชันษา
สิบสี่ จนบัดนี้พระธิดามีวัยล่วงเข้าสู่ สิบแปดพระชันษา  แล้วพระองค์ก็ส่งผู้ที่เหมาะสมมาทำพิธีให้กับพระธิดาแล้ว   
ในวันนี้     โอววว...ศิวเทพ.....ข้ามีความยินดียิ่งนัก"


พลเห็นพราหมณ์เฒ่า มีท่าทีที่น้อมน้อมต่อตนเอง ก็ยืนขึ้น  ฝืนทำท่าเป็นพราหมณ์ผู้ทรงภูมิ  แล้วคิดอยู่ภายในใจว่า

"เอาวะ ...รับๆไปก่อนแล้วค่อยหาทางหนีทีไล่....ในเมื่อเล่นแล้ว....ต้องเล่นให้เนียน...เป็นไงเป็นกันวะ"


แล้วพลก็พูดกับพราหมณ์วราหะด้วยภาษาขอมที่พอพูดได้อย่างกระท่อนกระแท่น ว่า

"พิธีอะไรกันเล่า....ท่านวราหะ"


พราหมณ์วราหะจ้องหน้าพลนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วพูดว่า

"ใยท่านจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้    ก็ข้าวิงวอนต่อศิวะเทพให้มาทำพิธี เบิกพรหมจรรย์ให้กับพระธิดาอย่างไรเล่า"


พอได้ยินชื่อพิธี  พลก็ตกใจจนเผลอทวนคำออกมาเสียงดังลั่น

"หา!......พิธีเบิกพรหมจรรย์"




พระเจ้าภววรมัน ทรงประทับนั่งรอคอยพราหมณ์วราหะ พูดคุยอยู่กับพลอยู่เป็นเวลานาน  จึงส่งพระสุรเสียงขึ้น

"ท่านพราหมณ์ทั้งสอง   เราจะเริ่มพิธีกันได้หรือยัง"


พอพราหมณ์วราหะได้ยินเจ้าเหนือหัวรับสั่ง ก็พนมมือถวายบังคม แล้วจูงมือพลเดินตรงไปยังเสลี่ยงที่ถูกตกแต่งไว้อย่างงดงาม
พลลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วโน้มตัวมุดเข้าไปในเสลี่ยง  ทันใดเสียงสังข์ก็ถูกเป่านำขึ้น พร้อมกับบทสวดสรรเสริญองค์พระศิวะดังคลอติดตาม
ไปตลอดทางที่เสลี่ยงดำเนินเคลื่อนที่ไป 

ขบวนนำโดยพราหมณ์จำนวนหนึ่ง ติดตามด้วยเสลี่ยงของพรามณ์วราหะ และพล  และท้ายสุด เป็นเสลี่ยงพระที่นั่งขององค์เหนือหัว


เพียงครู่เสลี่ยงนั้นก็หยุดลงแล้วลดระดับลงสู่พื้น  เมื่อเสลี่ยงถูกวางลงก็เหมือนเป็นสัญญาณโดยไม่ต้องบอกกล่าว
ว่าเขาจะต้องออกมายังภายนอก  พลโผล่หัวออกมาแล้วโน้มตัวออกจากเสลี่ยงมายืนเด่นอยู่ที่หน้าปราสาทแห่งหนึ่ง 
ซึ่งบริเวณทางเข้าถูกโรยไว้ด้วยดอกไม้บูชา เขาแลเห็นพราหมณ์วราหะยืนรอคอยอยู่แล้ว ที่หน้าทางเข้าปราสาท
ซึ่งถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงาม

"นี่คือปราสาทที่ประทับของพระธิดา ขอเชิญท่านประกอบพิธีตามที่องค์ศิวะเทพบัญชามาเถิด"


พลไม่รู้จะเริ่มต้นอย่่างไร จึงตัดสินใจที่จะหลอกถามพราหมณ์วราหะให้หายสงสัย โดยแกล้งทำเป็นมีท่าทีขึงขัง ถามขึ้นว่า

"ท่านพราหมณ์ องค์พระธิดามีพระนามว่า  เจ้าหญิงสุคนธอัปสรใช่หรือไม่"


พราหมณ์วราหะ พอได้ยินพลเอ่ยชื่อเจ้าหญิงออกมาทั้งที่ตนเองยังมิได้บอกกล่าว ก็ตาโต ยิ้มออกมาพร้อมกับพยักหน้าช้าๆ อย่างมั่นใจ
ว่าเขาคือ องค์ตัวแทนแห่ง ศิวเทพ โดยแท้


"พระองค์ทรงมีพระศิริโฉมงดงาม และมีกลิ่นหอมออกมาจากพระวรกาย จนแม้แต่ท่านเองก็อดมิได้
ที่จะเกิดสิเหน่หาต่อพระองค์ใช่หรือไม่"


คราวนี้พราหมณ์วราหะ ยิ้มออกมาอย่างยินดี พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า

"ใช่แล้ว....ท่านพลพีระ เพราะเหตุนี้ เราจึงทำพิธีพลีพระธิดาแด่องค์ศิวะเทพ องค์ศิวะเทพจึงประทานท่านมาทำพิธีเบิกพรหมจรรย์
ให้แก่พระธิดาอย่างไรเล่า"


พอพลได้ยินอย่างนั้นก็ลอบยิ้มแล้วคิดกระหยิ่มอยู่ภายในใจ

"หึๆๆๆ.....อยู่ดีๆ  ก็จะได้เบิกพรหมจรรย์เจ้าหญิงซะแล้ว....บุญอะไรของกูวะเนี่ย  ในโชคร้าย มันก็มีโชคดีอยู่เหมือนกัน"


แต่แล้วพลก็ยังไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นดังที่เขาคิด จึงแกล้งพูดหลอกล่อให้พราหมณ์วราหะบอกกล่าวสิ่งที่อยากรู้ออกมา
พลทำทีเป็นยืดอก สีหน้าเคร่งขรึม แล้วพูดขึ้นว่า

"ท่านวราหะ  ก่อนที่เราจะเริ่มพิธี เราต้องการทราบว่าท่านได้เตรียมการแห่งพิธีเบิกพรหมจรรย์ได้ถูกต้องหรือไม่
ขอท่านจงลำดับขั้นตอนแห่งพิธีให้เราฟังว่าตรงต่อความต้องการแห่งองค์ศิวเทพหรือไม่"

พราหมณ์วราหะเป็นพราหมณ์อาวุโสแห่งอาณาจักร และรู้พิธีการทั้งปวงเป็นอย่างดี พอได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มที่จะได้แสดง
ภูมิรู้แห่งตน

"ได้สิ ...ท่านพลพีระ  สตรีทุกนางในนิกายไศวะ จะต้องผ่านพิธีเบิกพรหมจรรย์เมื่อย่างเข้าสู่วัยสาว  เพื่อเป็นการถวาย
ความบริสุทธิ์แด่องค์ศิวะเทพ ซึ่งกระทำโดยพราหมณ์ผู้ทรงภูมิรู้  มิเช่นนั้นจะเกิดอัปมงคลแก่นางผู้นั้น  พิธีเบิกพรหมจรรย์
กระทำโดยนำองค์ศิวลึงค์มาเข้าพิธีอัญเชิญอำนาจแห่งศิวเทพ แล้วนำไปสอดใส่ในโยนีของนางผู้นั้น โดยห้ามมิให้นางผู้นั้น
ออกมาจากห้องที่ทำพิธีเป็นเวลาหนึ่งคืน เฉกเช่นว่านางได้ถวายตัวต่อศิวะเจ้าแล้ว"

พอพลได้ยินดังนั้นก็รู้สึกผิดหวัง แล้วคิดอยู่ภายในใจ

"อ้าว...ไม่ได้ใช้กระเจี๊ยวจริงๆเหรอ....ไม่น่าเลย"


แล้วพลก็เอ่ยถามต่อพราหมณ์วราหะขึ้นอีก

"ท่านเองก็เป็นพราหมณ์อันทรงภูมิ  เหตุใดท่านจึงไม่ทำพิธีให้แก่พระธิดาด้วยตนเองเล่า"


พราหมณ์วราหะ ก้มหน้าลงอย่างละอาย  แล้วถอนใจก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างไม่ค่อยเต็มเสียงนัก

"ท่านพลพีระ  ตะบะของข้ายังไม่แก่กล้าพอ  ข้า...ข้ายังหวั่นไหวต่อศิริโฉมของพระนางอยู่"


แล้วพราหมณ์วราหะก็เชื้อเชิญให้พลเข้าไปยังปรัมพิธีที่หน้าปราสาท  เพื่ออัญเชิญอำนาจแห่งศิวเทพ
ลงสู่องค์ศิวลึงค์



"ท่านพลพีระ แล้วองค์ศิวะลึงค์ของท่านอยู่ที่ใดเล่า  เหตุใดจึงมินำออกมาเข้าพิธี"



พลจ้องหน้าพราหมณ์เฒ่านิ่ง  แล้วหันไปยังเบื้องหลังเหลือบเห็นพระพักตร์ขององค์เหนือหัวที่กำลังจ้องมองมายังตน
ก็คิดหาทางออกอย่างเร่งรีบ

"ท่านวราหะ ท่านมิได้จัดเตรียมองค์ศิวลึงค์ไว้ให้ข้ารึ"


"ท่านเอ่ยออกมาเช่นนี้ได้อย่างไร  พราหมณ์ทุกคนต้องมีองค์ศิวลึงค์ประจำตัว ข้าจะไปจัดเตรียมให้ท่านได้อย่างไรเล่า"


พอพราหมณ์เฒ่าพูดเช่นนั้น พลก็ตกใจจนหน้าซีด คิดหาหนทางแก้ไขสถานการณ์ในทันที 

แต่แล้วพลก็นึกสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้  เขาจึงล้วงมือลงไปในกระเป๋าสะพาย หยิบไวเบรเตอร์ของชาติออกมา


พอพราหมณ์เฒ่าเห็น ไวเบรเตอร์ที่พลล้วงออกมาก็ถึงกับตกใจในรูปทรงของมัน


"โอ้ววว....เหตุใดศิวลึงค์ของท่านจึงมีรูปทรงแปลกประหลาดถึงเพียงนี้"


ไม่เพียงแต่พราหมณ์วราหะเท่านั้น  แม้แต่องค์เหนือหัว และข้าราชบริพารที่อยู่ในที่นั้น ก็พากันแตกตื่นใจส่งเสียงพึมพำ
ไปทั่วบริเวณ


พลคิดจะทำให้องค์เหนือหัว และผู้คนที่รายล้อมอยู่มีศรัทธาต่อตัวเขา จึงนั่งลงหน้าปรัมพิธี ใช้สองมือโอบกำไวเบรเตอร์ไว้
แล้วกล่าวต่อพราหมณ์วราหะว่า

"ข้าจะสวดสรรเสริญศิวะเจ้า   อัญเชิญอำนาจแห่งพระองค์ให้มาสถิตย์อยู่ในศิวลึงค์ของข้านี้"

พลปิดตาลงทำท่วงท่าเคร่งขรึม คล้ายกับร่ายบทสวด เพียงครู่เขาก็ใช้นิ้วกดปุ่มให้ไวเบรเตอร์ให้ทำงาน

ไวเบรเตอร์สีมันวาว ขนาด 8 นิ้ว สั่นกระพือจนเกิดเสียง พร้อมกับส่ายหมุนไปรอบตัวอย่างเห็นได้ชัด  สร้างความประหลาดใจ
ให้กับองค์เหนือหัวและข้าราชบริพารที่รายล้อมจนจ้องมองนิ่งค้างไปตามๆกัน  ครั้นพอได้สติ พราหมณ์วราหะก็กล่าวเสียง
นมัสการพระศิวะจนดังก้องไปทั่วบริเวณ

"โอม...นมัสศิวะ.....โอม....นมัสศิวะ"


แล้วเหล่าข้าราขบริพารที่รายล้อมอยู่ ต่างก็เปล่งเสียงตามโดยพร้อมกัน

ขณะนี้ทุกคนในอาณาจักรแห่งนี้เชื่ออย่างจริงใจแล้วว่า  พราหมณ์พลพีระเป็นตัวแทนที่องค์ศิวะเทพส่งมาโดยแท้ 
พลมองไปโดยรอบเห็นผู้คนจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพศรัทธา ก็ภูมิใจที่แผนของเขาเป็นผลสำเร็จ


"ท่านวราหะ   เราพร้อมที่จะทำพิธีให้กับพระธิดาแล้ว"


พราหมณ์วราหะยกมือพนมให้ความเคารพต่อ พล แล้วเดินนำขึ้นไปเปิดประตูให้พลเข้าไปยังภายในตัวปราสาท
โดยที่ตนเองยืนรออยู่ที่หน้าประตูนั้น  ทันทีที่ประตูถูกเปิดออก กลิ่นหอมระรื่นอ่อนๆก็โชยมาต้องจมูกเขา
พลหลับตายืนรับสัมผัสจากกลิ่นนั้นอย่างดื่มด่ำ จนพราหมณ์วราหะพูดเตือนขึ้น


"ท่านพลพีระ  ก่อนที่ท่านจะก้าวเข้าไป  ข้าขอเตือนท่านว่า อย่าได้เผลอไผลไปกับกลิ่นแห่งพระวรกายของพระธิดาเป็นอันขาด
มิเช่นนั้น ท่านอาจกระทำการอันเป็นล่วงเกินจนพระธิดาทรงกริ้ว  ท่านคงไม่พ้นพระราชอาญาเป็นแน่"


พลกลับมามีสติขึ้นทันที  เขายืดตัวตรงแล้วก้าวเท้าเข้าไปยังส่วนใน กวาดตามองไปโดยรอบ จนเสียงบานประตูประกบกัน
ปิดสนิทที่ด้านหลังของเขา  พลเดินเข้าไปสำรวจยังภายในอันเป็นพื้นที่โปร่งโล่ง ที่ประกอบไปด้วยเสาขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งรายรอบ
ไปด้วยลวดลายอันวิจิตร  ยิ่งเดินลึกเข้าไป กลิ่นหอมระรื่นจนชวนให้ความเป็นชายของเขาตื่นตัวก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น จนเขาเดินผ่าน
ผนังกั้นล่วงเข้ามายังปราสาทส่วนใน


และที่นั้นนั่นเองที่เขาได้พบกับพระราชธิดาอันเป็นต้นกำเนิดแห่งกลิ่นที่หอมระรื่นชวนดอมดมนั้น  พระองค์ทรงประทับนั่งอยู่บนตั่ง
สวมใส่อาภรณ์เครื่องทรงอันงามสง่า พระเกศาดำขลับถูกรวบตึงจนมองเห็นพระนลาฏกว้างนูน พระขนงโค้งงามรับกับดวงเนตรหวาน
ดูงดงามยิ่งนัก  พลนิ่งตะลึงสบตากับเจ้าหญิงที่เขาฝันว่าจะได้ยลโฉมพระองค์จริงๆสักครั้งจนตาค้าง แล้วพร่ำเพ้ออยู่ภายในใจ







"โอ้ววว...นี่หรือ เจ้าหญิงสุคนธอัปสร ช่างงดงามอะไรเช่นนี้  โอวว...ข้าหลงรักพระองค์เข้าแล้ว"


เจ้าหญิงสุคนธอัปสร ทอดพระเนตรมายังผู้ที่ลุกล้ำเข้ามายังที่รโหฐานแห่งองค์  แล้วพระโอษฐ์งามอวบอิ่มก็เผยอขึ้นเปล่งวาจาออกมา

"ท่านคือผู้ใดรึ...เหตุใดจึงล่วงล้ำเข้ามายังที่แห่งเรา"


สุรเสียงอ่อนหวาน ทำให้พลได้สติคืนกลับมา เขายกมือที่กำไวเบรเตอร์ขึ้นพนม ทำความเคารพต่อเจ้าหญิงฯ

"ข้าพระบาทคือ พราหมณ์พลพีระ ตัวแทนแห่งองค์ศิวะเทพ เข้ามาเพื่อทำพิธีต่อพระองค์ ตามพระบัญชาขององค์เหนือหัวพะย่ะค่ะ"


"พราหมณ์รึ  เหตุใดจึงสวมใส่อาภรณ์ประหลาดเช่นนี้  เรามิเคยเห็นมาก่อน แล้วเหตุใดจึงมิเป็นท่านวราหะ "



"ท่านวราหะทำพิธีเชิญข้าพระบาทต่อองค์ศิวะเทพ ให้มาทำพิธีนี้ตามบัญชาแห่งองค์เหนือหัวพะย่ะค่ะ"



"อัอ...กระนั้นรึ...แล้วสิ่งที่อยู่ในมือของท่านคือสิ่งใด"


พล แบมือให้พระธิดามองเห็นมันชัดๆ แล้วเอ่ยขึ้น

"นี่คือศิวลึงค์ของข้าพระบาท พะย่ะค่ะ  "



เจ้าหญิงสุคนธอัปสร เพ่งมองดูสิ่งที่อยู่ในมือของพล ด้วยพระพักตร์ที่เป็นกังวล

"ศิวลึงค์อันใดของท่าน   ใยจึงมีรูปร่างประหลาด และใหญ่โตเช่นนี้.........เอ่อ......เอ่ออ...แล้วมันจะทำให้เราเจ็บหรือไม่"


พลเห็นสีพระพักตร์ของเจ้าหญิงสุคนธอัปสร  ก็อดยิ้มไม่ได้ แล้วพูดตอบโต้ด้วยความกระหยิ่มใจว่า

"ไม่เลยพระองค์  แต่มันจะทำให้พระองค์ถูกพระทัยเป็นที่ยิ่ง  พระองค์พร้อมที่จะทำพิธีแล้วหรือยัง พะย่ะค่ะ"


เจ้าหญิงสุคนธอัปสร ถอนพระทัยยาวทอดหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น

"แล้วเราต้องทำอย่างไรบ้างเล่า ท่านพราหมณ์  เราไม่ต้องการทำพิธีนี้เลย แต่พระบิดาทรงบังคับเรา"


พลลอบยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วคิดใช้แผนเดิมให้พระธิดาเชื่อในตัวเขา

"ข้าพระบาท จะทำพิธีอัญเชิญอำนาจแห่งองค์ศิวะเทพเข้าสู่ศิวลึงค์นี้  ขอพระองค์ทรงเปลื้องพระภูษาได้เลย พะย่ะค่ะ"


เจ้าหญิงสุคนธอัปสร นั่งนิ่งไม่ยอมเปลื้องพระภูษา พลจึงแกล้งหลับตาคล้ายกำลังทำพิธีอันศักดิ์สิทธิ์  เพื่อให้เจ้าหญิง
บังเกิดเกิดความศรัทธาและเชื่อถือ แล้วก็ลอบใช้นิ้วกดปุ่มให้ไวเบรเตอร์ทำงาน  เจ้าแท่งหฤหรรษ์ในมือของพลก็แกว่งไกว
วนไปมาคล้ายกับมันมีชีวิต จนเจ้าหญิงสุคนธอัปสรจ้องมองดูด้วยความตื่นตระหนก  ความเคารพศรัทธาที่มีต่อองค์ศิวเทพทำให้เจ้าหญิง
ยกมือกระทำสักการะต่อไวเบรเตอร์ในมือของพลอย่างนอบน้อมทันที


แล้วพลก็ลืมตาขึ้น กล่าวต่อเจ้าหญิงฯด้วยท่าทีที่เคร่งขรึมว่า

"เหตุใดพระองค์จึงยังไม่เปลื้องพระภูษาอีก  องค์ศิวะเทพเสด็จมายังตัวแทนแห่งพระองค์แล้วนะ พะย่ะค่ะ"


เจ้าหญิงสุคนธอัปสร ทรงยืนขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก แล้วจึงเริ่มคลายพระปั้นเหน่งออก ดวงเนตรงามของพระนางจ้องมองมาที่พล
แล้วหยุดมือลง

"ท่านเอาแต่จ้องมองเขม็งเช่นนี้ เราจะเปลื้องออกได้อย่างไรเล่า"







พลรู้สึกทั้งขัดใจทั้งขัดอารมณ์  กลิ่นหอมของเจ้าหญิงก่อกวนอารมณ์ของเขาจนแทบจะอยากจะเข้าไปถอดให้อยู่แล้ว

"เช่นนั้นพระองค์ทรงเอนพระวรกายแล้วหลับพระเนตรเถิดพะย่ะค่ะ  ปล่อยให้ข้าพระองค์กระทำให้เองจะดีกว่า"


เจ้าหญิงสุคนธอัปสร ทรงคิดตามที่พลเสนอ หากพระองค์ไม่รับรู้เสียแล้ว  ปล่อยให้พิธีดำเนินไปจนเสร็จสิ้น ความกระดากอาย
ก็คงจะไม่มีต่อพระองค์ จึงทรงเอนพระวรกายลงบนแท่นแล้วหลับพระเนตรจนสนิท ห้อยพระบาททั้งสองลงมาจากแท่นบรรทม

พลแสดงออกทางสีหน้าอย่างเต็มที่ เมื่อเห็นเจ้าหญิงฯหลับพระเนตรลงแล้ว  มือทั้งสองที่เอื้อมไปยังขอบพระภูษาแสดงอาการสั่นเทา
ด้วยความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด   ดวงตาทั้งสองของพลจ้องมองไปยังจุดที่เขาหมายตาไว้จนเบิกโพลง

มุ่นพระภูษาถูกคลายคลี่ออกจนหลวม แล้วดึงลงมาจนกองไว้ที่ข้อพระบาท  เผยให้เห็นเนินพระโยนีนูนเด่นขาวผุดผ่อง ประดับด้วย
เส้นพระโลมชาติดำขลับอ่อนละเอียดเรียงตัวอย่างงดงาม   พลจ้องมองเนินพระโยนีอันงดงามแล้วทรุดร่างลงคุกเข่า  มือข้างหนึ่งถือ
ไวเบรเตอร์แต่ดวงตากลับจ้องมองเรือนพระวรกายส่วนล่างที่เปลือยเปล่าอย่างไม่วางตา 

เขาไม่อยากจะใช้ไวเบรเตอร์ไปรบกวนเรือนร่างอันงดงามของพระนางเลยแม้แต่น้อย  แต่เขาต้องการที่จะซุกไซ้ใบหน้า
เข้าไปเชยชมดอมดมความหอมหวานให้สาแก่ใจของเขามากกว่า   พลเหลือบตาขึ้นมองพักตร์ของเจ้าหญิงฯ  เห็นยังทรงปิดดวงเนตรสนิทอยู่
เขาจึงยื่นใบหน้าเข้าไปจนเกือบสัมผัสเรือนร่างแห่งวรองค์ แล้วสูดดมกลิ่นอันหอมหวลที่กรุ่นออกมาตั้งแต่เรียวพระอูรุทั้งสองจนถึง
เนินพระโยนีอันโคกนูน ตามการเรียกร้องจากที่อัดอั้นอยู่ภายใน


"ท่านพราหมณ์  ท่านกระทำสิ่งใดอยู่ เหตุใดจึงมิเร่งลงมือกระทำพิธี"

เจ้าหญิงเปล่งพระสุรเสียงออกมาทั้งๆที่ยังหลับเนตรอยู่


พลได้ยินดังนั้นก็ตัดสินใจใช้มือแยกเรียวพระอูรุให้อ้ากว้างจนสองกลีบบุปผาแยกออกจากกัน เผยให้เห็นช่องพระโยนีสีชมพูระเรื่อ
แล้วยื่นส่วนหัวของไวเบรเตอร์จ่อลงไปทันที

"โอ๊ะ...ท่านพราหมณ์"


เจ้าหญิงสะดุ้งพระวรกายพร้อมกับยกหัตย์ขึ้นอย่างตกพระทัย  พลเปิดไวเบรเตอร์ให้สั่นในระดับต่ำสุด แล้วเลื่อนส่วนหัวของมัน
ไล่ไปตามร่องหลืบ พร้อมกับค่อยๆดันเข้าไปทีละน้อย  เจ้าหญิงขมวดพระขนงกัดพระทนต์นิ่ง พลเห็นเช่นนั้นก็เกรงว่าเจ้าหญิง
จะทรงเจ็บ จึงตัดสินใจเอ่ยออกมาว่า

"เพื่อมิให้พระองค์รู้สึกเจ็บ ขอทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์ใช้มือสัมผัสด้วยเถิด พะย่ะค่ะ"


เจ้าหญิงทรงขยับพระพักตร์เป็นเชิงอนุญาต ทั้งที่ยังหลับเนตรอยู่  พลจึงยิ้มออกมาด้วยความสมใจแล้วยื่นมือเข้าไปสัมผัส
เนินนูนโยนีของเจ้าหญิงฯอย่างแผ่วเบา  แล้วเกาะกุมเนินนูนของเจ้าหญิงฯไว้ในอุ้งมือของเขาพร้อมกับทาบทับนิ้วกลางกดลง
ไปในช่องแห่งพระโยนี 

ทั้งกลิ่นแห่งพระวรกาย  ทั้งรูปโฉมอันงดงามและรสสัมผัสอันนุ่มละมุนมือ ทำให้พลเกิดอารมณ์แห่งความต้องการจนแทบจะบ้าคลั่ง
ท่อนเอ็นของเขาแข็งตัวจนคับแน่นไปหมด จนต้องใช้มืออีกข้างปลดตะขอกางเกงให้คลายออก  นิ้วมือของพลแหวกเส้นพระโลมชาติล่วงล้ำ
เข้าไปยังภายในร่องหลืบจนสัมผัสเข้ากับติ่งแห่งพระโยนีแล้วหมุนวนอย่างแผ่วเบา

เจ้าหญิงสุคนธอัปสร เผยอโอษฐ์ออกเล็กน้อย แล้วเริ่มส่ายบั้นพระองค์ด้วยความรู้สึกวาบหวามพระทัยในรสสัมผัสของนิ้วมือพราหมณ์หนุ่ม
จนพระองค์เริ่มรู้สึกต้องการให้ มือของพราหมณ์ลงน้ำหนักมากขึ้นจนถึงกับยกบั้นพระองค์ลอยขึ้นอย่างลืมองค์

พลเห็นพระอาการของเจ้าหญิงฯ ก็ยิ่งคิดที่จะแกล้งให้พระนางมีความต้องการยิ่งขึ้นไปอีก จึงแหย่ไวเบรเตอร์จี้เข้าไปที่ติ่งแห่งพระโยนีนั้น

เจ้าหญิงฯถึงกับสะดุ้งพระวรกายอย่างแรง แล้วบิดองค์พร้อมกับส่งพระสุรเสียงร่ำร้อง ออกมา

"โอ๊ววว.............โอ๊วววววว......................โอ๊ววววววว....."


พลเร่งไวเบรเตอร์ให้สั่นอย่างสุดแรงแล้วจึ้วนลงไปยังร่องหลืบโยนีของพระนางอย่างต่อเนื่อง  ก็ยิ่งทำให้เจ้าหญิงสุคนธอัปสร
ทรงรู้สึกเสียวกระสันต์ที่ร่องพระโยนีเป็นอย่างยิ่ง  บั้นพระองค์ลอยส่ายไม่ติดพื้น ส่งพระสุรเสียงร่ำร้องครวญครางไม่ขาดโอษฐ์

"อ๊ายยยย........อ๊ายยยยยยยย.........อ๊ายยยยยยย............"


ยิ่งพลเห็นพระนางส่ายร่อนบั้นพระองค์ พร้อมกับร่ำร้องพระสุรเสียงเช่นนั้น  ความอดทนอดกลั้นของเขาก็สิ้นสุดลง
ความคิดวูบหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว เกิดเป็นคำพูดที่หลุดจากปากออกมาโดยไม่ยั้งคิด


"โอวว...พระนาง  องค์ศิวะเทพจะเข้าสถิตย์ในร่างของข้าพระองค์แล้ว  พระองค์มีพระประสงค์จะเบิกพรหมจรรย์ของพระนาง
ด้วยองค์เอง.....โอววว..."

ทันใดนั้นพลก็สะบัดไวเบรเตอร์ออกจากมือ ทำทีเป็นตัวสั่นอยู่ครู่หนึ่งแล้วยืนขึ้น เพ่งมองไปยังเจ้าหญิงฯที่ตอนนี้
ลืมพระเนตรขึ้นมาจ้องมองด้วยความตื่นตระหนก

"สุคนธอัปสร เราคือ ศิวะ  เจ้ายังไม่สักการะเราอีกรึ"


เจ้าหญิงสุคนธอัปสร มีพระชันษาเพียงสิบแปด ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของพล ก็ยันร่างลุกขึ้นกระทำวันทาโดยทันที
พลเห็นเจ้าหญิงฯ เชื่อเขาอย่างสนิทใจ ก็เริ่มถอดเสื้อผ้าออกจนเหลือแต่ตัวล่อนจ้อน แล้วเริ่มแผนการทันที

"สุคนธอัปสร  เราจะเริ่มทำพิธีให้เจ้า  อย่างแรกเจ้าจงรับเอาลึงค์แห่งเราเข้าไว้ในโอษฐ์ของเจ้า ณ บัดนี้"


เจ้าหญิงสุคนธอัปสร เบิกพระเนตรกว้าง แล้วส่งสายพระเนตรไปยังลำเอ็นที่กำลังชี้แข็งออกมาอย่างยืดยาวของพล

"แต่....แต่...ลึงค์นั่นเป็นของพราหมณ์ผู้นี้มิใช่หรือเพคะ"


"เราเป็นเทพเจ้าแห่งสามโลก  แม้สถิตย์อยู่ที่ใด ที่นั่นก็เป็นเรา เจ้าอย่าได้มีข้อเคลือบแคลงเลย"

แล้วพลก็ก้าวเท้าไปยืนอยู่ตรงเบื้องพระพักตร์ของเจ้าหญิงฯ  ด้วยความต้องการที่อัดอั้นอย่างที่สุด


เจ้าหญิงสุคนธอัปสร  เหลือบสายพระเนตรมองไปยังใบหน้าของศิวะเทพจอมปลอม แล้วลดองค์จนพระพักตร์อยู่ในระดับเดียวกับ
แท่งเอ็นของพลอย่างฝืนพระทัย ก่อนที่จะเผยอโอษฐ์งามจดจ่อไปที่ปลายลำเอ็นของพล

พลไม่รอช้ารีบดันท่อนเอ็นของเขาสวนเข้าไปในโอษฐ์งามของเจ้าหญิงฯทันที 

"โอ้วววว.........."


พลอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงครางออกมาอย่างสาแก่อารมณ์ เมื่อสัมผัสถึงช่องโอษฐ์อันนุ่มนวลอบอุ่น ที่โอบรัดรอบแท่งเอ็นของเขา
แล้วเผลอไผลใช้สองมือยึดจับเศียรแห่งพระนางเอาไว้ พร้อมกับดันท่อนเอ็นให้ผลุบเข้าผลุบออกที่โอษฐ์ของพระนาง

"ซี๊ดดดดดดดดดดด...........เสียวดีจริงๆเลยเว้ยปากของเจ้าหญิงเนี่ย.....อ้าาาา......"


เจ้าหญิงฯ ทรงพยายามอดทนด้วยเกรงว่าองค์ศิวะจะพิโรธ ปล่อยให้พลกระแทกแท่งเอ็นผลุบเข้าผลุบออกจากโอษฐ์งามของนาง
เอาตามอำเภอใจ  แต่เนื่องจากพลอดกลั้นต่อความต้องการมาเป็นเวลานาน เพียงได้รับสัมผัสอันนุ่มนวลจากโอษฐ์ของพระนาง
เพียงไม่นาน  จังหวะหนึ่งเขาก็ส่งแท่งเอ็นเข้าไปลึกเข้าไปจนเกือบถึงลำพระศอแล้วแช่ค้างนิ่งเอาไว้

"โอ๊ะ...โอ๊ะ.....แตกแล้ว......โอ้วววววววววว............"



น้ำรักขาวขุ่นแตกทะลักพุ่งออกมาจากปลายลำเอ็น ล่วงล้ำลงสู่ลำคอของพระนางจนทรงสำลัก  พลได้สติรีบถอนลำเอ็นออกมาจาก
โอษฐ์งาม ทันใดนั้นน้ำรักสีขาวขุ่นก็ล้นทะลักติดตามออกมาจากโอษฐ์แห่งนาง

"สุคนธอัปสร  จงกลืนกินน้ำแห่งลึงค์ของเราลงไป "


พลไม่เข้าใจตัวเองอยู่เหมือนกันว่ากล้าพูดออกไปได้อย่างไร  แต่ถึงอย่างไรเขาก็ได้พูดออกมาแล้ว จึงมีแต่ต้องปั้นสีหน้าให้ดูสมจริง

เจ้าหญิงสุคนธอัปสร จึงทรงปิดริมพระโอษฐ์มิให้น้ำรักของพลไหลกลับออกมา แล้วกลืนกินลงไปตามคำแห่งศิวะเทพจอมปลอม
จนพลเห็นแล้วก็อดที่ภาคภูมิใจเสียไม่ได้  แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่า  เขายังไม่ได้ทำพิธีเปิดพรหมจรรย์จนเสร็จสิ้นก็น้ำแตกไปก่อนซะแล้ว
จึงคิดหาวิธีถ่วงเวลาให้ลำเอ็นของเขากลับมามีความพร้อมอีกครั้ง

"สุคนธอัปสร  เจ้าจงนอนลง เราจะทำพิธีขั้นต่อไป"


พอพระนางเอนร่างลงตามคำสั่ง  พลก็จับข้อพระบาททั้งสองแหกอ้าออกแล้วเอื้อมมือไปหยิบไวเบรเตอร์จ่อลงไปที่โยนีแห่งพระนางอีกครั้ง
เจ้าหญิงสุคนธอัปสร ก็ถึงกับแอ่นบั้นพระองค์ด้วยความซ่านเสียว พร้อมกับส่งพระสุรเสียงคร่ำครวญขึ้นอีกครั้ง

"อ๊ายยยย........อ๊ายยยยยยยย.........อ๊ายยยยยยย............"



ยิ่งผ่านไปนานขึ้น ร่องพระโยนีก็เริ่มชุ่มชื้นมากขึ้นเรื่อยๆ ดุจดังสุรเสียงครวญครางด้วยความกระสันต์ซ่านเสียวที่บังเกิดขึ้นแก่พระองค์
เป็นคราแรก ก็ดังขึ้นด้วยเช่นกัน


สุรเสียงที่ร่ำร้องคล้ายดั่งพระองค์กำลังเจ็บปวด แต่หางสุรเสียงกลับแหบพร่า ส่ายบั้นพระองค์ร่อนไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน
พลเห็นพระนางมีอาการเช่นนั้น ก็ยิ่งหมั่นเขี้ยวยิ่งจี้ไวเบรเตอร์เน้นเข้าไปที่ติ่งโยนีของพระนางหนักแน่นยิ่งขึ้น 

"อ๊ายยย.....อ๊ายยยย.......พอก่อนเถิดท่านศิวะเทพ.....อ๊ายยยย....หม่อมฉันจะไม่ไหวแล้วเพคะ  ...อูยยยย.....เสียวเหลิอเกินเพคะ
ฮูยยยย..........อ๊ายยยย..........อ๊ายยยย..........อ๊ายยยย.......พอ..พอ...หยุดก่อน.."


แต่แล้วบั้นพระองค์นั้นก็ยกสูงแล้วนิ่งค้าง ปลดปล่อยพระบังคนเบาพุ่งแตกกระจายออกเป็นฝอยด้วยความซ่านเสียว

"....โอ๊ะ....โอ๊ะ....โอ้ววววววววววว....."


พระนางเคลิบเคลิ้มกับความสุขอันเป็นสุดยอดที่พึ่งเคยพานพบ  พระวรกายสั่นกระตุกอย่างมิอาจควบคุม
แล้วจึงแผ่พระวรกายลงราบอย่างเหนื่อยอ่อน  พลไม่รอช้าอีกต่อไป แท่งเอ็นของเขากลับมาแข็งแล้วพยักหัวหงึกๆ
เหมือนกับจะบอกว่ามันพร้อมแล้ว

 
เนื้อหาถูกซ่อนเอาไว้ คุณต้องตอบกระทู้นี้ก่อน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 23, 2018, 05:42:30 am โดย Kamen Rider V-3 »
งานเก่าๆของผมเชิญได้ที่ ลิงค์ด้านล่าง

https://xonly8.com/index.php?topic=164918.msg651695#msg651695

ขอบคุณท่าน Kaithai ที่กรุณาจัดทำลิงค์นะครับ

*

ออฟไลน์ lovebom29

  • Full Member
  • **
  • 69
  • 50
    • ดูรายละเอียด
ย้อนอดีตฟันเจ้าหญิง

*

ออฟไลน์ xtazy

  • Gold Member
  • *****
  • 1082
  • 146
    • ดูรายละเอียด
ตำนานเจอเกรียนหลอกหัวปั่น น่าสงสาร

*

ออฟไลน์ condominium

  • Full Member
  • **
  • 119
  • 160
    • ดูรายละเอียด
แนวต่างโลกที่แสนจะกิ๋บเก๋ ใช้ประวัติศาสตร์มาปนๆบ้าง จินตนาการบ้าง หื่นๆ บ้าง ชอบแนวนี้มากครับ จินตนาการบรรเจิดดีจริงๆ

*

ออฟไลน์ wood007

  • Junior Member
  • ***
  • 575
  • 104
    • ดูรายละเอียด
เอาไวเบรเตอร์ บูชาแทนเลยนะ

*

ออฟไลน์ tamsabai

  • Junior Member
  • ***
  • 291
  • 326
    • ดูรายละเอียด
สนุกดีครับ แล้วจะเบิกทวารที่เหลือด้วยมั้ยเนี่ย

*

jayleno

ผมอยากดมรักแร้เจ้าหญิงครับ  ::Angry::

*

ออฟไลน์ Anawat Por

  • Senior Member
  • ****
  • 681
  • 0
    • ดูรายละเอียด
ตอนแรกว่าจะไม่แต่พอเห็นภาพประกอบเท่านั้นแหละ ::Bloody:: ::JubuJubu::

*

ออฟไลน์ TTHAI

  • Full Member
  • **
  • 165
  • 0
    • ดูรายละเอียด
เรื่องนี้แต่งดีมาก สนุกดีมีเชื่อมเรื่องผ่าน vibrater ด้วย

*

ออฟไลน์ alohaseed

  • Junior Member
  • ***
  • 597
  • 383
    • ดูรายละเอียด
ชอบเรื่องแบบนี้เป็นที่สุด พระเอกยุคปัจจุบันหลุดไปในอดีต ใช้ความฉลาดปี้ดะ 
 ::DookDig::

*

ออฟไลน์ oui

  • Full Member
  • **
  • 163
  • 0
    • ดูรายละเอียด
คนยุคก่อนเจอของเล่นยุคใหม่มีเคลิ้ม

*

ออฟไลน์ richey

  • Full Member
  • **
  • 74
  • 1
    • ดูรายละเอียด
ชอบแนวย้อยอดีต สนุกดีครับ

*

ออฟไลน์ Ek Phaha

  • Tiny Member
  • *
  • 5
  • 0
    • ดูรายละเอียด
เจ้าหญิงเจอของเล่นยุคนี้ไปถึงกับสั่นเลย

*

ออฟไลน์ tayo14

  • Full Member
  • **
  • 204
  • 123
    • ดูรายละเอียด
แนวย้อนอดีตทะลุมิติกำลังมาแรงเลย น่าจะจัดยาวๆ เปิดฮาเร็มเลยนะครับ

*

pj762856

สวรรค์ชั้นเจ็ด  แต่จะรอดไหมเนีย

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ